Masukตอนที่ 8 เธอต้องเข้าโรงพยาบาล (2)
ทันทีที่พูดจบ เขาก็ส่งสายตามองไปที่อู๋ซิ่วเหลียนแวบหนึ่ง
อู๋ซิ่วเหลียนก้มหน้าพูดขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก
“พี่สะใภ้เสวี่ยเหม่ยไม่สบายแบบนี้ เธอก็ควรต้องไปโรงพยาบาล”
หลินจิงซูย่อมไม่พลาดอีกเช่นกัน สังเกตเห็นถึงสายตาของคนทั้งสองที่สบผสานมองกัน เธอบีบกำปั้นกระชับห้านิ้วกำแน่น สิ่งแรกที่สามารถสัมผัสได้ก็คือ มิตรภาพลึกซึ้งที่ส่งถึงกันผ่านสายตาของกันและกัน
ภายในโต๊ะอาหารเวลานี้ อู๋ซิ่วเหลียนนั่งอยู่ทางฝั่งซ้ายของหลินชิงอี้ และหลินเสวี่ยนั่งขนาบอยู่ทางด้านขวามือของเขา มองผิวเผิน ทั้งสามคนดูคล้ายครอบครัวที่แสนอบอุ่นและรักใคร่กลมเกลียวกัน ตัดมาที่ตัวเธอกับติงเสวี่ยเหม่ยที่ดูเสมือนเป็นคนนอกเสียมากกว่า
หลินชิงอี้ชำเลืองหางตามองไปทางติงเสวี่ยเหม่ยด้วยความอึดอัดใจ แต่ท้ายที่สุดก็ลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้าไปถามถึงอาการของเธอ
“อาเหม่ย เจ็บหน้าอกหนักมากรึเปล่า?”
ความจริง ติงเสวี่ยเหม่ยไม่ต้องการจะโกหกสามีของเธอ แต่หลินจิงซูย้ำนักย้ำหนาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าให้ปิดเรื่องนี้เป็นความลับ
ติงเสวี่ยเหม่ยจำต้องพยักหน้าอย่างอ่อนแรง
“เจ็บมากค่ะ โจรมันเตะเข้าที่กลางอกของฉันพอดี ตั้งแต่กลับมายังรู้สึกปวดแน่นไม่หาย”
“เดี๋ยวผมจะพาคุณไปโรงพยาบาลเอง”
หลินชิงอี้เอ่ยบอกพร้อมโน้มตัวเข้าช่วยประคองร่างติงเสวี่ยเหม่ยให้ลุกขึ้น แล้วจึงหันไปพูดกับย่าอู๋ว่า“แม่ ซิ่วเหลียน เดี๋ยวผมจะส่งอาเหม่ยไปโรงพยาบาลก่อน อาการของเธอไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นัก ถ้าไม่รีบไปหาหมอรักษา เดี๋ยวจะยิ่งแย่ไปกว่านี้ได้”
ย่าอู๋ตอบโต้อย่างไม่เห็นด้วย
“หล่อนจะเป็นโรคบ้าอะไรได้ล่ะ? แม่ว่ามันโกหก!”
“พอแล้วแม่ ช่วยหยุดพูดสักพักจะได้มั้ยครับ?”
ไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่หลินชิงอี้กลัวที่สุดก็คือ การที่เพื่อนบ้านล่วงรู้เรื่องนี้ แล้วเอาไปซุบซิบนินทากันเสียๆหายๆ และถ้าข่าวนี้แพร่กระจายออกไปเมื่อไหร่ ชื่อเสียงตระกูลหลินมีหวังต้องมัวหมอง แต่ที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ หากข่าวเสียหายนี้ไปเข้าหูของหัวหน้างานเขาที่โรงงานเมื่อไหร่ มีหวังอนาคตทางด้านการงานของเขาคงต้องจบสิ้นอย่างแน่นอน!
อีกไม่นาน เขาก็จะได้เลื่อนตำแหน่งอยู่แล้ว
ในยุคสมัยนั้น เรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานยังเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างแยกขาดจากกันไม่ได้
หลินจิงซูทราบดี ในสังคมที่ทำงาน พ่อของเขาค่อนข้างมีหน้ามีตาพอสมควร จึงไม่แปลกใจนักกับผลลัพธ์ที่ออกมาเช่นนี้
ติงเสวี่ยเหม่ยแอบวิตกกังวลเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าต้องไปโรงพยาบาล แต่ก็ไร้ทางเลือกอื่น เธอได้แต่หันมองกลับไปหาหลินจิงซูทันที
หลินจิงซูย่อมทราบดีว่า แม่ของเธอกำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่
“แม่ หนูไม่อยากกินข้าวพวกนี้ต่อแล้วล่ะ เดี๋ยวหนูไปโรงพยาบาลด้วยดีกว่า”
ผู้คนในปี 1990ต่างเชื่อมั่นและไว้วางใจในโรงพยาบาลเป็นที่สุดโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งหมดเป็นเพราะองค์ความรู้ในหัวของพวกเขายังด้อยพัฒนาเกินไป
หลินจิงซูผู้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในโลกสมัยใหม่ ที่ข่าวสารความรู้สามารถแชร์ผ่านกันได้รวดเร็วด้วยมือถือเพียงเครื่องเดียว ย่อมรู้ดีว่าโรงพยาบาลเล็กๆในชนบทเช่นนี้ ไม่ได้มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครันแต่อย่างใด อย่างมากก็สามารถรักษาได้เพียงแค่ไข้หวัดทั่วไป หรือไม่ก็จำพวกแผลติดเชื้อในช่องปากต่างๆเท่านั้น
แต่เหตุผลสำคัญยิ่งที่ทำให้เธอต้องหนีออกมาด้วยก็คือ ฝีมือการทำอาหารของอู๋ซิ่วเหลียนนั้นจัดว่ายอดแย่ รสชาติไม่ต่างจากหมูเน่าที่แม้แต่สุนัขกินยังต้องส่ายหัว ใจคอจะให้เธอทนกินอาหารห่วยๆพวกนี้ต่อไปคงจะไม่ไหวเช่นกัน
การหนีออกไปสูดอากาศข้างนอกแบบนี้ ช่วยให้เธอสามารถเลี่ยงอาหารมื้อนี้ไปได้
ภายหลังออกจากบ้านมา เธอสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ติงเสวี่ยเหม่ยมีท่าทีหวั่นวิตกจนหน้าซีด สีหน้าท่าทางลุกลี้ลุกลนเหมือนอยากจะยอมแพ้แล้ว
เธอไม่กล้าไปโรงพยาบาล เพราะกลัวจะถูกเปิดโปงเรื่องแกล้งป่วย
หลินจิงซูเห็นเช่นนั้น จึงรีบหันไปบอกกับหลินชิงอี้ทันทีว่า
“พ่อคะ กว่าจะเดินไปถึงโรงพยาบาลก็ตั้งไกล แม่หนูขาสั่นพั่บๆไปหมดแล้ว คงจะเดินไปเองไม่ไหวแน่ พ่อลองไปขอยืมจักรยานที่บ้านป้าผางดู จะได้เดินทางกันได้สะดวกกว่านี้”
สังเกจเห็นว่าติงเสวี่ยเหม่ยมีท่าทีอึดอัดคล้ายไม่สบายเนื้องสบายตัวอย่างมาก หลินชิงอี้จึงพยักหน้าและตอบกลับไปว่า
“ได้ เดี๋ยวฉันจะไปยืมจักรยานมาก่อน แกก็ดูแลแม่ของแกให้ดีๆแล้วกัน”
ทันทีที่หลินชิงอี้วิ่งจากไป หลินจิงซูจึงรีบหันไปกระซิบบอกติงเสวี่ยเหม่ยทันที
“แม่คะ ไม่ต้องเครียดไปนะ ทำตามที่หนูบอกก็พอ รับรองว่าไม่มีใครจับได้แน่! ตอนที่หมอถามอาการ แม่ก็แค่บอกไปว่ารู้สึกแน่นแล้วก็ปวดหน้าอกมาก หายใจลำบาก จากนั้นแม่ก็จะได้นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล”
“แล้วทำไมแม่ต้องนอนโรงพยาบาลด้วยล่ะ?”
ติงเสวี่ยเหม่ยร้องถามด้วยความร้อนอกร้อนใจ
“แม่อยากกลับไปทำอาหารให้คนพวกนั้นกินอีกรึไง? สู้นอนพักอยู่ที่โรงพยาบาลไม่ดีกว่ารึไง? แม่ก็เห็นท่าทีของป้ารองแล้วไม่ใช่เหรอ เห็นชัดว่าวันๆคงไม่คิดจะทำอะไรเลย คงอยากจะนอนกินบ้านกินเมืองไปทั้งวันอย่างเดียว!”
หลินจิงซูปิดเปลือกตาลงอย่างแช่มช้า และเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายเย็นชาก็ฉายปรากฏ
“ทุกอย่างเพิ่งจะเริ่มต้น แม่จะต้องแกล้งทำเป็นป่วยให้เหมือนกว่านี้!”
ติงเสวี่ยเหม่ยไม่เคยทำเรื่องที่น่าอึดอัดใจอะไรแบบนี้มาก่อน ร่องรอยความลังเลเริ่มปรากฏชัดเจนบนใบหน้าของเธอ
หลินจิงซูเห็นท่าไม่ดีจึงตัดสินใจใช้ยาแรง
“แม่ฟังหนูนะ ถ้าทั้งแม่และหนูยังทำตัวอ่อนแอยอมคนอยู่แบบนี้อีก ป้ารองกับลูกสาวก็จะยิ่งกำแหงได้ใจมากขึ้น และจะเริ่มกดขี่ข่มเหงรังแกพวกเราสองแม่ลูกหนักขึ้นเรื่อยๆ แม่ไม่เคยได้ยินคำพูดนี้บ้างเหรอ? เด็กไม่มีแม่ก็เปรียบเสมือนต้นหญ้า ถ้าแม่ยังมัวลังเลอยู่แบบนี้ หนูเองก็คงไม่รอดเหมือนกัน!”
จู่ๆ ดวงตาของติงเสวี่ยเหม่ยก็เปลี่ยนเป็นแดงก่ำ สิ่งที่ลูกสาวของเธอพูดออกมาล้วนมีเหตุมีผลที่สุด เป็นเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอยืนกรานไม่คิดต่อกรใดๆทั้งสิ้น จึงทำให้อู๋ซิ่วเหลียนและลูกสาวของเธอกล้าปีนเกลียวและขี่หัวบงการควบคุมทุกอย่างได้
เสมือนตัดสินใจอะไรบางอย่างกับตัวเองได้ ติงเสวี่ยเหม่ยลืมตาขึ้นอีกครั้งและเปี่ยมไปด้วยความแน่วแน่
“ซูซู แม่จะฟังคำพูดของลูก นับแต่นี้เป็นต้นไป แม่จะไม่ปล่อยให้ลูกต้องทนถูกกดขี่ข่มเหงอย่างไม่เป็นธรรมอีกต่อไป!”
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







