LOGIN
1
ขนมในเตาอบถูกนำออกมาก่อนจะนำไปใส่ถาดขายภายในร้านขายขนมหวานพื้นที่สี่เหลี่ยมขนาดพื้นที่จำกัด ขนมที่นำออกมาจากเตาอบได้ไม่นานส่งกลิ่นหอมเย้ายวนจนทำให้ท้องร้องออกมาอย่างช่วยไม่ได้ มันเป็นกลิ่นหอมที่ไม่ว่าใครก็อยากที่จะสัมผัสและลิ้มลองมัน หากได้กัดเข้าปากเต็มคำแล้วล่ะก็ คงจะรู้สินะว่ามันอร่อยมากแค่ไหน
แต่เพราะความอร่อยของร้านขายขนมหวานร้านนี้ ทำให้มีผู้คนทุกช่วงอายุเข้ามาซื้อขนมร้านนี้เป็นประจำทุกวันไม่ขาดสายพนักงานที่ร้านขายขนมหวานขายดีเป็นเทน้ำเทท่านี้ มีเพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะทำหน้าที่แคชเชียร์ ทำขนม ทำความสะอาดร้าน เธอคนนี้ทำทุกอย่างเพียงคนเดียว
ไม่นาน ขนมที่ขายในร้านก็หมดเกลี้ยง สิ่งที่จะทำหลังจากนี้คือ
ปิดร้าน
ทำความสะอาดร้าน
นับเงินยอดขายประจำวัน
ซึ่งที่ว่ามานี้ เป็นสิ่งที่เธอทำมาตลอดหลังจากที่เธอลาออกจากงานประจำมาเปิดร้านขายขนมหวานเป็นของตัวเอง มันเป็นความฝันที่เธอพยายามมาตลอดหลายปี จนทำให้ความฝันของเธอนั้น
เป็นจริงหลังจากนับเงินประจำวัน เธอก็ยิ้มแย้มอย่างมีความสุข
“ต่อไปจะทำขนมหวานอะไรดีนะ”
นี่แหละ ชีวิตประจำวันของเธอ ซินเทียคนนี้เอง
!?
ขณะที่เธอมีความสุขกับการนับเงินที่ตัวเธอหามาได้อย่างเหน็ดเหนื่อยยากลำบาก เธอได้เห็นอะไรบางอย่างอยู่บนชั้นวางขนมที่ว่างเปล่า มันมีลักษณะเหมือนก้อนหินที่มีแสงหลากสีส่องเป็นประกายราวกับในโลกแฟนตาซี
“ของใครกันนะ”
ซินเทียเป็นคนมีความจำเป็นเลิศ เธอจำได้ว่าตอนที่ทำความสะอาดร้าน มันไม่น่าจะมีของแบบนี้วางอยู่ การที่มันวางอยู่นั้นแสดงว่าจะต้องมีใครย่องเข้ามาในร้านเป็นแน่ พอคิดแบบนี้เธอก็รู้สึกกลัวขึ้นมา แต่ร้านที่มีพื้นที่คับแคบแบบนี้ดูยังไงก็ไม่มีคนแอบเข้ามาหรือหลบซ่อนตัวได้ ทำให้ความคิดที่กลัวเมื่อครู่ต้องหยุดลงทันที
ซินเทียเดินเข้ามาดูใกล้ๆ ก่อนจะเอามืออันบอบบางไปสัมผัสมัน
ปลายนิ้วเรียวสวยของเธอสัมผัสก้อนหินอย่างเบามือ เมื่อได้สัมผัสร่างกายของเธอก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตามด้วยร่างกายของเธอนั้นอ่อนแอลงมาก ทำให้ทรุดตัวลงกับพื้นก่อนที่ร่างอันบอบบางของเธอจะนอนราบกับพื้นอย่างช่วยไม่ได้
“นี่มันอะไรกัน ทำไมร่างกายของเราถึงได้หนักขนาดนี้”
ร่างกายที่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน ทำให้เธอได้รับความเจ็บปวดและทรมานอย่างแสนสาหัส ดวงตาของเธอเริ่มจางลงไร้ความเป็นประกาย สุดท้ายเธอก็หมดสติไปทั้งอย่างนั้น
เธอยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า
เรื่องนี้ไม่มีใครรู้
.
.
.
ทุกอย่างดูมืดไปหมด มองไม่เห็นแสงสว่าง แม้แต่ปลายนิ้วก็ยังมองไม่เห็น ถึงจะรู้สึกตัวแล้วว่าตัวเองยังมีชีวิต ตัวเองนั้นยังไม่ตาย
“ที่นี่ที่ไหน”
เสียงเอ่ยขึ้นของหญิงสาวที่ก่อนหน้านี้อยู่ภายในร้านขายขนมหวาน ซึ่งเป็นร้านที่เธอสร้างมันขึ้นมากับมือ เธอไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอกันแน่ แล้วสถานที่ที่เธออยู่ตอนนี้มันคือที่ไหน
ในหัวของซินเทียได้แต่คิดเพียงอย่างเดียว
เธอคิดว่าจะออกไปยังไงดี ทั้งมือและเท้าไม่ได้ถูกมัดหรือถูกจับเป็นตัวประกัน แต่ซินเทียรู้สึกเหนื่อยและอ่อนแรงเป็นอย่างมาก แถมที่นี่ก็มีกลิ่นตลบอบอวล เป็นกลิ่นที่เหมือนกับตอนอยู่ในห้องครัวเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาไปมากกว่านี้
ซินเทียจึงลุกขึ้นยืน พยายามมองหาประตูหรือทางออกจากที่ตรงนี้ ถึงเธอจะมองไม่เห็นแสงไฟส่องสว่าง แต่เธอก็ใช้มือคล่ำไปทั่วเพื่อหาทางออก อะไรที่คว้าเอาไว้ได้เธอก็หยิบติดตัวเอาไว้ป้องกันตัวจากภัยอันตรายหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดในมือของซินเทียถืออะไรบางอย่างเอาไว้ มันมีรูปร่างลักษณะเป็นแท่งยาว คาดว่าน่าจะเป็นท่อนไม้หรืออะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอะไรที่มองไม่เห็นก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจของซินเทีย
มีไว้ดีกว่าไม่มี
เธอใช้ของที่จับได้คล่ำไปมาบริเวณที่เธออยู่ สิ่งที่เธอใช้คล่ำหาทางออกก็ได้ไปสัมผัสกับอะไรบางอย่าง เธอใช้มันเคาะอยู่หลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่ามันคืออะไร
“น่าจะเป็นกำแพง ไม่ก็เป็นประตู”
ซินเทียเดินตรงไปยังข้างหน้าขณะที่เธอนั้นมองไม่เห็นอะไร พอเดินมาถึงเธอก็ใช้มือลูบคล่ำ
ทำให้เธอแน่ใจแล้วว่านี่เป็นกำแพงที่ทำจากไม้ แต่มันถูกปิดอย่างแน่นหนา ไม่มีแสงลอดผ่านเข้ามาได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะทนทานตามที่ว่ามาซินเทียใช้มือทุบกำแพงไม้อยู่หลายครั้ง กำแพงไม้นี้ไม่ได้ทนทานอย่างที่คิด เธอจึงทุบมันไปทั้งอย่างนั้นแม้จะไม่มีแรงเหลือแล้วก็ตาม
สิ่งที่ซินเทียทำไปนั้นมันไม่ได้ไร้ประโยชน์ ตอนนี้เธอสามารถพังกำแพงไม้และออกมาจากความมืดได้แล้ว เธอออกมาพร้อมกับแสงสว่างที่ดูมืดมน ไม่รู้ว่าเวลานี้เป็นตอนเช้าหรือเป็นตอนเย็น เพราะเธอไม่มีนาฬิกา เธอจึงบอกไม่ได้ว่าเป็นเวลาไหน
ห้องที่เธอพังออกมานั้นไม่ใช่ห้องครัว แต่มันเป็นห้องที่ดูเหมือนกับห้องเก็บของ แล้วที่เธออยู่ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน บ้านของใคร พอหันมองรอบตัวก็รู้เลยว่า ที่เธอยืนอยู่ตอนนี้เป็นห้องครัว เพราะว่ามีขนมและกับข้าววางอยู่ที่โต๊ะ
“จะมีใครบอกฉันได้ไหม ตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหนกันแน่”
…
23 ช่วงเวลาของทั้งสองถูกหยุดลง เมื่อริมฝีปากบรรจบกัน ริมฝีปากอันบอบบางของทั้งสอง เมื่อได้สัมผัสกันครั้งแรกมันทำให้รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมา แม้จะรู้ว่าความรู้สึกมันเป็นแบบนี้แต่ก็ไม่สามารถถอยห่างออกจากกันได้ แล้วด้วยมือทั้งสองที่ดูหนาของเฟยหงจับหัวไหล่อันเล็กของซินเทีย ทำให้มันดูอบอุ่นร่างกายขึ้นอีกด้วย หลังจากนั้นมือทั้งสองของซินเทียก็เข้าไปกอดร่างอันใหญ่โตดูแข็งแรงของเฟยหงด้วยความรู้สึกของนางที่มีต่อเฟยหง ไม่ว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไร ซินเทียรู้สึกว่าตัวเองนั้นมีความสุขที่สุดจนอยากให้เวลามันหยุดอยู่ตรงนี้ตลอดไป ไม่นาน ริมฝีปากก็แยกออกจากกัน แววตาของทั้งสองค่อย ๆ ลืมตาจ้องมองกัน จมูกยังคงสัมผัสกันไม่ห่างไปไหน “เฟยหง จมูกชนกันมันทำให้จั๊กจี้นะ” “ข้าเองก็ด้วย” พูดจบ ซินเทียก็พุ่งเข้าไปกอดเฟยหงจนตัวติดกัน ในหน้าที่แนบระหว่างกลางอก ทำให้รู้สึกอบอุ่นและสบายตัว “ซินเทีย ข้าน่ะรักเจ้ามากนะ” “ข้ารู้แล้ว เฟยหงเคยบอกข้าตอนอยู่บ้าน” “ตอนนั้นพวกท่านพ่อและท่านแม่อยู่ด้วย แต่ข้าอยากบอกเจ้าให้ได้ยินแค่คนเดียว”
22 ผู้เข้าชมที่ยังอยู่ภายในสนามการแข่งขันเริ่มทยอยกันออกมาตามลำดับอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่นาน ผู้เข้าชมก็ออกจากสนามแข่งขันกันหมดทุกคน จะเหลือก็มีแต่ผู้ควบคุมคนอื่น เฟยหงและซินเทีย “ข้าไม่ใช่ผู้ชนะหรอก ผลการตัดสินมันควรจะเป็นอีกฝ่ายที่ชนะ พอข้าได้ลองชิมขนมของแม่นางไป๋ข้าถึงได้รู้ว่าข้าเป็นฝ่ายแพ้ ข้าไม่ได้ดีใจหรือเสียใจหรอกนะที่ได้ชัยชนะแบบนี้ ในเมื่อแม่นางไป๋ยอมรับในตัวของข้า ข้าจะสานต่อเจตนารมณ์ที่นางได้ให้ข้าไว้อย่างแน่นอน” “ดีแล้วแหละซินเทีย การทำขนมหวานไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนมันก็จะต้องทำตลอดไปตราบใดที่ยังมีช่างทำขนมหวานอยู่ มันเป็นการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อไม่ให้มันหายไป สิ่งที่เจ้าต้องทำต่อจากนี้คือการทำขนมและส่งต่อรุ่นหลานในอนาคต” “เฟยหงพูดอาจจะจริง แต่ข้าไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า” “ทำได้สิ เพราะเจ้ามีประสบการณ์นะ” ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างสนิทสนม ส่วนผู้ควบคุมการแข่งขันคนอื่นกำลังชิมขนมที่ซินเทียและแม่นางไป๋เป็นคนทำอย่างสนุกสนาน ไม่ใช่แค่นั้นนะ ตาแก่ขี้โมโหพูดอะไรก็ไม่รู้เรื่องเหมือนเคยหลังจากได้กินขนม
21 ซินเทียได้สิทธิ์ชิมฮันนี่โทสต์ของแม่นางไป๋เป็นคนแรก ภายในใจของนางยังกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่ ไม่ใช่เพราะเกรงกลัวแม่นางไป๋หรอกนะ หากว่านางชิมฮันนี่โทสต์มันอร่อยกว่าขนมเค้กน้ำผึ้งของนางแล้วล่ะก็ ต้องเป็นผ่านพ่ายแพ้อย่างแน่นอน ส่วนทางเดินแม่นางไป๋ก็เช่นเดียวกัน ถึงจะไม่ค่อยชอบซินเทียสักเท่าไหร่แต่พอได้ดูขนมเค้กน้ำผึ้งของซินเทียแล้วก็เกิดความลังเลใจเหมือนกัน ซินเทียชิมขนมฮันนี่โทสต์ของแม่นางไป๋หนึ่งคำ (ไม่อยากจะยอมรับหรอก มันอร่อยมาก อร่อยกว่าขนมเค้กน้ำผึ้งของเราอีก) หลังจากชิมขนมฮันนี่โทสต์ ซินเทียยืนนิ่งเหมือนอย่างเคย นางไม่พูดอะไรออกมาสักนิดเดียว ตามด้วยแม่นางไป๋ชิมขนมเค้กน้ำผึ้งหนึ่งคำ ความรู้สึกของนางนั้นเหมือนกลายเป็นผึ้งที่กำลังเก็บเกสรดอกไม้ ไม่ว่าจะโบยบินไปทิศทางไหนก็ได้กลิ่นหอมของดอกไม้และน้ำผึ้งภายในรังผึ้ง มันให้ความรู้สึกสดชื่นและสบายตัว นี่เป็นความรู้สึกของแม่นางไป๋ตอนนี้ “เอาล่ะ พวกเจ้าทั้งสองคน เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมข้าถึงให้พวกเจ้าเสมอกัน” เฟยหงพูดในมุมเหตุผลของเขา
20 ขนมหวานของทางด้านแม่นางไป๋ ดูเหมือนว่าจะเสร็จเป็นที่เรียบร้อยพร้อมเสิร์ฟให้ผู้ตัดสินได้ชิม ส่วนทางด้านซินเทียยังอบขนมของตัวเองยังไม่เสร็จ ไม่ใช่แค่นั้น หลังจากอบขนมเสร็จจะต้องเอามาตกแต่งให้ดูน่ากินอีก จะเสียเวลาก็ตรงตกแต่งนั่นแหละ แม่นางไป๋นำขนมหวานของตัวเองยกขึ้นไปที่โต๊ะบนกลางเวทีโดยมีเฟยหงเป็นผู้ตัดสินรสชาติ “แม่นางไป๋ สิ่งนี้เรียกว่าอะไร?” “ฮันนี่โทสต์ค่ะ ท่านเฟยหง” พอได้ยินชื่อเรียกขนมหวานที่แม่นางไป๋ทำ ซินเทียก็นึกขึ้นมาได้ทันที (ว่าแล้วเชียว ฮันนี่โทสต์จริงด้วย ไม่อยากเชื่อว่าแม่นางไป๋จะทำฮันนี่โทสต์ออกมาได้ แล้วแม่นางไป๋ก็รู้จักชื่อด้วย ประสบการณ์ท่องโลกกว้าง เพื่อฝึกฝนการทำขนมหวานของแม่นางไป๋ไม่ธรรมดาเลย) เฟยหงตักไอศกรีมและขนมปังในปริมาณเท่ากันก่อนจะชิมฮันนี่โทสต์ว่ารสชาติเป็นอย่างไร สีหน้าของเฟยหงเมื่อได้ชิมขนมของแม่นางไป๋นั้นนิ่งเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่รสชาติฮันนี่โทสต์ของแม่นางไป๋เป็นรสชาติใหม่ที่เฟยหงไม่ได้ลิ้มลองมาก่อน “อร่อยมาก เป็นรสชาติที่ล้ำลึกที่ข้
19 น้ำชาถูกรินโดยคนรับใช้ รินให้กับเจ้าของบ้านและแขกรับเชิญอย่างซินเทีย ตั้งแต่เริ่มวงสนทนา ซินเทียเอาแต่จิบน้ำชาไปหลายแก้วเพื่อให้ตัวเองได้มีสมาธิและเพื่อให้ตัวเองหลุดจากการที่ตัวเองทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่กับผู้หลับผู้ใหญ่ซึ่งแตกต่างจากเฟยหงที่เป็นลูกของพวกท่านทั้งสอง “ขนมหวานของเจ้ามันช่างอร่อยหาที่เปรียบไม่ได้เลย ใช่ไหมแม่” “ใช่แล้วจ้าพ่อ” “ขอบคุณมากค่ะ” “ซินเทีย เจ้าน่ะเรียกข้าว่าท่านพ่อก็ได้ ข้าไม่ถือหรอก” “เจ้าก็เรียกข้าว่าท่านแม่ด้วยสิ” “เออ คือว่าข้า” “เดี๋ยวก่อนสิท่านพ่อ ท่านแม่ ซินเทียลำบากใจนะ” ลูกชายอย่างเฟยหงถึงกับต้องพูดขนาดนี้เลย ซินเทียไม่ได้ลำบากใจอะไรหรอกนะ นางแค่รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกแค่นั้นเอง หากจะให้เรียกจริงก็เรียกได้ (ท่านพ่อ ท่านแม่ อะไรกันเนี่ย จะบ้าเหรอ เรายังไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อยนะ อีตาบ้าเฟยหง) ดูเหมือนว่าซินเทียจะเข้าโหมดเพ้อฝันไปเสียแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร เพราะพวกทั้งยังคงสนทนากันอยู่ ก็เลยไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
18 เมื่อเข้ามาห้องครัวในบ้านของเฟยหง สิ่งแรกที่ต้องทำก็เหมือนอย่างเคย การเตรียมวัตถุดิบจำเป็นต้องทำความสะอาดเป็นอันดับแรก ซึ่งหน้าที่ตรงนี้มีคนรับใช้ทำให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ซินเทียต้องทำคือการทำขนมหวานให้อร่อยถูกปากพวกท่านก็พอ (เฟยหงไม่ได้บอกด้วยว่าจะต้องทำกี่อย่าง เอาเป็นว่าทำตามความเหมาะสมก็แล้วกัน) ซินเทียเริ่มทำขนมหวานตามความคิดของตัวเอง ความสามารถในการทำขนมหวานของนางนั้นสูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา คงเป็นเพราะการได้เข้าแข่งขันจึงทำให้นางมีประสบการณ์มากยิ่งขึ้น คนรับใช้หลายคนได้เห็นฝีมือของนาง พวกเขาถึงกับตกใจเมื่อได้เห็นความรวดเร็วในการทำขนมหวานพร้อมกันทีเดียวหลายอย่าง ไม่ใช่แค่นั้น ส่วนผสมที่ได้เตรียมเอาไว้นั้นก็ได้ใส่ส่วนผสมที่ได้คำนวณเอาไว้เรียบร้อยแล้ว จึงไม่ต้องห่วงว่ารสชาติมันจะอร่อยหรือไม่ อร่อยอยู่แล้ว ขนมหวานเสร็จแล้ว 1 อย่าง อย่างที่ 2 อย่างที่ 3 อย่างที่ 4 อย่างที่ 5 เสร็จเรียบร้อยทั้งหมด เหลือเพียงนำไปเสิร์ฟให้พวกท่านได้ลองกินขนมหวานของซินเทีย







