LOGINโจวอวี้หลานไม่เข้าใจว่าทำไมนักเขียนถึงให้เจ้าของร่างเก่ายอมจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดและตอนนี้ก็ตายไปแล้วจริง ๆ อาจเป็นเพราะนิยายเรื่องนี้เป็นนิยายคุณธรรม ที่เน้นไปที่การเล่าเรื่องของคนยุคเก่าที่ผู้หญิงมีทางเลือกไม่มากนัก หากมีสามีดีก็จะได้ดีตามไปด้วยมั้ง
และก็ยังเตือนการกระทำที่ผิดพลาดแบบตัวร้ายเพราะหากก้าวผิดเพียงครั้งเดียวก็จะก้าวผิดตลอดไป โชคดีของนางเอกเรื่องนี้ที่สุดท้ายได้สามีดีกว่าคู่หมั้นเดิม แต่เพราะนางมัวแต่คิดพะวงกับเรื่องในอดีต จนเกือบทำให้ชีวิตต้องจบลงอย่างอนาถ แต่โจวอวี้หลานจะไม่ยอมให้มันเป็นอย่างนั้นเด็ดขาด “จะพูดอะไรก็ระวังปากหน่อย ใครจะอยากตกน้ำกัน น้ำเชี่ยวขนาดนั้นลงไปก็ตายสิยะ ใครคิดจะลงไปเพื่อเรียกร้องความสนใจคงโง่เต็มทน ฉันแค่พลัดตกลงไป คนที่นินทาอยู่ตรงนี้ไม่ช่วยก็ไม่ว่า ยังจะมาพูดจาหาเรื่องกันอีก ไร้คุณธรรมชะมัด!” คนที่ยืนอยู่รอบ ๆ ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อถูกว่ากลับด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อน เพราะจริงอย่างที่โจวอวี้หลานว่า ทุกคนพร้อมจะยื่นปาก แต่กลับไม่มีใครคิดยื่นมือช่วย เชี่ยอวี้หลานต้องตายไปเพราะคำพูดของคนเหล่านี้ แต่เธอที่มาแทนเจ้าของร่างเดิมจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นกับตัวเองเด็ดขาด โจวอวี้หลานปัดเนื้อปัดตัวตั้งใจจะลุกขึ้นยืน แล้วกลับไปยังกระท่อมของตัวเองที่ซึ่งเธอ ไม่สิ เชี่ยอวี้หลานอาศัยอยู่กับสามีตามความทรงจำของร่างเดิม ไป๋เจี้ยนหงมองสตรีตรงหน้าราวกับอยากจะเดินมาประคอง แต่หญิงสาวก็ทำให้ชาวบ้านที่มามุงอยู่รู้ว่า เธอดูแลตัวเองได้ “...พลัดตกน้ำ แต่กลับถูกตราหน้าว่าร้ายอย่างนั้นอย่างนี้ ข้าเสียใจแทนคนในหมู่บ้านนี้จริง ๆ ที่ความคิดนั้น...ตื้นเขินเหลือเกิน” โจวอวี้หลานแสร้งถอนหายใจ หากคนในหมู่บ้านสงสัยการกระทำของเธอ เธอก็จะสงสัยในคุณธรรมของคนเหล่านั้นเหมือนกัน เห็นคนจะตายยังไม่ช่วยแต่กลับนินทา รู้ไปถึงไหนคงได้อายไปทั่ว โจวอวี้หลานอาศัยความทรงจำของแม่นางเชี่ยเดินกลับไปยังกระท่อมของตัวเองกับพระเอกของเรื่อง ซึ่งคงจะกำลังนั่งอ่านตำราอยู่เหมือนอย่างทุกวัน ความเย็นของสายลมยามวสันตฤดูกระทบผิวจนเสื้อผ้าเปียกชื้นของหญิงสาวเริ่มสร้างความลำบากในการเดินบ้างแล้ว แค่เนื้อผ้าบาง ๆ ก็ลำบากพอแล้ว ยังต้องมาเปียกโชกอีก “เชี่ยอวี้หลานนะ เชี่ยอวี้หลาน ทำไมชีวิตเธอถึงได้ลำบากยากเข็ญขนาดนี้นะ” หญิงสาวพูดไปก็ถอนหายใจไปพลาง ก่อนจะเห็นกระท่อมของหลี่หยางผู้เป็นสามีอยู่ตรงเนินเขา ความจริงแล้ว ทิวทัศน์รอบกระท่อมแห่งนี้ หากอยู่ในยุคที่เธอจากมา คงเป็นทำเลทองของพวกเศรษฐีอสังหาฯ ที่ดินแบบนี้ราคาคงสูงลิ่ว แต่สำหรับยุคจีนโบราณอย่างในนิยายเรื่องนี้ อะไรที่อยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำ โดยเฉพาะในหมู่บ้านเล็ก ๆ อันห่างไกล กลับถือว่าเป็นทำเลที่ค่อนข้างย่ำแย่ โจวอวี้หลานส่ายหน้าพลางคิดในใจ ยัยนักเขียนนี่แกล้งกันแม้กระทั่งที่อยู่ที่กินเลยนะ! แต่ก็นะ ตรงนี้สวยดีออก หญิงสาวยืนมองภาพเบื้องหน้า เห็นกระท่อมหลังอื่น ๆ ในหมู่บ้านได้ถนัดตา เพราะพื้นที่ตรงนี้อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า แต่ยังไม่ทันได้ชื่นชมอะไร ลมหนาวก็พัดวูบเข้ามาเต็มแรง จนต้องรีบยกมือกอดตัวเองแน่นเพื่อคลายความหนาว โจวอวี้หลานรีบวิ่งเข้าไปในกระท่อม หวังจะให้มันช่วยกันลมให้เธอได้บ้าง แต่ดูเหมือนกระท่อมที่มีหลังคาเป็นฟาง ผนังก็ยังเป็นไม้บ้างฟางบ้างอุดรอยรั่วเอาไว้ อีกทั้งที่นอนก็มีเพียงเตียงไม้ผุ ๆ กับฟูกเก่า ๆ คงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ที่พึ่งเดียวก็คงมีเพียงเตาไฟที่ติดอยู่ ดูเหมือนจะใช้เป็นทั้งครัวทำอาหารและฮีตเตอร์ให้ความอบอุ่นแก่กระท่อมหลังนี้มั้ง? แม้ทุกอย่างรอบตัวจะดูไม่สมฐานะของพระเอกนางเอกในนิยายสักเท่าไร แต่ก็ยังมีจุดหนึ่งที่ดูสมฐานะอยู่ไม่น้อย นั่นคือโต๊ะไม้ของบัณฑิตหลี่หรือหลี่หยาง โต๊ะไม้เนื้อดีทรงเรียบแคบ ๆ ที่ด้านหลังเรียงรายไปด้วยตำรามากมาย ทั้งแบบกระดาษและม้วนไม้ไผ่ กองสุมกันแน่นจนแทบไม่มีช่องว่าง เป็นฉากหลังของชายหนุ่มผู้เอาแต่นั่งอ่านและจดจ่ออยู่กับการศึกษาตำราเหล่านั้นทั้งวันทั้งคืน หลี่หยางเป็นบัณฑิตยากจน เพราะต้องอ่านตำราจึงไม่ได้ออกไปใช้แรงทำงานอื่น แม้เขาจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง แต่ส่วนหนึ่งก็ทยอยใช้จ่ายไปตามจำเป็น ขณะที่อีกส่วน ซึ่งถือเป็นส่วนใหญ่ กลับถูกตระกูลเชี่ยบีบบังคับเอาไปจนหมด โทษฐานที่เขายกเลิกสัญญาหมั้นหมายกับเชี่ยชิงโหรว แล้วมาแต่งกับเชี่ยอวี้หลาน อันเป็นการกระทำที่ตระกูลเชี่ยมองว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ทว่าทั้งหมดล้วนเป็นแผนการของเชี่ยชิงโหรวทั้งสิ้น นางอยากได้คู่หมายของพี่สาวร่วมสกุล บุตรชายของผู้พอมีอันจะกินในหมู่บ้าน และด้วยความที่นางไม่ปรารถนาจะแต่งงานกับบัณฑิตจน ๆ จึงวางแผนจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง หญิงสาวต้องการทั้งไป๋เจี้ยนหง คู่หมายของลูกพี่ลูกน้องอย่างเชี่ยอวี้หลาน และต้องการสลัดหลี่หยาง บัณฑิตยากไร้ออกจากชีวิตให้สิ้นซากในคราวเดียว นางจึงวางแผนทุกอย่างอย่างแยบยล แล้วโยนความผิดทั้งหมดให้กับเชี่ยอวี้หลานเพียงผู้เดียว ทว่า เชี่ยชิงโหรวไม่รู้เลยว่า อีกไม่นานบุรุษยากจนที่นางสลัดทิ้งนั้น จะได้กลายเป็นขุนนางผู้ร่ำรวย แต่ดูจากชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายและความลำบากเกินไปตอนนี้ หากอีกฝ่ายจะไม่อยากแต่งเข้าสกุลหลี่ โจวอวี้หลานก็ไม่แปลกใจหรอกผู้คนพากันสงสัยว่าหญิงสาวชาวบ้านในชุดธรรมดานางนี้เป็นใคร แต่กลับไม่มีผู้ใดรู้จักนางอย่างแท้จริง ถึงอย่างนั้น เพียงไม่นาน อวี้หลานก็สามารถซื้อขายสมุนไพรกับบรรดาพ่อค้าและนายพรานได้แทบจะทั้งเมือง จนถุงเงินของนางเริ่มหนักอึ้งหลายคนบอกว่าที่หญิงสาวทำเช่นนี้ได้ก็เพราะมีความรู้เรื่องสมุนไพรดี บางคนก็บอกว่าเพราะราคาสินค้าถูกกว่าตลาดแม้ช่วงนี้จะมีเงินหมุนผ่านมือจำนวนมาก แต่หลังจากซื้อของจำเป็นไปในครั้งก่อน อวี้หลานก็แทบไม่ซื้อของฟุ่มเฟือยอีกเลย เพราะนางรู้ดีว่าในวันข้างหน้าจะต้องใช้เงินมากกว่านี้และทุกการกระทำนั้นก็ไม่เคยพ้นสายตาของหลี่หยางเขาเคยคิดว่านางเป็นพวกใช้เงินมือเติบ แต่เมื่อได้เห็นวิธีการใช้ชีวิตของภรรยาจริง ๆ จึงเริ่มเข้าใจว่าทุกครั้งที่ต้องใช้จ่าย อวี้หลานจะรอบคอบเสมอหญิงสาวแบ่งเงินบางส่วนใส่ถุงเล็ก ๆ แล้วเย็บซ่อนไว้ตามขอบเสื้อผ้า อีกส่วนหนึ่งก็นำไปซื้อสินค้าเก็บไว้ ทุกอย่างถูกเตรียมไว้พร้อมสำหรับการเดินทางไกลในเร็ววันและระหว่างรอผลสอบของสามี นางก็ไม่เคยหยุดค้าขายแม้แต่วันเดียวแม้สินค้าบางอย่างจะไม่ได้ขายให้พ่อ
“แน่นอน แต่พวกท่านเพิ่งมาเหนื่อย ๆ เข้าไปพักดื่มชากันก่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าเลี้ยงเอง เสี่ยวเอ้อร์ บอกเถ้าแก่เปิดห้องกินข้าวให้ข้าสักห้องนะ”“ขอรับแม่นาง” เสี่ยวเอ้อร์เร่งจัดการตามคำของอวี้หลาน ส่วนหญิงสาวก็ไม่แม้แต่จะลาไป๋เจี้ยนหงกับเชี่ยชิงโหรว ทั้งตัวนางและเหล่านายพรานเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมที่เรียกได้ว่าแพงที่สุดในเมืองนี้หน้าตาเฉย“นี่เจ้า...แม่นางคนนั้นพักที่นี่หรือ” เชี่ยชิงโหรวยังไม่ยอมเชื่อจึงจับแขนเสี่ยวเอ้อร์มาไถ่ถาม“แม่นางคนไหนหรือขอรับ”“สตรีที่สวมชุดสีชมพูนั่น” เชี่ยชิงโหรวเพิ่งเห็นว่าชุดของลูกพี่ลูกน้องตน ดูเหมือนจะดีกว่าที่นางแย่งซื้อมาเสียอีก“อ้อ แม่นางเชี่ย ใช่แล้วขอรับ นางพักอยู่กับสามีมาหลายวันแล้ว แม่นางจะให้ข้าไปบอกให้หรือไม่ว่ามาขอพบ”“ไม่ต้อง!” เชี่ยชิงโหรวตวาดใส่เสี่ยวเอ้อร์คนนั้นอย่างโมโห“โหรวเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าต้องโมโหด้วยเล่า”“นางจะมีเงินมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร แม้แต่ท่านพี่ยังไม่ให้ข้าพักที่นี่เลย” ไป๋เจี้ยนหงไม่ได้ตอบ เขาทำเพียงมองตามแผ่นหลังของอวี้หลานที่กำลังหายไปกับผู้คนในโรงเตี๊ยม
“อ้อ เช่นนั้นข้าจะขังท่านไว้ที่โต๊ะไม้ แล้วถือไม้คุมให้ท่านอ่านตำราทั้งวันทั้งคืนเลยเจ้าค่ะ” หลี่หยางหัวเราะ เขารู้ว่าอวี้หลานพูดเล่น แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา ที่พวกเขากล้าเอ่ยวาจาหยอกล้อเล่นกันเช่นนี้ “ท่านพี่ จริง ๆ แล้วแค่ตำแหน่งจวี่เหรินข้าไม่สนใจหรอกเจ้าค่ะ ข้าอยากเห็นตอนที่ท่านพี่สอบต่อหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้มากกว่า” หลี่หยางได้ยินแล้วก็รู้สึกจุกอยู่ในอก นางเห็นเขาเก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ เพียงคิดหัวใจที่เคยแข็งแกร่งดั่งหินผา ก็อ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว แม้เขาจะไม่ทันได้รู้ตัว แต่ตอนนี้เขากลับยอมอ่อนข้อให้อวี้หลาน มากกว่าผู้ใดทั้งหมดแล้ว เช้าวันสอบระดับมณฑล โจวอวี้หลานลุกขึ้นแต่เช้า นางรีบลงไปแจ้งทางครัวของโรงเตี๊ยมว่าต้องทำอาหารชนิดใดให้สามีของนางกิน ชุดสอบนางก็จัดเตรียมไว้ให้เขาตั้งแต่เมื่อคืน ทั้งแขวนไม่ให้ยับและดูแลปัดฝุ่นให้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งเตือนให้เขาอาบน้ำแล้วเข้านอนแต่หัวค่ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่สวนทางกับนิสัยของบัณฑิตทั่วไปในยุคนี้อย่างสิ้นเชิง “ท่านต้องนอน หากไม่นอนประเดี๋ยวหัวสมองไม่แล่น”
เสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มปักลวดลายวิจิตร งดงามแต่ไม่ฉูดฉาด เนื้อผ้าชั้นเยี่ยมรับกับใบหน้าคมคายและท่วงท่าสุขุมของเขาอย่างพอดิบพอดี ยิ่งมองก็ยิ่งสง่างามสมฐานะพระเอกแล้ว! “สิ้นเปลือง” “เอ๊ะ จะสิ้นเปลืองสักเท่าไรกันเชียว ไหน ๆ ก็ได้เข้ามาในเมืองทั้งที ก็ซื้อของที่อยากได้เก็บไว้สิเจ้าคะ ท่านพี่ไม่ได้มีเพียงชุดเท่านั้น ยังมีหยกห้อยและชุดพู่กันด้วย ข้าคิดว่าท่านคงอยากได้อันใหม่ ส่วนแท่นฝนหมึกพวกนั้น รอท่านสอบผ่านแล้วเราค่อยไปซื้อในเมืองหลวงก็ได้เจ้าค่ะ” “เหตุใดเจ้าถึงดูมั่นใจนักว่าข้าจะสอบผ่าน” “ข้าย่อมเชื่อในความสามารถของสามี” “อ้อ ถึงได้ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายเช่นนี้ใช่หรือไม่” แม้จะประชดประชัน แต่แววตาของหลี่หยางกลับอ่อนโยนมากขึ้น เขารู้ว่าอวี้หลานนั้นทำเพื่อเขา แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงดีกับเขาเช่นนี้ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนางเท่าไร แต่เมื่อนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านมาด้วยกัน เขาก็ไม่ถือว่าทำตัวแย่กับนางนัก อย่างน้อย ๆ ก็ดีกว่าครอบครัวของนาง“ขอบใจเจ้ามาก” ไม่ได้เป็นคำประชด ไม่เสียดสี ไม่ได้เป็นคำตำหนิ แต่
“ขอรับแม่นาง เช่นนั้นราคาชุดตัวนี้คือยี่สิบตำลึงเงิน หากแม่นางไม่ได้พกก้อนตำลึงมามาก ร้านข้ายินดีรับตั๋วเงิน แต่ต้องเป็นร้านขายตั๋วเงินที่มีตราประทับชัดเจน และมีคนของทางการรับรองนะขอรับ” เชี่ยชิงโหรวหน้าซีดลงทันทีเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุด เหตุใดถึงมีราคาสูงลิบเช่นนี้!นางคิดว่าคนอย่างอวี้หลานคงซื้อเสื้อผ้าราคาไม่กี่อีแปะ แต่คิดไม่ถึงว่านางจะต้องเสียเงินที่เท่ากับค่าใช้จ่ายกินอยู่กว่าหนึ่งเดือนเพื่อเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุดถึงอย่างนั้น นางยอมเสียเงินได้ แต่เสียหน้าไม่ได้ จึงหยิบเอาตั๋วเงินออกมาก่อนจะส่งให้กับเถ้าแก่ไป โจวอวี้หลานเห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็รู้ทันทีว่า นั่นคงเป็นเงินก้อนใหญ่สำหรับเชี่ยชิงโหรวเลยทีเดียว“เอาไปส่งให้ที่โรงเตี๊ยมเหอหนาน”“ขอรับ พวกข้าจะจัดการให้เป็นอย่างดี” เถ้าแก่รับคำ เชี่ยชิงโหรวไม่คิดอยู่พูดคุยกับอวี้หลานต่อ นางคิดว่านางได้ฟาดหน้าอีกฝ่ายด้วยเงินไปแล้ว แต่หารู้ไม่ว่าหากนางอยู่ต่อ อาจจะต้องเป็นฝ่ายอกแตกตายแทน“ข้าว่าชุดก่อนหน้าของข้ากับสามีควรเปลี่ยนให้ดูดีกว่านี้อีกสักหน่อย” อวี้หลานเอ่ยพร้อมยิ้มน้อย ๆ “ข้าอ
“แม่นางประสงค์จะรับสิ่งใดเป็นอาหารเช้าดีขอรับ” หญิงสาวครุ่นคิดเพียงครู่ก่อนจะเอ่ยออกมา"อะไรก็ได้ที่ช่วยบำรุงผู้เตรียมสอบ แล้วก็...สมุนไพรพวกนี้ รบกวนเจ้านำไปตุ๋นกับไก่แล้วยกมาให้สามีข้าด้วยได้หรือไม่"“ขอรับ” เงินจำนวนหนึ่งถูกยื่นใส่มือของเสี่ยวเอ้อร์ ตอนนี้เป็นที่รู้กันแล้วว่าแขกที่พักห้องนี้จ่ายเงินให้พวกเขาดีกว่าพวกที่แต่งตัวดูดีเสียอีก บรรดาเสี่ยวเอ้อร์ หรือแม้แต่เถ้าแก่จึงดูแลหญิงสาวเป็นอย่างดีเมื่อน้ำร้อนถูกยกมาวางที่ห้องพัก อวี้หลานก็ไปจัดการตนเองก่อนจะไปปลุกหลี่หยาง“ท่านพี่ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ ข้าสั่งอาหารเช้าให้ท่านแล้ว” บัณฑิตขี้เซาขยับตัวน้อย ๆ โจวอวี้หลานอดสงสารเขาไม่ได้ การสอบของยุคปัจจุบันที่เธอเคยอยู่ว่ายากแล้ว การสอบในยุคโบราณนี่ยากยิ่งกว่าไม่มีวิชา ไม่มีการตัดเกรด มีแค่ผ่านหรือไม่ผ่าน อีกทั้งความรู้ที่อ่านก็ต้องครอบคลุมหลายหัวข้อ ทั้งยังต้องเข้าใจลึกซึ้ง วิจารณ์ได้ นำไปใช้ได้ ไม่แปลกเลยที่เหล่าบัณฑิตจะได้นอนน้อย“อือ...” โจวอวี้หลานดูแลสามีเป็นอย่างดีด้วยความเคยชิน ตอนแรกหญิงสาวทำเพราะเงินในถุงเงิน แต่ตอนนี้ทุก







