LOGINผู่เยว่ขยับนิ้วมืออย่างเชื่องช้า ความรู้สึกกลับคืนมาทีละน้อย แขนขาของเธอยังขยับได้ ไม่มีอาการอ่อนแรงครึ่งซีก และไม่มีเสียงเครื่องติดตามสัญญาณชีพดังอยู่ข้างตัว
เธอจำได้อย่างชัดเจนว่าตนล้มลงในห้องพักแพทย์
อาการปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน แขนขวาไร้เรี่ยวแรง การพูดผิดปกติ และการมองเห็นพร่ามัว ทุกอย่างตรงกับภาวะเส้นเลือดในสมองแตกอย่างไม่มีข้อสงสัย
ด้วยความรุนแรงของอาการในตอนนั้น ต่อให้ทีมฉุกเฉินเข้าช่วยทัน โอกาสรอดก็อาจเหลือเพียงน้อยนิด
แต่เธอยังมีชีวิตอยู่
ผู่เยว่ยันตัวขึ้นจากเตียง ไม้กระดานใต้แผ่นหลังส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ผ้าห่มเนื้อหยาบสีเทาเลื่อนลงไปกองอยู่บนตัก เธอก้มมองมือของตนและนิ่งงัน
มือคู่นี้ไม่ใช่มือของเธอ
นิ้วเรียวยาวกว่าเดิม ผิวขาวซีดและมีรอยด้านตรงนิ้วกลางจากการจับปากกาเป็นเวลานาน บนข้อมือมีรอยช้ำจาง ๆ หลายแห่ง เส้นเลือดใต้ผิวหนังเห็นชัดเพราะร่างกายผอมเกินไป
ผู่เยว่รีบจับใบหน้าของตน กรอบหน้าเล็กลง จมูกและริมฝีปากให้ความรู้สึกแปลกประหลาด เส้นผมที่ตกลงมาปรกแก้มยาวถึงกลางหลัง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอตัดผมสั้นเพราะทำงานในห้องผ่าตัดสะดวกกว่า
เธอสูดลมหายใจลึก พยายามควบคุมหัวใจที่เต้นแรง ก่อนกวาดตามองไปรอบห้องอย่างละเอียด
ห้องพักมีขนาดเล็กมาก ผนังฉาบปูนสีขาวหม่นและแตกร้าวหลายแห่ง โต๊ะไม้เก่าตั้งอยู่ข้างหน้าต่าง มีตะเกียง กระติกน้ำร้อน และแก้วเคลือบสีขาววางอยู่บนโต๊ะ ตู้เสื้อผ้าทำจากไม้เนื้อหยาบ ประตูตู้ปิดไม่สนิทจนมองเห็นเสื้อผ้าสีเรียบอยู่ภายใน
ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่แม้แต่ชิ้นเดียว
สายตาของเธอหยุดลงที่ปฏิทินกระดาษซึ่งแขวนอยู่บนผนัง ตัวเลขขนาดใหญ่พิมพ์ด้วยหมึกสีแดง ข้างใต้มีภาพโรงงานและคนงานถือธงอยู่ร่วมกัน
เดือนกันยายน ปี 1983
ผู่เยว่จ้องตัวเลขนั้นอยู่นาน สมองปฏิเสธสิ่งที่เห็นโดยสัญชาตญาณ
“เป็นไปไม่ได้”
เสียงที่ออกมาจากริมฝีปากไม่ใช่เสียงของเธอ เสียงนี้อ่อนกว่า แหบพร่า และเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
ผู่เยว่พยายามลุกจากเตียง แต่ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น ความมืดก็วูบเข้ามาบดบังสายตา ร่างกายโงนเงนจนเธอต้องรีบคว้าหัวเตียงไว้ ความอ่อนเพลียอย่างรุนแรงทำให้หัวใจเต้นเร็วและหายใจติดขัด
เธอนั่งลงอีกครั้ง ก่อนใช้นิ้วแตะชีพจรที่ข้อมือ
ชีพจรเร็วแต่ยังสม่ำเสมอ ร่างกายมีภาวะขาดน้ำอย่างชัดเจน ปากแห้ง กล้ามเนื้ออ่อนแรง และท้องไส้ปั่นป่วน รสขมในปากทำให้เธอเริ่มสงสัยว่าร่างนี้ได้รับยาบางชนิดในปริมาณสูง
บนโต๊ะข้างเตียงมีขวดยาสีน้ำตาลวางตะแคงอยู่ ฝาขวดหล่นอยู่บนพื้น ฉลากที่ติดอยู่ด้านข้างซีดจาง แต่ยังพออ่านออกว่าเป็นยานอนหลับ
ข้างขวดมีแก้วน้ำที่เหลือน้ำอยู่เพียงก้นแก้ว
ผู่เยว่เอื้อมมือไปหยิบขวดยาขึ้นมา เม็ดยาด้านในเหลือเพียงสองเม็ด ทั้งที่ขวดมีขนาดใหญ่พอจะบรรจุได้หลายสิบเม็ด
เธอไม่ทันได้คิดต่อ ความเจ็บแปลบกลับแล่นผ่านศีรษะอย่างรุนแรง ภาพความทรงจำจำนวนมากพุ่งเข้ามาในสมองโดยไม่มีสัญญาณเตือน รวดเร็วและสับสนราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก
เด็กหญิงตัวเล็กยืนอยู่หน้าบ้านไม้ท่ามกลางฝนตก เสื้อผ้าเปียกจนแนบลำตัว ขณะที่หญิงวัยกลางคนยืนอยู่ใต้ชายคาและตะโกนด้วยความไม่พอใจ
“บ้านนี้เลี้ยงเธอมาก็นับว่าเมตตามากพอแล้ว อย่าหวังว่าจะได้เงินไปเรียนสูง ๆ อีกเลย”
ภาพเปลี่ยนเป็นหญิงสาวนั่งอ่านหนังสือใต้แสงตะเกียงจนดึก มือข้างหนึ่งจดเนื้อหาทางชีววิทยา อีกข้างกุมท้องที่หิวโหยเพราะยังไม่ได้กินอาหารเย็น
ต่อมาคือภาพเธอยืนอยู่หน้าประกาศผลสอบ ชื่อของเธอติดอยู่ในรายชื่อผู้สอบเข้าโรงเรียนแพทย์ได้ ผู้คนรอบตัวแสดงความยินดี แต่เธอกลับยืนร้องไห้เพียงลำพัง เพราะไม่มีใครในครอบครัวมาร่วมยินดีกับเธอ
ชื่อของหญิงสาวคนนั้นคือหลี่น่า
ความทรงจำอีกชุดถาโถมเข้ามา โรงพยาบาลประจำเมือง อาคารสีขาวเก่า ทางเดินเต็มไปด้วยคนไข้และญาติที่นั่งรออยู่บนม้านั่งไม้ หลี่น่าสวมเสื้อกาวน์สีขาว เดินถือแฟ้มคนไข้ด้วยสีหน้าจริงจัง
เธอเป็นแพทย์หญิงเช่นเดียวกับผู่เยว่
หลี่น่าไม่ได้มีพรสวรรค์โดดเด่นตั้งแต่แรก แต่เธอขยันและอดทนกว่าคนอื่นหลายเท่า เธอเรียนรู้จากตำราเก่าที่ขอยืมมา จดบันทึกทุกกรณีที่พบ และอยู่เวรแทนเพื่อนร่วมงานบ่อยครั้งเพราะไม่กล้าปฏิเสธใคร
ความอ่อนโยนของหลี่น่ากลับกลายเป็นช่องทางให้คนอื่นเอาเปรียบ
หัวใจของหลี่น่าเต้นแรง เธอพลิกหน้าต่อไป ด้านในมีรูปถ่ายขาวดำของหญิงสาววัยยี่สิบกว่า ใบหน้าสวยอ่อนโยน ดวงตากลมโต และรอยยิ้มอบอุ่น แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีแต่หลี่น่ากลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด หวังเหว่ยมองรูปถ่ายแล้วพูดเบา ๆ“เธอคล้ายคุณมาก”หลี่น่าไม่ตอบ สายตาของเธอยังคงจับอยู่ที่รูปถ่ายนั้น เธอเปิดอ่านรายงานต่อ เนื้อหาระบุว่าหลินซูอิงถูกกล่าวหาว่าลักลอบนำยาออกจากคลังเพื่อขายให้ตลาดมืด หลังถูกสอบสวน เธอลาออกจากโรงพยาบาล จากนั้นก็หายตัวไปไม่มีใครพบเธออีกเลยแต่ยิ่งอ่านมากขึ้น หลี่น่ากลับยิ่งรู้สึกผิดปกติ เพราะหลักฐานในแฟ้มเต็มไปด้วยช่องโหว่ ไม่มีพยานที่เห็นเหตุการณ์โดยตรง ไม่มีของกลางที่พบในครอบครอง และไม่มีการดำเนินคดีทางอาญา เหมือนมีใครต้องการให้เรื่องจบลงอย่างรวดเร็ว เธอหันไปถามเจ้าหน้าที่หอจดหมายเหตุ“มีเอกสารการสอบสวนเพิ่มเติมหรือไม่”ชายสูงวัยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินไปหยิบกล่องอีกใบ“มีบันทึกการประชุมของคณะกรรมการครับ”หลี่น่ารีบเปิดอ่าน ทันทีที่เห็นรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม สีหน้าของเธอก็เปล
หลิวหยางค่อย ๆ ก้มศีรษะลง เขาไม่อาจโต้แย้งคำพูดเหล่านั้นได้ เพราะทุกอย่างได้รับการพิสูจน์ด้วยหลักฐานแล้ว ไม่นานหลังจากนั้น พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องหลิวหยางในหลายข้อหา ละเลยมาตรการความปลอดภัยจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมกันจัดซื้อสารเคมีที่ไม่ได้มาตรฐาน ปลอมแปลงเอกสารทางธุรกิจ พยายามทำลายหลักฐาน รวมถึงความผิดฐานทำให้ทรัพย์สินของรัฐเสียหาย จากการใช้เอกสารและระบบรับรองมาตรฐานของหน่วยงานราชการโดยมิชอบ จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อการควบคุมด้านอุตสาหกรรมและสาธารณสุขเมื่อเจ้าหน้าที่อ่านข้อกล่าวหาจบ หลิวหยางเพียงหลับตาลงราวกับยอมรับว่าหนทางข้างหน้าไม่มีโอกาสหวนกลับอีกแล้วหลายเดือนต่อมา คดีทั้งหมดสิ้นสุดลง เครือข่ายทุจริตที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีผิดมาตรฐานถูกเปิดโปงทั้งหมด เจ้าหน้าที่รัฐหลายคนถูกดำเนินคดี ครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้รับการชดเชย โรงงานหยางซิ่งถูกปรับโครงสร้างและเปลี่ยนผู้บริหารใหม่ในเช้าวันหนึ่ง หลี่น่าเดินออกมาจากศาลประชาชน ในมือของเธอมีเอกสารเพียงชุดเดียว หนังสือรับรองการหย่าที่ผ่านกระบวนการทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์
หลี่น่าลุกขึ้นยืน “ซูเจิน...ฉันจะไม่ให้อภัยเธอ”หญิงสาวยิ้มรับคำตอบนั้น“ฉันรู้” หลี่น่ากล่าวต่อ “เพราะคนที่เธอทำร้าย ไม่ใช่แค่ฉัน ยังมีคนไข้ เพื่อนร่วมงาน และผู้บริสุทธิ์อีกหลายคน”เธอหยุดเล็กน้อย“แต่สิ่งที่เธอทำวันนี้อาจช่วยชีวิตคนงานอีกจำนวนมาก และช่วยหยุดคนที่ยังคิดหาผลประโยชน์บนความทุกข์ของคนอื่น”ซูเจินหลับตาลง เหมือนยกภาระที่แบกไว้มานานออกจากหัวใจ ไม่นาน เจ้าหน้าที่ก็มารับตัวเธอ ก่อนเดินออกจากห้อง ซูเจินกลับหยุดฝีเท้า เธอหันมองหลี่น่าเป็นครั้งสุดท้าย“ระวังตัวด้วย”หลี่น่าชะงัก “หมายความว่าอย่างไร”ซูเจินมองไปทางหวังเหว่ย ก่อนพูดเสียงเบา“หลิวหยางรู้ว่าหลักฐานกำลังครบทุกอย่าง เมื่อคืน ฉันได้ยินเขาคุยกับคนของบริษัท เขากำลังเตรียมหลบหนีออกนอกเมือง”เจ้าหน้าที่ทุกคนหันมามองทันที หวังเหว่ยสีหน้าเคร่งเครียด“คุณแน่ใจหรือ”ซูเจินพยักหน้า “คืนนี้ ถ้าไม่รีบไป เขาอาจหายตัวไปตลอดกาล”สิ้นค
“ฉันไม่ได้มาขอความเห็นใจ” ซูเจินพูดเสียงเบา “แต่ฉันมีเรื่องที่ต้องบอก”หลี่น่ารับฟังอย่างเงียบ ๆ ซูเจินยื่นแฟ้มให้“เอกสารพวกนี้ ฉันแอบเก็บไว้ตั้งแต่ตอนทำงานกับหวังหมิ่น ตอนแรกคิดว่าจะใช้ต่อรอง แต่ตอนนี้... ฉันไม่อยากหนีอีกแล้ว”หลี่น่าเปิดแฟ้มอย่างระมัดระวัง ด้านในมีสัญญาจัดซื้อสารเคมี บันทึกการประชุม และจดหมายโต้ตอบหลายฉบับ เมื่อเธออ่านไปได้เพียงไม่กี่หน้า สีหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ซูเจินมองเธอแล้วกล่าวช้า ๆ“หลิวหยางมีส่วนรับผิดชอบจริง แต่เขาไม่ใช่คนเดียว”เธอชี้ไปยังเอกสารฉบับหนึ่ง“คนที่ผลักดันให้ใช้สารเคมีราคาถูกไม่ใช่แค่ฝ่ายบริหารของโรงงาน ยังมีเจ้าหน้าที่รัฐบางคนร่วมมือ แลกกับผลประโยชน์จากบริษัทผู้ขาย”หลี่น่าก้มมองลายเซ็นในเอกสาร มันไม่ใช่เพียงลายเซ็นของหลิวหยาง แต่ยังมีตราประทับของหน่วยงานราชการและลายเซ็นของเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน ทันใดนั้น เธอก็รู้ว่าคดีนี้ใหญ่กว่าที่ทุกคนคาดคิดเพราะเบื้องหลังสารเคมีเพียงไม่กี่ถังอาจมีเครือข่ายผลประโยชน์ที่เชื่อมโย
“เหตุใดจึงอนุมัติ”“ฝ่ายจัดซื้อเสนอว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน แต่ราคาต่ำกว่าเกือบสามสิบเปอร์เซ็นต์”“คุณตรวจสอบมาตรฐานหรือไม่”หลิวหยางนิ่งไป ก่อนตอบเบา ๆ“ผม... เชื่อรายงานที่ได้รับ”คำตอบนั้นทำให้เจ้าหน้าที่หลายคนจดบันทึกทันที หัวหน้าคณะกรรมการถามต่อ“หลังพบคนงานเริ่มป่วย เหตุใดจึงไม่แจ้งหน่วยงานสาธารณสุข”หลิวหยางหลับตาลง “ผมคิดว่าเป็นไข้ตามฤดูกาล แล้วเมื่อจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น”เขาเงียบไปครู่หนึ่ง “ผมกลัวโรงงานถูกสั่งปิด”คำตอบนั้นทำให้ญาติผู้เสียชีวิตที่นั่งฟังอยู่ด้านหลังร้องไห้ออกมา หญิงชราคนหนึ่งลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ“ลูกสาวฉันตายเพราะความกลัวของคุณใช่ไหม”เจ้าหน้าที่รีบเข้าไปปลอบและเชิญเธอนั่งลง บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง ไม่นาน หลี่น่าก็ได้รับเชิญเข้าให้ข้อมูลในฐานะหัวหน้าแผนกอายุรกรรมและผู้รับผิดชอบการตรวจรักษาผู้ป่วยทั้งหมด เธอนำแฟ้มเวชระเบียนมาวางบนโต๊ะ หัวหน้าคณะกรรมการกล่าวอย่า
“คุณทำงานแผนกไหน”“แผนก... ย้อมผ้าค่ะ”“เริ่มป่วยเมื่อไร”“ประมาณ... ห้าวันก่อน”หลี่น่าจดบันทึก ก่อนเดินไปถามผู้ป่วยรายถัดไป คำตอบที่ได้รับกลับคล้ายกันทั้งหมด ผู้ป่วยส่วนใหญ่ทำงานในแผนกย้อมผ้า และเริ่มมีอาการภายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ในขณะนั้นเอง หลิวหยางเดินเข้ามาพร้อมผู้จัดการโรงงาน แม้สีหน้าจะเคร่งเครียด แต่เขายังคงแต่งกายเรียบร้อยในชุดสูทเหมือนทุกครั้ง“คุณหมอหลี่”หลี่น่าหันไปมอง“ตอนนี้เรายังสรุปสาเหตุไม่ได้”หลิวหยางลดเสียงลง “ผมขอร้อง อย่าเพิ่งประกาศว่าเป็นโรคระบาด ถ้าข่าวออกไป โรงงานจะถูกสั่งปิดทันที”หลี่น่าวางแฟ้มลงช้า ๆ “ตอนนี้มีคนป่วยกี่คน”“ประมาณ... ห้าสิบกว่าคน”ผู้จัดการโรงงานรีบแก้ “สี่สิบแปดคนครับ”หลี่น่าหันไปมองเจ้าหน้าที่พยาบาล“รายชื่อที่ลงทะเบียน”“หกสิบสามคนค่ะ”ผู้จัดการถึงกับหน้าซีด หลี่น่าจึงหันกลับมามองหลิวหย







