LOGINท่านประทานให้เธอขึ้นมาช่วยจัดห้องทำงานใหม่ ร่างบางจัดเก็บเอกสารที่เขากองไว้ให้ใส่กล่องลังกระดาษสีน้ำตาล แล้วก็ขนอุปกรณ์วาดรูปต่างๆ มาวางเรียงเข้ามุมกระจกที่เห็นวิวสวนหลังบ้าน
ทั้งผ้าใบวาดรูปขนาดเล็กใหญ่ต่างกันไป สีน้ำและพู่กันหลายขนาดก็ถูกวางเรียงไว้ที่ชั้นด้านข้างให้เป็นระเบียบ
ธันย์ธาราคัดแยกเอกสารบางส่วนใส่กล่องลัง เขาจะย้ายไปไว้อีกห้องหนึ่ง โดยจะใช้ห้องนี้เป็นที่สำหรับผ่อนคลาย ไม่เหมาะกับการมีกองเอกสารใหญ่โตมโหฬารปิดห้องให้ทึบแบบนี้
ทั้งคู่เหมือนคู่รักข้าวใหม่ปลามันที่กำลังช่วยกันจัดห้อง แต่เธอที่ยังหยุดคิดเรื่องคนปองร้ายเจ้านายไม่ได้ เผลอตัวเหลือบมองเขาเป็นระยะราวกับมีบางอย่างที่อยากถามแต่ไม่กล้าพูดไป
“ถ้าจะจ้องขนาดนั้นก็ถามมาเถอะ” เขาพูดขึ้นขณะที่ยกกล่องลังไปไว้ที่มุมห้อง เตรียมให้คนมาช่วยขนย้ายลงไปอีกแรง
“คะ” เธอหลุดออกจากภวังค์ พลันเลิกคิ้วมองไปที่ร่างสูงทันที
ธันย์ธาราจับจ้องสายตาคู่คมไปที่เธอ เห็นมองอยู่นานสองนาน คิดหรือว่าคนที่โดนมองจะไม่รู้สึกตัว
“คุณมีอะไรอยากจะถาม”
“เปล่านะคะ”
เธอรีบปฏิเสธทันควันแต่สีหน้าออกว่ามีเรื่องติดค้างในใจ ร่างสูงที่รู้ว่าเธอกำลังบ่ายเบี่ยงลอบระบายลมหายใจ ดวงตาที่ดูเฉื่อยชาไร้ชีวิตชีวายังคงจ้องเธอเขม็งไม่ละไปไหน
“ไม่มี๊~ ไม่มีเลยค่ะ” เธอยังโบ้ยบ้ายไม่ยอมรับความเป็นจริง
“ผมถือว่าเปิดโอกาสให้...”
“อันที่จริงก็มีข้อสงสัยอยากถามอยู่เหมือนกันค่ะ”
สุดท้ายเธอก็แพ้พ่ายให้ความอยากรู้ในหัว รีบวิ่งแจ้นยิ้มแป้นแล้นไปหาท่านประธาน ก่อนประกบมือเข้าหากันแล้วตั้งท่าเล่าด้วยสีหน้าที่คิดหนักไม่น้อย
“ขอถามแบบรวบหัวกับหางเลยก็แล้วกันนะคะ”
“ว่ามาสิ”
“คุณธันย์ความจำเสื่อมจริงเหรอคะ แล้ว... เรื่องนี้มีฆาตกรตามล่าตัวคุณด้วยหรือเปล่า แบบนี้ก็แปลว่าคุณตกอยู่ในอันตรายสิ อาจจะมีคนปองร้ายคุณอยู่ก็ได้นะคะ”
“ตกลงจะถามหรือพูดเพ้อกันแน่”
“เอ่อ...”
ธารตะวันระบายยิ้มจืดเจื่อน ขำแห้งให้กับความอยากรู้ของตัวเองที่ผสมปนเปจนพูดจาไม่รู้ความ
“ก็คงต้องเรียกว่าความจำเสื่อม ในเมื่อผมจำคนรอบตัวไม่ได้เลย”
“เอ... แล้วจำไม่ได้เลยเหรอคะว่าอะไรทำให้ความจำเสื่อม”
“ถ้าจำได้จะเรียกว่าความจำเสื่อมหรือไง” ร่างสูงเลิกคิ้วมองคนที่พูดจาแปลกพิกล พลางทิ้งร่างนั่งลงบนโซฟานุ่ม
“อ่า ก็จริงค่ะ ว้า... ฉันนี่พูดจาแปลกๆ เนอะ” เธอว่าแล้วยกมือขึ้นเกาหัวแก้เก้อเขิน ไม่ทันได้เห็นสีหน้าวิตกกังวลของอีกฝ่าย
ธันย์ธาราขมวดคิ้วมุ่น ความทรงจำใดไม่หลงเหลืออยู่ในหัวของเขาเลยสักนิด รู้สึกตัวอีกทีก็ตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาล ในสภาพที่ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้ว
“ตอนตื่นมาก็ไม่มีความทรงจำเจ้าของร่างแล้ว”
“คะ”
“หมายถึง... จำอะไรไม่ได้นั่นแหละ”
พูดจบเขาก็ระบายลมหายใจทิ้ง ใบหน้าเฉยชาดูไม่ใส่ใจเรื่องที่เกิดขึ้นเท่าไหร่ ผิดถนัดกับนักอ่านจอมเพ้อที่อยากแปลงร่างเป็นนักสืบจำเป็น
“แล้วเหตุอะไรที่ทำให้คุณธันย์โดนลอบทำร้ายล่ะคะ” เธอพูดพึมพำกับตัวเอง แต่เขาได้ยินเข้าแล้วเงียบไปเพื่อฉุกคิดตาม
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่... มีคนวางยาในอาหารให้ผมกิน”
“วางยาในอาหารเหรอคะ”
“ใช่ อาหารในโรงพยาบาลมียาพิษ”
ขนหลังคอเธอลุกวาบขึ้นมาในฉับพลัน แต่กับประธานธันย์กลับไม่มีสีหน้าหรือแสดงท่าทางใดออกมา จะเย็นชาแม้แต่กับความเป็นความตายไม่ได้สักหน่อย นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายเชียวนะ
“หรือว่าคุณธันย์ไปขัดผลประโยชน์ทางธุรกิจใครหรือเปล่าคะ” เธอหลุบตาคิดหนัก ระดมสมองทุกซีกให้เพ่งพินิจพิจารณาความเป็นไปได้
“ก็ไม่แน่”
“หรือไม่ก็...ปมพี่น้องแย่งสมบัติ ชิงดีชิงเด่นอะไรเทือกนั้นมั้ย”
“ไม่ใช่หรอก”
“บางทีอาจจะเก็บความลับใครไว้... เขาก็เลยตามเก็บคุณธันย์”
สิ้นประโยคนั้นธารตะวันก็เงยหน้ามองเขา ถึงได้เห็นว่าเขามีสีหน้าเหยเกที่เธอพูดเพ้อไปเรื่อย โดยไม่มีหลักฐานแน่ที่แน่ชัด เหมือนเป็นแค่ข้อสันนิษฐานของคนที่ชอบมโนเพ้อพกเสียมากกว่า
“เป็นนักเขียนเหรอไง ถึงได้มโนเป็นฉากขนาดนี้”
เป็นนักอ่านต่างหาก...
เธอได้แค่คิดไม่กล้าพูดออกไป กลัวโดนไล่ออกจากงานซะก่อน
“ถึงสิ่งที่ฉันพูดจะดูเพ้อเจ้อไปหน่อย แต่มันก็มีแนวโน้มไปทางนั้นไม่ใช่เหรอคะคุณธันย์”
คิ้วเข้มเหนือดวงตากระตุกนิดๆ หากมาครุ่นคิดดู สิ่งที่เธอพูดก็มีสิทธิ์ที่จะเกิดขึ้นเหมือนกัน หากเขาไปขัดประโยชน์ใครเข้า หรือก่อนที่ความทรงจำจะหายไปมีการดีลผลประโยชน์ไม่ลงตัว
จะโดนตามเก็บไม่ก็แปลกอะไร...
“วันนั้นที่ทางม้าลาย... ฉันคิดว่าผู้ชายชุดดำที่ขับมอเตอร์ไซค์จงใจจะขับรถชนคุณค่ะ”
“จริงเหรอ”
“แต่พระเอกของเรื่องไม่ตายหรอก... เชื่อฉันสิคะ”
เธอยังพูดติดตลกได้อยู่ เพราะในนิยายพระเอกจะตายตอนจบได้ยังไงกันล่ะ แต่วินาทีต่อมาก็หุบยิ้มแทบไม่ทัน เมื่อนิยายเรื่องล่าสุดที่ได้อ่านตัวนางเอกเพิ่งทิ้งร่างดิ่งลงทะเลกว้างในตอนจบไป
“พระเอก... ของเรื่องอะไรนะ”
“ช่างเถอะค่ะ ฉันก็พูดไปเรื่อย... เดี๋ยวฉันยกไปเก็บให้ค่ะ”
เธอรีบเสนอตัวเข้าไปช่วยเขาที่ก้มหยิบกล่องบนพื้น แต่ทว่าดันออกตัวแรงเกินไปหน่อย ในหัวไม่ทันประมวลผลร่างกายเลยขัดข้องให้แข้งขาพัลวันกันไปหมด
“ธารตะวัน...”
ตุบ
เสียงตุบดังขึ้นหลังประธานธันย์เรียกชื่อเธอ ร่างบางที่ล้มวืดลงไปด้านหน้าไขว่คว้าอากาศไว้ไม่ทัน อย่างกับฉากนิยายรักน้ำเน่าที่เคยอ่านไม่มีผิด
นางเอกมีอาการขาอ่อนแรง และต้องล้มใส่คนที่เป็นพระเอกเท่านั้น
เธอเคยเกิดคำถามในหัว ทำไมตัวหลักของเรื่องถึงได้แข้งขาอ่อนแรงนักหนา มาวันนี้ได้เข้าใจแล้วว่าทำไม คงเป็นเพราะนักเขียนที่เสกสรรหรือไม่ก็พระเจ้าบัญชาให้ต้องเกิดแค่นั้นเอง
“โอะ” เธอร้องเบาๆ เมื่อร่างอัดกระแทกกับแผงอกกำยำของอีกฝ่าย จากที่จะล้มลงบนพื้นแข็งๆ ก็กลายเป็นร่างหนาที่เข้ามารับได้ทัน
นี่มันฉากในละครที่เคยดูชัดๆ
ธารตะวันใจเต้นแรงไม่หยุด เมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วสบประสานกับดวงตาคู่คมของเขา ระยะห่างใบหน้าเพียงคืบเดียว ทำให้ข้างแก้มเธอขึ้นริ้วสีแดงระเรื่อ
ใบหน้าหล่อคมมุ่นคิ้วดูหงุดหงิดใจ ก่อนจะเลิกคิ้วใส่เธอที่ยังไม่ยอมลุกไปจากตัวเขาอีก
“หนัก”
“คะ”
“ลุกได้แล้ว... ผมหนัก”
ราวกับมีใครตีระฆังให้ดังกังวานในหัวนักอ่านจอมเพ้อ ให้เลิกมโนเพ้อพกถึงนิยายรักน้ำเน่าได้แล้ว เธอกะพริบตาถี่ๆ ก่อนจะรีบลุกพรวดพราดแล้วยิ้มแห้งให้คนตรงหน้า
“ขอโทษค่ะ... แฮะ งั้นฉันเอากล่องไปไว้ข้างนอกนะคะ”
นี่แหละหนา... อานิจจังยัยจอมมโนกับท่านประธานจอมขัด
หลังกลับจากโรงเรียน ยูริก็ขอทำข้าวต้มที่ห้องเขา หลังเห็นว่าสีหน้าของโชตะซีดเซียวไร้เลือดฝาด คงจะป่วยหนักแต่เก็บอาการไว้ เห็นว่าวันนี้ลาหยุดงานเอาไว้แล้วเพราะไม่ไหวขนาดเจ็บป่วยยังไม่ขอความช่วยเหลือเลยเขาจะทนให้ตัวเองเจ็บปวดไปทำไมกันหรือกลัวจะเป็นภาระให้คนอื่นกันนะพอทำเสร็จก็ยกมาที่โต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็ก ก่อนเธอจะทิ้งตัวนั่งตรงข้ามกับเขาที่อยู่ตรงข้ามกันสีหน้าของโชตะคิดหนักไม่น้อย เขาไม่เคยให้ผู้หญิงคนไหนเข้าห้องตัวเองมาก่อน ยูริน่าจะเป็นคนแรก ต่อให้อยู่ข้างห้องกันมานาน แต่เธอไม่ค่อยทักทายหรือเข้ามาสนิทสนมแบบนี้ทว่าพอเป็นเช่นนี้แล้ว เขาไม่อยากให้เพื่อนคนนี้หายไปเลยเธอบอกเองว่ามาจากอีกโลก...เขาไม่รู้หรอกว่าเธอโดนบอลอัด จนศีรษะมันได้รับความกระทบกระเทือนหรือเปล่า แต่ยูริในตอนนี้ ทำให้เขารู้สึกดีอย่างน่าประหลาดใจเลย“ที่บอกว่าอย่าลืม... เพราะจะไม่อยู่แล้วเหรอ”“ตอนนี้ยังอยู่นะ”“แต่ไม่ใช่ตลอดไปใช่ไหม”ยูริเอียงคอ พลางหลุบตามองควันข้าวต้ม ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ เพราะเธอก็ไม่รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นคืออะไรกันแน่แต่การได้เจอตัวละครโปรด ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เธอดีใจทั้งนั้นแหละ“ไม่รู้สิ...”“หือ”
พอพูดถึงบ้าน ยูริก็มุ่นคิ้วแล้วยิ้มเขิน เพราะเธอไม่รู้เลยว่าบ้านของเธออยู่ที่ไหน ไม่มีความทรงจำของตัวละคร ในแบบที่แม่เคยเล่าไว้ให้เลย แล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้ออกจากที่นี่เมื่อไหร่กันแน่หรือนี่คือภาคต่อเรื่องโปรดกันนะ“ว่าแต่... ฉันเป็นใครแล้วต้องกลับบ้านที่ไหนนะ” ยูริเอียงคอ ขณะที่แลบลิ้นเลียไอศกรีม พลางหันไปยิ้มหวานให้โชตะมองกี่ทีก็ละมุนอ่า ลูกรักพระเจ้าชะมัดเลย“เธอพูดจาประหลาดจัง”“หือ”“เธอก็อยู่ข้างห้องฉันไง พ่อกับแม่เธอไปทำงานต่างประเทศ คอยส่งเงินให้ทุกเดือนแล้วก็ไม่ค่อยแวะมาหาด้วย”โชตะเล่าเป็นฉากด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เพราะยูริเป็นแค่ตัวประกอบในนี้ก็เท่านั้น นักอ่านคนอื่นไม่มีทางรู้แน่นอน เพราะคงไม่มีนักเขียนหรือว่านักวาดคนไหน ลงรายละเอียดให้ตัวประกอบจนเด่นขึ้นมาหรอกนี่เธอเป็นแค่ตัวประกอบสินะเพราะตัวหลักในนี้น่ะ ไม่มีชื่อยูริเลยสักคนน่ะสิ“นายรู้ได้ยังไง”“เธอเคยเล่าให้ฉันฟังน่ะ”“ดีเลยสิ อยู่ข้างห้องนายก็สุดยอดไปเลยสิโชตะ”เธอชูมือดีใจเหมือนเด็กน้อย ทำเอาเขาผงะไปนิดหน่อย เพราะไม่คิดว่าจะดีใจจนยิ้มกว้างขนาดนั้น ปกติก็เจอหน้ากันเกือบทุกวัน ยูริแทบไม่ได้ทักเขาซะด้วยซ้ำไปแต่วันนี
‘รักของฉันเรียกว่าคุณสายฝน’การ์ตูนเรื่องโปรด เป็นเรื่องที่เธอจำเนื้อเรื่องได้ทั้งหมด ซึ่งก็ถูกดึงกลับเข้ามาในความทรงจำสีจางอีกครั้ง ให้ยูรินึกขึ้นได้ว่ามีตัวละครทั้งหมด อยู่ตรงนี้ที่เธอวาร์ปจากอีกโลกเข้ามาไม่รู้ว่าเพราะเธอตายไปแล้ว...หรือเพราะว่าการทะลุมิติมีจริงกันแน่“อยากออกจากมิตินิยายภาคต่อ... แค่ต้องทำให้มันจบบริบูรณ์ค่ะ”คำพูดที่แม่เคยเล่าให้ฟัง กำลังทำให้ยูริช่างใจหนัก ระหว่างที่เดินตามหลังของโชตะ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ขาวออร่าสะดุดตาปึกศีรษะเธอชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างอย่างจัง เหตุจากที่โชตะหยุดเดินอย่างกะทันหัน ทำให้ร่างบางที่ยืนด้านหลังจนโดนบังมิด ชะโงกหน้าออกมามองหาที่ต้นตอของการหยุดเดินแต่พอได้เห็นสาเหตุ ยูริก็หน้าถอดสีทันทีเมื่อเรนหรือพระเอกของเรื่อง กับขนมเค้กที่เป็นนางเอก กำลังยืนหยอกล้อกันอยู่ที่ระเบียงห้องเรียน ยิ้มแย้มให้กันราวกับโลกใบนี้มีแค่ทั้งคู่ทุกอย่างคงกลายเป็นสีชมพูไปหมดเลยสินะส่วนโชตะน่ะ เขากลายเป็นภาพโทนขาวดำ ยืนคอตกมองภาพทั้งคู่ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ไม่พูดอะไรสักคำ นอกจากจ้องมองพร้อมรอยยิ้มร่วมยินดีบทพระรองอีกแล้ว!“อย่ามองเลย ภาพมันไม่น่ามองหรอก” เ
โชตะ...ยูริเอาแต่จ้องหน้าคนที่ย่อตัวลงมาหา เขาสูงราวร้อยเก้าสิบสองเซน ใส่ชุดนักเรียนชายที่มีเนกไทตามฉบับการ์ตูนที่เคยอ่าน แต่เธอกำลังรวบรวมสติอยู่นี่สิ เพิ่งหายมึนจากการโดนของแข็งกระแทกมาด้วยอะไรนำพาให้มาอยู่ข้างสนามบอล หนำซ้ำยังรายล้อมด้วยนักเรียนอื่นอีก“เธอโอเคไหม”“.....”“ถ้าได้ยินตอบหน่อย...”เขาถามเธอเสียงอ่อนโยน เป็นโทนที่ฟังแล้วนุ่มละมุนหู อ่อนโยนต่อใบหูที่ชวนน่าฟังมากเลยล่ะโครงหน้านี้ริมฝีปากรูปกระจับโครงหน้าสมมาตรชัดเข้ารูปโคตรหล่อ... หล่อเหมือนเทพบุตรเดินดิน หล่อจนยูริต้องขยี้ตาซ้ำอีกครั้งให้แน่ใจ ว่าเธอไม่ได้เจ็บหัวจนตาฝาดไป แต่เธอที่ขยี้ตาซ้ำหลายรอบ ทำให้เขาที่อยู่ตรงหน้ากันคว้ามือเธอไป ไม่อยากให้ขยี้จนตาแดง“ไป เดี๋ยวฉันพาเธอไปทำแผลนะ”ไม่ทันจะประกอบเศษสติเข้าที่ เขาก็คว้ามือเธอให้เดินตามไป ไม่งั้นคนอื่นที่ยืนมุงอยู่ก็คงไม่ยอมสลายตัวแน่นอน แต่ยูริกำลังฉงนหนัก เธอมองไปรอบที่ตัวเองกำลังอยู่ตอนนี้ไม่คุ้นตาเลยสักนิด...หมายถึง ไม่คุ้นตาที่ไม่เคยมา แต่ว่าภาพบางอย่างผุดซ้อนขึ้นมาในความทรงจำ เหมือนเคยเห็นภาพรั้วโรงเรียนแห่งนี้ แบบภาพวาดมาก่อนระหว่างที่โดนเขาจูงให้เดินต
“น้าตะวันเคยทะลุมิติเหรอ”เฌอแตมเบิกตาโต ไม่อยากเชื่อหูกับสิ่งที่ได้ยิน ทำเอายูริหลุดขำแล้วมองตังตังที่คาค้างอีกคน สีหน้าเหมือนตอนเธอเด็กๆ ที่แม่ชอบเล่าเรื่องนี้ให้ฟังไม่มีผิดเลยตอนเด็กก็ดูน่าเชื่ออยู่หรอกแต่พอโตนี่สิ...เพิ่งรู้ว่าทะลุมิติมีแต่ในนิยาย ไม่ย้อนเวลาก็สวมบทบาทตัวละคร“เป็นแค่นิทานเรื่องเล่าน่ะ” ยูริก็แก้ต่าง กลัวเว้นช่วงนานแล้วจะพาลเข้าใจผิดกันหมดแต่ยอมรับเลย นิทานทะลุมิติเข้าไปในนิยายภาคต่อของแม่ สนุกซะจนขอแม่ให้เล่าใหม่ทุกวันเป็นประจำก่อนนอน กอปรกับมีพ่อที่เข้ามาในเรื่องเล่าด้วยก็ยิ่งสนุกเธอนอนหลับเพราะนิทานเรื่องนี้เลย...พบตะวันคนเป็นแม่ยังกำชับอีกว่า การได้เจอพ่อของลูก มาจากการที่ทะลุมิติเข้าไปในนิยายรักโรแมนติก มีฉากลุ้นระทึก ทั้งหนีคนร้ายที่โดนจ้างมากำลังตามประกบยิงชีวิตจริง... ไม่มีอะไรแบบนั้นหรอกมั้งมันจะเป็นไปได้ยังไงล่ะจริงไหม“อ่า นึกว่าเรื่องจริงซะอีก” เฌอแตมทำหน้าเสียดาย แต่แววตาของเธอเป็นประกายความเพ้อฝัน ของนักอ่านตัวยงที่ชอบเรื่องราวแฟนตาซีอะไรที่เกิดขึ้นจริงไม่ได้ ล้วนน่าค้นหาด้วยการอ่านทั้งสิ้น“เราก็คิดเหมือนกัน...” ตังตังที่เพิ่งดูดน้ำเสร็จ พ
ร่างเพรียวบางในชุดนักเรียนมอปลาย เดินอ่านหนังสือตาไม่มองทาง แต่ในหัวเธอกำลังลุ้นไปกับฉากการ์ตูนที่ได้อ่าน เกี่ยวกับรักวัยรุ่นในรั้วโรงเรียน แต่บางครั้งก็ชอบเสพติดดราม่าน้ำตานองด้วย‘รักของฉันเรียกว่าคุณสายฝน’ เป็นการ์ตูนภาพสีที่ลงบนอินเทอร์เน็ต ทั้งลายเส้นก็เท่มีสไตล์อีกต่างหากเป็นเรื่องราวของความรักในวัยรุ่น เกิดขึ้นภายในรั้วของโรงเรียน เกี่ยวกับการเข้าใจผิดระหว่างเพื่อนจนห่างหายจากกันไปกลับมาเจอกันอีกที พวกเขาก็ยังมีกำแพงระหว่างกันกั้นอยู่ นางเอกคิดว่าพระเอกทิ้งเธอไปและไม่รอให้ไปส่งเมื่อ 3 ปีก่อน แต่พระเอกเข้าใจผิด เขาที่ดันคิดไปเองว่านางเอกเกลียดเลยไม่มาส่งเป็นเหตุให้พระเอกไม่ใกล้นางเอกอีกไม่พ้นใจร้ายและพูดจาทำร้ายน้ำใจด้วยจนใกล้จะจบรอมร่อ ยูริสงสารคนเป็นพระรองจับใจ แต่ก็เข้าใจได้ว่าคนที่แสนดีขนาดนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นได้แค่พระรองเท่านั้นแหละ เพราะเขาไม่ค่อยมีสิ่งที่เรียกว่ามิติให้เห็นหลากหลายนอกจากแสนดีจนธงเขียวขจีน่ะนะเขียวเกษตรเชียวล่ะจะบอกให้...ต่างกันลิบลับกับพระเอกของเรื่อง ความหล่อสูสีกันมาเลยก็จริง แต่ว่าเขาดูมีมิติและสิ่งที่น่าค้นหามากกว่า แค่ยูริเห็นใจพระรองมากกว่าก็แ







