Se connecter4
ลู่เสียนชิมขนมเทียนที่ซินเทียทำ ขนมเทียนที่ไม่มีไส้รสชาติมันคงไม่ได้ดีสักเท่าไหร่ ถึงแม้กลิ่นหอมของขนมเทียนจะทำให้น่ากินขึ้นมาก็ตาม นี่เป็นสิ่งที่ลู่เสียนคิดว่ามันจะต้องเป็นแบบนั้น
สัมผัสที่ได้ลิ้มลองนั้นทำให้คนที่กินต้องยิ้มออกมาอย่างเห็นได้ชัดเจน มันเป็นขนมเทียนรสชาติอร่อยที่ไม่เคยได้ลิ้มลองที่ไหนมาก่อน ความรู้สึกที่ได้ชิมมันทำให้ลู่เสียนต้องเอาเข้าปากเต็มคำเพื่อให้ได้รสชาติมากกว่านี้
“ทั้งที่ไม่ได้ใส่ไส้ แต่ทำไมมันถึงได้อร่อยขนาดนี้ น้าไม่เคยกินขนมเทียนที่อร่อยมากขนาดนี้มาก่อน ซินเทียทำได้ยังไง?”
“หนูทำตามวิธีทำในหนังสือที่หนูเคยอ่านค่ะ เป็นหนังสือสอนทำขนมหวานที่ทำตามแล้วก็ทำขนมหวานได้ด้วยตัวเอง ส่วนวัตถุดิบก็ได้มาจากไปตลาดในเมืองครั้งก่อนค่ะ”
“น้าว่ามันอร่อยมากเลยนะ”
ซินเทียเป็นช่างทำขนมหวานที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ไม่ว่าจะเป็นขนมหวานจากทั่วทุกมุมโลกเธอก็เคยลิ้มลองมาแทบจะหมดทั่วโลก คำชมของน้าลู่เสียนนั้นทำให้ซินเทียคิดว่ามันออกจะโอเวอร์ไปหน่อย แต่สีหน้าของน้าลู่เสียนหลังจากได้กินขนมเทียนของซินเทียนั้น เธอดูมีความสุขที่สุด
(วัตถุดิบที่เราทำขนมเทียน เป็นวัตถุดิบที่ไม่ได้แต่งเติมอะไร)
ซินเทียลองกินขนมเทียนที่ตัวเองได้ทำ รสชาติที่ล้ำลึกเมื่อได้สัมผัสมันนี้เป็นรสชาติที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้เลย มันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก ซินเทียไม่คิดว่ามันจะอร่อยขนาดนี้ เธอที่ทำขนมหวานมานักต่อนักย่อมรู้รสชาติขนมที่ตัวเองทำดีกว่าใคร
(ขนมเทียนที่เราทำ มันไม่น่าจะอร่อยขนาดนี้ เราไม่ได้ใส่อะไรนอกจากวัตถุดิบพื้นฐานการทำขนมเทียน จะบอกว่าคำนวณส่วนผสมก็เถอะ ไม่น่าจะอร่อยได้ขนาดนี้ แปลกมาก)
ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น คนที่คิดอย่างนี้มีเพียงซินเทียคนเดียว ไม่ว่ายังไงเธอก็เป็นคนทำขนมเทียนขึ้นมากับมือ หากมันทำให้คนกินได้เอร็ดอร่อยถือว่าประสบความสำเร็จ
“ซินเทีย น้าขอถามอะไรหน่อย นอกจากขนมเทียแล้ว ซินเทียทำขนมอะไรเป็นบ้าง?”
“ถ้าจะให้หนูนับ หนูนับไม่ถูกเหมือนกัน แต่ทำได้หลายอย่างค่ะ”
หลังจากที่ได้กินขนมเทียนของซินเทีย ลู่เสียนก็ได้ให้เธอลองทำขนมหวานออกมาหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นขนมหวานชนิดไหนก็อร่อยถูกปากลู่เสียนไปหมด ส่วนค่าวัตถุดิบนั้น ลู่เสียนเป็นคนหา ซินเทียก็มีหน้าที่ทำขนมหวานของตัวเอง ทั้งสองคนแบ่งหน้าที่กัน
แล้วตอนนี้มันก็ได้เวลาแล้วที่ขนมหวานของซินเทียจะออกไปยังโลกภายนอกเพื่อให้ทุกคนได้ลิ้มลองรสชาติขนมหวานที่ยังไม่เคยลิ้มลองมาก่อน
.
.
.
เบื้องหน้าของซินเทียและลู่เสียน เป็นตลาดในเมืองที่มีพื้นที่ขนาดกว้างใหญ่ไพรศาล มีผู้คนเข้ามาจับจ่ายตลาดกันเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นพวกผักและเนื้อสัตว์ที่วางขายกันทุกวัน
นี่เป็นครั้งที่สองที่ซินเทียได้เข้ามาที่ตลาดในเมือง ครั้งนี้ไม่ได้เข้ามาตลาดเพื่อจับจ่าย แต่มาเพื่อขายขนมหวานที่ตัวเองทำ
วันนี้โชคดีที่ยังพอมีพื้นที่ให้ตั้งหน้าร้าน ถึงมันจะไม่ใช่ทำเลดี แต่ก็พอมีคนเดินผ่านไปมาอยู่บ้างเป็นประปราย
“ถ้าน้ามีเวลา น้าจะไปหาซื้อเสื้อผ้าให้เจ้าใส่ใหม่นะซินเทีย เสื้อของน้าที่เจ้าใส่มันดูตัวใหญ่ไป
ไม่ค่อยเข้ากับเจ้าสักเท่าไหร่”“ขอบคุณนะคะ น้าลู่เสียน”
“เรียกน้าก็ได้”
“ค่ะ คุณน้า”
เสื้อผ้าที่ซินเทียสวมใส่เป็นเสื้อผ้าในยุคจีนโบราณเหมือนกับลู่เสียนและทุกคนที่เดินตลาดในตอนนี้
ขนมหวานที่นำมาตั้งโต๊ะขายนั้นก็จะมี
ขนมเทียนไม่มีไส้ ขนมโก๋ ขนมเปี๊ยะนอกจากร้านขายขนมของซินเทีย ยังมีร้านขายขนมอีกร้าน ซึ่งเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในเมือง เป็นร้านที่ทำขนมส่งให้กับวังหลวงประจำทุกวัน การที่หาทำเลออกห่างจากร้านขายขนมที่มีชื่อเสียง ถือเป็นเรื่องฉลาดที่สุด
ตั้งร้านขายขนมได้ไม่นานก็มีคนสนใจขนมร้านของซินเทีย
ผู้ชายที่เข้ามาดูขนมคนนี้ มีใบหน้าที่ดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี สวมแว่นตาดำมองไม่เห็นดวงตา
สวมเสื้อผ้าดูดีมีระดับเหนือกว่าซินเทียและลู่เสียน“แม่นางลู่เสียน ขนมร้านของเจ้ามันช่างมีกลิ่นหอมจนข้าอยากกินมันเดี๋ยวนี้ เอ๊ะ แล้วนี่ใคร?”
“หลานสาวของข้าเอง”
“สวัสดีค่ะ หนูชื่อ ซินเทีย”
“โอ้ หลานของเจ้าเองหรอกเหรอ สวยเหมือนเจ้าเลยนะ”
“ท่านเจียงก็ชมกันเกินไปแล้วนะคะ”
การสนทนากันระหว่างผู้ใหญ่ด้วยกันจบลงเป็นที่เรียบร้อย
ท่านผู้นี้ชื่อว่า เจียง เขาเป็นพ่อค้าขายปลาที่อยู่ในเมืองแห่งนี้ ทุกวันเขามักจะเดินไปมา เพื่อดูตลาดในเมือง ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวัน
“แล้วนี่ขายขนมอะไรบ้าง ไหนดูหน่อยสิ
โอ้ ขนมเทียน ขนมโก๋ ขนมเปี๊ยะ ดูน่ากินนะ กลิ่นหอมด้วย”เจียงเอาแต่พูดชมไม่ยอมซื้อสักที ซินเทียจึงปล่อยท่าไม้ตายออกไปเพื่อให้อีกฝ่ายเกิดความสนใจในขนมขึ้นมาโดยท่าไม้ตายที่ว่านี้คือ การให้ลูกค้าได้ชิมฟรีก่อนตัดสินใจซื้อ
“ลองชิมดูก่อนไหมคะ?”
ซินเทียพูดพร้อมกับยื่นถาดขนมสำหรับให้ชิมฟรี ซึ่งมีเฉพาะขนมที่นำมาขายเท่านั้น
“มันจะดีเหรอ ของซื้อของขายนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“งั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้วนะ”
เจียงหยิบขนมที่ถาดสำหรับชิมฟรีเข้าปากทีละอย่าง ทีละอย่างและก็ทีละอย่าง
ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปจากเดิม มันเป็นใบหน้าที่มีความสุขหลังจากได้ชิมขนมหวาน ไม่รู้เหมือนกันว่าใบหน้าที่มีความสุขของเขาตอนนี้กำลังคิดถึงเรื่องอะไร
“อร่อยมาก อร่อยที่สุด ข้าไม่เคยกินขนมอร่อยแบบนี้มาก่อน”
พอได้ยินเจียงพูด ซินเทียและลู่เสียนก็พลอยมีความสุขดีใจไปด้วย
“แม่นางลู่เสียน ข้าขอซื้อทั้งหมดเลยนะ ข้าจะซื้อไปฝากลูกจ้างที่ร้านด้วย”
“ได้ค่ะ ท่านเจียง”
...
23 ช่วงเวลาของทั้งสองถูกหยุดลง เมื่อริมฝีปากบรรจบกัน ริมฝีปากอันบอบบางของทั้งสอง เมื่อได้สัมผัสกันครั้งแรกมันทำให้รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมา แม้จะรู้ว่าความรู้สึกมันเป็นแบบนี้แต่ก็ไม่สามารถถอยห่างออกจากกันได้ แล้วด้วยมือทั้งสองที่ดูหนาของเฟยหงจับหัวไหล่อันเล็กของซินเทีย ทำให้มันดูอบอุ่นร่างกายขึ้นอีกด้วย หลังจากนั้นมือทั้งสองของซินเทียก็เข้าไปกอดร่างอันใหญ่โตดูแข็งแรงของเฟยหงด้วยความรู้สึกของนางที่มีต่อเฟยหง ไม่ว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไร ซินเทียรู้สึกว่าตัวเองนั้นมีความสุขที่สุดจนอยากให้เวลามันหยุดอยู่ตรงนี้ตลอดไป ไม่นาน ริมฝีปากก็แยกออกจากกัน แววตาของทั้งสองค่อย ๆ ลืมตาจ้องมองกัน จมูกยังคงสัมผัสกันไม่ห่างไปไหน “เฟยหง จมูกชนกันมันทำให้จั๊กจี้นะ” “ข้าเองก็ด้วย” พูดจบ ซินเทียก็พุ่งเข้าไปกอดเฟยหงจนตัวติดกัน ในหน้าที่แนบระหว่างกลางอก ทำให้รู้สึกอบอุ่นและสบายตัว “ซินเทีย ข้าน่ะรักเจ้ามากนะ” “ข้ารู้แล้ว เฟยหงเคยบอกข้าตอนอยู่บ้าน” “ตอนนั้นพวกท่านพ่อและท่านแม่อยู่ด้วย แต่ข้าอยากบอกเจ้าให้ได้ยินแค่คนเดียว”
22 ผู้เข้าชมที่ยังอยู่ภายในสนามการแข่งขันเริ่มทยอยกันออกมาตามลำดับอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่นาน ผู้เข้าชมก็ออกจากสนามแข่งขันกันหมดทุกคน จะเหลือก็มีแต่ผู้ควบคุมคนอื่น เฟยหงและซินเทีย “ข้าไม่ใช่ผู้ชนะหรอก ผลการตัดสินมันควรจะเป็นอีกฝ่ายที่ชนะ พอข้าได้ลองชิมขนมของแม่นางไป๋ข้าถึงได้รู้ว่าข้าเป็นฝ่ายแพ้ ข้าไม่ได้ดีใจหรือเสียใจหรอกนะที่ได้ชัยชนะแบบนี้ ในเมื่อแม่นางไป๋ยอมรับในตัวของข้า ข้าจะสานต่อเจตนารมณ์ที่นางได้ให้ข้าไว้อย่างแน่นอน” “ดีแล้วแหละซินเทีย การทำขนมหวานไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนมันก็จะต้องทำตลอดไปตราบใดที่ยังมีช่างทำขนมหวานอยู่ มันเป็นการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อไม่ให้มันหายไป สิ่งที่เจ้าต้องทำต่อจากนี้คือการทำขนมและส่งต่อรุ่นหลานในอนาคต” “เฟยหงพูดอาจจะจริง แต่ข้าไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า” “ทำได้สิ เพราะเจ้ามีประสบการณ์นะ” ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างสนิทสนม ส่วนผู้ควบคุมการแข่งขันคนอื่นกำลังชิมขนมที่ซินเทียและแม่นางไป๋เป็นคนทำอย่างสนุกสนาน ไม่ใช่แค่นั้นนะ ตาแก่ขี้โมโหพูดอะไรก็ไม่รู้เรื่องเหมือนเคยหลังจากได้กินขนม
21 ซินเทียได้สิทธิ์ชิมฮันนี่โทสต์ของแม่นางไป๋เป็นคนแรก ภายในใจของนางยังกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่ ไม่ใช่เพราะเกรงกลัวแม่นางไป๋หรอกนะ หากว่านางชิมฮันนี่โทสต์มันอร่อยกว่าขนมเค้กน้ำผึ้งของนางแล้วล่ะก็ ต้องเป็นผ่านพ่ายแพ้อย่างแน่นอน ส่วนทางเดินแม่นางไป๋ก็เช่นเดียวกัน ถึงจะไม่ค่อยชอบซินเทียสักเท่าไหร่แต่พอได้ดูขนมเค้กน้ำผึ้งของซินเทียแล้วก็เกิดความลังเลใจเหมือนกัน ซินเทียชิมขนมฮันนี่โทสต์ของแม่นางไป๋หนึ่งคำ (ไม่อยากจะยอมรับหรอก มันอร่อยมาก อร่อยกว่าขนมเค้กน้ำผึ้งของเราอีก) หลังจากชิมขนมฮันนี่โทสต์ ซินเทียยืนนิ่งเหมือนอย่างเคย นางไม่พูดอะไรออกมาสักนิดเดียว ตามด้วยแม่นางไป๋ชิมขนมเค้กน้ำผึ้งหนึ่งคำ ความรู้สึกของนางนั้นเหมือนกลายเป็นผึ้งที่กำลังเก็บเกสรดอกไม้ ไม่ว่าจะโบยบินไปทิศทางไหนก็ได้กลิ่นหอมของดอกไม้และน้ำผึ้งภายในรังผึ้ง มันให้ความรู้สึกสดชื่นและสบายตัว นี่เป็นความรู้สึกของแม่นางไป๋ตอนนี้ “เอาล่ะ พวกเจ้าทั้งสองคน เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมข้าถึงให้พวกเจ้าเสมอกัน” เฟยหงพูดในมุมเหตุผลของเขา
20 ขนมหวานของทางด้านแม่นางไป๋ ดูเหมือนว่าจะเสร็จเป็นที่เรียบร้อยพร้อมเสิร์ฟให้ผู้ตัดสินได้ชิม ส่วนทางด้านซินเทียยังอบขนมของตัวเองยังไม่เสร็จ ไม่ใช่แค่นั้น หลังจากอบขนมเสร็จจะต้องเอามาตกแต่งให้ดูน่ากินอีก จะเสียเวลาก็ตรงตกแต่งนั่นแหละ แม่นางไป๋นำขนมหวานของตัวเองยกขึ้นไปที่โต๊ะบนกลางเวทีโดยมีเฟยหงเป็นผู้ตัดสินรสชาติ “แม่นางไป๋ สิ่งนี้เรียกว่าอะไร?” “ฮันนี่โทสต์ค่ะ ท่านเฟยหง” พอได้ยินชื่อเรียกขนมหวานที่แม่นางไป๋ทำ ซินเทียก็นึกขึ้นมาได้ทันที (ว่าแล้วเชียว ฮันนี่โทสต์จริงด้วย ไม่อยากเชื่อว่าแม่นางไป๋จะทำฮันนี่โทสต์ออกมาได้ แล้วแม่นางไป๋ก็รู้จักชื่อด้วย ประสบการณ์ท่องโลกกว้าง เพื่อฝึกฝนการทำขนมหวานของแม่นางไป๋ไม่ธรรมดาเลย) เฟยหงตักไอศกรีมและขนมปังในปริมาณเท่ากันก่อนจะชิมฮันนี่โทสต์ว่ารสชาติเป็นอย่างไร สีหน้าของเฟยหงเมื่อได้ชิมขนมของแม่นางไป๋นั้นนิ่งเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่รสชาติฮันนี่โทสต์ของแม่นางไป๋เป็นรสชาติใหม่ที่เฟยหงไม่ได้ลิ้มลองมาก่อน “อร่อยมาก เป็นรสชาติที่ล้ำลึกที่ข้
19 น้ำชาถูกรินโดยคนรับใช้ รินให้กับเจ้าของบ้านและแขกรับเชิญอย่างซินเทีย ตั้งแต่เริ่มวงสนทนา ซินเทียเอาแต่จิบน้ำชาไปหลายแก้วเพื่อให้ตัวเองได้มีสมาธิและเพื่อให้ตัวเองหลุดจากการที่ตัวเองทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่กับผู้หลับผู้ใหญ่ซึ่งแตกต่างจากเฟยหงที่เป็นลูกของพวกท่านทั้งสอง “ขนมหวานของเจ้ามันช่างอร่อยหาที่เปรียบไม่ได้เลย ใช่ไหมแม่” “ใช่แล้วจ้าพ่อ” “ขอบคุณมากค่ะ” “ซินเทีย เจ้าน่ะเรียกข้าว่าท่านพ่อก็ได้ ข้าไม่ถือหรอก” “เจ้าก็เรียกข้าว่าท่านแม่ด้วยสิ” “เออ คือว่าข้า” “เดี๋ยวก่อนสิท่านพ่อ ท่านแม่ ซินเทียลำบากใจนะ” ลูกชายอย่างเฟยหงถึงกับต้องพูดขนาดนี้เลย ซินเทียไม่ได้ลำบากใจอะไรหรอกนะ นางแค่รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกแค่นั้นเอง หากจะให้เรียกจริงก็เรียกได้ (ท่านพ่อ ท่านแม่ อะไรกันเนี่ย จะบ้าเหรอ เรายังไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อยนะ อีตาบ้าเฟยหง) ดูเหมือนว่าซินเทียจะเข้าโหมดเพ้อฝันไปเสียแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร เพราะพวกทั้งยังคงสนทนากันอยู่ ก็เลยไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
18 เมื่อเข้ามาห้องครัวในบ้านของเฟยหง สิ่งแรกที่ต้องทำก็เหมือนอย่างเคย การเตรียมวัตถุดิบจำเป็นต้องทำความสะอาดเป็นอันดับแรก ซึ่งหน้าที่ตรงนี้มีคนรับใช้ทำให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ซินเทียต้องทำคือการทำขนมหวานให้อร่อยถูกปากพวกท่านก็พอ (เฟยหงไม่ได้บอกด้วยว่าจะต้องทำกี่อย่าง เอาเป็นว่าทำตามความเหมาะสมก็แล้วกัน) ซินเทียเริ่มทำขนมหวานตามความคิดของตัวเอง ความสามารถในการทำขนมหวานของนางนั้นสูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา คงเป็นเพราะการได้เข้าแข่งขันจึงทำให้นางมีประสบการณ์มากยิ่งขึ้น คนรับใช้หลายคนได้เห็นฝีมือของนาง พวกเขาถึงกับตกใจเมื่อได้เห็นความรวดเร็วในการทำขนมหวานพร้อมกันทีเดียวหลายอย่าง ไม่ใช่แค่นั้น ส่วนผสมที่ได้เตรียมเอาไว้นั้นก็ได้ใส่ส่วนผสมที่ได้คำนวณเอาไว้เรียบร้อยแล้ว จึงไม่ต้องห่วงว่ารสชาติมันจะอร่อยหรือไม่ อร่อยอยู่แล้ว ขนมหวานเสร็จแล้ว 1 อย่าง อย่างที่ 2 อย่างที่ 3 อย่างที่ 4 อย่างที่ 5 เสร็จเรียบร้อยทั้งหมด เหลือเพียงนำไปเสิร์ฟให้พวกท่านได้ลองกินขนมหวานของซินเทีย







