LOGINภาพนั้นปรากฏเหมือนตอนที่เธอจมอยู่ในน้ำ แต่ต่างกันตรงที่ครั้งนี้ภาพตัดสลับเร็วกว่านั้นสิบเท่า ร้อยเท่า หรืออาจจะพันเท่า
“โอ๊ย” สองมือยกขึ้นกุมหัวเมื่อความคิด ความรู้สึก และความทรงจำของเชี่ยอวี้หลานไหลเข้ามาในสมอง “หลานเอ๋อร์เจ้าเป็นอะไรหรือไม่” โจวอวี้หลานเงยหน้าขึ้นสบตาเจ้าของคำถาม ใบหน้าของอีกฝ่ายเรียบเนียนราวหยกเนื้อดี คิ้วคมดั่งคันศร จมูกโด่งเป็นสันเปรียบดั่งยอดเขา ทว่าดวงตากลับพร่าเลือนไปด้วยความหวั่นไหวและความหวาดหวั่น เพียงแค่มอง โจวอวี้หลานก็รู้ได้ในทันทีว่าคนตรงหน้าคือ ไป๋เจี้ยนหง แม้เขาจะแต่งกายด้วยผ้าฝ้ายธรรมดาๆ และถึงแม้มันจะเปียกโชกจนแนบเนื้อไปกับร่างกาย บางคนคงมองว่าดูไม่ดี แต่ในสายตาโจวอวี้หลาน ชายตรงหน้านี้กลับดูดีมาก ดูดีเสียจนเธอต้องขยับเข้าไปใกล้ เพื่อสำรวจดูให้แน่ชัด หญิงสาวพยายามจะเรียบเรียงเรื่องราวในหัวของตน แม้จะสับสน แต่เพราะต้องเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ตรงนี้ให้ได้ จึงพยายามตั้งสติไม่ให้มึนงงไปกับเรื่องราวมากมายที่ตีรวนอยู่ในสมอง และเลือกจับเอาแก่นสำคัญที่จำเป็นก่อนเป็นอันดับแรก “นางไม่ตายก็แยกย้ายเถิด” น้ำเสียงไม่ใส่ใจของชาวบ้านบ่งบอกสถานะของเชี่ยอวี้หลานในหมู่บ้านเป็นอย่างดี “คงแค่อยากเรียกร้องความสนใจจากคนรักเก่า ตัวเองก็แต่งงานไปแล้วแท้ ๆ หน้าไม่อายเสียจริง” “การที่นางตกลงไปในน้ำ คงเป็นการกระโดดลงไปเอง เพื่อเรียกร้องความสนใจกระมัง” คำนินทาของบรรดาชาวบ้านที่ดังแหลมบาดหูดังมาจากทั่วทุกทิศ ไม่ว่าโจวอวี้หลานจะหันซ้ายหันขวาก็ได้ยินแต่สารพัดถ้อยคำว่าร้าย หญิงสาวอยากตะโกนบอกคนเหล่านั้นเสียเหลือเกินว่า หนึ่ง...เธอชื่อโจวอวี้หลาน ไม่ใช่เชี่ยอวี้หลานอะไรนั่นสักหน่อยสอง...ร่างกายและความทรงจำนี้มันไม่ใช่ของเธอ! และอีกข้อ...หากเป็นเธอ คงไม่มีทางกระโดดน้ำเพราะผู้ชายแน่ ๆ ถ้าทำเพื่อเงินก็ว่าไปอย่าง แต่จะว่าไป... ทั้งชื่อของคนที่ไหลเข้ามาในหัวและบรรยากาศตอนนี้ มันดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ทำให้อดนึกถึงนิยายเรื่องโปรดที่เธอเพิ่งอ่านจบไม่ได้ เธออ่านมันทั้งวันทั้งคืน แถมยังไปทริปตามรอยนิยายจนเกิดอุบัติเหตุอีก หญิงสาวหันมองไปรอบ ๆ เมื่อไม่เห็นอะไรที่คุ้นตาใบหน้าก็เริ่มซีดเผือด ความคิดก่อนที่จะมาอยู่ที่นี่ถูกเรียบเรียงอีกครั้ง ตอนที่เธอยืนอยู่ในจุดที่นักเขียนเคยนั่งและกำลังหมุนตัวเดินกลับ แต่ดันสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างจนตกลงน้ำ จุดที่เธออยู่ตอนนี้กับจุดที่เธอตกน่าจะเป็นจุดเดียวกัน แต่สภาพแวดล้อมโดยรอบกลับไม่เหมือนกันเลย นั่นทำให้หญิงสาวอดคิดในใจไม่ได้...บ้าน่า นี่เธอทะลุมิติเข้ามา เหมือนกับนิยายที่เธอเคยอ่านอย่างนั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้น...ตอนนี้ร่างเก่าของเธอคงจมน้ำตายไปแล้วแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นวิญญาณของเธอคงมาอยู่ที่นี่ไม่ได้ แต่ที่นี่มันคือโลกในนิยายจริง ๆ เหรอ เมื่อคิดแบบนั้น โจวอวี้หลานก็ตื่นตระหนกขึ้นมา เธอเริ่มมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง สำรวจผู้คนที่แต่งตัวเหมือนชาวบ้านในยุคโบราณ คำพูดที่ใช้ก็ยังเหมือนกับในนิยายที่เธออ่านไม่ผิดเพี้ยน ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก เสียงแหลมบาดหูของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา “เจี้ยนหง! ไยเจ้าถึงไปแตะต้องตัวนาง สตรีหน้าหนาผู้นี้ก็เพียงแต่เรียกร้องความสนใจ มันแต่งกับบุรุษอื่นไปแล้ว เหตุใดเจ้าจึงยังสนใจ ยังมีเยื่อใยต่อมันอีก!” โจวอวี้หลานอ้าปากค้าง พลางหันไปมองผู้หญิงคนนั้นที่กล้าด่าเธอว่า ‘สตรีหน้าหนา’ อย่างเคือง ๆ เพียงเห็นท่าทางไม่สบอารมณ์ของอีกฝ่าย โจวอวี้หลานก็รู้ทันทีว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็นเชี่ยชิงโหรว ลูกพี่ลูกน้องของเชี่ยอวี้หลานที่เป็นตัวร้ายในนิยายเรื่องนี้ ผู้แย่งชิงทุกสิ่งที่ควรเป็นของนางเอกให้กลายมาเป็นของตนเอง และเป็นคนที่บีบให้เชี่ยอวี้หลานต้องจบชีวิตของตัวเอง ถือได้ว่าเป็นคนที่ทำให้ชีวิตของนางเอกดิ่งลงเหว ส่วนอีกคนก็หนีไม่พ้น...ตัวนางเอกเอง การได้เห็นเชี่ยชิงโหรว ทำให้โจวอวี้หลานยิ่งมั่นใจว่าตนเองกำลังอยู่ในนิยาย แต่ว่าเธอดันมาอยู่ในบทนางเอกที่มีแต่คนด่าเนี่ยสิ! ให้ตายเถอะ...บทของนางเอกเรื่องนี้ถือได้ว่ารันทดสุด ๆ แล้วก็ทำตัวได้น่าหมั่นไส้มาก หากไม่มีพระเอกและพระรองคอยช่วยเหลือ คงตายไปตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว “เจ้านี่เป็นไร้ยางอายเสียจริง แต่งกับบุรุษอื่นไปแล้ว แต่ก็ยังคิดมีใจกับคนรักเก่าอยู่อีก! ทำตัวเช่นนี้ข้ารู้สึกขายหน้าแทนยิ่งนัก สกุลเชี่ยจะเสื่อมเสียเกียรติก็เพราะเจ้า ข้าละอายใจจริง ๆ ที่พวกเราใช้แซ่เดียวกัน” คำพูดของเชี่ยชิงโหรวทำให้ทุกคนเริ่มคล้อยตาม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเนื้อเรื่องหรืออะไรที่ทำให้ชาวบ้านทั้งหมดเชื่ออีกฝ่ายโดยง่าย และไม่ฟังความอีกด้านเลย “ใช่แล้ว ๆ เมื่อก่อนนางเคยคบหากับคนตระกูลไป๋ แต่แต่งงานไปแล้วก็ควรลืม ๆ ไปเสีย อีกอย่างเพราะเรื่องน่าอายของตัวเอง ถึงทำให้ต้องแต่งงานนี่ จริงอย่างที่น้องสาวนางว่า ทำตัวเช่นนี้เสื่อมเสียถึงคนตระกูลเชี่ยไม่น้อย” “สงสารบัณฑิตหลี่ด้วย ถูกเมียสวมหมวกเขียวให้ไม่รู้ตัว วัน ๆ เอาแต่ท่องตำราไม่รู้เลยว่าฮูหยินของตนทำตัวเลวร้ายเพียงใด” โจวอวี้หลานฟังคำของทุกคนก็อยากจะหัวเราะออกมา เพราะมันแทบจะเหมือนกันราวกับท่องตาม ๆ กันมา “พวกท่านอย่าไปว่านางนักเลย ปกตินางก็ไม่เคยคิดหน้าคิดหลังอยู่แล้ว ทำตัวเองจนได้เรื่องไปแล้วครั้งหนึ่งก็ยังไม่จำ” คำพูดของเชี่ยชิงโหรวดูเผิน ๆ ก็เหมือนจะช่วย แต่หากมองให้ลึกอีกนิด อีกฝ่ายแค่ช่วยซ้ำให้เชี่ยอวี้หลานจมดินมากกว่าต่างหากหากนางเชื่อมั่นในตัวเขา บางทีเขาก็ควรเชื่อมั่นในตัวนางด้วยเหมือนกัน วันนั้นหลี่หยางออกไปพบกับทุกคนที่มาหาเขา และตอบออกไปเช่นเดียวกันทั้งหมด “ขอบคุณในความเมตตาของทุกท่าน แต่ข้ายังต้องไปสอบจิ้นซื่ออีกขอรับ” บรรดาขุนนางแม้จะเสียดายแต่ก็ยินดีกับเขา บางคนถึงกับให้ของรางวัล หรือไม่ก็จดหมายแนะนำตัวกับยอดอาจารย์ในเมืองหลวง อวี้หลานที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มออก เพราะนางได้เปลี่ยนตอนจบของเรื่องเรียบร้อยแล้ว และจากนี้ชีวิตของนางจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของนางกับหลี่หยางแล้ว... เชี่ยชิงโหรวที่ได้ยินข่าวว่า อดีตคู่หมายของตนสอบได้จวี่เหรินอันดับหนึ่งก็เกิดรู้สึกเสียดายขึ้นมา ยิ่งทุกวันนี้ไป๋เจี้ยนหงเฉยชาต่อนางมากขึ้น ที่สำคัญ เงินทองที่เคยคิดว่าตระกูลไป๋มีมากมาย ก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ หากหลี่หยางได้เป็นขุนนางจริง อย่างไรเสียรายได้ก็คงมากกว่าไป๋เจี้ยนหงอย่างแน่นอน ความคิดชั่วร้ายพลันครอบงำหญิงสาว แม้ว่านางจะเป็นฮูหยินของขุนนางไม่ได้ เพราะได้แต่งงานอยู่กินกับไป๋เจี้ยนหงแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะขอเ
หลี่หยางเงียบไป อวี้หลานจึงย้ำอีกครั้ง“หากท่านพี่คิดว่าที่นี่ดีพอแล้ว เมื่อผลสอบออก ท่านก็รับตำลึงทองก้อนนี้ไปเถิดเจ้าค่ะ ข้าไม่เอาเงินที่ใช้จ่ายไปกับท่านคืนแน่นอน ถือเสียว่าตอนนั้นท่านเป็นคนลงเงิน ข้าเป็นคนลงแรง สู้ชีวิตกันไปในแบบที่สามีภรรยาพึงกระทำ แม้พวกเราจะไม่เหมือนสามีภรรยากันก็ตาม”นางกล่าวเช่นนี้เพราะรู้ดีว่าเมื่อผลสอบออก บรรดาขุนนางจะพากันมาขอให้หลี่หยางรับตำแหน่งกุนซือ บ้างก็ขอให้เป็นขุนนางประจำมณฑล แน่นอนว่าข้อเสนอเหล่านี้ย่อมทำให้หลี่หยางหวั่นไหวและแม้ใจของหลี่หยางจะอยากท้วงคำพูดของนาง ทั้งเรื่องที่นางกล้ายื่นคำขาด ทั้งเรื่องหย่าร้างที่นางหยิบยกมาพูด แม้จะเป็นตัวนางเองต่างหากที่กำลังเสียเปรียบ แต่เขากลับไม่กล้าเอ่ยปากตอบโต้แม้แต่ครึ่งคำความจริงแล้ว การที่เขาไม่อยากไปเมืองหลวง นั่นก็เพราะไม่อยากเอาแต่แบมือขอเงินภรรยา แม้นางจะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่เขาก็ตระหนักอยู่ตลอด ยิ่งอวี้หลานช่วยเหลือเขา คำพูดของเขาที่มีต่อนางก็อ่อนลงไปตามวันเวลาอีกทั้งการเดินทางไปเมืองหลวงก็ทั้งลำบากและต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย แม้นางจะค้าขายได้ แต่จะม
ผู้คนพากันสงสัยว่าหญิงสาวชาวบ้านในชุดธรรมดานางนี้เป็นใคร แต่กลับไม่มีผู้ใดรู้จักนางอย่างแท้จริง ถึงอย่างนั้น เพียงไม่นาน อวี้หลานก็สามารถซื้อขายสมุนไพรกับบรรดาพ่อค้าและนายพรานได้แทบจะทั้งเมือง จนถุงเงินของนางเริ่มหนักอึ้งหลายคนบอกว่าที่หญิงสาวทำเช่นนี้ได้ก็เพราะมีความรู้เรื่องสมุนไพรดี บางคนก็บอกว่าเพราะราคาสินค้าถูกกว่าตลาดแม้ช่วงนี้จะมีเงินหมุนผ่านมือจำนวนมาก แต่หลังจากซื้อของจำเป็นไปในครั้งก่อน อวี้หลานก็แทบไม่ซื้อของฟุ่มเฟือยอีกเลย เพราะนางรู้ดีว่าในวันข้างหน้าจะต้องใช้เงินมากกว่านี้และทุกการกระทำนั้นก็ไม่เคยพ้นสายตาของหลี่หยางเขาเคยคิดว่านางเป็นพวกใช้เงินมือเติบ แต่เมื่อได้เห็นวิธีการใช้ชีวิตของภรรยาจริง ๆ จึงเริ่มเข้าใจว่าทุกครั้งที่ต้องใช้จ่าย อวี้หลานจะรอบคอบเสมอหญิงสาวแบ่งเงินบางส่วนใส่ถุงเล็ก ๆ แล้วเย็บซ่อนไว้ตามขอบเสื้อผ้า อีกส่วนหนึ่งก็นำไปซื้อสินค้าเก็บไว้ ทุกอย่างถูกเตรียมไว้พร้อมสำหรับการเดินทางไกลในเร็ววันและระหว่างรอผลสอบของสามี นางก็ไม่เคยหยุดค้าขายแม้แต่วันเดียวแม้สินค้าบางอย่างจะไม่ได้ขายให้พ่อ
“แน่นอน แต่พวกท่านเพิ่งมาเหนื่อย ๆ เข้าไปพักดื่มชากันก่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าเลี้ยงเอง เสี่ยวเอ้อร์ บอกเถ้าแก่เปิดห้องกินข้าวให้ข้าสักห้องนะ”“ขอรับแม่นาง” เสี่ยวเอ้อร์เร่งจัดการตามคำของอวี้หลาน ส่วนหญิงสาวก็ไม่แม้แต่จะลาไป๋เจี้ยนหงกับเชี่ยชิงโหรว ทั้งตัวนางและเหล่านายพรานเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมที่เรียกได้ว่าแพงที่สุดในเมืองนี้หน้าตาเฉย“นี่เจ้า...แม่นางคนนั้นพักที่นี่หรือ” เชี่ยชิงโหรวยังไม่ยอมเชื่อจึงจับแขนเสี่ยวเอ้อร์มาไถ่ถาม“แม่นางคนไหนหรือขอรับ”“สตรีที่สวมชุดสีชมพูนั่น” เชี่ยชิงโหรวเพิ่งเห็นว่าชุดของลูกพี่ลูกน้องตน ดูเหมือนจะดีกว่าที่นางแย่งซื้อมาเสียอีก“อ้อ แม่นางเชี่ย ใช่แล้วขอรับ นางพักอยู่กับสามีมาหลายวันแล้ว แม่นางจะให้ข้าไปบอกให้หรือไม่ว่ามาขอพบ”“ไม่ต้อง!” เชี่ยชิงโหรวตวาดใส่เสี่ยวเอ้อร์คนนั้นอย่างโมโห“โหรวเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าต้องโมโหด้วยเล่า”“นางจะมีเงินมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร แม้แต่ท่านพี่ยังไม่ให้ข้าพักที่นี่เลย” ไป๋เจี้ยนหงไม่ได้ตอบ เขาทำเพียงมองตามแผ่นหลังของอวี้หลานที่กำลังหายไปกับผู้คนในโรงเตี๊ยม
“อ้อ เช่นนั้นข้าจะขังท่านไว้ที่โต๊ะไม้ แล้วถือไม้คุมให้ท่านอ่านตำราทั้งวันทั้งคืนเลยเจ้าค่ะ” หลี่หยางหัวเราะ เขารู้ว่าอวี้หลานพูดเล่น แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา ที่พวกเขากล้าเอ่ยวาจาหยอกล้อเล่นกันเช่นนี้ “ท่านพี่ จริง ๆ แล้วแค่ตำแหน่งจวี่เหรินข้าไม่สนใจหรอกเจ้าค่ะ ข้าอยากเห็นตอนที่ท่านพี่สอบต่อหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้มากกว่า” หลี่หยางได้ยินแล้วก็รู้สึกจุกอยู่ในอก นางเห็นเขาเก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ เพียงคิดหัวใจที่เคยแข็งแกร่งดั่งหินผา ก็อ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว แม้เขาจะไม่ทันได้รู้ตัว แต่ตอนนี้เขากลับยอมอ่อนข้อให้อวี้หลาน มากกว่าผู้ใดทั้งหมดแล้ว เช้าวันสอบระดับมณฑล โจวอวี้หลานลุกขึ้นแต่เช้า นางรีบลงไปแจ้งทางครัวของโรงเตี๊ยมว่าต้องทำอาหารชนิดใดให้สามีของนางกิน ชุดสอบนางก็จัดเตรียมไว้ให้เขาตั้งแต่เมื่อคืน ทั้งแขวนไม่ให้ยับและดูแลปัดฝุ่นให้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งเตือนให้เขาอาบน้ำแล้วเข้านอนแต่หัวค่ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่สวนทางกับนิสัยของบัณฑิตทั่วไปในยุคนี้อย่างสิ้นเชิง “ท่านต้องนอน หากไม่นอนประเดี๋ยวหัวสมองไม่แล่น”
เสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มปักลวดลายวิจิตร งดงามแต่ไม่ฉูดฉาด เนื้อผ้าชั้นเยี่ยมรับกับใบหน้าคมคายและท่วงท่าสุขุมของเขาอย่างพอดิบพอดี ยิ่งมองก็ยิ่งสง่างามสมฐานะพระเอกแล้ว! “สิ้นเปลือง” “เอ๊ะ จะสิ้นเปลืองสักเท่าไรกันเชียว ไหน ๆ ก็ได้เข้ามาในเมืองทั้งที ก็ซื้อของที่อยากได้เก็บไว้สิเจ้าคะ ท่านพี่ไม่ได้มีเพียงชุดเท่านั้น ยังมีหยกห้อยและชุดพู่กันด้วย ข้าคิดว่าท่านคงอยากได้อันใหม่ ส่วนแท่นฝนหมึกพวกนั้น รอท่านสอบผ่านแล้วเราค่อยไปซื้อในเมืองหลวงก็ได้เจ้าค่ะ” “เหตุใดเจ้าถึงดูมั่นใจนักว่าข้าจะสอบผ่าน” “ข้าย่อมเชื่อในความสามารถของสามี” “อ้อ ถึงได้ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายเช่นนี้ใช่หรือไม่” แม้จะประชดประชัน แต่แววตาของหลี่หยางกลับอ่อนโยนมากขึ้น เขารู้ว่าอวี้หลานนั้นทำเพื่อเขา แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงดีกับเขาเช่นนี้ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนางเท่าไร แต่เมื่อนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านมาด้วยกัน เขาก็ไม่ถือว่าทำตัวแย่กับนางนัก อย่างน้อย ๆ ก็ดีกว่าครอบครัวของนาง“ขอบใจเจ้ามาก” ไม่ได้เป็นคำประชด ไม่เสียดสี ไม่ได้เป็นคำตำหนิ แต่







