LOGINเสียงกระซิบที่ระวังตัวเองเป็นอย่างดีทำเธอรีบกอดปลอบ
“ข้างนอก…อาจจะไม่มีคนรอด รู้หรือไม่ อาเองก็จำอะไรไม่ได้มาก อาจจะ…พาเราสามคนหนีไม่พ้น ถ้าเป็นแบบนั้น…เรามอบหนังสือให้พวกมันดีไหม” เธอเห็นว่าเด็กชายลูบอกตัวเองบ่อยๆหนังสือตำรายาวิเศษคงอยู่ในนั่น “ไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้ คนสกุลฟู่ของเราก็ต้องตายอยู่ดีขอรับ! ท่านพ่อบอกว่าต่อไปข้าจะเป็นผู้สืบทอด รักษามันเอาไว้เท่าชีวิต อาหญิง…อย่าได้…ยอมแพ้นะขอรับ!!” เธออยากจะบอกเหลือเกินว่าไม่ได้ยอมแพ้ และนี่มันชีวิตคนทั้งสามชีวิต แต่พอมองใบหน้าเล็กที่น้ำตาอาบหน้าเธอก็จนใจ “อย่างนั้น รอให้พวกนั้นไปก่อน อาจะพาเจ้ากับน้องออกไปเอง!!” เสียงอึกกระทึกที่ดังแววมาทำฟู่จิ่งฮวาขยับตัว ก่อนจะคลานเข่าไปแง้มประตูดู มองศพที่นอนตายพร้อมกลิ่นเลือดคละคลุ้งแล้วได้แต่ถอยมากำมือตัวเองแน่น “ขะ ข้างนอก ตายเยอะเกินไป อา…ก้าวขาไม่ออกแน่นอน” เธอก็แค่คนธรรมดา ไม่ได้คุ้นชินกับการฆ่าล้างตระกูลแบบนี้ จิตใจต่อให้เข้มแข็งแค่ไหนก็ต้องยอมรับว่าเธอไปต่อไม่ไหวจริงๆ “ท่านอา หากอยู่ที่นี่ต่อจนกว่าคนของทางการจะมาเรา…จะรอดตายจริงๆหรือขอรับ” เธอส่ายหัวพัลวัล “ไม่มีทางแน่นอน เพราะ…นี่มันคือการฆ่าล้างตระกูล” ถึงจะบีบหัวใจเด็กน้อยแต่เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจ เธอไม่รู้จักที่นี่ ไม่เคยเลี้ยงทั้งเด็กอ่อนเด็กโต ไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรต่อไปจริงๆ “ข้าไม่รู้จะพาเจ้ารอดได้อย่างไร ไม่รู้ว่าจะออกจากที่นี่ยังไงด้วยซ้ำ” ทั้งเธอและเด็กชายน้ำตานองด้วยความกลัวจุกในหัวใจ มือเล็กๆหยิบถุงผ้าที่วางอยู่ด้านหลังออกมา “หากอาเขยกลับมาทัน เราอาจจะรอดขอรับ” ความหวังริบหรี่ในดวงตาคู่นั้นทำเธอครางในลำคออย่างเห็นใจ “ทุกคนอยู่ได้ด้วยความหวังสินะ” เด็กชายพยักหน้าก่อนเข้ามาสวมกอดนาง “ตอนท่านแม่ผลักข้ามาอยู่ในนี้ อาหญิงที่ป่วยด้วยพิษไข้รุนแรงแทบไม่รู้สึกตัว ท่านแม่บอกข้าว่าให้ข้าช่วยภาวนาให้อาหญิงคืนสติ ถึงตอนนั้นอาหญิงจะพาข้ากับน้องไปที่ปลอดภัยขอรับ” เธอหลับตาลงพร้อมกลั้นสะอื้น…เจ้าของร่างนี้ไม่อยู่แล้วต่างหาก ไม่มีใครอยู่ให้เด็กน้องพึ่งพิงแล้วด้วยซ้ำ… “เจ้ารู้หรือไม่ ว่าอาเขยของเจ้าอยู่ที่ใด” ในเมื่อต้องหาคนคุ้มครอง ก็ต้องเริ่มดิ้นรนเอาตัวรอด “ไม่ทราบขอรับรู้เพียงว่าชายแดนแคว้นเป่ย แต่ข้าไม่รู้ว่าแคว้นเป่ยอยู่ที่ใด ตอนท่านอาแต่งงาน อาเขยต้องไปสนามรบไม่ทันได้เข้าพิธี อาหญิงเข้าพิธีคนเดียวก่อนจะล้มป่วยขอรับ” เธอพยักหน้ารับ ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ก็ต้องพาเด็กสองคนนี้ไปที่ปลอดภัยก่อน ”บุตรชายสกุลฟู่ที่ยังหาไม่เจอนี่ น่าจะถูกซ่อนเอาไว้ ไปตามหาเร็ว!! แล้วไปตรวจสอบมาในครรภ์ฟู่ฮูหยินคลอดเด็กออกมาหรือยัง!!“ เธอมองเด็กเล็กในห่อผ้าก่อนจะกุมหัวใจตัวเองเอาไว้แน่น ”แม่เจ้าคลอดน้องตั้งแต่เมื่อไหร่“ ”เมื่อวานขอรับ“ เธอเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเด็กตัวเท่านี้จึงนิ่งสงบนัก เพราะพึ่งลืมตาดูโลกและอาจจะไม่แข็งแรงอีกด้วย ”ไม่พบขอรับ ไม่มีเด็กในครรภ์ หากอยู่แถวนี้ต้องได้ยินเสียงร้อง เช่นนั้นอาจถูกส่งออกไปนอกจวนแล้วก็เป็นได้ขอรับ!!“ ”นายท่านแย่แล้วขอรับมีชาวบ้านไปแจ้งทางการว่าไฟไหม้รีบหนีก่อนเถอะขอรับ!!“ ”บ้าจริง!! ทั้งๆที่ลงมือขนาดนี้แล้วแท้ๆ!!“ เสียงฝีเท้าที่วิ่งออกไปไม่ทำให้เธอชะล่าใจ ตั้งใจวางแผนออกจากตรงนี้ให้รอบครอบ “ออกจากตรงนี้ มีทางไหนที่สามารถหนีออกจากเมืองนี้ได้หรือไม่” เด็กคนนี้ดูท่าจะฉลาดรอบรู้ไม่น้อย คนเป็นพ่อคงถ่ายทอดทุกอย่างให้พอดู ทั้งที่จิตใจอ่อนไหวแต่ไม่งอแงพร้อมทำตามคำสั่งที่บิดาให้ไว้อย่างดี “ด้านหลังเป็นแม่น้ำหวงโหว มีเรือเล็กอยู่ หากร่องตามลำน้ำ จะไปเจอหมู่บ้านมากมาย แต่ข้าไม่รู้ว่าปลอดภัยหรือไม่” นางพยักหน้า แน่นอนว่าการเอาชีวิตออกจากตรงนี้ก่อนดีที่สุด และเหมือนคนพวกนั้นจะไม่รู้ว่านางอยู่ในที่พวกนี้ด้วย แอ็ดดดดด ประตูไม้ค่อยๆเปิดออกพร้อมเสียงคนของทางการสั่งให้ตรวจสอบหาคนรอดชีวิต นางดึงถุงผ้าสามใบมาสะพาย พร้อมอุ้มเด็กทารกในห่อผ้าไว้แนบอก “ถุงอันนี้หนักเกินไป เจ้าถืออันนี้แล้วกัน” ดูท่าว่าคนในจวนแห่งนี้จะเตรียมเสบียงให้ไม่น้อยนางและเด็กชายได้กลิ่นอาหารโชยออกมาจนท้องร้อง “จิ่งจิ้ง…” เสียงแหบแห้งที่เรียกเหมือนกระซิบทำนางตัวสั่น มองดูศพนับสิบที่นอนตายอย่างน่าสยดสยองแล้วน้ำตาปริ่มจะไหล แข้งขาเตรียมจะอ่อนแรงพร้อมฟุบลงไปได้ทุกเมื่อ!! “นั่นท่านแม่ขอรับ!!” เด็กชายวิ่งออกไปตรงพุ่มไม้จนนางไม่ทันได้จับเอาไว้ “ท่านแม่…” สตรีที่ร่างโชกไปด้วยเลือดทำฟู่จิ่งฮวาแทบเป็นลม “ข้าจะไปตามคนของทางการมาช่วย” ไหนๆก็ไหนๆแล้วหากผู้หญิงคนนี้รอด นั่นเท่ากับว่าเด็กจะมีแม่ แต่ในขณะที่กำลังจะลุกขึ้นสตรีผู้นั้นยื่นมือมากุมมือนางไว้พร้อมส่ายหน้า “ไม่หรอก ในจวนนี้มีหนอน เจ้าไปที่แคว้นจี้โจว ไปที่นั่น ที่นั่นจะปลอดภัย เก็บรักษาตำราให้ดี ถึงเวลามันจะหล่อเลี้ยงบุตรของข้าได้ จิ่งจิ้ง ข้าฝาก…ลูกข้าด้วย ฮึก!!” “ท่านแม่…ฮึก!!” เด็กอย่างไรก็ยังเป็นเด็กตอนนี้นางร้องไห้มองเด็กชายตัวน้อยที่กอดมารดาเอาไว้แน่นด้ววความเจ็บปวดเหลือแสน “ข้า…ข้าจะดูแลเด็กสองคนนี้ให้ดี…ให้ดีที่สุด อย่าได้ห่วงอะไร”กำไลทองและสร้อยทองรวมถึงถุงเงินถูกดันใส่มือนาง “รีบไป คนที่เมืองนี้ไว้ใจไม่ได้สักคน! สกุลฟู่ของเราถูกตั้งค่าหัว พวกเจ้าต้องมีชีวิตรอด!! อึก!!” “หลงเอ๋อร์เจ้าเป็นเด็กฉลาด ตอนนี้สกุลฟู่เหลือเพียงเจ้าที่เป็นบุรุษ เจ้าต้องเข้มแข็ง แม่จะมองดูเจ้าอยู่ไม่ไกล ไปซะ!!” เด็กน้อยถูกดันออกมาจากอ้อมอก ก่อนที่ฟู่จิ่งฮวาจะเห็นคบไฟไกลๆจึงต้องรีบวิ่งไปด้านหลัง สายตาของคนเป็นแม่มองไกลสุดตา ผู้คนมากมายกำลังวิ่งตรงมาทางนี้ นางไม่มีเวลาได้อาวรณ์รีบจูงเด็กน้อยหายไปในความมืด “เจ้ารับน้องไป อาจะปลดเชือก” ใช้เวลาวิ่งฝ่าความมืดมาสักพัก โดยมีเด็กชายนำทาง ทันทีที่ขึ้นมาบนเรือนางดันทุกอย่างไว้ด้านบนด้วยความไว ก่อนจะส่งเด็กน้อยทั้งคู่ขึ้นไปท่ามกลางความมืดมิด สายตาหวานหันกลับไปมองจวนหลังใหญ่อีกครั้ง ความใหญ่โตนี้นางรู้ดีว่ามันแสดงถึงความมั่งคั่ง แล้วเหตุใดคนที่ชีวิตดีมีเงินทองมากมายต้องมาตายเพราะคนชั่วกัน!! “ท่านอา เร็วเข้าขอรับ” เด็กน้อยรีบดึงอาของเขาขึ้นไปบนเรือก่อนจะช่วยกันพายออกไปเงียบๆตามลำน้ำที่มีหมองคุ้งรอบพ้นน้ำ อากาศหนาวเย็นทำเด็กทั้งคู่กอดกันกลม “นอนเถอะ ข้าจะพายเรือต่อไปเอง”“ชีวิตนี้ข้าอุทิศตนให้แผ่นดินมาตลอดจนถูกมองข้ามและละเลยเป็นเพียงเกาะกำบังให้คนในใต้หล้า ต่อจากนี้…ขอเพียงเจ้ามอบความรักให้ข้าก็พอ เพราะมือที่จับดาบของข้า จะมีไว้เพียงปกป้องเจ้าเท่านั้น” ร่างสูงใหญ่ที่กอดนางเอาไว้แนบอก ดึงผ้าห่มขึ้นมาปกคลุมสตรีอันเป็นที่รัก ก่อนมองแสงของวันใหม่ที่โพล่ขึ้นที่ขอบฟ้าอย่างอิ่มเอมในหัวใจ“วันแรกที่ข้าเห็นท่านที่อารามสงฆ์ในใจสงสัยเหลือเกินบุรุษหน้าตาหล่อเหล่าเช่นนี้มีเจ้าของหรือยัง พึ่งรู้ว่า…เจ้าของท่านก็คือตัวข้าเอง” จากที่เขาจะปล่อยให้นางพักกลับพลิกตัวนางให้ขึ้นมาอยู่บนตัว แท่งเอ็นอุ่นร้อนที่พร้อมรบถูกดันเข้าช่องทางคับแคบจนนางมีใบหน้าเหยเก“เช่นนั้น…พิสูจน์ให้ข้าเห็นที ว่าเจ้า…หลงไหลข้าเข้าแล้ว!!” 5ปีต่อมา“เสิ่น ซือ เฉิง!!“ เสียงเรียกลั่นจวนนี้ไม่ใช่ใครแต่เป็นฟู่จิ่งฮวาที่อุ้มท้องบุตรคนที่สาม หลังให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวปีเว้นปี บุตรชายคนโตอย่างเสิ่นซือเฉิงได้นิสัยบิดามาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน เมื่อบัดนี้เขาสั่งให้ทหารมายืนเป็นเป้าล่อ ให้ตนเองฝึกยิงธนูใส่ผลแอปเปิ้ลบนหัวทหาร นางแทบวิ่งออกมาจากห้องสกัดยาทันทีเมื่อสาวใช้ไปตาม”ท่านแม่!!“ คนที่ตกใจรีบวิ่งไปหล
จาก1จอกเพิ่มขึ้นเป็น2-3-4-5-6 และตอนนี้นางเริ่มมึนหัวจนลุกไม่ไหว“ดูท่าแล้วนายหญิงจะแย่แล้วนะขอรับ” หย่งเล่อที่ยืนดูเหล่าลูกน้องและเหล่าแม่บ้าน ยื่นสุราหลากหลายขนานให้ฮูหยินท่านแม่ทัพไม่หยุดชักเริ่มหวั่นใจ เพราะเห็นแม่ทัพยืนมองนิ่งๆมานานนับ1ชั่วยามเห็นจะได้“พรุ่งนี้เจ้าคุมคนไปก่อสร้าง พามู่หลงกับซินเซียไปตัดชุด กลับมาสัก…บ่ายๆ ไม่ต้องตามหาตัวข้า ต่อให้จะมีใครตายก็ปล่อยให้ตายไปเลย พรุ่งนี้ข้าไม่ว่าง!!” คนที่ยืนกอดอกมองเมียมานานจัดการสั่งคนสนิทก่อนก้าวอาดๆเข้าไปกลางวงสุรา ปล่อยให้หย่งเล่อยืนคิดทบทวนอยู่กับที่ จนกระทั่งเห็นถุงเงินถุงนึงยื่นให้ซีเหมินเขาถึงกับยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเอง ยังไม่รวมกับที่ตกลงอะไรบางอย่างกับคุณชายน้อยฟู่ ก่อนจะยื่นธนูคันเล็กให้ จากนั้นจึงอุ้มฮูหยินที่ทรงตัวไม่อยู่ขึ้นแนบอก“ท่านแม่ทัพ ท่านเป็นคนชอบติดสินบนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!!” ในจังหว่ะที่เสิ่นอู๋หลัวกำลังจะอุ้มภรรยาเดินผ่านหย่งเล่อรีบถามทันที!!“พึ่งทำ ต่อจากนี้หากเป็นเรื่องนาง ข้าติดสินบนไม่ถือว่าผิด คืนนี้ข้าจะเข้าหอ อย่าได้…เสนอหน้าไปใกล้จวนข้าเชียว!!”“ให้ตายเถอะ คนอื่นติดสินบน ส่วนข้าถูกข่มขู่งั้นหรือ!!”
คำพูดหเหล่านั้นสร้างความตรึงเครียดพอสมควร“ท่านแม่ทัพขอรับ” หย่งเล่อที่เห็นเสิ่นอู๋หลัวเงียบไปจึงเรียกเบาๆ“เปิดศาลากลางหมู่บ้าน ใครอยากร้องทุกข์อะไรให้ไปที่นั่น ตามผู้นำหมู่บ้าน นายอำเภอ และคนของทางการไปด้วย” เขาตอบคนสนิทนิ่งๆก่อนหันมาทางนาง“เจ้าอยากไปหรือไม่” จากที่คราแรกอยากรู้ว่าเขาจะทำเช่นไร แต่นางเลือกจะเปลี่ยนความคิดใหม่ หน้าที่นั้นปล่อยให้เขาจัดการได้เต็มที่“ไม่เจ้าค่ะ ข้าจะทำอาหารรอท่าน จะพาเด็กไปเดินตลาด และกลับมาเตรียมดูแลจวนเจ้าค่ะ” เพราะที่ๆสร้างขึ้นมาพร้อมกันคือป้อมปราการและจวนท่านแม่ทัพ ด้วยเขาเกรงว่านางจะอึดอัดหากพักในที่ที่มีทหารเดินขวักไขว่ ซึ่งวันนี้ก็เข้าอยู่ได้พอดี“ข้าจะรีบกลับมา” นางพยักหน้าให้เขาก่อนฝากซินเซียไว้กับสาวใช้ส่วนนางพาฟู่มู่หลงไปเดินซื้อของที่ตลาดนัดแทน“คนนี้นี่แหละฮูหยินท่านแม่ทัพ ที่เมื่อหลายวันก่อนมาเหมาเนื้อไก่ เนื้อหมู่ไปทำอาหาร”“ใช่ๆ ทั้งยังไม่ต่อราคาสักนิด ได้ข่าวว่าลงมือทำครัวเองด้วย”“น่าขื่นชมจริงๆ ฮูหยินเชิญทางนี้เจ้าค่ะ” นางเดินตามเสียงเรียกของเหล่าแม่ค้าพ่อค้าเข้าไปถึงกับแปลกใจ“ท่านป้า ท่านน้า มีอะไรหรือเจ้าคะ” นางถามอย่างสงสัยแต่เ
หลังจากความวุ่นวายในวังหลวงจบลง เสิ่นอู๋หลัวพาฟู่จิ่งฮวาและเด็กๆไปเคารพป้ายวิญญานของสกุลฟู่ก่อนจะนำป้ายวิญญาณกลับมาที่โถงพรรพชนเพื่อจะได้ทำพิธีกราบไหว้ทุกปีตามธรรมเนียม“มู่หลงเจ้าอยาก อยู่ที่สกุลฟู่หรือไม่” หากหลานชายบอกนางว่าต้องการอยู่นางยินดีอยู่ดูแลเด็กๆที่นี่ เปิดหอโอสถและส่งยาให้กองทัพแทนเหมือนที่หมอฟู่เคยทำ“ไม่ขอรับ ข้า…ไม่อยากเดินผ่านที่นี่ทุกวัน ไม่อยากมองเห็นที่ที่บิดามารดาข้าทรมานขอรับ” นางเข้าใจความรู้สึกนี้ดีที่นี่มีคนตายเยอะเกินไปและทุกคนล้วนเป็นคนในครอบครัว“เช่นนั้นข้าจะจ้างคนมาทำความสะอาด ปัดกวาดและดูแลจวน ส่วนเราไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เป่ยอวี๋เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร“ นางไม่เร่งรัดเอาความอยากให้ไปพร้อมความสมัครใจล้วนๆ”ข้าอยากไปเป่ยอวี๋ขอรับ!!“ ดวงตาเป็นประกายเพราะรู้ดีว่าหากไปอยู่ที่นั่นนอกจากอาหญิงของเขาจะเป็นฮูหยินท่านแม่ทัพใหญ่แล้ว ยังควบตำแหน่งหมอยาด้วย เขาจะได้ศึกษาตำรายาจากสมุดเล่มนั้นจนจบ ไม่ต้องอยู่ในวังวนเดิมกับความเสียใจ“แอ๊” หลังพี่ชายพูดจบหนูน้อยในอ้อมกอดที่ตัวโตขึ้นทุกวันก็ส่งเสียงเช่นกัน“ฮ่าๆ ฮ่าๆน้องเจ้าก็ออกความคิดเห็นด้วย” “น้องต้องคิดเห็นเช่นเดียว
“ปลด!! ปลดกระหม่อมเช่นนั้นหรือ” องค์รัชทายาทรับไม่ได้กับสิ่งที่ฝ่าบาทพูด ถึงกับทรุดลงพื้น ส่วนฮองเฮานั้นรีบปิดปากกลั้นสะอื้น“ราชองการออกไปแล้ว ทั่วแผ่นดินใต้หล้ารับทราบทั้งหมด คงเพราะองค์ชายใหญ่ถูกกักบริเวณห้ามคนสนิทเข้าไปในตำหนังฉิงชือ จึงไม่รู้ว่า…ตอนนี้ตำแหน่งรัชทายาทจะว่างเปล่าจนกว่า…จะเสร็จสิ้นคดีฉ้อโกง!” คำพูดฝ่าบาทศักดิ์สิทธิ์ที่สุด “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชาฝ่าบาท” เหล่าเสนาและใต้เท้าที่มารวมกันกล่าวโดยพร้อมเพียง“เช่นนั้นข้าขอโต้แย้งต่อหน้ากรมอาญา เดิมทีแม้ข้าเป็นรัชทายาท แต่ข้าก็ไม่ได้ตัดสินใจทุกอย่างคนเดียว ข้ามีคนสนิทคือแม่ทัพน้อยเซี่ยเป็นคนให้คำปรึกษา มีใต้เท้าเซี่ยผู้เป็นลุงคอยชี้แนะ แล้ววันนี้ในขณะที่ข้าถูกสายตาเคลือบแคลงจากชาวบ้าน เหตุใด…พวกเขายังลอยนวล!!“ เสิ่นอู๋หลัวก้มหน้าลงเพียงนิด นี่คงจะเป็น…ทางลงที่พระองค์คิดเอาไว้แล้ว ”ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้ไม่มีมูล ไม่ใช่พระองค์ที่โดนปรักปรำ ในยามที่กระหม่อมออกรบแย่งชิงเป่ยอวี๋คืน แม่ทัพน้อยเซี่ยต้องคลังแสงตาย จนไม่อาจลากตัวมารับผิด ความผิดของเขาแน่นอนว่ามี เรื่องนี้กรมอาญาจะเป็นตัดสิน ข้าเองไม่มีอะไรจะพูด หากองค์ชายคิดว่านี่ไม่ใ
“ใบปรุงยานี้เป็นยาวิเศษที่ได้มาจากนักพรตผู้เฒ่าที่เทือกเขามู่หลงขอรับ บิดาข้าได้รับมอบมา และนำมาช่วยชาวบ้านที่ทุกข์ยากฟรีๆ ยาวิเศษนี้ถูกเล่ากันปากต่อปาก จนกระทั่ง…คนพวกนั้นอยากได้ไปครอบครองเอง เพื่อทำการค้า แต่บิดาข้าไม่ยอมเพราะนักพรตให้มารักษาคนฟรีๆ แรกกับสมุนไพรหายากในตำรา พร้อมกับบอกทางที่มีสมุนไพรขอรับ” ใต้เท้าผู้พิพากษานำมันไปตรวจสอบ”ศิษย์ของบิดาข้าที่ทำงานใกล้ชิดคนสกุลฟู่ เป็นคนมาสารภาพกับบิดาข้าเอง เขาพูดเพียงว่าขอชดใช้ให้เพราะรู้สึกผิด ก่อนจะหายตัวไป เขามอบสิ่งนี้ให้ข้าขอรับ!“ หยกแผ่นป้ายประจำตัวสกุลหวงพร้อมตั๋วเงินที่ลงตราประทับว่าเป็นของหวงอันโหลวถูกเด็กชายหยิบมันออกมาทั้งหมด”ตอนที่ข้าถูกมารดาดันเข้ามาในห้องเก็บของที่มีชั้นใต้ดิน ระหว่างรออาหญิงข้าตื่นจากพิษไข้ ข้ามองดูพวกเขา!!“ นิ้วเล็กชี้ไปที่บุรุษสกุลหวงนิ่งๆ”ลงมือฆ่าปาดคอคนในจวนข้าทีละคน สมุนไพรทั้งหมดถูกขนออกไป!! บางส่วนถูกเผาทำลาย ตำรามีกี่เล่มเขาเปิดหามันจนทั่ว แต่เล่มที่สำคัญมันอยู่กับข้า และสุดท้าย ระหว่างที่ข้าหลบหนี…พวกเขา…กลับมาทำร้ายแม่ข้าอีกรอบ คนพวกนี้ควรมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือขอรับ!!“ ชาวบ้านที่มาดูการตัดสินค
หลังจากแน่ใจแล้วว่าทุกคนแยกย้าย นางจึงปลดผ้าคลุมออก ก่อนจะเดินมาตามหาเจ้าของเรือที่นางคิดว่าเขาคงมีเรื่องอยากจะถาม พร้อมฟู่มู่หลงและฟู่ซินเซีย“แม่นางคนพวกนี้เป็นคนของหวงอันโหลว เจ้ากำลังจะบอกว่าหนีตายมาจากสกุลหวงงั้นหรือ” คิดไว้แล้วไม่มีผิด ชายชราผู้นี้ค้าขายไปทั่วมีหรือจะไม่รู้จักคนของหวงอันโหลว
จบคำพูดนั้นนางถึงจับยืดตัวตรง ดึงฟู่มูหลงมายืนแนบข้าง ก่อนจะกลั้นหายใจ มองทางหนีเอาไว้และภาวนาว่าให้คนพวกนั้นผ่านไปโดยเร็ว ชื่อหอโอสถหวงอันโหลวคล้ายเป็นคำต้องห้าม ตั้งแต่ที่รู้ว่าใครฆ่าสกุลฟู่!!“เด็กน้อย เจ้าเดินไปที่ร้านเครื่องประดับก่อนแม่จะบังให้เจ้าเอง” นางพยักหน้าเมื่อมองไปยังเหล่าสตรีที่กำลั
เสบียงที่มีในถุงย่ามถืิอว่าช่วยได้มาก เพราะนางไม่ต้องกังวลเรื่องเสบียงเด็กๆ แต่อาจจะต้องซื้อของติดมือกลับมาบ้างหากต้องการไปต่อได้ไกลกว่านี้“อ่าว ตื่นแล้วหรือเจ้าสนใจจะไปซื้อเสบียงหรือไม่พวกเราจะไปเดินตลาดเสียหน่อย” บุตรสาวเจ้าของเรือสินค้าที่อุ้มลูกน้อยวัยแบบเบาะแนบอกอยู่ถามนาง“พอดีข้ามีเสบียงที่
หลังจากหลับตาลงจู่ๆก็รู้สึกเย็นที่แขนจนต้องรีบลืมตามาอีกครั้ง เด็กน้อยในห่อผ้าที่แม้จะหลับสนิทแต่นิ้วมือเกี่ยวบางอย่างเอาไว้“มาอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” นางมองดูแหวนหยกสำหรับผู้ใหญ่ที่เกี่ยวอยู่ในนิ้วเล็กๆของฟู่ซินเซียอย่างสงสัย ก่อนจะนึกได้ว่าเมื่อคืนตอนฮูหยินฟู่มอบของให้อาจจะตกลงไปจึงหยิบออกมา เพ







