Masukธารตะวันทำงานให้กับประธานธันย์ร่วมสัปดาห์แล้ว หน้าที่ของเธอคือดูแลจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับผู้ชายที่ชื่อธันย์ธารา ตามที่เขาแจ้งไว้ในตอนแรกก่อนรับเข้าทำงานทุกกระเบียดนิ้ว
หากวันไหนเขาจะทานมื้อเช้า ธันย์ธาราจะส่งเมนูที่อยากกินมาให้เธอรู้ล่วงหน้าก่อน เขาฝังใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจับจิต จนตอนนี้ไม่กล้าออกไปทานร้านอาหารข้างนอกด้วยซ้ำ
ทุกอย่างต้องปรุงสุกใหม่ ผ่านมือผู้ช่วยธารตะวันแล้วเท่านั้น
ท่านประธานไม่ยอมออกไปทานข้าวข้างนอก แต่จะทำการจ้างเชฟระดับแนวหน้ามาที่บ้าน แล้วให้ธารตะวันจับตาดูทุกวิธีทำอย่างละเอียด
คนรอบข้างต่างก็แปลกใจ อะไรเป็นสาเหตุให้เขาไว้ใจเธอขนาดนี้
“ปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหู้หวานน้อยเหมือนเดิมนะคะ” น้ำเสียงสดใสพูดคุยกับแม่ค้าร้านปาท่องโก๋เจ้าประจำ
เป็นร้านรถเข็นที่ขายในมุมตึก ควันโขมงโฉงเฉงส่งกลิ่นหอมเรียกลูกค้าที่เดินผ่านให้หยุดสนใจ ไหนจะปาท่องโก๋เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน จิ้มกับสังขยาใบเตยที่เข้ากันมันโคตรจะฟินเลย
“คนสวยไปทำงานแต่เช้าเลยนะลูก ขยันจริงเชียว” แม่ค้ารุ่นใหญ่ที่ขายมาเกือบสิบปีเอ่ยชม ทำเอาร่างบางยิ้มอายๆ แล้วสะบัดมือแก้เขิน
“อ้าว คุณป้าหยุด 7 วันเลยเหรอคะ” เธอเอียงคอถาม หลังตาไปอ่านป้ายกระดาษที่เขียนด้วยลายมือแปะหน้าร้าน
“ใช่จ้ะ ไปเที่ยวญี่ปุ่นกับลูกสาว ขายมาทั้งปีแล้วไม่ได้หยุดเลย”
“โอ้โห สุดจะเริ่ดเลยคุณป้า... แต่แบบนี้ใครจะคอยเรียกหนูว่าคนสวยในทุกเช้าล่ะคะ”
“อ้าว ปกติหนูไม่ได้ซื้อเพราะป้าทำอร่อยเหรอลูก”
ทั้งคู่ป้องปากหัวเราะขบขันกันเป็นปกติ วันไหนตื่นเช้าแล้วมีเวลาเหลือเป็นต้องแวะซื้อตลอด เธอชอบกินลมชมวิวระหว่างนั่งรอรถ กว่ารถโดยสารจะมาน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ก็ย่อยละเอียดแล้ว
แต่ระหว่างที่ยืนดูแม่ค้าตักน้ำเต้าหู้กับคีบปาท่องโก๋เพลินๆ เธอก็ดันนึกถึงใครบางคนขึ้นมา อยากให้เขาได้ลองชิมความอร่อยนี้ด้วยกัน
“ป้าจ้ะหนูขอน้ำเต้าหู้เพิ่ม 1 แล้วก็ปาท่องโก๋อีก 1 ชุดนะคะ”
“ได้เลยจ้ะ เดี๋ยวป้าทำแถมปาท่องโก๋ให้ 2 ตัว”
“หนูเกรงใจนะเนี่ย แต่ถ้าให้ก็ขอขอบคุณมากเลยค่ะ” เธอยิ้มรับแล้วยกมือไหว้งามๆ หัวเราะคิกคักกับเจ้าของร้านอย่างอารมณ์ดี
หลังจากได้น้ำเต้าหู้ร้อนๆ กับปาท่องโก๋หอมๆ มา เธอก็เดินเคี้ยวแก้มตุ่ยขณะเดินข้ามสะพานแม่น้ำไปเพื่อรอรถโดยสาย
ทว่าวินาทีที่ช้อนตาขึ้นมองไปข้างหน้า แล้วสบเข้ากับแม่ที่แบกเป้อุ้มให้ลูกน้อยอยู่ด้านหน้า มืออีกข้างจับกับชายหนุ่มที่เป็นสามี อกข้างซ้ายเธอก็พลันเจ็บแปลบขึ้นมาราวกับโดนคมมีดกรีดกลางใจ
“อึก...”
เธอยกมือขึ้นกุมกลางอก มองภาพครอบครัวสุขสันต์กำลังเดินผ่านหน้าไป ก่อนจะขยับไปจับราวสะพานเมื่อรู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมา
“ชาติหน้า... กลับมาเกิดเป็นลูกของแม่ใหม่นะตัวเล็ก”
“อ่ะ” เธอกัดปากล่างจนห้อเลือด เรียวคิ้วขมวดมุ่นเข้าหากันแน่น
ยังจำประโยคเรียกน้ำตาได้ไม่ลืม ในวันที่ตัวละครธารตะวันเครียดหนักจนแท้งลูกในไส้ ตัวต้นเหตุอย่างสามียังนอนกกชู้ไม่ห่างเตียง
นี่น่ะเหรอความรู้สึกของตัวละคร...
แค่อ่านผ่านตัวอักษรก็ปวดใจแทบแย่ นี่ยังต้องสัมผัสความรู้สึกของตัวเอกในภาคก่อนอีกเหรอเนี่ย
“ยังไงครั้งนี้ก็ต้องแฮปปี้เอน...”
นัยน์ตาสีสวยสะท้อนกับแสงอาทิตย์ เมื่อช้อนมองตรงไปยังทางข้างหน้า ทอประกายความมุ่งมั่นที่จะพานิยายเรื่องนี้ไปสู่จุดจบที่เรียกว่าสุขนิยมให้ได้
ธารตะวันภาคนี้ไม่เอาสามีคนเก่าอีกแล้ว!
ร่างบางลงจากรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างอย่างอ่อนแรง ควักเงินจ่ายค่ารถด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก หลังนั่งซึมเหม่อตอนอยู่บนรถโดยสารประจำทางเพราะความรู้สึกที่ตกค้างในใจ
“เฮ้อ อย่าไปท้อ อย่าอ่อมสิอย่าอ่อม เอเนอจี้มา... เอเนอจี้” เธอพูดขึ้นกับตัวเอง พร้อมกางแขนเงยหน้าปลุกพลังในยามเช้า
ป้าแม่บ้านที่เพิ่งรดน้ำต้นไม้เสร็จชะโงกหน้า พลางส่ายตามองหาว่าเธอยืนคุยกับใครอยู่ แต่พอเห็นว่าแขกผู้มาเยือนคุยคนเดียว มือก็คว้าพระที่ห้อยคอมากำไว้แน่นก่อนส่งเสียงถามออกไป
“ทำอะไรเหรอคะคุณตะวัน”
“อุ้ย ตกใจหมดเลยจ้ะป้า”
ต่างคนต่างตกใจผงะตัวไปข้างหลัง ก่อนเธอจะยิ้มหวานพนมไหว้มือป้าแม่บ้านอย่างนอบน้อม
“ป้าเห็นเรายืนคุยคนเดียวตั้งแต่เมื่อกี้แล้วน่ะ” ป้าแม่บ้านยิ้มแล้วก็ชะเง้อมองดูอีกทีว่าไม่มีใครอีกคนแถวนี้
“อ๋อ เรียกพลังก่อนเริ่มงานน่ะค่ะ แบบว่าบูทเอเนอจี้จ้ะ”
“บูท... บูทเอเวอรี่อะไรนะคะ”
คำศัพท์ที่ไม่สันทัดคนฟัง ทำเอาป้าแม่บ้านมุ่นคิ้วแล้วอ้าปากพะงาบจะพูดตาม แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกความพยายามไป
“ลุยๆ อย่าไปอ่อม อย่าได้ยมเด็ดขาดธารตะวัน!”
เธอฉีกยิ้มแป้นให้อีกฝ่าย ก่อนจะกำมือทั้งสองข้างปลุกใจ พร้อมกับส่งเสียงฮึกเหิมแล้วเดินผ่านหน้าหญิงวัยกลางคนไป
ป้าแม่บ้านมองจนเหลียวหลัง พลางยกมือขึ้นเกาหัวแกรก ไม่คิดว่าเจ้านายอย่างประธานธันย์จะมีลูกน้องนิสัยแปลกชอบกล คราวก่อนตอนทำอาหารก็ดันสังเกตเห็นเธอยืนหัวเราะอยู่คนเดียว
“สวยนะ... แต่ทำไมทำตัวแปลกจัง” พูดแล้วก็ส่ายหัวปนยิ้มเอ็นดูคนรุ่นลูก ก่อนจะหันกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ
พอก้าวเท้าเข้ามาในคฤหาสน์ตระกูลเธียรประทีบนับอนันต์ ร่างบางก็เตรียมจะปรี่ตรงไปยังห้องครัวเป็นอันดับแรก ทว่าหางตาดันขี้สงสัยเกินเหตุให้เหลือบไปมองอะไรแวบๆ ผ่านไป
“น้าหนุน...” เธอเรียกชื่อเจ้าแมวสีขาวตัวอวบอ้วน พลันลอบถอนหายใจทิ้งที่นึกว่าตาฝาด ก่อนจะยิ้มให้เจ้าขนปุยที่นั่งเลียเท้าหน้า และถูใบหูตามวิถีแมวรักสะอาด
“น้าหนุนไม่รอพ่อเลย” เสียงชายหนุ่มดังแว่วมาแต่ไกล พอหันไปก็เห็นคนหน้าละม้ายคล้ายกับเจ้านายเธอวิ่งเข้ามา
“คุณธารภูมิภัครสวัสดีตอนเช้านะคะ” เธอค้อมศีรษะทักทายคนที่รุ่นราวเดียวกัน
“สวัสดีครับคุณผู้ช่วย” เขาหันมาทักทายเสียงสดใส เป็นชายหนุ่มผู้ที่มากด้วยพลังบวกเลยก็ว่าได้
พี่น้องแย่งชิงสมบัติกันมีให้เห็นถมเถ ไม่ว่าจะชีวิตจริงหรือละครหลังข่าวก็ตาม แต่กับพี่น้องบ้านนี้ดูรักใคร่กลมเกลียวกันดีออก
“พี่ธันย์ยังไม่ตื่น คุณผู้ช่วยปลุกทีนะครับ”
“ได้ค่ะ”
“ไปน้าหนุน”
เขาย่อตัวไปอุ้มแมวรัก ซึ่งเธอรู้มาว่าน้าหนุนเป็นแมวจรที่เก็บมาเลี้ยง ตั้งชื่อว่าน้าหนุนก็เพราะเจอใต้ต้นขนุน ตอนไปเจอคือโดนรถชนจนขาหักแล้วน้าหนุนก็อายุมากแล้วด้วย
ตอนนี้กลายเป็นนายใหญ่ของที่นี่ไปแล้ว
เธอไล่สายตามองตามแผ่นหลังธารภูมิภัคร น้องชายของประธานธันย์ธารา ชายหนุ่มผู้รักสัตว์แล้วก็ยิ้มง่าย อีกทั้งยังอัธยาศัยดีทักทายเธอทุกครั้งที่เจอกัน
ถ้าเป็นประเด็นของพี่น้องแก่งแย่งชิงดีกัน บางทีก็อาจจะต้องปัดตกประเด็นนี้ไปก่อน
“อาจจะยังล่ะมั้ง... อาจจะยังไม่ใช่น้า”
เธอยกมือขึ้นเกาหัวแล้วถอนหายใจ ในมุมมองบุคคลที่หนึ่งเธอไม่สามารถเห็นหรืออ่านความคิดตัวละครได้ แตกต่างจากตอนเป็นนักอ่านที่กล้าตบเข่าฉาดฟันธงว่าใครเป็นตัวร้าย
เมื่อรู้ตัวว่าคิดมากไป เธอก็รีบสะบัดหัวไล่ความคิดไม่เข้าท่า ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปตามประธานธันย์ที่น่าจะยังไม่ตื่น
ปกติเธอก็ปลุกเขาในบางวันอยู่แล้ว ครั้งนี้พอเคาะประตูแล้วไม่มีเสียงตอบรับก็เปิดเข้าไปทันที แต่แล้วก็ชะงักไปเมื่อไม่พบคนบนเตียง
“คุณธันย์ตื่น... อ้าว ไปไหนของเขาอ่ะ”
แกรก
เสียงลูกบิดประตูที่ดังขึ้น ฉุดดึงความสนใจให้เธอหมุนตัวกลับไปมอง ก่อนดวงตากลมโตจะเบิกตาเท่าไข่ห่านเข้าให้ในฉับพลัน
“ว้าย... ตาเถรตกหกหมดแล้วแม่!”
หลังกลับจากโรงเรียน ยูริก็ขอทำข้าวต้มที่ห้องเขา หลังเห็นว่าสีหน้าของโชตะซีดเซียวไร้เลือดฝาด คงจะป่วยหนักแต่เก็บอาการไว้ เห็นว่าวันนี้ลาหยุดงานเอาไว้แล้วเพราะไม่ไหวขนาดเจ็บป่วยยังไม่ขอความช่วยเหลือเลยเขาจะทนให้ตัวเองเจ็บปวดไปทำไมกันหรือกลัวจะเป็นภาระให้คนอื่นกันนะพอทำเสร็จก็ยกมาที่โต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็ก ก่อนเธอจะทิ้งตัวนั่งตรงข้ามกับเขาที่อยู่ตรงข้ามกันสีหน้าของโชตะคิดหนักไม่น้อย เขาไม่เคยให้ผู้หญิงคนไหนเข้าห้องตัวเองมาก่อน ยูริน่าจะเป็นคนแรก ต่อให้อยู่ข้างห้องกันมานาน แต่เธอไม่ค่อยทักทายหรือเข้ามาสนิทสนมแบบนี้ทว่าพอเป็นเช่นนี้แล้ว เขาไม่อยากให้เพื่อนคนนี้หายไปเลยเธอบอกเองว่ามาจากอีกโลก...เขาไม่รู้หรอกว่าเธอโดนบอลอัด จนศีรษะมันได้รับความกระทบกระเทือนหรือเปล่า แต่ยูริในตอนนี้ ทำให้เขารู้สึกดีอย่างน่าประหลาดใจเลย“ที่บอกว่าอย่าลืม... เพราะจะไม่อยู่แล้วเหรอ”“ตอนนี้ยังอยู่นะ”“แต่ไม่ใช่ตลอดไปใช่ไหม”ยูริเอียงคอ พลางหลุบตามองควันข้าวต้ม ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ เพราะเธอก็ไม่รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นคืออะไรกันแน่แต่การได้เจอตัวละครโปรด ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เธอดีใจทั้งนั้นแหละ“ไม่รู้สิ...”“หือ”
พอพูดถึงบ้าน ยูริก็มุ่นคิ้วแล้วยิ้มเขิน เพราะเธอไม่รู้เลยว่าบ้านของเธออยู่ที่ไหน ไม่มีความทรงจำของตัวละคร ในแบบที่แม่เคยเล่าไว้ให้เลย แล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้ออกจากที่นี่เมื่อไหร่กันแน่หรือนี่คือภาคต่อเรื่องโปรดกันนะ“ว่าแต่... ฉันเป็นใครแล้วต้องกลับบ้านที่ไหนนะ” ยูริเอียงคอ ขณะที่แลบลิ้นเลียไอศกรีม พลางหันไปยิ้มหวานให้โชตะมองกี่ทีก็ละมุนอ่า ลูกรักพระเจ้าชะมัดเลย“เธอพูดจาประหลาดจัง”“หือ”“เธอก็อยู่ข้างห้องฉันไง พ่อกับแม่เธอไปทำงานต่างประเทศ คอยส่งเงินให้ทุกเดือนแล้วก็ไม่ค่อยแวะมาหาด้วย”โชตะเล่าเป็นฉากด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เพราะยูริเป็นแค่ตัวประกอบในนี้ก็เท่านั้น นักอ่านคนอื่นไม่มีทางรู้แน่นอน เพราะคงไม่มีนักเขียนหรือว่านักวาดคนไหน ลงรายละเอียดให้ตัวประกอบจนเด่นขึ้นมาหรอกนี่เธอเป็นแค่ตัวประกอบสินะเพราะตัวหลักในนี้น่ะ ไม่มีชื่อยูริเลยสักคนน่ะสิ“นายรู้ได้ยังไง”“เธอเคยเล่าให้ฉันฟังน่ะ”“ดีเลยสิ อยู่ข้างห้องนายก็สุดยอดไปเลยสิโชตะ”เธอชูมือดีใจเหมือนเด็กน้อย ทำเอาเขาผงะไปนิดหน่อย เพราะไม่คิดว่าจะดีใจจนยิ้มกว้างขนาดนั้น ปกติก็เจอหน้ากันเกือบทุกวัน ยูริแทบไม่ได้ทักเขาซะด้วยซ้ำไปแต่วันนี
‘รักของฉันเรียกว่าคุณสายฝน’การ์ตูนเรื่องโปรด เป็นเรื่องที่เธอจำเนื้อเรื่องได้ทั้งหมด ซึ่งก็ถูกดึงกลับเข้ามาในความทรงจำสีจางอีกครั้ง ให้ยูรินึกขึ้นได้ว่ามีตัวละครทั้งหมด อยู่ตรงนี้ที่เธอวาร์ปจากอีกโลกเข้ามาไม่รู้ว่าเพราะเธอตายไปแล้ว...หรือเพราะว่าการทะลุมิติมีจริงกันแน่“อยากออกจากมิตินิยายภาคต่อ... แค่ต้องทำให้มันจบบริบูรณ์ค่ะ”คำพูดที่แม่เคยเล่าให้ฟัง กำลังทำให้ยูริช่างใจหนัก ระหว่างที่เดินตามหลังของโชตะ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ขาวออร่าสะดุดตาปึกศีรษะเธอชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างอย่างจัง เหตุจากที่โชตะหยุดเดินอย่างกะทันหัน ทำให้ร่างบางที่ยืนด้านหลังจนโดนบังมิด ชะโงกหน้าออกมามองหาที่ต้นตอของการหยุดเดินแต่พอได้เห็นสาเหตุ ยูริก็หน้าถอดสีทันทีเมื่อเรนหรือพระเอกของเรื่อง กับขนมเค้กที่เป็นนางเอก กำลังยืนหยอกล้อกันอยู่ที่ระเบียงห้องเรียน ยิ้มแย้มให้กันราวกับโลกใบนี้มีแค่ทั้งคู่ทุกอย่างคงกลายเป็นสีชมพูไปหมดเลยสินะส่วนโชตะน่ะ เขากลายเป็นภาพโทนขาวดำ ยืนคอตกมองภาพทั้งคู่ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ไม่พูดอะไรสักคำ นอกจากจ้องมองพร้อมรอยยิ้มร่วมยินดีบทพระรองอีกแล้ว!“อย่ามองเลย ภาพมันไม่น่ามองหรอก” เ
โชตะ...ยูริเอาแต่จ้องหน้าคนที่ย่อตัวลงมาหา เขาสูงราวร้อยเก้าสิบสองเซน ใส่ชุดนักเรียนชายที่มีเนกไทตามฉบับการ์ตูนที่เคยอ่าน แต่เธอกำลังรวบรวมสติอยู่นี่สิ เพิ่งหายมึนจากการโดนของแข็งกระแทกมาด้วยอะไรนำพาให้มาอยู่ข้างสนามบอล หนำซ้ำยังรายล้อมด้วยนักเรียนอื่นอีก“เธอโอเคไหม”“.....”“ถ้าได้ยินตอบหน่อย...”เขาถามเธอเสียงอ่อนโยน เป็นโทนที่ฟังแล้วนุ่มละมุนหู อ่อนโยนต่อใบหูที่ชวนน่าฟังมากเลยล่ะโครงหน้านี้ริมฝีปากรูปกระจับโครงหน้าสมมาตรชัดเข้ารูปโคตรหล่อ... หล่อเหมือนเทพบุตรเดินดิน หล่อจนยูริต้องขยี้ตาซ้ำอีกครั้งให้แน่ใจ ว่าเธอไม่ได้เจ็บหัวจนตาฝาดไป แต่เธอที่ขยี้ตาซ้ำหลายรอบ ทำให้เขาที่อยู่ตรงหน้ากันคว้ามือเธอไป ไม่อยากให้ขยี้จนตาแดง“ไป เดี๋ยวฉันพาเธอไปทำแผลนะ”ไม่ทันจะประกอบเศษสติเข้าที่ เขาก็คว้ามือเธอให้เดินตามไป ไม่งั้นคนอื่นที่ยืนมุงอยู่ก็คงไม่ยอมสลายตัวแน่นอน แต่ยูริกำลังฉงนหนัก เธอมองไปรอบที่ตัวเองกำลังอยู่ตอนนี้ไม่คุ้นตาเลยสักนิด...หมายถึง ไม่คุ้นตาที่ไม่เคยมา แต่ว่าภาพบางอย่างผุดซ้อนขึ้นมาในความทรงจำ เหมือนเคยเห็นภาพรั้วโรงเรียนแห่งนี้ แบบภาพวาดมาก่อนระหว่างที่โดนเขาจูงให้เดินต
“น้าตะวันเคยทะลุมิติเหรอ”เฌอแตมเบิกตาโต ไม่อยากเชื่อหูกับสิ่งที่ได้ยิน ทำเอายูริหลุดขำแล้วมองตังตังที่คาค้างอีกคน สีหน้าเหมือนตอนเธอเด็กๆ ที่แม่ชอบเล่าเรื่องนี้ให้ฟังไม่มีผิดเลยตอนเด็กก็ดูน่าเชื่ออยู่หรอกแต่พอโตนี่สิ...เพิ่งรู้ว่าทะลุมิติมีแต่ในนิยาย ไม่ย้อนเวลาก็สวมบทบาทตัวละคร“เป็นแค่นิทานเรื่องเล่าน่ะ” ยูริก็แก้ต่าง กลัวเว้นช่วงนานแล้วจะพาลเข้าใจผิดกันหมดแต่ยอมรับเลย นิทานทะลุมิติเข้าไปในนิยายภาคต่อของแม่ สนุกซะจนขอแม่ให้เล่าใหม่ทุกวันเป็นประจำก่อนนอน กอปรกับมีพ่อที่เข้ามาในเรื่องเล่าด้วยก็ยิ่งสนุกเธอนอนหลับเพราะนิทานเรื่องนี้เลย...พบตะวันคนเป็นแม่ยังกำชับอีกว่า การได้เจอพ่อของลูก มาจากการที่ทะลุมิติเข้าไปในนิยายรักโรแมนติก มีฉากลุ้นระทึก ทั้งหนีคนร้ายที่โดนจ้างมากำลังตามประกบยิงชีวิตจริง... ไม่มีอะไรแบบนั้นหรอกมั้งมันจะเป็นไปได้ยังไงล่ะจริงไหม“อ่า นึกว่าเรื่องจริงซะอีก” เฌอแตมทำหน้าเสียดาย แต่แววตาของเธอเป็นประกายความเพ้อฝัน ของนักอ่านตัวยงที่ชอบเรื่องราวแฟนตาซีอะไรที่เกิดขึ้นจริงไม่ได้ ล้วนน่าค้นหาด้วยการอ่านทั้งสิ้น“เราก็คิดเหมือนกัน...” ตังตังที่เพิ่งดูดน้ำเสร็จ พ
ร่างเพรียวบางในชุดนักเรียนมอปลาย เดินอ่านหนังสือตาไม่มองทาง แต่ในหัวเธอกำลังลุ้นไปกับฉากการ์ตูนที่ได้อ่าน เกี่ยวกับรักวัยรุ่นในรั้วโรงเรียน แต่บางครั้งก็ชอบเสพติดดราม่าน้ำตานองด้วย‘รักของฉันเรียกว่าคุณสายฝน’ เป็นการ์ตูนภาพสีที่ลงบนอินเทอร์เน็ต ทั้งลายเส้นก็เท่มีสไตล์อีกต่างหากเป็นเรื่องราวของความรักในวัยรุ่น เกิดขึ้นภายในรั้วของโรงเรียน เกี่ยวกับการเข้าใจผิดระหว่างเพื่อนจนห่างหายจากกันไปกลับมาเจอกันอีกที พวกเขาก็ยังมีกำแพงระหว่างกันกั้นอยู่ นางเอกคิดว่าพระเอกทิ้งเธอไปและไม่รอให้ไปส่งเมื่อ 3 ปีก่อน แต่พระเอกเข้าใจผิด เขาที่ดันคิดไปเองว่านางเอกเกลียดเลยไม่มาส่งเป็นเหตุให้พระเอกไม่ใกล้นางเอกอีกไม่พ้นใจร้ายและพูดจาทำร้ายน้ำใจด้วยจนใกล้จะจบรอมร่อ ยูริสงสารคนเป็นพระรองจับใจ แต่ก็เข้าใจได้ว่าคนที่แสนดีขนาดนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นได้แค่พระรองเท่านั้นแหละ เพราะเขาไม่ค่อยมีสิ่งที่เรียกว่ามิติให้เห็นหลากหลายนอกจากแสนดีจนธงเขียวขจีน่ะนะเขียวเกษตรเชียวล่ะจะบอกให้...ต่างกันลิบลับกับพระเอกของเรื่อง ความหล่อสูสีกันมาเลยก็จริง แต่ว่าเขาดูมีมิติและสิ่งที่น่าค้นหามากกว่า แค่ยูริเห็นใจพระรองมากกว่าก็แ







