LOGINหลังอาหารเย็น ซูว่านอิงกับน้องสาวก็กลับไปที่ห้องเพื่อเก็บของ ซูหรูอี้เรียกน้องสาวเอาไว้
"เสี่ยวเถียน เจ้ามานี่หน่อย ข้ามีเรื่องจะบอก"
เสี่ยวเถียนเดินตามซูหรูอี้ไปที่สวนหลังบ้าน ทั้งสองคนหายไปนานและไม่ได้กลับมาอีกเลยจนกระทั่งใกล้ถึงเวลาเข้านอน นางไม่รู้ว่าซูหรูอี้พูดอันใดกับเสี่ยวถียน หลังจากกลับมาเสี่ยวเถียนก็มีอาการเหม่อลอยนางนอนไม่หลับ พลิกตัวไปมาบนเตียง ทำให้ซูว่านอิง รู้สึกกังวลอย่างมาก วันนี้นนางเกวียนวัวนั่งเป็นเวลานานรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ แต่นางก็ไม่สามารถนอนหลับได้ทันที นางต้องรอให้เสี่ยวเถียนหลับไปก่อน หลังจากพลิกตัวไปมาอยู่นาน เสี่ยวเถียนก็ลุกขึ้นยืนและถามคำถามกับซูว่านอิงว่า "พี่สาม ถ้าข้าทำเรื่องที่ผิดต่อท่านผิด ท่านจะยกโทษให้ข้าหรือไม่" ซูว่านอิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับน้องสาวของนาง เพื่อให้เสี่ยวเถียนนอนหลับอย่างสบายใจนางจึงตอบไปว่า "ได้สิ ไม่ว่าเจ้าจะทำอันใดผิดพี่สามก็จะไม่โทษเจ้า เพราะพี่สามเชื่อว่าเจ้าจะไม่ทำเรื่องที่ไม่ดีกับพี่สาม" "จริงหรือเจ้าคะ" เสี่ยวเถียนต้องการยืนยันคำพูดของซูว่านอิงรีบถามออกมา ซูว่านอิงตอบอย่างหนักแน่นว่า "จริงสิ ตอนนี้เจ้ารีบนอนได้แล้ว" คำพูดนี้ของนางได้ผล ไม่นานเสี่ยวเถียนก็เริ่มหายใจสม่ำเสมอ หลังจากแน่ใจว่าหลินน้องส่าวหลับแล้ว นางจึงแอบออกไปในความมืดมิด ห่อเงินสามสิบสามตำลึงจากเงินสามสิบห้าตำลึงที่นางหามาได้จากการขายสมุนไพรนางวางห้อผ้าที่ใส่เงินเอาไว้ลงในกล่องไม้แล้วฝังไว้ข้างกำแพง นางถึงกับขยับหินมาวางทับอีกที เพื่อให้มั่นใจว่าเงินจำนวนมหาศาลของนางจะปลอดภัย ไม่เช่นนั้นนางคงนอนไม่หลับ
ซูว่านอิงรู้สึกว่าตอนนี้นางคงใช้เงินไม่มากขนาดนั้น และคงไม่ปลอดภัยที่จะเก็บไว้กับตัว ควรจะซ่อนมันไว้ที่ไหนสักแห่งจะดีกว่า หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน นางจึงตัดสินใจทำตามวิธีโบราณโดยฝังเงินลงในดิน ใครจะไปขุดดินข้างกำแพงบ้านตัวเองโดยไม่มีเหตุผลล่ะ สองวันต่อมาหลังจากกลับมาถึงหมู่บ้าน ซูว่านอิงก็เริ่มต้นชีวิตการทำงาน นอกจากเรียนเขียนพู่กันกับซูหรูอี้หรือหลี่เหนียงทุกเช้าแล้ว นางยังมีงานบ้านและในไร่นาอีกด้วย แม้ว่างานเหล่านี้จะน้อยกว่าและง่ายกว่าที่นางเคยทำมาก่อน แต่เนางก็ยังรู้สึกหนักใจอยู่ดี ซูว่านอิงได้แต่กัดฟันแล้วก้มหน้าทำงานต่อไป เพราะเมื่ออยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ก็ต้องยอมก้มหัวลงเพราะนางหาใช่ลูกที่ท่านแม่โปรดปราน โชคดีที่เสี่ยวเถียนช่วยไว้ ไม่เช่นนั้นนางคงเก็บของแล้วไปจากที่นี่ไปตายเอาดาบหน้าเสียดีกว่า ซูว่านอิงไม่รู้ว่านางคิดไปเองหรือไม่ แต่นางรู้สึกว่าซูหรูอี้มองนางแปลกๆ เป็นอีกวันที่แสนธรรมดา ซุว่านอิงแบกถังผ้าสองถังไปซักที่ลำธารตามปกติ ตอนที่นางมาถึงไม่มีใครอยู่ริมลำธารเลย เนื่องจากน้ำท่วมในฤดูใบไม้ผลิ ระดับน้ำจึงสูงขึ้นอย่างมากและกระแสน้ำก็ปั่นป่วน นางจึงต้องหาที่ ที่เหมาะสมเพื่อนั่งยองๆ ซักผ้าอย่างระมัดระวัง เสี่ยวเถียนบอกว่าคืนก่อนหน้านางนอนไม่หลับ ซูว่านอิงจึงบอกให้นางนอนต่ออีกหน่อยส่วนเสื้อผ้าทั้งหมดในบ้านซูว่านอิงจะเป็นคนซักเอง ถังผ้าสองถังใหญ่ทำให้งานของวันนี้หนักขึ้นไปอีก ส่วนคนที่ไม่เคยทำงานบ้านหรืองานในไร่นาก็คือซูหรูอี้เพราะหลี่เหนียงเลี้ยงดูนางมาอย่างดีไม่ยอมให้ลำบาก
“อ๊ะ” ทันใดนั้นซูว่านอิงก็รู้สึกถึงแรงผลักที่หลังของนางส่งผลให้นางตกลงไปในแม่น้ำก่อนที่จะทันตั้งตัว นางก็ถูกผลักลงไปในแม่น้ำเสียแล้ว ซูว่านอิงรีบคว้าหญ้าสูงริมฝั่งอย่างสิ้นหวัง พยายามหาที่ยืนเพื่อปีนขึ้นไป
ในที่สุดเธอก็สามารถคว้าหญ้าริมฝั่งแล้วยืนได้อย่างมั่นคง แต่ทว่าน้ำไหลแรงเกินไป ซูว่านอิงจึงหมดแรงที่จะเกาะไว้ มือของนางคลายออกและถูกสายน้ำพาไป ในตอนที่ไถลตัวลงไปในแม่น้ำอีกครั้ง หัวของนางกระแทกกับหิน สติของนางเริ่มเลือนหายไป ทุกอย่างมืดมิด ซูว่านอิงได้แต่ปล่อยให้กระแสน้ำพัดพาไป น้ำไหลเข้าปากและจมูก แม้แต่จะดิ้นรนก็มีแรงพอที่จะดิ้นรน ทันใดนั้นฮั่วเหลียนเฉิง กำลังเดินไปที่แม่น้ำเขาเห็นใครบางคนตกลงไปในน้ำจากระยะไกล กำลังจะจมลง เขาตกใจมาก จึงรีบวิ่งเข้าไปช่วย หลังจากช่วยคนขึ้นฝั่งมาได้เขามองดูใกล้ๆ ฮั่วเหลียนเฉิงก็ประหลาดใจและงุนงง เขาตรวจสอบการหายใจของซูว่านอิงและพบว่านางหยุดหายใจแล้ว เขารีบง้างปากนางออกเพื่อตรวจดูสิ่งแปลกปลอม จากนั้นกดที่หัวใจนางเธอตามคำสั่งสอนของอาจารย์ แต่หลังจากพยายามหลายครั้ง ซูว่านอิงก็ยังไม่ตอบสนอง เขาลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะบีบจมูกของซูว่านอิง ก้มหน้าลง และเป่าลมเข้าปากของนาง จากนั้นก็กดที่หัวใจของนางต่อไป หลังจากพยายามหลายครั้ง ซูว่านอิงก็กลับมาหายใจได้อีกครั้งในที่สุด ฮั่วเหลียนเฉิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก แม่ม่ายหวังที่เพิ่งมาซักผ้าบังเอิญเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เสื้อผ้าของฮั่วเหลียนเฉิงกับซูว่านอิงเปียกโชกไปหมด ฮั่วเหลียนเฉิงเพิ่งจะเป่าลมเข้าปากซูว่านอิง ยากที่จะบอกได้ว่าเกิดอันใดขึ้นระหว่างคนทั้งสอง แม่ม่ายหวังคงเดาได้ว่าฮั่วเหลียนเฉิงช่วยซูว่านอิงขึ้นมาจากน้ำ แต่เมื่อแม่หม้ายหวังติดถึงความไม่พอใจที่นางมีต่อหลี่เหนียงและความจริงที่ว่านางต้องทนทุกข์ทรมานจากน้ำมือของหลี่เหนียงหลายครั้ง การที่นางไม่ทำให้เกิดเรื่องใหญ่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่การแก้แค้นที่ดี เมื่อเห็นว่าซูว่านอิงได้รับการช่วยเหลือแล้ว นางรีบตะโกนสุดเสียงว่า "โอ้ ไม่นะ โอ้ ไม่นะ ลูกสาวคนที่สามของอาจารย์ซูตกน้ำแล้ว ลูกสาวคนที่สามของอาจารย์ซูตกน้ำ" ผู้คนต่างมารวมตัวกันเมื่อได้ยินเสียงร้องของแม่ม่ายหวัง แม่ม่ายหวังเห็นใครบางคนเดินเข้ามาหา จึงพูดกับฮั่วเหลียนเฉิงด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูไม่จริงใจว่า “ คุณชายฮั่วสิ่งที่ท่านทำนั้นไม่น่ารักเลย ท่านเป็นนักปราชญ์และรู้จักมารยาทดี พอช่วยหญิงสาวขึ้นมาจากน้ำแล้ว ท่านจะเอาเปรียบและจูบปากนางได้อย่างไร” ฮั่วเหลียนเฉิงเห็นว่าผู้คนรอบข้างต่างจ้องมองพวกเขาอย่างจับจ้องหลังจากได้ยินสิ่งที่แม่ม่ายหวังพูด เขาคิดในใจว่าต้องมีอะไรผิดปกติ จึงรีบอธิบายว่า “ข้าเป่าลมเข้าไปในปากนางเพื่อช่วยนาง ไม่ใช่เพื่อเอาเปรียบ...” แม่ม่ายหวังขัดจังหวะ “ใครจะเชื่อเจ้ากัน การจูบปากใครสักคนเพื่อช่วยเขาเป็นสิ่งที่ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”ฤดูวสันต์ ฤดูกาลแห่งสรรพสิ่งที่ฟื้นคืนชีพ หิมะบนหลังคาเริ่มละลาย ต้นไม้เริ่มผลิใบอ่อน ในที่สุดคดีกบฏขององค์ชายรองก็มีบทสรุปผู้ที่มีส่วนร่วมสำคัญในคดีกบฏขององค์ชายรองล้วนถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแล่เนื้อถลกหนัง ส่วนผู้ที่เหลือล้วนถูกเนรเทศไปยังชายแดน ทว่าด้วยความพยายามไกล่เกลี่ยช่วยเหลือของฮั่วเหลียนเฉิง ซูหรูอี้จึงรอดพ้นจากโทษประหารชีวิต และถูกตัดสินให้เพียงแค่เนรเทศไปชายแดนเหนือเท่านั้นข่าวนี้แพร่สะพัดกลับไปถึงเมืองหย่งโจว หลี่เหนียงเสียใจอย่างหนักจนถึงขั้นสลบไป ซูหรูอี้คือบุตรสาวที่นางรักและทะนุถนอมมากที่สุด เมื่อต้องมาตกระกำลำบากเช่นนี้ นางย่อมไม่อาจทำใจยอมรับได้ หัวใจของนางเจ็บปวดเจียนตาย นางหลงลืมคำเตือนของซูว่านอิงที่เคยกำชับให้เก็บตัวเงียบๆ ไปจนสิ้น นางไม่สนแม้กระทั่งเสียงห้ามปรามของบิดาซู หอบหิ้วเถียนเถียนเดินทางเข้าเมืองหลวงมาหาซูว่านอิง คุกเข่าร้องห่มร้องไห้น้ำตาอาบหน้าอยู่เบื้องหน้านาง“ว่านอิงเอ๋ย ซูหรูอี้เป็นพี่สาวแท้ๆ ของเจ้านะ ดินแดนทางเหนืออันแสนทุรกันดารนั่นมีหิมะตกตลอดทั้งปี ไม่ใช่ที่ที่คนจะอยู่ได้เลย พี่สาวของเจ้าไม่เคยต้องทนลำบากมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย นางจะไปทนรั
แม่นางเตี๋ยอู่แห่งหอชุนอวี้ เห็นซือซือพรวดพราดเข้ามา ก็กวาดสายตามองไป๋เฉียนสลับกับซือซือพลางยิ้มอย่างรู้ทัน นางจงใจขยับกายเข้าไปเบียดชิดไป๋เฉียน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยดย้อย “คุณชายยังคงนึกถึงข้าน้อยอยู่เสมอ ถึงขั้นสั่งให้คนยกของกินมาให้ถึงที่เชียว”ซือซือรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง นางกระแทกกล่องอาหารลงบนโต๊ะเสียงดังปัง พลางเอ่ยกระแทกแดกดัน “ใกล้จะเที่ยงแล้ว พี่เตี๋ยอู่รีบกลับไปเสียเถอะเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวแดดร้อนเปรี้ยงขึ้นมา ผิวพรรณจะไหม้เกรียมเอาได้นะเจ้าคะ”บนตัวสตรีผู้นี้พกถุงหอมมากี่ใบกันเนี่ย ถึงได้ส่งกลิ่นฉุนกึกอบอวลไปทั่วทั้งห้องเช่นนี้เตี๋ยอู่ทำหูทวนลม แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจความหมายแฝง นางกระตุกชายเสื้อของไป๋เฉียนพลางออดอ้อน “คุณชายเจ้าขา แม่หนูซือซือยังบอกเองเลยว่าแดดข้างนอกมันร้อนเปรี้ยง ท่านก็รั้งให้ข้าอยู่กินมื้อเย็นด้วยกันก่อนแล้วค่อยกลับเถิดนะเจ้าคะ ข้าจะได้อยู่พูดคุยเป็นเพื่อนแก้เบื่อให้ท่านไงเจ้าคะ”“ไม่อนุญาต”ไป๋เฉียนยังไม่ทันได้อ้าปากตอบ ซือซือก็ตวาดขัดขึ้นมาเสียเสียงดังลั่น ดวงตาของนางวาวโรจน์ไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความหึงหวง แทบอยากจะพุ่งเข้าไปจับคนทั้งสองแยกออกจากกันเดี๋
ซือซือเดินตามหลังซูว่านอิงลงจากรถม้า พอเข้าไปในห้องด้านในและถอดหมวกคลุมหน้าออก ก็เผยให้เห็นรอยฟกช้ำดำเขียวบริเวณหางคิ้วและหางตา ซ้ำยังมีรอยข่วนสีแดงเป็นทางยาวหลายรอยบริเวณรอยต่อระหว่างลำคอกับปลายคางซูว่านอิงค้นหายาลดอาการบวมและสลายรอยฟกช้ำบนตู้ยาของซือซือที่เต็มไปด้วยขวดยาวางเรียงราย ปกติแล้วซือซือชอบหมกมุ่นอยู่กับการปรุงยาพวกนี้ ยาในตู้ล้วนเป็นยาที่นางลงมือปรุงเองตามตำราแพทย์ทั้งสิ้น“พี่สะใภ้ ตู้ชั้นที่สาม ขวดเล็กๆ สีแดงชาดขวดที่ห้าจากริมสุดนั่นแหละเจ้าค่ะ”เมื่อเปิดฝาออก กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นก็โชยเตะจมูก ซูว่านอิงป้ายเนื้อยาออกมาเล็กน้อยแล้วค่อยๆ ทาลงบนบาดแผลของซือซือ“ซี๊ดดด”บริเวณที่บวมแดงมีรอยถลอกเล็กๆ พอสัมผัสโดนเนื้อยาที่เย็นเฉียบและแสบสัน ความเจ็บปวดก็แล่นจี๊ดขึ้นมาทันที“ทีตอนนี้ล่ะมารู้สึกเจ็บ แล้วตอนอยู่ที่สนามม้า ทำไมถึงได้ใจร้อนวู่วามปานนั้นเล่า”ซือซือกัดฟันข่มความเจ็บ พลางสบถด่าด้วยความเคียดแค้นไม่ได้รับความเป็นธรรม “พวกลูกผู้ดีเสเพลพวกนั้น อาศัยบารมีตระกูลตัวเองมาทำตัวกร่าง รังแกเกี้ยวพาราสีหญิงสาวชาวบ้าน แถมยังมาด่าว่าข้าแส่ไม่เข้าเรื่อง หาว่าข้าเป็นแค่หมอหญิงต่ำต้อยท
ฮั่วเหลียนเฉิงผู้เปี่ยมไปด้วยความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของบัณฑิต กลับยอมคุกเข่าให้นางเช่นนี้หรือ การที่นางคุกเข่าต่อหน้าเขาที่ศาลในวันนั้น เป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบด้วยความโกรธแค้น แต่นางไม่เคยคิดหวังจะให้เขาต้องมาคุกเข่าขอขมานางเช่นนี้เลยเขากุมมือของนางไว้แน่น สัมผัสอุ่นวาบถ่ายทอดถึงกัน นัยน์ตาสีดำขลับของเขาสะท้อนภาพของนางอย่างชัดเจน เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังและจริงใจ“เมื่อครั้งยังเยาว์วัย ข้าเคยรู้สึกดีกับพี่สาวของเจ้าจริง ทว่ามันก็เป็นเพียงความรู้สึกเลือนราง ไม่เคยล่วงเกินขอบเขตใดๆ เลย และตั้งแต่วันที่ข้าแต่งงานกับเจ้า ข้าก็ตัดใจจากนางได้อย่างเด็ดขาด ไม่เคยมีความรู้สึกอื่นใดหลงเหลืออยู่อีกเลย”พอพูดถึงตรงนี้ ใบหูของเขาก็เริ่มแดงระเรื่อ ก่อนจะลามไปถึงลำคอ “แต่หลังจากที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับเจ้า ข้าก็เริ่มใส่ใจเจ้า คอยจดจำคำพูด รอยยิ้ม และความรู้สึกของเจ้า โดยไม่รู้ตัว.. ข้าก็ตกหลุมรักเจ้าเข้าเสียแล้ว ข้าปรารถนาที่จะได้ชื่นชมความงดงามของโลกใบนี้ไปพร้อมกับเจ้า อยากจะเคียงคู่เจ้าไปจนตราบวาระสุดท้าย ทว่าเมื่อข้าต้องเข้าไปพัวพันกับศึกชิงบัลลังก์ อนาคตเบื้องหน้าช่างมืดมนและเต็มไปด้วยอันตราย ข้
นี่เป็นครั้งแรกที่นางถูกจูบอย่างเร่าร้อนถึงเพียงนี้ ร่างกายของนางอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรง สองมือพยายามผลักไสแผงอกกว้างของเขาอย่างสุดกำลัง ทว่าก็ไร้ผล ด้วยความร้อนใจ นางจึงตัดสินใจกัดริมฝีปากของเขาอย่างแรง จนกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วโพรงปากในที่สุดฮั่วเหลียนเฉิงก็ยอมผละริมฝีปากออก เขาจ้องมองนางด้วยนัยน์ตาที่แดงก่ำราวกับสัตว์ป่า แววตาดุดันและบ้าคลั่งของเขาทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่นจนตัวสั่นทว่าวินาทีต่อมา เขาก็ซุกหน้าลงซอกไซ้ริมฝีปากไปตามลำคอระหงของนาง ขบเม้มดูดดุนจนเกิดเป็นรอยรักสีแดงช้ำเป็นจ้ำๆ ซูว่านอิงพยายามดิ้นรนขัดขืนสุดชีวิต ทว่าก็ไม่อาจหลุดพ้นจากพันธนาการของเขาได้ สุดท้ายนางจึงต้องยอมแพ้ ปล่อยให้เขาซุกไซ้ดูดดึงผิวเนื้อของนางตามอำเภอใจ นางพยายามกลั้นเสียงครางกระเส่าที่น่าอับอายไว้สุดฤทธิ์ กัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด ภายในห้องจึงหลงเหลือเพียงเสียงสะอื้นไห้แผ่วเบา และเสียงหอบหายใจอันหนักหน่วงของคนทั้งสองสายลมหนาวพัดกระหน่ำอยู่ภายนอก หน้าต่างที่ปิดไม่สนิทดีนักส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดเป็นระยะ ฮั่วเหลียนเฉิงจัดแจงเสื้อผ้าบนร่างให้เข้าที่ ก่อนจะก้าวลงจากเตียงไปปิดหน้าต่างให้สนิท รอยแผลที่ริ
“หืม หากข้าจำไม่ผิด คุณชายฮั่วกับซูว่านอิง.. หย่าขาดกันไปแล้วไม่ใช่หรือ”สิ้นคำพูดของซูเฉียน บรรยากาศภายในห้องโถงก็พลันเงียบกริบลงทันตา ฮั่วเหลียนเฉิงรีบหันไปมองปฏิกิริยาของซูว่านอิงด้วยความร้อนรน เมื่อเห็นว่านางยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เขาก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก “หนังสือหย่าฉบับนั้นเป็นเพียงแผนการเฉพาะหน้าเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในตอนนั้นเท่านั้น อีกอย่าง หนังสือหย่าก็ยังไม่ได้ถูกนำไปจดทะเบียนอย่างเป็นทางการที่ศาลว่าการ ดังนั้นมันจึงไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น”ซูเฉียนยังคิดจะต่อปากต่อคำอีก ทว่าซูว่านอิงรู้ดีว่าเขาเพียงแค่ต้องการจะแก้แค้นแทนตนนางเท่านั้น แต่เมื่อเห็นว่าฮั่วเหลียนเฉิงกำลังจะระเบิดอารมณ์โกรธออกมา นางจึงแอบเตะขาซูเฉียนเบาๆ ใต้โต๊ะ เป็นเชิงปรามให้เขาหยุดพูดได้แล้วการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างคนทั้งสองไม่อาจเล็ดลอดสายตาของฮั่วเหลียนเฉิงไปได้ ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าความสัมพันธ์ของพวกเขานั้นช่างลึกซึ้งและแนบแน่นเกินกว่าที่เขาคิดไว้มากนัก เขาพยายามข่มเพลิงโทสะที่ลุกโชนอยู่ในใจ แล้วผุดลุกขึ้นเดินจากไปอย่างเงียบๆพอฮั่วเหลียนเฉิงลุกออกไป บรรยากาศในการสนทนาก็ดูจะผ่อนคลายและเป็นกันเ







