Mag-log inผู่เยว่ยกกล่องขึ้นและเดินไปตามทางเดินยาว ผู้คนรอบข้างมองมาอย่างอยากรู้อยากเห็น บางคนซุบซิบกันเบา ๆ โดยไม่คิดปิดบัง
เมื่อเดินผ่านห้องพักแพทย์ เธอได้ยินเสียงสนทนาจากด้านใน
“ในที่สุดก็ไปเสียที”
ผู่เยว่ชะงัก
เสียงนั้นเป็นของหลิวเจีย
“ถ้าเธอยังอยู่ ปีหน้าตำแหน่งหัวหน้าแผนกต้องเป็นของเธอแน่” แพทย์อีกคนกล่าว “คนเก่งเกินไปก็อยู่ร่วมกับคนอื่นยาก”
“เธอไม่เคยรู้ตัวเลยว่าทำให้คนรอบข้างกดดันแค่ไหน” หลิวเจียตอบ “ทุกครั้งที่เธอทำสำเร็จ คนอื่นก็เหมือนกลายเป็นคนไร้ความสามารถ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นภายในห้อง
ผู่เยว่ยืนนิ่งอยู่หลังประตู ความรู้สึกบางอย่างในอกแตกสลายช้า ๆ
เธอเคยคิดว่าหากตั้งใจทำงาน หากช่วยเหลือผู้ป่วย หากไม่แย่งชิงผลประโยชน์จากใคร สุดท้ายความสามารถและความดีจะปกป้องเธอได้
แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม คนเหล่านั้นไม่ได้เกลียดเธอเพราะเธอทำผิด พวกเขาเกลียดเพราะเธอทำได้ดีกว่า
ผู่เยว่เดินเข้าไปในห้องพักแพทย์ หลิวเจียและคนอื่น ๆ รีบหยุดพูด สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม
“ลืมอะไรหรือ” หลิวเจียถาม
ผู่เยว่วางกล่องลงบนโต๊ะ “ฉันอยากถามเธอเป็นครั้งสุดท้าย เอกสารยินยอมของผู้ป่วยอยู่ที่ไหน”
หลิวเจียหลบสายตา “ฉันบอกแล้วว่าฉันไม่รู้”
“บัญชีของฉันถูกใช้ในคืนที่ข้อมูลถูกแก้ไข วันนั้นเธอยืมบัตรผ่านของฉันไปเข้าห้องเก็บข้อมูล”
“เธอมีหลักฐานหรือเปล่า”
คำถามนั้นทำให้ผู่เยว่เงียบ หลิวเจียยิ้มบาง
“ถ้าไม่มีหลักฐานก็อย่ากล่าวหาใคร เธอควรยอมรับผลจากสิ่งที่ตัวเองทำ”
ผู่เยว่จ้องมองหญิงสาวที่เคยเรียกว่าเพื่อนอยู่หลายวินาที ก่อนถามช้า ๆ
“เธอได้อะไรจากเรื่องนี้”
หลิวเจียเม้มริมฝีปาก แต่ไม่ตอบ
แพทย์อีกคนพูดแทรก “พอเถอะผู่เยว่ เรื่องจบแล้ว การที่โรงพยาบาลไม่มีเธออยู่ อาจทำให้ทุกคนทำงานสบายขึ้น”
ประโยคนั้นดังชัดเจนอยู่ในศีรษะของเธอ
ผู่เยว่รู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างฉับพลัน ความเจ็บแล่นจากท้ายทอยไปทั่วศีรษะราวกับมีของหนักกระแทกจากภายใน เธอยกมือกุมขมับและพยายามหายใจลึก
“เป็นอะไรไป” ใครคนหนึ่งถาม แต่ไม่มีใครลุกเข้ามาช่วย
สายตาของผู่เยว่เริ่มพร่ามัว แสงไฟบนเพดานแตกกระจายเป็นเงาซ้อน เธอพยายามเอื้อมมือจับขอบโต๊ะ แต่แขนข้างขวากลับไร้เรี่ยวแรง นิ้วมือไม่ยอมขยับตามคำสั่ง
ในฐานะแพทย์ เธอรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น อาการปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน แขนขาอ่อนแรง การมองเห็นผิดปกติ …เส้นเลือดในสมองแตก!
“เรียกฉุกเฉิน” ผู่เยว่พยายามพูด แต่เสียงที่ออกมากลับไม่ชัด ลิ้นแข็งจนแทบเปล่งคำไม่ได้
ร่างของเธอเซถอยหลังและล้มกระแทกพื้น กล่องกระดาษพลิกคว่ำ เสื้อกาวน์สีขาวหล่นลงข้างตัว หนังสือและเอกสารกระจายเต็มพื้น หลิวเจียยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น
“เธอคงเป็นลมเพราะเครียด” ใครบางคนกล่าว
“ตามพยาบาลดีไหม”
“รีบไปตามสิ”
เสียงรอบตัวค่อย ๆ ห่างออกไป ทั้งที่คนเหล่านั้นเป็นแพทย์ ทุกคนกลับเสียเวลาไปกับการยืนมอง ไม่มีใครเข้ามาประเมินอาการทันที ไม่มีใครตรวจรูม่านตาหรือเรียกทีมฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว ผู่เยว่พยายามลืมตา แต่ภาพตรงหน้ามืดลงเรื่อย ๆ เธอรู้ดีว่าทุกวินาทีมีความหมาย ยิ่งรักษาช้า สมองยิ่งเสียหาย แต่ร่างกายของเธอไม่สามารถขยับได้อีกแล้ว ความหนาวเย็นค่อย ๆ แผ่จากปลายมือเข้าสู่หัวใจ ในช่วงสุดท้ายของสติ ผู่เยว่ได้ยินเสียงหลิวเจียดังอยู่ไม่ไกล
“ถ้าไม่มีเธออยู่ ทุกอย่างก็คงง่ายกว่านี้จริง ๆ”
น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกจากหางตาของผู่เยว่
ตลอดชีวิตเธอช่วยชีวิตคนมากมาย แต่ในวันที่ตนเองล้มลง กลับไม่มีใครยื่นมือมาช่วยได้ทัน เธอเคยเชื่อว่าสวรรค์ยุติธรรม เชื่อว่าคนที่ตั้งใจทำดีจะได้รับผลตอบแทนที่ดีในสักวัน แต่ดูเหมือนสวรรค์ไม่เคยปรานีเธอเลย
ความมืดกลืนกินการรับรู้ทั้งหมด ลมหายใจของเธอค่อย ๆ แผ่วลง พร้อมกับเสียงเครื่องมือฉุกเฉินที่เพิ่งดังขึ้นหลังจากทุกอย่างสายเกินไปแล้ว
ตื่นขึ้นในปี 1983กลิ่นอับชื้นของห้องเก่าแทรกผ่านลมหายใจแรกที่ผู่เยว่รับรู้ได้ ความหนักอึ้งกดทับอยู่บนหน้าอกจนเธอแทบขยับตัวไม่ไหว ศีรษะปวดร้าวราวกับถูกของแข็งกระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่ลำคอแห้งผากและมีรสขมของยาค้างอยู่เต็มปาก
เธอพยายามลืมตา แต่เปลือกตาหนักจนต้องใช้แรงทั้งหมดที่มี ภาพแรกที่มองเห็นคือเพดานไม้เก่า มีรอยน้ำซึมเป็นวงกว้างอยู่ตรงมุมห้อง หลอดไฟทรงกลมสีหม่นห้อยลงมาจากสายไฟที่พันด้วยผ้าสีดำ ไม่ใช่โคมไฟสีขาวสะอาดภายในห้องฉุกเฉิน และไม่ใช่เพดานของโรงพยาบาลที่เธอคุ้นเคย
ซุนเยี่ยนวางสมุดลงบนโต๊ะ“พวกเขาเลยคิดว่าหมอจากเมืองไม่เข้าใจชีวิตคนบนเขา”หลี่น่าพยักหน้าช้า ๆ“แล้วเมื่อคืนพวกเขามารอฉันตั้งมากมาย”“เพราะมีเด็กอาการหนักค่ะ ทุกคนอยากรู้ว่าคุณช่วยได้จริงหรือเปล่า”“ตอนนี้เด็กเป็นอย่างไรบ้าง”“ไข้ลดลงแล้ว หายใจดีขึ้น แม่ของเด็กเฝ้าอยู่ทั้งคืน”หลี่น่ายิ้มบาง ๆ“ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราจะไปเยี่ยมเด็กที่บ้าน”ซุนเยี่ยนมองเธอด้วยความประหลาดใจ“คุณหมอจะเดินไปหรือคะ บ้านเขาอยู่เกือบปลายหมู่บ้าน”“คนไข้ไม่มาหาเรา เราก็ไปหาเขา”คำตอบนั้นทำให้ซุนเยี่ยนนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนรีบหยิบกระเป๋าอุปกรณ์ขึ้นมาหลังจากตรวจสอบยาที่เหลือ หลี่น่าพบว่าสถานีอนามัยขาดแคลนแทบทุกอย่าง ยาลดไข้เหลือไม่ถึงยี่สิบเม็ด ยาปฏิชีวนะมีเพียงไม่กี่ชนิด ผ้าพันแผลต้องซักใช้ซ้ำ เครื่องวัดความดันมีเพียงเครื่องเดียวและสายยางเริ่มเสื่อม ส่วนเข็มฉีดยาบางขนาดหมดมานานแล้ว เธอจดรายการทั้งหมดอย่างละเอียด“เ
แสงจากตะเกียงน้ำมันส่องห้องตรวจซึ่งคับแคบ เธอพบปัญหามากกว่าที่คาดไว้ ผู้ป่วยหลายคนปล่อยโรคเรื้อรังมานานเพราะไม่มีเงินและไม่มีแพทย์ บางรายใช้สมุนไพรผิดวิธีจนเกิดภาวะแทรกซ้อน เด็กจำนวนมากมีภาวะขาดสารอาหาร ขณะที่ผู้สูงอายุหลายคนไม่เคยได้รับการตรวจความดันหรือหัวใจอย่างจริงจัง ระหว่างตรวจชายชรารายหนึ่ง ไฟในสถานีอนามัยก็ดับลง ซุนเยี่ยนถอนหายใจ“เครื่องปั่นไฟคงน้ำมันหมดค่ะ”หลี่น่าหยิบตะเกียงเข้ามาใกล้“ไม่เป็นไร ตรวจต่อได้”หวังเฉินอวี่ซึ่งนั่งวาดรูปอยู่มุมห้องรีบยกตะเกียงอีกดวงมาช่วย“แม่ครับ ผมถือให้”หลี่น่ามองลูกชายด้วยความอ่อนโยน“ขอบใจนะ แต่ระวังร้อน”เด็กชายยืนถือตะเกียงด้วยสองมืออย่างตั้งใจ แสงสีเหลืองส่องใบหน้าของเขาและมารดาในห้องตรวจเล็ก ๆ ชาวบ้านที่รออยู่ต่างมองภาพนั้นด้วยความซาบซึ้ง จนเกือบสี่ทุ่ม ผู้ป่วยคนสุดท้ายจึงได้รับการตรวจ หลี่น่าล้างมือด้วยน้ำในอ่างไม้ ก่อนนั่งลงอย่างเหนื่อยล้า ซุนเยี่ยนยื่นน้ำอุ่นให้“คุณหมอเหนื่อยมากแล้วค่ะ”“คนที่นี
หลี่น่าพยักหน้า“ใช่ค่ะ มาจากสำนักงานสาธารณสุขมณฑล”ชายคนนั้นยิ้มกว้างจนเห็นรอยย่นรอบดวงตา“ผมชื่อจางต้าฝู ผู้ใหญ่บ้านซานเหอให้มารับครับ”เขามองกระเป๋าเดินทางของเธอแล้วรีบยื่นมือมาช่วยถือ“ต้องนั่งรถต่ออีกสองชั่วโมง ถนนช่วงท้ายไม่ค่อยดี คุณหมอกับลูกอาจต้องลำบากหน่อย”“ไม่เป็นไรค่ะ”หลี่น่าหันไปมองลูกชาย“เฉินอวี่ไหวไหมลูก”เด็กชายพยักหน้าอย่างแข็งขัน“ผมไหวครับแม่”คำตอบนั้นทำให้จางต้าฝูหัวเราะด้วยความเอ็นดู“เด็กคนนี้เก่งจริง ๆ”ทั้งสามขึ้นรถบรรทุกเก่า ด้านหลังกระบะเต็มไปด้วยถุงข้าวสาร ลังน้ำมัน และเวชภัณฑ์จำนวนเพียงเล็กน้อยที่สำนักงานสาธารณสุขจัดส่งมาพร้อมกับหลี่น่ารถแล่นขึ้นไปตามเส้นทางภูเขาอย่างเชื่องช้า ยิ่งเข้าใกล้หมู่บ้าน ถนนก็ยิ่งแคบและขรุขระ บางช่วงเป็นเพียงทางดินริมหน้าผา หลี่น่าต้องใช้แขนโอบลูกชายไว้แน่นทุกครั้งที่รถกระเด้งผ่านหลุมลึกระหว่างทาง เธอมองเห็นบ้านเรือนกระจัดกระจายอยู่ตามไห
เธอมองข้อความนั้นอยู่นาน สุดท้ายก็พับกระดาษเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ บางที...คืนนี้อาจไม่มีโอกาสได้คุยกันแล้ว หลังส่งหวังเฉินอวี่ให้คุณยายช่วยแต่งตัว หลี่น่าขึ้นไปบนห้องนอนของตัวเอง เธอเปิดตู้เสื้อผ้าและหยิบกระเป๋าเดินทางใบเล็กออกมา เสื้อผ้าของเธอมีเพียงไม่กี่ชุด เสื้อผ้าของลูกชายอีกไม่กี่ตัว หนังสือภาพเล่มโปรดของหวังเฉินอวี่ ตุ๊กตาผ้ารูปหมีตัวเล็กที่หวังเหว่ยเคยซื้อให้ลูกเมื่อหลายปีก่อน และรูปถ่ายครอบครัวหนึ่งใบหลี่น่าหยุดมองรูปนั้น ภาพในวันรับรางวัลแพทย์ดีเด่น หวังเหว่ยยืนโอบไหล่เธออย่างภาคภูมิใจ หวังเฉินอวี่นั่งอยู่บนบ่าพ่อ หัวเราะจนตาหยี วันนั้นเธอเคยคิดว่าครอบครัวนี้จะไม่มีวันแตกสลาย แต่วันนี้...เธอค่อย ๆ วางรูปลงในกระเป๋าอย่างเบามือ หลินซูอิงเดินขึ้นมาบนห้องเมื่อเห็นกระเป๋าเดินทาง"หลี่น่า ลูกจะไปไหน"หลี่น่าหันมายิ้มให้แม่ รอยยิ้มนั้นอ่อนโยน แต่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า"หนูจะพาเฉินอวี่ออกไปอยู่ข้างนอกสักพักค่ะ"หลินซูอิงรีบจับมือลูกสาว "เพราะเรื่องเมื่อคืนใช่ไหม"หลี่น่าไม่ตอบ ความเงียบคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด"หวังเหว่ยรักลูกนะ"
หลี่น่าจ้องหน้าเขาตรง ๆ“คุณถามว่าฉันแน่ใจหรือว่าพบผู้ชายคนนั้นเพียงสองครั้ง คุณรู้ไหมว่าคำถามนั้นหมายความว่าอย่างไรสำหรับฉัน”หวังเหว่ยกำมือแน่น“ผมเพียงต้องการข้อมูลที่ชัดเจน”“หรือคุณกำลังต้องการให้ฉันสารภาพบางอย่างที่ไม่มีอยู่จริง”“ผมไม่เคยพูดว่าคุณมีความผิด”“แต่คุณก็ไม่เชื่อฉันอย่างหมดใจ”คำกล่าวนั้นทำให้หวังเหว่ยนิ่งไป ความเงียบเพียงชั่วขณะของเขากลับกลายเป็นคำตอบที่ทำร้ายหลี่น่ายิ่งกว่าการโต้เถียงใด ๆ เธอมองเขาด้วยแววตาผิดหวัง“เห็นไหม คุณตอบไม่ได้”“เพราะผมไม่รู้ว่าคุณต้องการให้ผมพูดอะไร” หวังเหว่ยตอบด้วยน้ำเสียงแข็งขึ้น “ผมบอกว่าผมเชื่อคุณมาตลอด แต่ทุกครั้งที่ผมถามอะไร คุณกลับมองว่าผมกำลังกล่าวหา”“เพราะทุกคำถามของคุณเต็มไปด้วยความสงสัย”“แล้วจะให้ผมทำอย่างไร หลับตาปฏิเสธหลักฐานทุกอย่างโดยไม่ตรวจสอบหรือ”ทันทีที่ประโยคนั้นจบลง ห้องทั้งห้องก็เงียบสนิท หลี่น่ามองสามีราวกับไม
หลี่น่าเงยหน้าทันที ชื่อที่สามีกล่าวออกมาทำให้ความทรงจำในอดีตย้อนกลับมา หนิงเอ๋อเคยทำงานในโรงพยาบาล เคยเข้าถึงเอกสาร เคยรู้จักรูปแบบลายมือและการทำงานของเธอ ที่สำคัญ หนิงเอ๋อยังมีเหตุผลมากพอที่จะเกลียดเธอ“เราต้องหาตัวเธอให้พบ”หวังเหว่ยพยักหน้า “ผมจะให้คนตรวจสอบอย่างเงียบ ๆ”หลี่น่าปิดสมุดบันทึกลง น้ำตาบนใบหน้าแห้งไปแล้ว เหลือเพียงความมุ่งมั่นในดวงตา ศักดิ์ศรีของเธออาจถูกเหยียบย่ำ ชื่อเสียงอาจถูกทำลาย คนไข้บางส่วนอาจหวาดกลัวจนไม่กล้าเชื่อใจเธอแต่ตราบใดที่ความจริงยังไม่ถูกเปิดเผย หลี่น่าจะไม่ยอมก้มหน้าให้กับคำกล่าวหาเธอจะค้นหาคนที่อยู่เบื้องหลัง จะนำหลักฐานทุกชิ้นออกมาเปิดเผย และจะทำให้ผู้คนเห็นว่า เสื้อกาวน์สีขาวที่เธอเคยสวมไม่ได้มีคุณค่าเพราะตำแหน่งหรือรางวัล แต่มันมีคุณค่าเพราะความซื่อสัตย์ที่เธอรักษามาตลอดทั้งชีวิต ครั้งนี้ หลี่น่าจะไม่เพียงทวงคืนงานของตนเอง เธอจะทวงคืนศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำกลับมาด้วยมือของเธอเองความขัดแย้งในครอบครัวหลายวันหลังจากถูกพักงาน หลี่น่ายังคงตื่นขึ้นในเวลาเดิมท







