LOGINฉินหร่วนเหอถอนหายใจออกมาให้ทุกคนได้ยิน“ล้วนเป็นสตรีเช่นกันทั้งนั้นสมควรเข้าอกเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน เดิมทีชื่อเสียงก็เป็นเรื่องที่สตรีพึงรักษา พลาดพลั้งแม้เพียงน้อยนั่นหมายถึงชีวิตทั้งชีวิต ตัวข้าเดิมทีก็ไม่ได้รั้งอยู่ในเมืองหลวง ทว่าทั้งหมดนั้นไม่ได้หมายความว่าข้าต้องทำตัวโง่งมยอมให้ผู้อื่นมาดีดลูกคิดบนศีรษะตัวเอง ยิ่งไม่ยอมให้ผู้ใดใช้ความสัมพันธ์กับท่านตาของข้าเป็นข้ออ้างให้ไต่เต้าขึ้นไปสู่อำนาจและชื่อเสียง ข้าไม่มีอำนาจจะไปกักขังผู้ใด ยิ่งไม่กล้าโอ้อวดว่ามีความสามารถถึงขั้นตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ อย่างเช่นการเลือกคนให้เดินทางมาเมืองหลวงด้วยกัน ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะผลจากการกระทำและการคิดคำนวณของคนที่มีอำนาจตัดสินใจ ดังนั้นหากกังขาก็ควรไปหาคนผู้นั้น มิใช่คิดจะโยนความผิดให้ข้าอย่างไรก็ได้ หากวันนี้ข่าวลือแพร่ออกไปจนทำลายชื่อเสียงของข้า แน่นอนว่าข้าย่อมต้องกราบทูลเพื่อขอความเมตตาจากฝ่าบาท ด้วยราชโองการฉบับนั้นทำให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าเป็นข้าเองที่ทำให้ศิษย์พี่ถูกกักขังเอาไว้ในสำนักปราชญ์”กล้ากังขาในราชโองการฝ่าบาท นั่นโทษไม่ใช่น้อยๆ เลย!!! อวี๋หรงหลันคลานเข้ามาหานาง “ศิษย์พี่ฉินข้าผิดไปแล
บรรยากาศในงานเลี้ยงอึดอัดเงียบงัน อวี๋หรงหลันคุกเข่าอยู่ที่กลางโถงงานเลี้ยง กล่าวคำสะอื้นคำท่าทางไม่ได้รับความเป็นธรรมน่าสงสาร“ตอนนั้นหม่อมฉันดีใจที่พี่เซี่ยยังมีชีวิตอยู่ ทั้งที่หม่อมฉันสิ้นหวังไปแล้วแท้ๆ ตอนที่เขาให้คนมารับไปยังสำนักปราชญ์จึงไม่แม้แต่จะลังเล รีบออกเดินทางไปหาเขาทันที ทว่าผู้ใดจะรู้ว่าการไปถึงของหม่อมฉันกลับทำให้ความสัมพันธ์ของศิษย์พี่ฉินกับพี่เซี่ยเปลี่ยนไป หม่อมฉันไม่ได้อยากเป็นต้นเหตุจึงบอกพี่เซี่ยว่าจะจากไปเงียบๆ หากแต่สัญญาหมั้นหมายเป็นบิดามารดาสองตระกูลให้คำมั่น พี่เซี่ยตัดสินใจรักษาคำมั่นของบิดามารดา ทว่ากลับต้องแลกมาซึ่งความสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้น หม่อมฉันเดินทางมาเมืองหลวงครั้งนี้ หวังเพียงว่าศิษย์พี่ฉินจะคลายความโกรธ หวังเพียงว่าท่านปราชญ์จะให้อภัยพี่เซี่ย”เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบด้านทุกคนมองไปยังฉินหร่วนเหอด้วยสายตาตำหนิ ทว่านางกลับรินชาและยกขึ้นจิบด้วยท่าทางนิ่งเฉย หยวนฮูหยินหันไปมองนางทว่านางเพียงยิ้มจากนั้นส่ายหน้าให้อีกฝ่าย ข้างๆ กันนั้นหยวนอวี้มีสีหน้าโกรธขึ้ง หากมิใช่เพราะฉินหร่วนเหอรั้งเอาไว้ดูแล้วอีกฝ่ายคงลุกคนมาด่าทอคนแล้วกระมัง“ที่แท้ก็มีเรื่องเช่นน
เซียวอวี้หลงเหลือบมองผู้เป็นอาเล็กน้อย “เสด็จอาทรงมั่นพระทัยหรือว่านางรับมือได้ วันนี้ไม่ได้มีเพียงสตรีแซ่อวี๋ผู้นั้นนะพ่ะย่ะค่ะ ยังมีคนตระกูลอู่ คนตระกูลซู รวมไปถึงฮองเฮา”เซียวเหยียนเฟิงหัวเราะเสียงเบา “เจ้าวางใจเถิด คนอย่างคุณหนูฉินผู้นี้นางมีนิสัยแตกต่างจากผู้อื่นอยู่อย่างหนึ่ง”“อะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”“ต่อให้มีคนอยากทะเลาะกับนางแต่หากนางไม่อยากทะเลาะด้วยเสียอย่าง สิ่งที่คนผู้นั้นทำได้ก็คือโมโหกับท่าทีของนางไปเองนั่นละ” เซียวอวี้หลงคล้ายเข้าใจแต่ก็คล้ายไม่เข้าใจ เซียวเหยียนเฟิงหัวเราะ “เข้าไปเถิดเจ้าจะเข้าใจเอง”ทั้งสองเดินนำเข้าไปในงานเลี้ยงและทักทายถวายพระพรฮองเฮา ที่นั่งจัดเอาไว้คนละฟากเพราะอย่างไรเสียฐานะของคนทั้งสองก็ถูกมองว่าอยู่คนละฝั่ง ฮองเฮาดูสงสัยกับการมาถึงพร้อมกันของคนทั้งหมด เซียวอวี้หลงเป็นคนกราบทูลว่าเพิ่งพบกันเมื่อครู่ที่ทางเข้าตำหนัก เช่นนี้จึงไม่มีใครสงสัยอะไรอีกรัชทายาทหนุ่มอดไม่ได้ที่จะสังเกตท่าทีของฉินหร่วนเหอ เขาไม่เข้าใจว่าเสด็จอาของตนชื่นชมอะไรในตัวสตรีนางนี้ เขายิ่งมองก็ยิ่งไม่เข้าใจ รูปโฉมพอดูได้ กิริยาออกจะเฉยชาและไม่จริงจัง สีหน้า...นางก็ทำได้ดีไม่มีสิ่งใด
...ดังนั้นจึงไม่มีใครสงสัยระแคะระคายเลยว่ารัชทายาทจะสนิทสนมกับเยียนอ๋อง เพราะคนนอกย่อมคิดว่าตระกูลหยวนจะต้องแค้นเคืองเขาอย่างแน่นอน เช่นกันกับศัตรูที่คิดว่าเขาคงต้องตายอยู่ที่แดนเหนือด้วยน้ำมือตระกูลหยวน“จะว่าไปข้ากับเจ้าเองก็คล้ายชะตาเล่นตลกเหลือเกิน ตอนที่เจ้าสูญเสียมารดาข้าเองก็สูญเสียอาจารย์ ปีที่เจ้าออกจากเมืองหลวงเพื่อไว้ทุกข์ข้าเองก็ต้องออกจากแดนเหนือเพื่อเสาะหายาแก้พิษ”!!! หรือว่าแม่ทัพหยวน...“แม่ทัพหยวนกับข้าล้วนถูกพิษ เขาไม่โชคดีเหมือนข้าที่รอดตายมาได้จนได้ลูกกลอนยอดโอสถ”นางอยากยื่นมือออกไปลูบหลังปลอบโยน แม้กระทั่งกุมมือของเขาให้แน่นเท่าที่จะแน่นได้ ทว่าที่นางทำได้คือยื่นมือออกไปคว้าจับแขนเสื้อของเขากุมเอาไว้ ขอบตาของนางร้อนผ่าวน้ำตาหยดหนึ่งค่อยๆ กลิ้งลงไปบนสองข้างแก้ม ความเศร้าปกคลุม ความสงสารจับหัวใจ “ท่านอ๋อง”อยู่ๆ เขาก็หันมามองนางจากนั้นหัวเราะออกมา “เจ้าสงสารข้าแล้วหรือ ข้าเพิ่งโกหกเจ้าก็เชื่อแล้ว? ตอนนี้แม่ทัพหยวนยังแข็งแรงดีเดินเหินแข็งแรงกว่าข้าอีก”นี่เรียกว่าโดนช็อตฟีลหรือเปล่านะ ความรู้สึกของนางถูกแทนที่ด้วยความโกรธ มือปล่อยแขนเสื้อของเขายกขึ้นปาดน้ำตาแรงๆ คว
เพิ่งสะดุ้งตื่นก็ได้ยินเสียงรินชาแผ่วเบา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของชาต้นฤดูใบไม้ผลิกระสาเข้าจมูกนางยังรู้สึกมึนๆ ตึงๆ งัวเงียตอนที่ลุกขึ้นมานั่งและมองไปรอบๆ เงาด้านหน้าของฉากกั้นของชายหนุ่มสะท้อนจากแสงของหน้าต่างฝั่งติดถนน หญิงสาวมองหาถงหลี่ฮวาแต่ก็ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียง“ตื่นแล้วก็ล้างหน้าเสียหน่อย น้ำน่าจะยังอุ่นอยู่วางอยู่ข้างเตียง ล้างหน้าแล้วก็ออกมากินอะไรเสียหน่อย” แน่นอนว่านั่นคือเสียงของเซียวเหยียนเฟิง นางทำตามจากนั้นเดินออกมาไปนั่งลงฝั่งตรงกันข้ามกับเขา“ท่านอ๋องเสด็จมานานแล้วหรือเพคะ”เขาวางจอกชาลงตรงหน้านาง “สักครู่แล้ว”นางจิบชาจากนั้นหยิบตะเกียบเพราะรู้สึกหิว กับข้าวทั้งหมดยังคงอุ่นอยู่ ทุกอย่างล้วนทำส่งเข้ามาใหม่ไม่ใช่กับข้าวที่นางสั่งเข้ามาก่อนหน้านี้ “คุณชายแปดสวีผู้นั้นท่านอ๋องทรงรู้จักหรือไม่เพคะ”“หมายถึงสวีเจิ้งซี? รู้จักสิ เคยพบสองสามครั้ง นับเป็น...คนไม่เลว”“ไม่เลว?”เขาพยักหน้า “อย่างน้อยเขาก็ดูแตกต่างจากคนตระกูลสวีสายหลัก น่าเสียดายหากตระกูลสวีสายหลักเห็นคุณค่าของเขา ไม่แน่ว่าการกอบกู้หน้าตาของตระกูลสวีสายหลักอาจจะยังมีความหวัง แม้ไม่อาจเทียบเคียงเศษเสี้ยวของของท่าน
เคยหรือไม่...ในเมื่อคิดจะชอบใครสักคน เช่นนี้แล้วก็อยากจะชอบให้หมดใจจนไม่ทำให้ตัวเองรู้สึกเสียใจในภายหลังฉินหร่วนเหอเก็บตัวเงียบงันหลังกลับจากตำหนักอิ่นสือ เรื่องที่เกิดขึ้นแน่นอนย่อมถูกปิดเงียบ เยียนอ๋องถูกลอบสังหารเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ คนตายมากมายในป่าสน กลิ่นคาวเลือดที่ถูกกลบฝัง ความหวาดหวั่นในใจที่ยังคงชัดเจน นางเคยฝันร้ายนึกถึงคนที่ถูกสังหาร คนผู้นั้นอาจจะเป็นบุตรชาย เป็นบิดา เป็นพี่ชาย เป็นน้องชาย เป็นสามีของใครสักคน คนที่รออยู่จะล่วงรู้หรือไม่ว่าคนเหล่านั้นจะไม่มีวันได้กลับไปแล้ว...เพราะฝันร้ายจึงนอนไม่หลับ เพราะนอนไม่หลับสุขภาพจึงย่ำแย่ ถึงอย่างนั้นยาเทียบแล้วเทียบเล่าผ่านไปสามวันหลังกลับจวนอาการนอนไม่หลับก็ยังคงไม่ดีขึ้น ไม่มีใครล่วงรู้ดีไปกว่านางว่านี่คืออาการป่วยทางใจ นางกำลังรู้สึกผิด... แม้ไม่ได้เป็นคนลงมือสังหาร แต่หนึ่งในคนที่ตายนางเองก็มีส่วนร่วมทำให้เขาตาย แม้อีกฝ่ายเป็นนักฆ่าแต่นั่นก็คือคนที่มีเลือดเนื้อมีชีวิต ในใจรู้ดีว่าคนหลายคนไม่มีทางเลือก บางคนอาจไม่ได้เต็มใจเข่นฆ่าสังหาร จะด้วยถูกบังคับ จะด้วยคำสั่ง หรืออะไรก็ตาม คนเหล่านั้นล้วนไม่ต่างไปจากนางที่ถูกม้วนเ







