LOGINเป็นเช้าวันใหม่ ชายหนุ่มปวดเมื่อยแต่รู้สึกตัวเบาชอบกล ธนาบิดขี้เกียจสุดแรง ปั๊ก! โครม!
“โอ๊ย! อะไรเนี่ย?!”
ชายหนุ่มลุกพรวดขึ้นนั่ง สลัดมือไปมาเพราะบิดแรงแล้วกำมือฟาดลงที่พื้น ส่วนเสียงโครมที่ปลายเท้ามีพัดลมล้มลงกองกับพื้น ใบพัดและหน้ากากกระจาย และหยุดหมุนไป
“ที่ไหนวะ”
ชายหนุ่มงงเป็นไก่ตาแตก เขาพบว่าสวมแค่กางเกงในตัวเดียวนอนบนฟูกแบนๆ ห่มผ้าห่มดูเก่า ในห้องคับแคบ พื้นปูเสื่อน้ำมันลายพื้นไม้สีน้ำตาล ในห้องไม่มีใครเลย มองสำรวจเห็นโทรศัพท์มือถือราคาหลายหมื่น กับนาฬิกาของขวัญวันเกิดจากแม่ค่อยโล่งใจหน่อย
ธนาคิดทบทวน ไม่รู้ตัวว่ามาที่นี่ได้ยังไง แต่รู้สึกได้ว่าเขาได้นอนกับหญิงสาวคนหนึ่ง ไม่ใช่ความฝัน ร่างกายเขามันฟ้อง มีรอยจ้ำแดงบนหน้าอกหลายจุด
“ไม่ใช่หรอกน่า”
บ่นพึมพำคนเดียว หันไปตามเสียงเปิดประตูเบาๆ และป๋องแป้งแทรกตัวเข้ามา เธอตกใจที่เห็นเขาตื่น ส่วนชายหนุ่มดึงผ้าห่มคลุมช่วงล่างเอาไว้
“อ้าว ‘น้องหมอ’ ตื่นแล้วหรือคะ”
“น้องหมอจ๋า” น้ำเสียงพี่ป๋องแป้งช่างคล้ายที่ได้ยินเมื่อคืน ธนาส่ายหน้าเบาๆ เพราะไม่อยากคิดถึงมัน เขาเพ่งมองไปที่ป๋องแป้ง เธอทำหน้านิ่งดูไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เขาถามเธอด้วยน้ำเสียงเครียด
“ใครพาผมมาที่นี่ แล้วนี่ห้องใครหรือครับ ใครแก้ผ้าผม? ”
ป๋องแป้งยิ้มหวานเขาเคยเห็นเธอยิ้มแบบนี้มาหลายครั้งแต่ครั้งนี้ต่างออกไป หรือเพราะเขาสังเกตเธอมากขึ้น
“น้องหมอหลับไป พี่กับเดชาไม่รู้ว่าบ้านเราอยู่ไหน เลยพามาไว้ที่ห้องบุษก่อน ที่เปลือยนี่เพราะเธออ้วกเลอะเทอะ พี่เลยต้องเอาเสื้อผ้าไปซักให้ มันยังไม่แห้งพี่เลยใส่ถุงให้ ใส่ชุดเดชาก่อนนะคะ” เธอยื่นเสื้อผ้าให้ ก่อนเดินไปจับพัดลมตั้งขึ้น หลุดขนาดนี้ต้องเอาไปซ่อมที่ร้านแน่เลย
“แล้วเมื่อคืนพี่บุษอยู่ไหนครับ? ” ถามหลังใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยชายหนุ่มเอาแต่คิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้
“เมื่อคืนบุษไม่ได้กลับมาจ้ะ นายหัวพากลับวิลล่าด้วย”
ธนารู้สึกราวกับว่าสายฟ้าฟาดกลางศีรษะ มึนชาไปทั้งตัว
“ผู้หญิงคนเมื่อคืนไม่ใช่พี่บุษ!”
‘เขารู้ตัวเหรอ’ ป๋องแป้งหน้าถอดสี หัวใจของเธอเต้นแรง ราวกับจะทะลุออกจากหน้าอก และพยายามควบคุมท่าทางเอาไว้อย่างถึงที่สุด
“เมื่อคืนหลังเช็ดตัวให้น้องหมอพี่ก็ออกไป”
“ไม่จริง! อย่ามาโกหก ทำไมผมจะจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
ธนาใช้น้ำเสียงแทบจะตวาด สายตาเขาที่มองหญิงสาวทั้งโกรธและตำหนิ ถึงภาพจะเลือนราง แต่จำได้ว่าทำอะไรลงไป ปิองแป้งตกใจ ละอายใจเหลือเกิน และไม่อยากให้เขาเกลียดเธอ
“ก็เธอเมาไม่ได้สติแล้วมาปล้ำพี่ พี่เองพยายามขัดขืนแล้ว ถึงจะเมาก็เถอะใครจะไปสู้แรงเธอไหว...แต่พี่ไม่เอาเรื่องอะไร ให้มันจบและเป็นความลับแค่เราสองคน”
เธอใส่ร้ายเขา เป็นการกระทำที่น่าละอาย แต่ตอนนี้อายที่จะยอมรับว่าตัวเองอารมณ์เปลี่ยวมากกว่า
“ฮะ! ผมปล้ำเหรอ งั้นรอยจูบตามเนื้อตัวผมนี่อะไร?! ”
“เอ่อ มันเกิดขึ้นหลังครั้งแรก ครั้งต่อๆ มาพี่เต็มใจ ขอร้องเถอะนะช่วยลืมไปได้ไหม?” อ้อนวอนโดยหลบสายตาเขา ชีวิตที่ผ่านมาเผชิญความอับอายมาหลายครั้ง นี่ก็เป็นอีกหนที่ป๋องแป้งอยากแทรกแผ่นดินหนี เธอไม่ได้ดื่มด้วยซ้ำแต่หน้ามืดไปเพราะความโดดเดี่ยว ธนานิ่งไปอย่างใช้ความคิด ‘ให้ลืม’ ให้เป็น ‘ความลับ’ ทั้งที่เขาเป็นฝ่ายผิดงั้นหรือ? เขามั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่คนหื่นกามที่เอาแต่คิดถึงเรื่องอย่างว่า เคยเมาและไปค้างบ้านเพื่อน จำได้ว่าคืนนั้นหลับเป็นตาย ทั้งที่กอดเพื่อนหญิงทั้งคืน แต่ไม่เคยทำอะไรเกินเลย
“ผมว่าผมไม่มีทางปล้ำพี่ก่อนแน่!”
“พี่แป้งน้องเขาแต่งตัวเสร็จยัง ผมจะไปส่ง?!” เดชาเดินเข้ามาในห้องแล้วหน้าเสียเมื่อเห็นสภาพธนา และได้ยินที่ชายหนุ่มพูด แม้ทั้งสองปรับสีหน้าไม่ให้มีพิรุธ แต่กลบไม่มิด
“ใส่เสื้อผ้าเสร็จแล้วไปกลับเลยไหมครับผมจะไปส่ง” เดชาตั้งท่ารีบออกไป
“ไม่ต้องไปส่งผมกลับเองได้”
บอกแล้วลุกเดินพรวดออกไป ปกติน้องชายของเอวาจะยิ้มสดใสและทำตัวน่ารัก ครั้นมองที่ป๋องแป้งก็ดูเลิ่กลั่กแปลกๆ เสียงหวีดร้องน่าขนลุกท่ามกลางสายฝนเมื่อคืนคงเป็นคู่นี้สินะ เดชาอมยิ้มน้อยๆ เขินแทนทั้งคู่ นั่นทำให้ธนายิ่งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
“ขอบคุณสักนิดก็ไม่มีเล้ย!” เดชาบ่นตามหลัง หันไปทางป๋องแป้งแต่ไม่ได้รับความสนใจ สีหน้าตึงและน้ำเสียงแข็งกระด้างของธนาเป็นความผิดปกติ ที่เดชารู้สึกได้
บนผืนทรายขาวสะอาด ชายหญิงนอนกอดกันหลับสนิทห่างน้ำทะเลหลายสิบเมตร เพราะเป็นช่วงน้ำลง เมื่อคืนนี้ทันทีที่เรือคว่ำครอบตัวเมธาวีจับเรือแน่นกอดบุษรินทร์และดำน้ำให้จมดิ่งลงไปก่อน เพราะถ้าลอยตัวขึ้นไวจะเสี่ยงถูกยิง เลวร้ายกว่านั้น มันอาจจะระเบิดเรือก็ได้
กลั้นหายใจเพียงนาทีเศษหญิงสาวก็ดูจะไม่ไหว เขาจูบเธอเพื่อแบ่งออกซิเจนให้กันและกันยื้อเวลาเท่าที่จะทำได้ ก่อนปล่อยให้เสื้อชูชีพพาลอยตัวขึ้นและบังคับเธอไปใต้เรือที่ลอยเหนือน้ำ ส่วนเว้าของเรือทำให้ทั้งคู่ได้หายใจหายคอ คลื่นจากเรือคนร้ายซัดเรือที่ลอยคว่ำเหนือผิวน้ำให้โคลงไป เขาพาเธอมุดอีกครั้ง รอคลื่นสงบจึงพาเธอปีนขึ้นท้องเรืออย่างทุลักทุเล
บุษรินทร์กลัวจนร้องไห้และเขาปลอบโยนเธอ ผูกสายเสื้อชูชีพติดกันไว้ ไม่ให้แยกจากกัน เพียงไม่ถึงชั่วโมงฝนก็กระหน่ำคลื่นลมแรงซัดเรือจนทั้งคู่ตกลงน้ำ ไม่อาจคว้าเรือไว้ได้ เพราะฝนกระหน่ำบดบังการมองเห็น คลื่นสูงกลางทะเลโยกโยนเธอกับเขาให้ลอยไปอย่างไร้ทิศทาง คราที่ทุกอย่างสงบก็ทำได้เพียงถนอมเรี่ยวแรงเอาไว้เพราะไม่รู้ว่าจะต้องลอยคอนานแค่ไหน ท่ามกลางความมืดเธอกับเขาถูกคลื่นซัดขึ้นฝั่งหลังลอยคอเกือบห้าชั่วโมง เมธาวีพาหญิงสาวขึ้นจากน้ำบนหาดทรายแคบๆ และมีต้นไม้รกทึบดำทะมึนอยู่ไม่ไกล มั่นใจว่าปลอดภัยจากน้ำจึงนอนพักเอาแรง
“บุษรินทร์ คุณ! คุณเป็นอะไรไหม?!” เขาเขย่าปลุกคนตัวเล็ก แนบหูเข้าที่อกข้างซ้ายหัวใจเธอยังเต้นปกติ
“อืม คุณมาร์ก” บุษรินทร์หรี่ตาขึ้นทีละน้อย พบว่าแสงแดดสว่างจ้ามาก รอยยิ้มโล่งใจของเขา แทนความรู้สึกเธอเช่นกัน
"ขอบคุณพระเจ้าที่คุณไม่เป็นอะไร” วงแขนแกร่งโอบกอดหญิงสาวเอาไว้ราวกับหวงแหนเท่าชีวิต เหตุการณ์นี้ทำให้ได้รู้ว่าเขาห่วงบุษรินทร์ ยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง ดีใจที่เขาและเธอรอดชีวิต
“ฉันดีใจที่คุณไม่เป็นอะไรเหมือนกัน” เธอพูดอู้อี้ในอ้อมกอดแสนอบอุ่น ซึมซับความห่วงใยซึ่งกัน
"คุณเจ็บตรงไหนไหม? " เขาดันเธอออกห่าง มองสำรวจตามเนื้อตัว
"ไม่ค่ะ คุณละคะเป็นอะไรหรือเปล่า? "
"ไม่เป็นอะไรเลย" ตอบแล้วจับประคองที่แก้มของเธอ รอยยิ้มโล่งใจ และท่าทางห่วงใยทั้งหมด เป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็น เขากำลังทำให้เธอหวั่นไหวที่สุด
“ที่นี่ที่ไหนหรือคะคุณมาร์ก? ” ชายหนุ่มมองไปรอบๆ มีขยะสารพัดถูกคลื่นชัดขึ้นฝั่งที่นี่ หาดทรายแคบเนื้อที่ไม่ถึงสิบไร่ติดกับเขาสูงชัน ต้นมะพร้าวสูงหลายต้นโน้มเอนเข้าหาทะเล
"น่าจะเป็นอีกด้านของเกาะหมู่บ้านประมง ฝั่งนี้ชายหาดแคบหน้ามรสุมคลื่นลมแรงก็เลยไม่มีคนอาศัย เราอยู่ที่นี่ไปก่อน วันนี้อาจจะมีชาวประมงออกเรือมา"
“มีโอกาสจริงๆ ใช่ไหมคะ” เธอถามรบเร้าด้วยทีท่ากังวลใจ
“มันก็คาดเดาไม่ได้นะ เดี่ยวเราขึ้นไปบนนั้นก่อนเถอะ”
ผ่านไปหลายวันในบ้านหลังใหญ่ เธอเปิดใจมากขึ้น เมธาวีเริ่มติดต่อหามารดาแนะนำให้รู้จักกับสะใภ้ คุณแม่แองจี้ยังสาวยังสวย จนแทบไม่อยากเชื่อว่าอายุมากกว่าสี่สิบปีแล้ว แต่ที่สัมผัสได้คือนางใจดี มีความเป็นกันเอง แองจี้ตื่นเต้นที่จะมีหลานคนแรก และจะรีบหาโอกาสมาเยี่ยมลูกชายกับบุษรินทร์สองสัปดาห์ต่อมาบุษรินทร์เข้าครัวทำอาหารเอง โดยมีแม่บ้านสาวใหญ่คอยสอนให้ เมธาวีไว้ใจว่าเธอจะไม่หนีไปไหน จึงทิ้งเธอไว้บ้านกับสาวใช้ และออกไปดูงานบ้าง กลับมาถึงบ้านก็เดินเข้าไปกอดเมียที่รักก่อนทำอย่างอื่น ชวนเธออาบน้ำเพราะเป็นทางเดียวที่จะได้สัมผัสกายเปลือยเปล่าบุษรินทร์แกล้งทำไม่สนใจกับความเป็นชายผงาดโชว์ตอนอาบน้ำทุกวัน นิ่งและอดทนกับการเสียดสีในอ่างอาบน้ำ นับวันเขายิ่งเบียดเสียดและสัมผัสเธอมากขึ้น เมื่อปลุกอารมณ์ขึ้นมาเอง เธอก็ปล่อยให้เขาแทบก้าวขาออกจากห้องน้ำไม่ได้ เป็นแบบนี้อยู่หลายวัน“ฉันออกไปก่อนก็ได้นะคะ ไม่ต้องอุ้มหรอก” เธอหันไปบอกพลางมองต่ำลงไปที่หว่างขาแล้วยิ้มเหมือนกับสะใจ ที่ปล่อยให้เขาอยู่ในสภาพแข็งตั้งลำอยู่อย่างนั้น“อืมๆ ” เมธาวีพยักหน้า แต่ข้างในอดเคืองไม่ได้ ‘ท่องเอาไว้ เมียคือที่สุด น่ารักที่ส
อาการของบุษรินทร์ดีขึ้นหลังรักษาตัวได้สี่วัน แต่เมธาวีไม่ยอมให้เธอออกจากโรงพยาบาล จนกว่าจะแน่ใจว่าเธอและลูกจะปลอดภัย เมื่อครบกำหนดเขาทำเรื่องชำระค่ารักษา และอุ้มขึ้นรถตู้อย่างระมัดระวัง “คุณจะพาฉันไปไหนคุณมาร์ก? ” “กลับภูเก็ต” “บ้าหรือไง จอดรถเดี๋ยวนี้นะ” เธอจะขยับตัวแต่ถูกกอดรัดแน่น“ไว้จอดตอนถึงสนามบินนะ อย่าดิ้นสิเดี๋ยวกระทบกระเทือนถึงลูก นอนนิ่งๆ ไว้นะคนดี” “คนบ้า คุณอย่ามาทำกับฉันแบบนี้นะ” เธอได้แต่โกรธเขาเอาลูกมาขู่และคุณหมอก็บอกให้ระมัดระวังเรื่องนี้จริงๆ เธอถูกพามาขึ้นเครื่องบินเล็กส่วนตัว เขาอุ้มเธอไว้ในวงแขนโดยขู่ไม่ให้ดิ้น แม้จะขยับตัวก็ไม่ได้ จึงรู้ว่าเปล่าประโยชน์ที่จะขัดขืน เธอหลับไประหว่างเดินทาง คงเพราะยาที่กินทำให้ง่วงนอน ตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองนอนบนเตียงกว้างแล้ว ไม่ใช่วิลล่ากลางน้ำ เพราะในห้องเงียบเฉียบไม่มีเสียงคลื่นลมบุษรินทร์ลุกขึ้นยืนบนพื้นพรมนุ่ม ห้องนี้โทนสีครีมดูสว่าง และกว้างขวางมาก เตียงหลังใหญ่ และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นหรูหรา อย่างกับบ้านเศรษฐีที่เคยดูในละคร เธอเดินไปที่หน้าต่างมองลงไปรอบตัวบ้าน ด้านล่างเป็นสวนกว้าง หญ้าเขียวขจี มีต้นไม้ตามทางเดินร่ม
คำตอบของเขาทำให้เอวาถึงกับอึ้งไป และเธอกลับโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เบลล่าไม่ใช่คนใจร้าย รักพี่ชายมากและคงรักหลานไม่แพ้กัน ส่วนเธอก็เหมือนได้ปลดปล่อยจากสิ่งที่ค้างคาใจมานาน มีความลับบางอย่างที่บอกเมธาวีไม่ได้ และไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรมาเกือบครึ่งปีแล้ว “ดีใจด้วยนะคะพี่มาร์ก” เมื่อรู้ว่าเขามีคนอื่นที่รักมากและกำลังจะเป็นครอบครัวจึงทำให้ยิ้มออกมา และโผเข้ากอดเขาแน่น เมธาวีลูบที่หลังหญิงสาวเบาๆ “พี่ขอโทษนะ” “ไม่ต้องขอโทษค่ะ เอวาซะอีกที่ต้องขอโทษ ที่ทำให้พี่รู้สึกผิด ทั้งที่เอวาเองก็มีคนอื่นแล้ว” เขาจับเธอผละจากตัว ยิ้มดีใจที่ไม่ได้ทำร้ายจิตใจเพื่อนน้องสาว“จริงเหรอเอวา? ”“จริงค่ะ เอวาบอกไม่ได้ และมันอึดอัดมากที่ต้องทำตัวใสซื่อ เป็นแฟนใจดี ปล่อยให้พี่มีผู้หญิงคนอื่น ตอนนี้เอวาดีใจมากที่รู้ว่าพี่เจอคนที่ใช่แล้ว” เมธาวีคว้าตัวหญิงสาวเข้ามากอด ขอบคุณที่ทางออกในตอนนี้ไม่มีใครเจ็บปวด อีกทั้งคนฆ่าบิดาได้รับผลกรรมตายตกไปตามกัน โดยที่เขาไม่ได้ลงมือเอง บุษรินทร์ขยับมือขวา และรู้สึกว่ามีมือใครบางคนเกาะกุมเอาไว้ จึงค่อยๆ เปิดเปลือกตามองไปที่ข้างเตียง เห็นเมธาวีหลับฟุบอยู่ตรงนั้น มือซ้ายของเธอมีสาย
“แจ๊คกี้ กลับรถตามคันนั้นไปเร็ว” ต้องตามติดเธอไม่ให้คลาดสายตา และไม่สนว่านายวิโรจน์จะรู้ตัว ในขณะที่ตำรวจประสานกำลังสกัดแทนการไล่ติดตาม และไม่สามารถแจ้งเมธาวีได้ทัน ภายในรถตึงเครียด บุษรินทร์ทำได้เพียงร้องไห้เงียบๆ และรับฟังเสียงสบถด่าของนายวิโรจน์ ความเร็วของรถมากกว่าร้อยหกสิบและทยานขึ้นไปเกือบจะสองร้อย แต่เจ้าสัวใจโฉดยังคงสั่งเพิ่มความเร็ว อีกเธอรู้สึกเหมือนจะหัวใจวายเสียก่อนถูกยิงตาย ความเร็วของรถผ่อนลงเล็กน้อยตอนเข้าโค้งและขับฝ่าไฟแดง จนรถคันอื่นเบรกกะทันหัน เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนไปหลายคัน “นายหัวผมขับเร็วกว่านี้ไม่ได้แล้วครับ มันอันตรายเกินไป”“งั้นนายจอดแล้วรีบลงมา” “ไม่ได้นะครับ ถ้าเราเกิดอุบัติเหตุก็ตามรถนายวิโรจน์ไม่ได้อยู่ดี” อุบัติเหตุตลอดทางทำให้การติดตามล่าช้า แต่แจ๊คกี้พยายามอย่างสุดความสามารถ“บุษรินทร์ คุณต้องปลอดภัยนะ” เมธาวีตกอยู่ในสภาพทำอะไรไม่ได้ ใช้ความเร็วในการติดตามขนาดนี้ยังไม่ทัน แล้วแบบนี้บุษรินทร์จะปลอดภัยหรือ แม้แต่ตำรวจที่คอยสกัดก็ยังหยุดรถคันนั้นไม่ได้ ‘ขอพระเจ้าโปรดคุ้มครองเธอเพื่อลูก ลูกผิดไปแล้วที่ไม่ชัดเจนต่อความรู้สึก ลูกผิดไปแล้วที่ไม่ปกป้อง
“โอ๊ย! ช่วยด้วยค่ะ ใครก็ได้ช่วยที ฉันอยู่ที่เซฟเฮ้าส์ของเจ้าสัววิโรจน์ที่คลองหลวง จังหวัดปทุมธานีนะคะ! ” เธอโอดโอยและร้องเสียงดัง หวังว่าชาวโซเชียลจะช่วยได้ ซึ่งเป็นอย่างที่หวัง หลายคนแจ้งตำรวจตั้งแต่เริ่มมีเสียงทะเลาะ เมธาวีเองก็โทร.แจ้งสารวัตรสัญชัยตำรวจเจ้าของคดีของบิดาตั้งแต่ออกรถเช่นเดียวกัน“ฮ่าๆ ถึงกับบอกที่อยู่เหรอ ใครจะมาช่วยเธอ เทวดาเหรอ น่าเสียดายนะ ว่าคงไม่มีใครได้ยินเธอหรอก” วิโรจน์กระซิบข้างหู และมันทำให้เธอรู้สึกขยะแขยงเหลือเกิน กลิ่นน้ำหอมของเขามันเหม็นจนทนไม่ไหว เธอพยายามดิ้นรนจากวงแขนก็ไม่เป็นผล นายวิโรจน์เหวี่ยงคนตัวเล็กลงที่เตียงแล้วนั่งลงกระชากขาเธอเข้า กระโดดคร่อมเขาไว้“ไม่อย่านะ ปล่อยฉัน พี่ปราบช่วยด้วย! ”“ไม่มีใครช่วยเธอได้หรอก ก่อนตายเธอก็ต้องเป็นของฉัน” “ไม่!” เจ้าสัวกระชากเสื้อสูทเธอออก ดีเหลือเกินที่มันหนาและไม่ขาดง่าย วิโรจน์เลยเปลี่ยนมาจับข้อมือทั้งสองของหญิงสาวเอาไว้แล้วโน้มหน้าเข้าหาแต่ไม่ทันสัมผัสเนื้อตัว หญิงสาวก็สุดกลั้นด้วยอาการแพ้ท้องหนัก และเหม็นน้ำหอมนายวิโรจน์จึงตะแคงหน้าอาเจียนลงที่เตียง ทำให้วิโรจน์ถึงกับชะงัก “รังเกียจมากนักหรือ เธอไม่ม
บุษรินทร์เก็บมือถือในกระเป๋าสูท เสียงเคาะเรียกนอกห้องดังขึ้นเรื่อยๆ “ยังไม่เสร็จเลยค่ะเจ้าสัว รอบุษก่อนนะคะ” เธอร้องบอกพลางมองรอบๆ ว่าพอมีอะไรป้องกันตัวได้บ้าง แล้วถ้าเปิดออกไปปืนจ่อหัวเล่า จากจังหวะเคาะประตู รู้เลยว่าวิโรจน์ไม่สบอารมณ์เอามากๆ “คิดจะถ่วงเวลาเหรอ ยังไงคืนนี้เธอไม่รอดหรอก! ”น้ำเสียงของวิโรจน์แฝงความเข่นเขี้ยวหมายข่มขู่ เมื่อแน่ใจว่าหญิงสาวจงใจหลบในห้องน้ำ จากข่มใจจะค่อยๆ หลอกล่อ ชักจะมีโมโห และควบคุมอารมณ์ไม่ได้ โดยเฉพาะภาพในวงจรปิดที่เห็นว่าบุษรินทร์ทำอะไรบ้าง จนในที่สุดก็เกิดเรื่องแจ้งความ และตำรวจเข้าไปช่วยเมริกาออกมาได้ รู้อย่างนี้เขาฆ่าเมริกา และข่มขืนบุษรินทร์ให้ย่อยยับแต่แรกดีกว่า “ถ้าไม่ออกมาดีๆ ฉันจะพังประตูเข้าไปแล้วนะ ใครอยู่ข้างนอกบ้าง เข้ามางัดลูกบิดให้กูเดียวนี้! ” เจ้าสัววิโรจน์ออกคำสั่งร้องเรียกลูกน้อง น้ำเสียงกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังกลายร่างจากชายสูงวัยใจดีเป็นปีศาจ บุษรินทร์ใจเต้นแรง ตกใจกลัวจนถึงกับคิดอะไรไม่ออก นอกจากความกังวลว่าปราบดาคนเดียวจะช่วยเธอได้ไหม ประตูถูกเคาะแรงขึ้นและคนด้านนอกจับลูกบิดหมุนเพื่อพยายามเปิด เธอจ้องไปอ่างล้างหน้า ซ







![เซ็กส์ในห้องสีดำ [PWP] - (SM) - [NC30+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)