LOGINเวลาล่วงเลยไปเกือบเดือนเอมอรเริ่มปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเป็นอยู่ทุกอย่างได้มากขึ้น และเริ่มสนิทและกล้าที่จะเปิดใจคุยกับกันมากขึ้นกว่าเดิม แต่สิ่งที่เธอไม่เคยพูดถึงเลยก็คือเรื่องเกี่ยวกับชาติกำเนิดที่แท้จริงของเธอ
เช้าวันนี้พ่ออาคมกับน้องชายและญาติๆของเธอช่วยกันทำลานนวดข้าว โดยการถากถางตอซังข้าวออกจากพื้นที่ที่จะทำเป็นลานนวดข้าวให้หมดแล้วเก็บกวาดเศษต่างๆออกให้เกลี้ยงเหลือไว้เพียงหน้าดินแข็งๆ จากนั้นนำขี้ควายเปียกมาเทไว้เป็นกองๆ แล้วนำน้ำมารดให้เปียกชุ่มใช้เท้าเปล่าเหยียบย่ำอยู่บนกองขี้ควายแล้วเกลี่ยทาให้ทั่วพื้นที่
‘แค่ยืนมองก็รู้สึกจั้กจี้เท้าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ไหนจะกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ของมันอีก’
จากนั้นนำไม้กวาดที่ทำจากหญ้าที่พ่อของเธอเรียกมันว่าต้นขัดมอนหรือหญ้าขัดมากวาดเพื่อให้ผิวดินฉาบไปด้วยขี้ควายทั้งหมด เสร็จแล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณสองสามวันให้ขี้ควายแห้งก็สามารถขนมัดข้าวเข้ามาไว้ในลานนวดได้ ขี้ควายผสมกับน้ำเมื่อแห้งแล้วจะเกาะกับผิวดินแน่นคล้ายกับฉาบปูน ทำให้เวลานวดข้าวเสร็จแล้วสามารถกวาดเมล็ดข้าวใส่กระสอบได้ง่าย
สามวันต่อมาก็ขนมัดข้าวมาไว้ที่ลานนวดซึ่งการขนข้าวจะใช้ไม้คันหลาวที่ทำจากไม้ไผ่เหลาปลายแหลมทั้งสองด้านเพื่อสอดมัดข้าวเข้าไปแล้วหาบมาไว้ที่ลานนวดข้าว
เธอรู้สึกว่าการขนมัดข้าวมันช่างยากเย็นแสนเข็ญสำหรับเธอตัวก็เล็กต้องมาหาบข้าวข้ามคันนาแถมบางที่ตอซังข้าวก็สูงเกือบถึงอกกว่าจะเดินถึงลานนวด เมล็ดข้าวครูดร่วงระหว่างทางไปตั้งเท่าไหร่ ไหนจะล้มลุกคลุกคลานอีก
กันเดินขึ้นมาจากนาตัวเองเพื่อมาสอดส่องดูเอมอร เห็นคนตัวเล็กจับมัดข้าวสอดเข้าไม้คันหลาวทั้งรู้สึกขัดหูขัดตาปนสงสาร
“เอามานี่ข่อยสิซอย” (เอามานี่ผมจะช่วย) ชายหนุ่มแย่งไม้คันหลาวจากหญิงสาวแล้วยกขึ้นบ่าตัวเอง
“เอามาใส่อีก” กันบอกเอมอรเมื่อเห็นมัดข้าวอยู่ในไม้คันหลาวซึ่งมีแค่ข้างละสามฟ่อน
“ก็มันหนักนี่นา” เอมอรบอกชายหนุ่มใบหน้าสวยเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ
“นั่นล่ะเอามาใส่อีกสิหาบให้นิ่แหม” (นั่นแหละเอามาใส่อีกจะหาบให้นี่ไง) เอมอรจึงเอามาใส่อีกให้ครบข้างละสิบฟ่อน ช่างแตกต่างกับเธอลิบลับ
กันหาบไปหลายเที่ยวพอรู้สึกเหนื่อยก็มานั่งพักใต้ต้นไม้กับเอมอร
“เดี่ยวสิเฮ็ดปี่ให้เป่า” (เดี๋ยวจะทำปี่ให้เป่า) กันเลือกตอซังข้าวมาปล้องเดียวแล้วทำอะไรกับมันสักอย่างแล้วก็ส่งให้เธอเป่า พอเธอเป่าแล้วมันเกิดเสียงเขาก็หัวเราะ
“ของเล่นเด็กน้อย” เขาหาว่าเธอเป็นเด็กแล้วก็เอามือมายีผมเธอเบาๆด้วยความเอ็นดู เอมอรเอียงศีรษะออกเพราะเกรงว่าคนอื่นจะมองเห็น เป็นครั้งแรกที่เธอเริ่มรู้สึกหวั่นไหวกับการกระทำของเขา
“ปะ สิพาไปเก็บหมากเล็บแมว” (ปะ จะพาไปเก็บลูกเล็บเหยี่ยว)
“หึ ฉันกลัวผี”
“ผีอยู่ไส บ่อมีดอก ลุกสิพาไปนิ่” (ผีอยู่ไหน ไม่มีหรอก ลุกจะพาไปเนี่ย) เขาเร้าหรืออยู่สักพักเอมอรจำต้องเดินตามคนร่างใหญ่ไปแบบกล้าๆกลัวๆ เอมอรเดินก้มหน้าตามหลังเขาตลอดทางไม่กล้ามองดูสิ่งรอบๆตัวพอไปถึงต้นเล็บเหยี่ยวที่อยู่ริมป่าช้าสายตาจับจ้องอยู่เฉพาะต้นของมันเพียงอย่างเดียวมือข้างหนึ่งเก็บลูกของมันมืออีกข้างจับชายเสื้อเขาไว้แน่นเพราะกลัวคนตัวโตจะวิ่งหนี กันมองดูเธอแล้วได้แต่อมยิ้มในความขี้กลัวของว่าที่ภรรยา ยังคิดหวั่นใจถ้าไปอยู่กับเขาแล้วจะทนแรงกดดันพ่อของเขาได้หรือเปล่า
“มันกำลังสิวายแล้ว” (มันกำลังจะวายแล้ว) กันบอกผลของมันกำลังจะร่วงหมดเพราะกำลังจะหมดฤดูกาลของมันแล้วแต่ก็ยังเหลือเยอะพอที่จะเก็บกินได้ ผลของมันเริ่มมีแต่ผลสีดำเต็มต้นแต่เก็บได้ทีละลูกสองลูก เพราะถึงจะเยอะแค่ไหนก็ใช้มือรูดไม่ได้ทั้งต้นเต็มไปด้วยหนามเขาบอกว่าถ้าจะให้ดีต้องเอากระด้งมาด้วยแล้วใช้ไม้เคาะกิ่งให้ผลสุกมันล่วงลงมา เอมอรลองเก็บผลของมันมาแล้วลองกินดูเหมือนเขาทำ รสชาติก็เหมือนกับที่ยายแพงบอก หวานอมเปรี้ยวอร่อยดี แต่รู้สึกว่าเนื้อผลของมันจะน้อยไปหน่อยเวลากินต้องเคี้ยวเมล็ดมันเข้าไปด้วย
หลายวันต่อมาหลังจากขนข้าวเสร็จก็จะเป็นขั้นตอนการตีข้าวโดยใช้ไม้หนีบข้าวลักษณะเป็นไม้สองท่อนขนาดพอดีมือผูกเชือกติดกันแล้วคีบเข้ากับมัดข้าว ระยะเวลาฟาดข้าวจนเอาข้าวขึ้นยุ้งฉางเสร็จก็ใช้เวลาเกือบสิบวัน แยกเก็บเป็นข้าวเหนียวข้าวเจ้า
‘เย้! เสร็จไปหนึ่งงาน’
กว่าจะเสร็จน้ำตาแทบกระเด็นเป็นการทำงานที่ไม่มีวันหยุดเอาเสียเลย มือไม้ไม่ต้องพูดถึงทั้งแตกทั้งด้าน ส่วนแขนขานั้นเอมอรทาด้วยน้ำมันมะพร้าวที่กันเอามาให้เธอเขาน่าจะใช้วิธีสกัดร้อน เธอก็เลยใช้ทาแทนโลชั่นทาผิวด้วยเลย ได้กลิ่นเหมือนมีขนมหวานอยู่ติดตัวทั้งวัน
คืนนั้นแม่อวนต้มไก่บ้านใส่ใบส้มป่อยลักษณะคล้ายใบชะอมมีหนามเหมือนกันแต่เปลือกผิวของมันมีสีแดงให้รสชาติเปรี้ยวมากพร้อมกับเสิร์ฟสาโทที่ยายแพงหมักไว้กินเอง
“ยายคะ ทำแบบนี้ไม่ผิดกฎหมายเหรอคะ” เอมอรถามยายเมื่อเห็นทุกคนกำลังดื่มน้ำสีขาวขุ่นและกลิ่นมันโชยเข้าจมูก
“ผิดตั้ว เฮ็ดแล้วกะเซียงไว้” (ผิดสิ ทำเสร็จแล้วก็ซ่อนไว้)
“ซ่อนไว้ไหนตำรวจถึงจะไม่เจอล่ะยาย”
“ในเล้า” (ในยุ้งข้าว) ยายแพงชี้มือไปทางยุ้งข้าว เอมอรจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ขอหนูชิมนิดนึงได้มั้ยคะ” เอมอรอยากรู้ว่ารสชาติมันจะเหมือนน้ำสีเหลืองอำพันที่เธอเคยลองดื่มกับเพื่อนๆตอนสมัยเรียนหรือเปล่า
“อย่ากินหลายเด้อ มันแซบแท้เด้แต่กะเมาบ่อรู้เรื่องคือกัน” (อย่าดื่มเยอะนะ มันอร่อยมากเลยนะแต่ก็เมาไม่รู้เรื่องเหมือนกัน) ยายแพงเอ่ยเตือนหลานสาว
เอมอรรินใส่แก้วเพียงนิดเดียวแล้วยกขึ้นมาจิบเพื่อให้รู้รสชาติ
“อร่อยอะยาย ขออีกได้ปะ” รสชาติมันหวานหอมถึงแม้จะมีกลิ่นแอลกอฮอล์แต่รวมๆแล้วคืออร่อย ดื่มง่ายกว่าเหล้าอื่นๆที่เธอเคยลองมาเป็นไหนๆ
“นั่น กูว่าแล้ว” เอมอรดื่มเข้าไปอีกเต็มแก้วพอรู้สึกว่ามึนศีรษะจึงรีบเข้าไปนอน ยายแพงได้แต่มองตามหลังหลานสาวอย่างขันๆระคนเอ็นดู
“ตะนี่มานี่กูว่าอีนางอรมันฮู้จักความขึ้นหลายเด้อวน มึงว่าเบ๊าะ” (เดี๋ยวนี้กูว่าอีนางอรมันรู้ความขึ้นมากเลยนะอวน มึงว่าปะ) ยายแพงหันไปคุยกับลูกสาว
“เอ๊อ ข่อยกะเบิ่งมันอยู่นี่ล่ะแม่ ข่อยกะเห็นคือกัน ถ้ามันเป็นจั่งสี้ตะทีแรกปานนี่มันกับบักกันแต่งงานกันไปตะโดนแล้ว” (เอ๊อ ฉันก็ดูมันอยู่นี่ล่ะแม่ ฉันก็เห็นเหมือนกัน ถ้ามันเป็นแบบนี้ตั้งแต่ทีแรกมันกับไอ้กันแต่งงานกันไปตั้งนานแล้ว)
เสร็จจากนาข้าวแล้วก็เริ่มเข้าหน้าแล้งแบบจริงจังชาวบ้านก็ไม่ได้ทำการเพาะปลูกอะไรต่อ ยกเว้นบางบ้านที่มีสระน้ำหรืออยู่ใกล้ห้วย หนอง คลอง บึงก็จะปลูกผักไว้กินเอง ส่วนมากไม่ค่อยได้ซื้อ แม่อวนบอกว่าปลาทูเข่งละสามบาท ปลากระป๋องก็กระป๋องละสามบาท ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เอมอรยังไม่เคยเห็นหน้าตาสองสิ่งนี้เลย กับข้าวส่วนมากมีแต่เมนูปู ปลา ไก่ หอยและก็พืชตามท้องไร่ท้องนา ผักสารพัดตามไร่นาแม่อวนก็เก็บมาใส่แกงอ่อมได้หมด ตอนนี้เธอแทบจะลืมไปแล้วว่าแครอทกับบล็อคเคอร์รี่หน้าตามันเป็นยังไง
นอกจากชาวบ้านจะปลูกผักแล้วก็คือการเลี้ยงวัวเลี้ยงควายตามไร่นาที่เก็บเกี่ยวข้าวออกไปแล้ว บางพื้นที่ปลูกอ้อยก็เริ่มดายหญ้าอ้อยกันบ้าง
นาของเอมอรติดกับนากันและนากันก็ติดกับลำน้ำที่มีระยะทางยาวไหลผ่านซึ่งในลำน้ำแห่งนี้มีปลาหลากหลายชนิด คนในหมู่บ้านที่เธออาศัยอยู่และหมู่บ้านใกล้เคียงต่างพากันมาหาปลาที่ลำน้ำแห่งนี้กันทั้งนั้น
สองวันต่อมาเขมิกาตื่นแต่เช้าก็พบว่าพ่อกับแม่เพิ่งกลับจากไปจ่ายตลาด เธอแปลกใจที่วันนี้พ่อกับแม่ซื้อของมากันเยอะแยะ “เขมไปแต่งตัวให้สวย ๆ สิลูก วันนี้จะมีแขกคนสำคัญมาบ้านเรา” “ใครอะแม่ หนูรู้จักไหมคะ” “ไม่น่าจะรู้นะ เพราะพ่อกับแม่ก็ไม่เคยเจอพวกเขาเหมือนกัน” ‘อิหยังวะ? ไม่รู้จักแล้วจะมาทำไมก๊อน’ “แล้วเอาสวยแค่ไหนล่ะแม่” “แล้วแต่เขมเลย เอาสวยสุดเท่าที่เขมจะสวยได้นั่นแหละ” อรพินท์บอกกับลูกสาว แล้วสามีภรรยาก็แอบอมยิ้มกันสองคน เกือบสิบเอ็ดโมงรถชนกันต์เลี้ยวเข้ามาในบ้านตามด้วยรถมินิแวนสีดำอีกคัน เธอถึงได้รู้ความจริงว่าเขาให้พ่อกับแม่มาสู่ขอเธอไว้ก่อน หลังเธอเรียนจบแล้วค่อยแต่งงานกัน ตอนที่พ่อกับแม่ว่าที่คู่หมั้นยังไม่กลับเธอก็ปั้นหน้ายิ้มจนแก้มจะฉีกและดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะเห็นดีเห็นงามไปด้วยกันทั้งหมด เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นก็เวอร์วังอลังการราวกับว่ารู้จักนิสัยใจคอเธอมาเป็นสิบ ๆ ปี ‘เหมือนตอนที่จะไปเป็นลูกสะใภ้อีสานเด๊ะ นี่จะเอาไปทำงานเหมือนทาสอีกมั้ยวะเนี่ย’ เม
ขึ้นรถมาได้เขมิกาก็แว้ดใส่ชนกันต์ทันที “พี่กันต์จะมาทำไมไม่บอกล่วงหน้าคะ รู้ไหมเขมหัวใจจะวาย” “ก็บอกแล้วไง แต่เขมไม่ตอบพี่นี่นา” “อันนั้นเขาไม่ได้เรียกว่าบอกค่ะ เขาเรียกว่าถามตกวิชาภาษาไทยป๊ะเนี่ย” “ฮ่า ๆ มันก็เหมือนกันแหละ” “ไม่เหมือน” ทั้งสองตอบโต้กันไปมาคนพี่พูดไปก็ยิ้มไปด้วยตลอดทางอย่างอารมณ์ดี ส่วนคนน้องก็เอาแต่นั่งเถียงฉอด ๆ แล้วก็ทำหน้าหงิกหน้างอ พอมาถึงสวนของเขาซึ่งมีพื้นที่ราว ๆ เกือบร้อยไร่ ไหนจะสวนที่อยู่จังหวัดอื่นอีกชนกันต์ขับรถยนต์เข้าไปจอดด้านในซึ่งมีพืชพันธุ์ต่าง ๆและดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ มองไปจนสุดลูกหูลูกตา ตอนนี้ดอกไม้หลายชนิดกำลังออกดอกสวยงาม “โอ้โฮ! สวยมากเลยค่ะ” เมื่อได้เห็นดอกไม้สวย ๆ จากที่งอนเขาอยู่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง “ชอบไหม” “ชอบค่ะ” “ชอบแค่ไหน?” “ชอบม้าก” เขมิกาลากเสียงสูง เพราะเธอเองก็สนใจด้านเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้มาเจอแบบนี้ก็ยิ่งทำให้ตื่นตาตื่นใจเข้าไปใหญ่ “ถ้าชอบมากก็มาเป็นแฟนกันเลยได้ไหม” ชนก
ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ชนกันต์นัดเขมิกาออกเดท “เขม เลิกเรียกพี่ว่าคุณซะทีได้ปะ” ชนกันต์บอกเขมิกาเมื่อทั้งสองคนคุยกันมานานหลายเดือนจนชนกันต์เรียนจบ คำถามของเขาทำให้เธอหวนคิดถึงสามีที่เธอจากมา ‘ก็รอให้ถามคำนี้แหละ ใจก็อยากจะเรียกพี่มาตั้งนานละแต่ก็รอว่าเมื่อไหร่จะบอกซะที’ “ค่ะพี่กันต์” เขมิกายิ้มจนตาหยีให้ชายหนุ่ม “ปิดเทอมนี้พี่ขอไปเที่ยวบ้านเขมได้มั้ยอะ” ไม่พูดเปล่าแขนแข็งแรงพาดลงมาที่บ่าของเธอเอามือกุมหัวไหล่แล้วรั้งร่างเล็กเข้ามาให้เดินใกล้กับเขา ขณะที่กำลังเลือกซื้อของในห้างสรรพสินค้าที่เขาสองคนเคยมาซื้อกำไลข้อมือด้ายแดงในวันนั้น “ยังไม่ได้เป็นอะไรกันจะไปทำมะ” เขมิกาหยุดเดินแล้วเอียงคอถามชายหนุ่ม ที่ตัวสูงกว่าเธอจนต้องแหงนหน้ามอง ทุกอย่างที่เขาทำไม่ว่าจะเป็นท่าทางหรือการพูดการจา ถอดแบบมาจากสามีของเธอเมื่อครั้งในอดีตเป๊ะ ‘สิ่งที่อยากได้ยินคือเมื่อไหร่จะขอตูเป็นแฟนซะทีว้า’ ระหว่างที่รอลุ้นหัวใจก็เต้นตึกตักๆ จนแทบจะทะลุออกมานอกอก “ก็ในฐานะรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยงะ ไม่ได้
กลับมาถึงบ้านก็เกือบจะสองทุ่มเขมิการีบอาบน้ำเปลี่ยนชุด ได้บะหมี่ร้อนๆหนึ่งถ้วยก็รีบเข้าห้องตัวเองทันที ก๊อก ก๊อก ก๊อก อรพินท์เปิดประตูเข้ามาหาลูกสาว เธอยังเป็นห่วงที่ลูกสาวจมน้ำแล้วต้องนั่งรถกลับมาอยุธยาอีก “กินแค่นี้เหรอเขม” “ค่ะแม่ เขมเพลียน่ะค่ะจะรีบพักผ่อน” ได้ยินลูกสาวพูดแบบนั้นก็เดินเข้าไปจุมพิตหน้าผากแล้วลูบผมเธอเบาๆ “งั้นพักผ่อนเถอะแม่ไม่กวนละ” แต่พอแม่ออกไปเสียงข้อความจากไลน์ก็เตือนขึ้นอีก Chanakan: ถึงบ้านรึยังครับ ‘อื้ม เป็นผู้ชายสายรุกเหมือนกันนะเนี่ย เดี๋ยวก่อนๆเดี๋ยวเจอเขมิกาแล้วจะหนาว’ เขมิกายิ้มก่อนจะพิมพ์ตอบเขาไป Khemm: ถึงนานแล้ว กำลังจะนอนค่ะ หลังจากประโยคนั้นจบลงก็คุยกันต่ออีกยืดยาวจนปาเข้าไปเกือบตีหนึ่ง ไม่ไหวก็ยังจะฝืน ตื่นเช้ามาจึงรู้ว่าตัวเองหลับคาโทรศัพท์ที่ยังค้างหน้าจอที่แชทคุยกับเขาอยู่ จึงทำให้เธอนึกถึงตอนที่เขามาจีบเธอครั้งแรกในยุค 80 ตอนนั้นก็คุยเพลินจนลืมเวลา ครั้งนี้ถ้าไม่เพลียจากการเดินทางก็น่าจะเกือบสว่าง “แล้วไมไม่โทรค
เขมิกาหลับไปตั้งแต่ตอนสายตื่นมาอีกทีก็บ่ายคล้อย ทุกคนกำลังช่วยกันจัดสถานที่เพื่อเตรียมเค้าท์ดาวน์เข้าสู่ปี 2566 เธอมองหากระเป๋าเล็กของเธอที่สะพายลงไปในบ่อตอนเก็บสายบัว จึงพบว่ามันวางอยู่บนโต๊ะข้างแคร่ที่เธอนอนอยู่ เธอแปลกใจมากที่โทรศัพท์ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ เอมอรกดเข้าไปในรูปที่เธอถ่ายไว้ก่อนจะจมน้ำ พอเลื่อนดูเธอจึงเห็นว่ารูปชายหนุ่มที่เธอถ่ายไว้ตอนที่เขายืนอยู่บนขอบบ่อนั้นก็คือชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตเธอวันนี้ มิน่าว่าทำไมเธอถึงรู้สึกคุ้นหน้าเมื่อได้เจอหน้าสามีครั้งแรก แถมเขาคนนี้ยังมีชื่อเล่นเหมือนกันอีก “แปลกมาก” เขมิกาพำพึมออกมาคนเดียวก่อนจะรื้อกระเป๋าของตัวเองออกมาดู เขมิกาหยิบกำไลข้อมือที่เป็นด้ายถักสีแดงตรงกลางเป็นหินโรสควอตซ์ออกมาจากกระเป๋ามันช่างคล้ายกับของกันที่เคยนำมาให้เธอใส่ เธอจึงเริ่มจำได้ว่าก่อนจะมาเยี่ยมปู่กับย่าเธอได้ซื้อกำไลข้อมือที่ทำจากด้ายแดงนี้มาจากห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ‘ด้ายแดงนี้ขายดีนะคะ ช่วยเสริมดวงด้านความรักด้วยค่ะ คุณผู้ชายคนนั้นก็พึ่งจะซื้อไป’ คนขายบอกกับเธอและชี้ให้เขมิกามองตามหลังหนุ่มร่างใหญ่คนนั้นแต่เ
หลายวันต่อมาอาการของเขาก็ยังไม่ดีขึ้นแถมทรุดลงมากกว่าเดิมอีก “พี่กันคะ อรว่าพี่ไปหาหมอดีกว่ามั้ยคะ” “บ่อเป็นหยัง อ้ายเป็นไข้ธรรมดาเดี๋ยวกะเซาเอง” (ไม่เป็นไร พี่เป็นไข้ธรรมดาเดี๋ยวก็หายเอง) “แต่พี่กันเป็นมาหลายวันมากแล้วนะคะ ไข้ไม่ยอมลดสักทีเลยค่ะ ข้าวก็กินไม่ได้” เอมอรบอกกับสามีด้วยสีหน้าที่เป็นห่วงมาก “อ้ายอยากเฮ็ดงานซอยอรเนาะฮึ อ้ายบ่ออยากเคิก กินยาเดี๋ยวไข้มันกะลดคือเก่านั่นล่ะ” (พี่อยากทำงานช่วยอรนี่นา พี่ไม่อยากหยุดกลางคัน กินยาเดี๋ยวไข้มันก็ลดเหมือนเดิมนั่นแหละ)กันบอกกับภรรยาเพราะกำลังสนุกกับงานและเงินที่หามาได้ เพราะก่อนหน้านี้กว่าจะหาเงินมาได้แต่ละบาทนั้นช่างแสนยากเย็น มาวันนี้ถึงจะเหนื่อยแต่ก็คุ้ม “งานทำตอนไหนก็ได้ค่ะ ไข้ลดมันก็ลดอยู่น่ะแหละแต่แป๊บเดียวก็ไข้ขึ้นสูงอีกละ” กันเป็นไข้จนเกือบครบสัปดาห์อาการป่วยยิ่งทรุดหนักขึ้นเขาจึงยอมที่จะไปหาหมอตามที่ภรรยาบอกเพราะดูอาการของตัวเองแล้วถ้าจะไม่ไหวเพราะตอนนี้เขาอ่อนเพลียมากจนแทบจะไม่มีแรงจะเดิน เช้าวันต่อมากันขึ้นรถสองแถวได้ก็เป็นลมล้มพับไปจนทุกค







