Masuk“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวจัดการเรื่องนั้นเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” อันฉีสาวใช้ของซ่งฮวา เข้ามารายงานความคืบหน้าทันที หลังจากได้ออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าตรู่
ซ่งฮวาวางถ้วยชาลงอย่างสง่างาม พลางเอ่ย “ง่ายถึงเพียงนั้นเชียว แน่ใจว่าไม่มีใครพบเห็นเจ้า” นางเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ไม่คิดว่าคนของตัวเองจะจัดการเรื่องนั้นได้อย่างง่ายดาย “ดูเหมือนวันนี้สวรรค์จะเข้าข้างเราเจ้าค่ะ ที่จวนกงจัดงานเลี้ยงฉลองเล็กๆ ให้บ่าวไพร่ ทำให้หละหลวมเรื่องการตรวจสอบคน อีกอย่างหนึ่งก็คือสาวใช้ของคุณหนูใหญ่กง ไม่ได้ภักดีกับนางมากถึงขั้นถวายชีวิต และยังมักใหญ่ใฝ่สูง บ่าวถึงได้ซื้อตัวนางได้ง่ายๆ เจ้าค่ะ” ซ่งฮวาส่งเสียงหัวเราะออกแผ่วเบา “กงเล่อหยาง หากรู้ถึงเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นเช่นไรนะ” นางไม่ได้ชมชอบคุณชายมู่มากถึงขนาดยอมพลีกายถวายชีวิต ที่ทำไปล้วนแล้วแต่มีเหตุและผลของมัน กงเล่อหยางแม้ไม่มีบิดามารดา ทว่าอำนาจในมือกลับมีมากจนน่าอิจฉา ซ่งฮวาย่อมทราบถึงเรื่องบุญคุณความดีของอดีตแม่ทัพใหญ่กงกับฝ่าบาทและไทเฮา ถามว่านางกลัวหรือไม่ หากเรื่องราวที่นางกระทำกับกงเล่อหยางถูกเปิดเผยออกมา ซ่งฮว่าตอบได้เลยว่า ไม่ นางสามารถหาคนมารับผิดแทนได้ อีกอย่างเบื้องหลังนางยังมีตระกูลซ่ง คุณชายมู่และผู้สูงศักดิ์ท่านนั้น แม้ว่าคุณชายมู่จะยังไม่แสดงออกมาอย่างชัดเจนมากนัก แต่เขาไม่มีทางกลับไปหรือให้ความช่วยเหลือกงเล่อหยางอย่างแน่นอน ซ่งฮวาค่อนข้างที่จะมั่นใจในเรื่องนี้ “อันฉี เจ้าว่าระหว่างคุณชายมู่กับท่านผู้นั้น ข้าควรเลือกผู้ใดดีกว่ากัน” “ทั้งสองคนล้วนแต่เป็นเอกบุรุษแห่งแคว้น บ่าวคิดว่าคนแรกที่คุณหนูควรเลือกคือท่านผู้นั้นเจ้าค่ะ หากคุณหนูพลาดจากท่านผู้นั้นก็ยังมีคุณชายมู่รอเป็นตัวเลือกที่ดีอยู่อีกหนึ่งคนเจ้าค่ะ” “พูดได้ดี ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกันกับเจ้า แต่จะว่าไปแล้ว…ข้าควรจะย่ำยีจิตใจของกงเล่อหยางให้มากกว่านี้หรือไม่” ซ่งฮวายอมรับว่านางอิจฉาชาติกำเนิดของกงเล่อหยาง บิดามารดาจากไปแล้ว แต่ก็ยังเชิดหน้าชูตาได้ แม้จะมีอุปสรรคเป็นตระกูลกงสายรอง แต่ผู้คนรอบกายนางล้วนแต่รักใคร่เอ็นดูเฝ้าทะนุถนอมนางมาเป็นอย่างดี ซ่งฮวาแม้นางจะเกิดจากภรรยาเอก แต่บิดาไม่ได้โปรดปรานมากนัก ทำให้นางต้องดิ้นรนเพื่อให้บิดาเห็นว่ามีความสำคัญกับวงศ์ตระกูล และเพื่อที่นางจะได้มีอำนาจในการกดข่มลูกอนุพวกนั้นที่จ้องแต่จะขึ้นมาเทียบเคียงนางอยู่ตลอดเวลา “ไว้เราค่อยไปยามที่นางใกล้สิ้นลมดีหรือไม่เจ้าคะ ช่วงเวลานั้นน่าจะเจ็บปวดที่สุด” “ฮ่า ฮ่า อันฉี ยังคงเป็นเจ้าที่ให้คำปรึกษาดีๆ แก่ข้าเสมอมา เอาตามที่เจ้าว่าก็แล้วกัน ถึงยามนั้นอย่าลืมเอ่ยเตือนข้าด้วยเล่า” “เจ้าค่ะคุณหนู แต่พิษจะออกฤทธิ์เร็วก็ต่อเมื่อมีการกระตุ้นอารมณ์ต่างๆ หลังจากที่นางรับพิษไปได้สองสามวัน เราคงต้องขยันไปหาคุณชายมู่มากกว่าเดิมแล้วเจ้าค่ะ” “เรื่องนั้นไม่เป็นปัญหาอยู่แล้ว” มู่ฉิงเทียน ทั้งหล่อเหลาและยังเป็นบุรุษที่มีอนาคตไกล ซ่งฮวาได้อยู่ใกล้เขามีแต่ได้กับได้ “ข้าจะไปหาท่านแม่ที่เรือนใหญ่” ซ่งฮวาเดินออกจากเรือนไปอย่างอารมณ์ดี ยิ่งคิดถึงตอนที่กงเล่อหยางดิ้นทุรนทุราย นางก็ยิ่งมีรอยยิ้มที่กว้างมากขึ้น อันฉีเดินตามซ่งฮวาไปเงียบ ไม่คิดจะขัดอารมณ์สุนทรีย์ของเจ้านาย นางมีหน้าที่รับใช้เพียงแค่นั้น เรือนใหญ่ ตระกูลมู่ “คารวะท่านพ่อ ท่านแม่ขอรับ” มู่ฉิงเทียนคำนับบิดามารดาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “เหอะ!” นายท่านมู่ซวนส่งเสียงไม่พอใจขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นหน้าบุตรชาย เจ้าลูกชายตัวดีของเขาไม่รู้ว่าคิดอ่านสิ่งใดอยู่ มีอย่างที่ไหนทิ้งหยกงามไปคว้าเอาก้อนกรวด ซ่งฮวาผู้นั้นดูก็รู้ว่าเข้าหาตัวเองด้วยจุดประสงค์บางอย่าง แต่ก็ยังหูตามืดบอดไปชมชอบเอาเสียได้ “เอาล่ะ เจ้ารีบนั่งลงเถิด แล้วอธิบายให้แม่ฟังที ว่าเหตุใดถึงได้เลิกคบหากงเล่อหยาง และช่วงหลังมานี้เหตุใดถึงได้ออกหน้าปกป้องคุณหนูซ่งผู้นั้นไม่หยุด…” มารดาของมู่ฉิงเทียนค่อนข้างที่จะใจเย็น ไม่ได้ด่วนตัดสินใจแต่อย่างใด นางเพียงอยากทราบเหตุผลของบุตรชายก็เท่านั้น หากบุตรชายเลือกคุณหนูซ่งจริงๆ เช่นนั้นนางคงต้องเข้าไปใส่ใจกงเล่อหยางมากกว่านี้ เพราะก่อนหน้ามีบุตรชายของนางสนับสนุนคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง เมื่อไม่มีบุตรชายแปลว่าอีกฝ่ายก็ตัวคนเดียวยามที่มีคนเข้ามารังแก สามีของนางไม่สามารถที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้ทุกครั้ง เพราะเขายังคงเป็นขุนนางมีงานราชการรัดตัว นางที่ว่างอยู่ย่อมเหมาะสมที่สุด “นั่นสิ! เจ้าลองพูดสิว่าทำไม ยัยหนูเล่อหยางของข้าไม่น่ารักตรงไหน หรือตรงที่นางไปตามทำร้ายแม่ดอกไม้เน่านั้น เจ้าอย่าพูดออกมาเชียวว่าไม่ทราบถึงจุดประสงค์ ดูการกระทำของสตรีผู้นั้นไม่ออก ที่ยัยหนูเล่อหยางทำไปเพราะมีเหตุผลทั้งนั้น!” นายท่านมู่เป็นคนเถรตรง เสแสร้งไม่เป็น ทำให้เขานั้นเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้อยู่ไม่น้อย และยังเป็นก้างขวางคอขุนนางหลายๆ คนอีกด้วย มู่ฉิงเทียนรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าบิดามารดาเรียกเขามาพบด้วยเรื่องอะไร เขาอยากจะบอกเหลือเกินว่า ในช่วงเวลานั้นเหมือนเขาไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง คล้ายถูกบางอย่างควบคุมเขาให้กระทำเช่นนั้น แต่ถ้าเขาพูดออกไปใครจะเชื่อ ใครกันที่ทำกับเขาเช่นนั้น ควบคุมเขาไปเพื่ออะไร “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากำลังหาทางกลับไปคืนดีกับเล่อหยางอยู่ขอรับ เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาข้าทำร้ายจิตใจนางไปค่อนข้างมาก ยามนี้จึงไม่กล้าสู้หน้า…” มู่ฉิงเทียนเอ่ยตอบกลับไปเสียงเบา “แต่ข้าสามารถยืนยันได้ว่า ข้ากับคุณหนูซ่ง ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉากเช่นคนรัก ข้าไม่เคยคิดเกินเลยกับนางเลยขอรับ” เรื่องนี้เขากล่าวยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทว่าคิ้วคมยังคงขมวดเป็นปมไม่คลาย สิ่งที่เขากังวลคือเวลาที่เขาอยู่ใกล้กงเล่อหยางเขามักควบคุมตัวเองไม่ได้ เขาจับสังเกตตัวเองได้ตอนที่กลับจากตระกูลกงในวันที่พูดบอกเลิกนาง และนี่เป็นอีกเหตุผลที่เขายังไม่กล้าที่จะเข้าไปใกล้นาง เพราะเขากลัวจะทำไม่ดีกับนางไปมากกว่านี้ “เหอะ! เจ้าก็พูดออกมาได้สิ แต่การกระทำของเจ้าล่ะ ป่านนี้ยัยดอกไม้เน่าคงคิดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว” เพียะ! “โอ๊ย! ฮูหยิน” “ท่านพี่ดอกไม้เน่าอะไรกันเจ้าคะ นางเป็นสตรีอย่างน้อยก็ควรให้เกียรตินางบ้าง ถึงนางจะเข้ามาแบบมีจุดประสงค์ก็ตาม” ฮูหยินคนงามของนายท่านมู่ส่งค้อนวงโตไปให้สามี “ข้าพูดความจริงนี่นา อาเทียนในเมื่อเจ้าพูดยืนยันมาแบบนี้ เช่นนั้นก็ควรที่จะไปขอโทษยัยหนูเล่อหยางเสีย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป ถึงเวลานั้นจะมาร้องไห้อ้อนวอนให้ข้าช่วยไม่ได้นะ” เพียะ! “โอ๊ย!…” นายท่านมู่ถูกฮูหยินตีแขนอีกครั้ง เพราะสามีเองก็มีความผิดเช่นกัน “ต่อให้ลูกไม่มาร้องไห้อ้อนวอน ท่านก็ต้องช่วยในฐานะบิดาเจ้าค่ะ อีกอย่างเล่อหยางก็ตัวคนเดียว ญาติพี่น้องก็จ้องแต่จะเอาเปรียบ และท่านก็ได้รับปากสหายไว้ว่าจะช่วยเหลือดูแลนางอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ” “จะว่านางตัวคนเดียวก็ไม่ถูกนะฮูหยิน หากนางเดือดร้อนจริง นางก็สามารถวิ่งเข้าวังหลวงไปขอความช่วยเหลือจากฝ่าบาทและไทเฮาได้ เจ้าอย่าลืมว่าสหายของข้าเคยช่วยเหลือทั้งสองพระองค์ไว้” “พูดน่ะง่าย ทำน่ะยาก ท่านที่เข้าออกวังหลวงมาครึ่งชีวิต ไม่รู้หรือว่าเลอะเลือนไปแล้ว วังหลวงไม่ใช่ว่าคิดจะวิ่งเข้าไปก็วิ่งเข้าไปได้เลย กว่านางจะฝ่าด่านเข้าไปถึงที่ประทับของฝ่าบาทได้ คงได้ตายก่อนพอดี” “ฮูหยินนี่เจ้า!” มู่ฉิงเทียนส่ายหน้าให้กับการถกเถียงของบิดามารดา เขาลุกขึ้นคำนับและถอยออกจากเรือนใหญ่ไปเงียบๆ ระหว่างทางกลับเรือนก็เอาแต่คิดหาวิธีในการง้อคืนดีอดีตคนรักของเขา มู่ฉิงเทียนแม้จะรู้จักนิสัยใจคอของกงเล่อหยางเป็นอย่างดี ทว่าช่วงหลังมานี้นางเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก ไม่รู้ว่าเขาต้องใช้เวลาหรือคิดหาเหตุผล พิสูจน์การกระทำของตัวเองนานเท่าไร นางถึงจะยอมให้อภัย แต่เขาจะยอมแพ้เด็ดขาด เล่อเอ๋อ…เจ้าต้องเป็นของพี่คนเดียวเท่านั้น พี่จะไม่ยอมยกเจ้าให้กับบุรุษอื่นแน่นอน… แม้จะดูเห็นแก่ตัว แต่เขาทำใจเห็นนางอยู่กับบุรุษอื่นไม่ได้จริงๆ“ฉางเจ๋อ! เล่อหยางเล่า! นางเป็นอย่างไรบ้าง!” รัชทายาทมามาถึงก็พ่นคำถามใส่อู๋หยางโหวไม่หยุด เขาชะเง้อคอมองเค้าไปข้างใน ไม่ได้สนใจอู๋หยางโหวที่กำลังพยายามหลบหน้ารัชทายาทด้วยไม่อยากให้รัชทายาทเห็นว่าเขาร้องไห้อู๋ฉางเจ๋อนับกงเล่อหยางเป็นสหายของเขาตั้งแต่ที่ได้รู้จักกันแล้ว เพราะเขาถูกใจนางมาก ต่อมายิ่งได้รู้จักกันเพิ่มขึ้น เขาคิดว่าตัวเองนั้นคิดไม่ผิดที่เลือกให้นางเป็นสหาย ตอนที่รัชทายาทส่งนางมาให้เขา เขาตกใจมาก จนเกือบจะลืมวิธีการใช้วิทยายุทธ์ ระหว่างทางที่พานางมาที่นี่ ใจกังวลไปหมด กลัวว่าจะพานางไปรักษาไม่ทัน“เจ้า! ฉางเจ๋อ…หลบหน้าเปิ่นไท่จื่อทำไม” รัชทายาทจับอีกฝ่ายหันกลับมา อู๋หยางโหวสะบัดหน้าหลบหลบหลีกมือของรัชทายาท สุดท้ายก็หนีไม่พ้น รัชทายาทบีบคางเขาไว้แน่น “เจ้าร้องไห้?”อู๋หยางโหวดิ้นหลุดออกมาก็บีบนวดกรามบริเวณคางที่ถูกจับเมื่อครู่ ก่อนจะเอ่ยถาม “คางของกระหม่อมหลุดติดมือพระองค์ไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ เหตุใดจับแล้วมันถึงได้รู้สึกแปลกๆ”“ … ” รัชทายาทมองมือตัวเองด้วยกลัวว่ามันจะติดมาจริงๆ เพ้ย! “เจ้าตอบคำถามเปิ่นไท่จื่อมาก่อน”“รัชทายาท พระองค์ก็เห็นว่ากระหม่อมนั่งอยู่หน้าห้อง มันหมายค
ขณะที่เมืองหลวงกำลังเตรียมตัวรับมือป้องกันภัยจากกลุ่มกบฏกันอย่างเต็มที่ ทางชายแดนใต้นั้นกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด วันนี้เป็นวันที่สองของการทำศึกแล้ว ทหารของสองฝั่งเริ่มลดลงเรื่อยๆ จีอ๋องขี่ม้าสู้รบเคียงข้างน้องชาย ตัวเขาและน้องชายกินยาต้านพิษมาแล้ว แต่ใช่ว่ามันจะต้านพิษของชนนเผ่าใต้ได้ทุกชนิดยามนี้ชินอ๋องไป๋เทียนหลงกำลังต่อสู้อยู่กับบุตรชายของผู้นำเผ่า จีอ๋องก็อยู่ไม่ไกลจากเขาสัก ภายในใจคิดว่า เขาต้องทำให้ศึกนี้จบเร็วที่สุด เขาไม่อยากให้เกิดความสูญเสียไปมากกว่านี้ จีอ๋องคล้ายกำลังปลดผลึกตัวเอง วิทยายุทธ์ขั้นสูงสุดถูกนำออกมาใช้ร่วมกับวิชาแพทย์ ทำให้มันประสานกันอย่างลงตัว เพียงเขาคนเดียวก็สามารถป้องกันศัตรูรอบตัวที่ต้องการเข้าจัดการชินอ๋องจากทางด้านหลังได้แล้ว และยังมีทิศทางอื่นอีกชนเผ่าใต้เริ่มเห็นความผิดปกติแล้ว เพราะคนของพวกเขาลดลงไปมากกว่าเมื่อวานนี้ ครั้นมองเห็นว่าผู้ใดเป็นคนจัดการสังหารสหายของตน ความบ้าคลั่งก็เริ่มต้นขึ้น จีอ๋องรับมือกับพวกเขาได้อย่างแข็งแกร่ง คนหนึ่งต้านรับคนสี่คน“คิดจะใช้พิษรึ เอาพิษข้าไปก่อนแล้วกัน!” จีอ๋องสาดพิษใส่คนทั้งสี่ที่เข้ามาต่อสู้กับเขา “หึ คิดว่าพ
“เปิ่นหวางไม่คิดว่าแดนใต้จะร้อนมากขนาดนี้ เทียนหลงใกล้ถึงหรือยัง เปิ่นหวางจะไม่ไหวแล้วนะ” จีอ๋องอยู่ในรถม้านานติดต่อกันหลายวันแล้ว ป่านนี้เมืองหลวงคงจะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว เปิ่นหวางคิดถึงหิมะ คิดถึงอากาศหนาว เป็นเพราะชนเผ่าใต้บ้าบอนั่น ทำให้เขาต้องมาลำบากอยู่ที่นี่ คอยดูเถิดไปถึงเมื่อไหร่เปิ่นหวางจะเผาให้วอดเลย ร้อนดีนักใช่ไหม หึ!“ใกล้แล้วพี่รอง พ้นเมืองนี้ไปเราก็จะถึงแล้ว ท่าทนอีกนิดเถิด”“ข้าทนมาเดือนกว่าแล้ว ก้นข้าช้ำไปหมดแล้วเจ้าจะดูหรือไม่”ไป๋เทียนหลงส่ายหน้าให้พี่ชาย เขาเองก็นั่งอยู่ในรถม้าด้วยกันไม่ใช่หรือ พอจะออกไปขี่ม้าอีกฝ่ายก็ไม่ยอมให้เขาไปอีก“หากข้างหน้ามีลำธารก็แวะพักกันก่อน” ชินอ๋องตะโกนบอกองครักษ์ ทั้งที่พึ่งพ้นประตูเมืองออกมาได้ไม่นานองครักษ์ขานรับและขี่ม้าออกไปตรวจสอบดูทางข้างหน้า ก่อนจะพบแหล่งน้ำและบอกให้ทุกแวะพักที่ตรงนั้นจีอ๋องดีใจยิ่งกว่าผู้ใด เขาลงจากรถม้าก็รีบเดินตรงไปที่ลำธารทันที ธารน้ำใสและเย็นถูกใจเขายิ่งนัก“เทียนหลง น้ำเย็นยิ่งนัก เจ้าลงมาเร็วเข้า น้ำที่โรงเตี๊ยมยังไม่ดีเท่านี้ อ่า ค่อยยังชั่ว”ครั้งนี้เขาไม่ได้ปฏิเสธพี่ชาย ถอดเสื้อผ้าแล้วเดินลงไปในลำธา
เช้าวันรุ่งขึ้นในยามเหม่า รัชทายาทเป็นคสไปส่งกงเล่อหยางที่กระโจมด้วยตัวเอง ใช้ความมืดอำพรางตัวนางและเขา หลบหลีกทหารเวรยาม โดยมีองครักษ์เงาคอยให้ความช่วยเหลือเมื่อเข้ามาในกระโจมกงเล่อหยางตัวปลอมและสาวใช้ก็รีบวิ่งเข้ามาหาเจ้านาย “คุณหนู!!”“เสี่ยวถง เจ้าเหตุใดถึงมีสภาพเช่นนี้เล่า เจ้าก็ด้วย…”“บ่าวนอนไม่หลับเจ้าค่ะ แหะๆ บ่าวกลัวว่าจะมีคนเข้ามาในกระโจมกะทันหันเจ้าค่ะ ถึงเวลานั้นคุณหนูจะเดือดร้อนเอาได้ บ่าวไม่กล้าละเลยเจ้าค่ะ”กงเล่อหยางยกมือขึ้นกุมขมับ เป็นห่วงนาง แต่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ “ไปนอนพักกันสักหน่อยเถิด ยังพอมีเวลา ไม่ต้องห่วงข้า”“เจ้าค่ะ” ทั้งสองรับคำ แล้วรีบแยกย้ายกันไปนอน“รัชทายาทจะกลับเลยหรือไม่เพคะ” กงเล่อหยางหันไปมองคนที่นั่งจิบชาอยู่ไป๋หลงส่ายหน้า “ไม่รีบ เปิ่นไท่จื่อกลับไปตอนนี้คงต้องปวดหัวมากกว่าเดิมแน่นอน”เสิ่นมู่หยางเมื่อคืนไม่ได้กลับกระโจม เขานอนเตียงเดียวกันกับอู๋หยางโหวอยู่ในกระโจมรัชทายาท กว่าเขาจะนอนหลับก็เหนื่อยกันแทบแย่ แต่เรื่องแบบนี้จะโทษใครได้ เสิ่นมู่หยางก็ผิดที่ชิงหยางบอกว่ามีคนรักแล้วไม่ยอมถอยออกมา ส่วนชิงหยางก็ผิดที่ไม่พูดบอกเขาให้ชัดเจนกว่
งานล่าสัตว์จัดแบ่งเป็นสองฟากฝั่งทางด้านทิศตะวันออกเป็นฝั่งของเชื้อพระวงศ์และขุนนางขั้นห้าขึ้นไป ส่วนทิศตะวันตกเป็นขุนนางตั้งแต่ขั้นหกลงมาและบรรดาคหบดีที่ได้รับเชิญ เทียบเชิญที่ได้รับจะเป็นเทียบเชิญพิเศษ ที่ไม่อนุญาตให้คนที่อยู่นอกเหนือจากรายชื่อที่ระบุไว้ในเทียบเชิญเข้ามาในงานเด็ดขาดแม้ว่าการล่าสัตว์จะแบ่งฝั่งกัน ทว่างานเลี้ยงที่จะเริ่มขึ้นในเย็นนี้กลับจัดรวมกันที่บริเวณลานกว้างตรงกลางที่ถูกเว้นว่างไว้ โดยจัดเป็นเวลาสองคืน คืนนี้จะเป็นเพียงงานเลี้ยงธรรมดาทั่วไป จะเข้าร่วมหรือไม่ก็ได้ แต่คืนที่สองนั้นมีกฎบังคับชัดเจนว่าทุกคนต้องเข้าร่วมเพื่อให้เกียรติผู้ที่เข้าไปล่าสัตว์ เพราะสัตว์ที่ถูกล่ามาได้ส่วนหนึ่งจะนำไปทำอาหาร แล้วส่งมอบไปให้แต่ละกระโจมในช่วงเช้าของวันที่สามก่อนเดินทางกลับแต่ใช่ว่าจะไม่มีกรณียกเว้น เช่น เกิดการบาดเจ็บระหว่างทาง หรืออาจจะเกิดอุบัติเหตุขณะออกไปเดินเที่ยวเล่นบริเวณโดยรอบข้อนี้สำหรับคุณหนูและเหล่าฮูหยิน หากเป็นบุรุษต้องให้คำตอบที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ ไม่อย่างนั้นจะถูกนำไปสอบสวน อีกเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งคือได้รับบาดเจ็บขณะเข้าไปล่าสัตว์ สตรีและบุรุษมีสิทธิ์เท่า
สองวันต่อมารัชทายาทไป๋หลงก็มารับกงเล่อหยางตั้งแต่เช้า ซึ่งเป็นเช้าที่สดใสมาก เพราะหลังจากที่เขาสารภาพรักกับนาง กงเล่อหยางเหมือนจะเปิดใจให้เขามากยิ่งขึ้นรถม้าจอดที่หน้าประตูจวนใหญ่ ยังไม่ทันที่เขาจะลงจากรถม้า กงเล่อหยางก็โผล่หน้าเข้ามาก่อน นี่นางออกมายืนรอเขารึ! เขาคิดในใจ“อากาศเย็นลงทุกวัน อาเล่อเจ้าไม่รอข้าอยู่ข้างในเล่า” ฤดูสารทใกล้สิ้นสุดลงแล้ว ฤดูเหมันต์กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เช่นเดียวกับเขาและกงเล่อหยางที่กำลังเริ่มต้นสานสัมพันธ์กันคำเรียกขานเป็นรัชทายาทที่เอ่ยขอร้องนาง กงเล่อหยางทำได้เพียงพยักหน้า ใครใช้ให้นางหวั่นไหวกับเขากันเล่า“อาหลง ไม่เป็นไรหรอก ที่สำคัญข้าชอบฤดูหนาว” กงเล่อหยางส่งยิ้มซุกซนไปให้เขา “เรารีบไปกันเถิดเจ้าค่ะ จะว่าไปก็น่าเสียดายที่องค์ชายสี่ไม่ได้เข้าร่วมนะเพคะ พระชายาทั้งสามต้องอยู่แต่เพียงในจวน คงอึดอัดน่าดู”“ไปได้แล้วอาฝู” ไป๋หลงตะโกนบอกองครักษ์ให้เคลื่อนรถม้า “ไม่มาก็ดีแล้ว ยามลงมือจะได้ไม่ลังเล ภรรยาอยู่เรือนปรนนิบัติสามีเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว มาคิดเรื่องงานล่าสัตว์กันก่อนเถิด เจ้าห้ามอยู่ห่างจากพี่ เข้าใจหรือไม่”“ข้าสามารถตัวติดอยู่กับท่านตลอดเวลาได







