LOGINเมธาวีเดินนำขึ้นไปใต้ร่มไม้ชายขอบป่า ทางขึ้นเป็นโขดหิน ทำให้เขาแยกสีได้ว่าน้ำทะเลขึ้นสูงสุดที่จุดไหน แน่นอนว่าใต้ร่มหูกวางใบดกหนามีร่มเงาที่เหมาะแก่การพัก และเป็นจุดปลอดภัยจากระดับน้ำ นายหัวหนุ่มเดินขึ้นไปหักกิ่งไม้มาปูแทนเสื่อ ท่าทางบุษรินทร์ดูอิดโรยจนน่าเป็นห่วง
“คุณนั่งพักก่อนนะ” “แล้วคุณจะไปไหนคะ? ”
“ไปเก็บขยะ ดูว่ามีอะไรพอใช้ได้บ้าง”
ตอบพลางถอดเสื้อชูชีพของตัวเองวางให้เธอหนุน ถอดเสื้อกับกางเกงเปียกพาดตากไว้บนโขดหิน เหลือเพียงบ็อกเซอร์ตัวเดียวเดินลงไปที่ชายหาดเก็บขยะที่ถูกซัดขึ้นฝั่ง ซากอวนเก่า กระสอบปุ๋ยขวดแก้ว แม้แต่สมุดหนังสือ เศษไม้ที่น่าจะเป็นชิ้นส่วนเรือแตก บุษรินทร์มองดูเขาเดินกลับไปกลับมาพร้อมหิ้วของเต็มไม้เต็มมือ แต่เธอรู้สึกมึนศีรษะ เมื่อคืนทั้งแช่น้ำทั้งตากฝน คนอ่อนแอและป่วยง่ายอย่างเธอไม่น่ารอด
เพล้ง! เสียงทุบแก้วดังขึ้นหลายครั้งทำหญิงสาวสะดุ้งตื่น เห็นว่าเหนือตัวเธอมีกระสอบปุ๋ยที่ถูกผูกยึดอย่างแน่นหนา เป็นหลังคาบังแดดให้อีก หันไปตามเสียงแตก เห็นเมธาวีกำลังใช้ก้อนหินทุบขวดแก้วสองขวดจนเหลือแต่ก้นขวด เป็นลักษณะมีทั้งด้านนูนและอีกด้านเว้า
“คุณมาร์กทำอะไรคะ” เธอลุกขึ้นมาในสภาพงัวเงีย รู้สึกว่ามีอะไรหนักอึ้งอยู่บนหัว และยังครั่นเนื้อครั่นตัวมาก
“ขอโทษทีนะที่ทำคุณตื่น ผมกำลังจะจุดไฟก่อนที่แสงอาทิตย์จะอ่อนน่ะ”
เขาหันมาบอกพร้อมกับฉีกกระดาษออกมาหนึ่งใบวางไว้บนโขดหิน ก่อนจะเอาก้นขวดด้านเว้ามาประกบกัน แสงแดดสาดจากดวงอาทิตย์โดยตรงส่องผ่านก้นขวดนูนทั้งสองด้านเกิดจุดรวมแสงเล็กลงที่แผ่นกระดาษ เพียงไม่ถึงสองนาทีก็มีควันไฟ ชายหนุ่มยังคงถือแก้วให้แสงจี้ลงจุดเดิม พลางใช้อีกมือควานจับหญ้าแห้งที่เตรียมมาวางทับลงที่กลุ่มควัน เขาวางแก้วลงแล้วก้มลงเป่าจนไฟลุกโชน บุษรินทร์ตื่นตาตื่นใจกับการจุดไฟของชายหนุ่ม ถ้าเธออยู่คนเดียวคงได้ใช้ก้อนหินเคาะกันจนปวดมือแน่ๆ
“สุดยอดไปเลยค่ะคุณมาร์ก แค่กๆ ” เอ่ยชมเขาแล้วก็ไออย่างอ่อนเพลีย
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” เขาถามขณะที่จับฟืนสุมไฟให้ลุกโชน
“ฉันปวดหัวแล้วก็เพลียๆ คงเพราะโดนฝน และแช่น้ำนานเกินไปค่ะ”
เธอเอนตัวลงนอนอีกครั้ง ด้วยท่วงท่าอิดโรย ทำให้ชายหนุ่มเป็นห่วง พอมั่นใจว่าไฟติดแล้วจึงเดินเข้าไปจับมือเธอรู้สึกถึงไอร้อนรุม เมื่ออังหลังมือที่หน้าผากตรงจุดนี้ร้อนยิ่งกว่า
“คุณใส่เสื้อเปียกนะสิ”
เขาน้ำเสียงตึงแสดงออกซึ่งความเครียด เพราะที่นี่ไม่มียาลดไข้และไม่มีน้ำจืด ตั้งใจจะปีนเอาลูกมะพร้าวให้ดื่ม ก็กลัวจะทำให้ไข้ขึ้น ก่อนอื่นต้องเปลี่ยนชุดให้หญิงสาว เสื้อของเขาน่าจะแห้งพอให้เธอใส่ก่อนได้
“ดะ เดี๋ยวค่ะ คุณจะทำอะไร” มือน้อยคว้าจับชายเสื้อตัวเองเอาไว้ ไม่ให้ถูกเขาถลก
“เปลี่ยนเสื้อให้คุณไง เดี๋ยวเอาเสื้อผมมาใส่ให้” เขายังคงจับเลิกขึ้น
“ฉันถอดเองค่ะ! ” เธอขัดขืน
“นี่คุณ ผมจะถอดให้ ทั้งเสื้อทั้งกางเกง ลืมหรือเปล่าว่าผมเห็นมาแล้วทั้งหมด”
“ได้ แต่บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่สบายจริงๆ และทำอย่าง เอ่อ ทำอย่างว่ากับคุณไม่ไหว”
แววตาเธอวูบไหวเมื่อเขายิ้มสบตาขณะกำลังพูด
“คุณคิดไปถึงไหนแล้วเนี่ย ผมยังไม่มีอารมณ์หรอกน่า”
เมธาวียกมือขึ้นบิดปลายคางหญิงสาวด้วยมันเขี้ยว ที่บอกว่าใกล้เธอแล้วคิดแต่เรื่องนั้นเป็นความจริง แต่ในตอนนี้กำลังติดเกาะ และเธอป่วยใครจะรังแกได้ลง
เมื่อคนตัวเล็กยอมให้ถอดเขาก็จัดการอย่างช้าๆ รู้ว่าเธอเขินอายเพราะเป็นตอนกลางวันแสกๆ ในที่โล่งแจ้ง รูปร่างของบุษรินทร์ขาวผ่อง ตอนนี้แดงซ่านไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะพิษไข้หรือว่าเขินเขากันแน่
“รีบๆ สิคะ ฉันโป๊อยู่นะ” เธอดุเขาเบาๆ ขณะกอดอก และไขว้ขาปกปิดส่วนสงวน
“ฮึ” “ยังมาขำฉันอีกนะคะ!” “ไม่ขำ แต่คุณน่ารักดี” เขายิ้มเหมือนพอใจที่ได้แกล้งให้เธอเปลือย แล้วจึงลุกขึ้นไปหยิบเสื้อเชิ้ตของตัวเองมาสวมให้ ผู้หญิงในชุดเสื้อเชิ้ตผู้ชาย เป็นอะไรที่เซ็กซี่มาก โดยเฉพาะคนสวยน่ารักอย่างบุษรินทร์
“หิวไหม? ” “ก็ หิวค่ะ” ตอนนี้ปาเข้าไปบ่ายสองโมงกว่าแล้ว เขาและเธอยังไม่ได้กินแม้แต่น้ำ เมธาวีพยายามมองหาน้ำขังจากฝนที่ตกเมื่อคืนตามโขดหิน แต่ดูเหมือนมันจะแห้งเหือดไปหมด
“คุณไม่สบายอยู่ จะกินน้ำมะพร้าวได้ไหมนะ”
“ถ้าอากู๋ไม่โกหก ฉันเคยอ่านมาว่าน้ำมะพร้าวจะช่วยลดไข้ได้นะคะ” “อากู๋คือใครเหรอ? ”
“กูเกิ้ลไงคะ” “งั้นคุณนอนพักเดี๋ยวผมจะปีน...”
พูดพลางกวาดสายตามองมะพร้าวแต่ละต้นสูงๆ ทั้งนั้น และเขาไม่เคยปีนอีกด้วย แต่ถ้ามันจะช่วยลดไข้ให้บุษรินทร์ก็คงต้องพยายามจนได้
“อย่าเลยค่ะ มันสูงน่ากลัว”
“กลัวอะไรคุณไม่ปีนสักหน่อย”
“ฉันกลัวคุณตกลงมาเจ็บ”
“ห่วงเหรอ”
“ก็ห่วงสิ ถ้าคุณเจ็บใครจะช่วยฉันออกจากเกาะนี้เล่า”
เขาคิดอะไรกันถึงยิ้มกรุ้มกริ่ม ต่อให้เป็นแค่คนรู้จักเธอก็ห่วงเพราะต้นมะพร้าวออกจะสูง และมันไม่มีกิ่งก้านให้เกาะ มีแต่ลิงเท่านั้นแหละที่จะเชี่ยวชาญในการปีน ยิ่งคิดก็ยิ่งหมั่นไส้คนมั่นหน้านัก เอาแต่จ้องมองจับพิรุธจนเธอต้องหลบสายตา
“ต้นที่เอนลงทะเลนั่นน่าจะปีนได้”
เขาเดินไปยังต้นมะพร้าวต้นนั้น มันเอนลงทะเลทำมุมสี่สิบห้าองศา ต้นนี้มีลูกดกและขนาดกำลังกิน ถึงจะไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน แต่เพื่อบุษรินทร์จะได้กินบรรเทาความหิว และอาจช่วยลดไข้เธอได้ เขาไต่จากโคนปีนยากมากต้องใช้มือเกาะ และกางนิ้วเท้าจิก ไม่อยากเชื่อว่าจะสิบนาทีแล้วเขายังปีนขึ้นไปไม่ถึงไหน
ทั้งที่เขาแข็งแรงแต่การปีนต้นไม้น่าจะไม่ถนัด นิ้วมือนิ้วเท้าเจ็บแสบแต่ก็พอทนไหว มีปัญหาแต่น้ำหนักตัวของเขาเหวี่ยงมาให้ปีนในท่าโหนทำให้ต้องกอดลำต้นแน่นเจ็บแสบไปในทุกส่วนที่เสียดสีต้นมะพร้าว ในที่สุดมือก็เริ่มล้าและอ่อนแรงมากขึ้น
“เฮ้ย! ” ตุ้บ! เขานอนแผ่กลางชายหาดแผ่นหลังเจ็บเพียงเล็กน้อยไม่ถึงขั้นร้องโอดโอยออกมา เพราะทรายรองรับเอาไว้ ชายหนุ่มแหงนขึ้นมองลูกมะพร้าวอย่างไม่ยอมแพ้ แสงแดดยังจ้าอยู่และส่องลงมากระทบตาเขาเต็มๆ จึงหลับตาลงไป ก่อนที่จะขยับตัวลุกได้ยินเสียงเรียกของบุษรินทร์ เธอกำลังวิ่งเข้ามาหาเขา
“คุณมาร์ก! เจ็บหรือเปล่าคะ? ”
น้ำเสียงเธอตกใจและเป็นห่วง แอบลุ้นไปกับเขาตลอดคิดว่าไม่รอดแน่เพราะเขาเคลื่อนไหวช้ามาก คนตัวโตนอนหลับตานิ่งๆ ไม่ตอบรับ
“คุณมาร์ก หัวกระแทกหรือเปล่า ลืมตาสิคะ! ”
บุษรินทร์เขย่าตัวเขาเรียกซ้ำๆ แต่ไม่มีการตอบสนอง เธอโอบประคองศีรษะเขาขึ้นมาไว้บนตัก ลูบสำรวจตามเส้นผมว่ามีรอยแตกไหม ก่อนวางลงไว้ที่เดิมเมื่อไม่เห็นความผิดปกติ เป็นไปได้ยังไงไม่ได้ตกจากที่สูงมากเลย คะเนดูน่าจะประมาณสามเมตรเศษเท่านั้นเอง แล้วทำไมเขานิ่งไปแบบนี้
ผ่านไปหลายวันในบ้านหลังใหญ่ เธอเปิดใจมากขึ้น เมธาวีเริ่มติดต่อหามารดาแนะนำให้รู้จักกับสะใภ้ คุณแม่แองจี้ยังสาวยังสวย จนแทบไม่อยากเชื่อว่าอายุมากกว่าสี่สิบปีแล้ว แต่ที่สัมผัสได้คือนางใจดี มีความเป็นกันเอง แองจี้ตื่นเต้นที่จะมีหลานคนแรก และจะรีบหาโอกาสมาเยี่ยมลูกชายกับบุษรินทร์สองสัปดาห์ต่อมาบุษรินทร์เข้าครัวทำอาหารเอง โดยมีแม่บ้านสาวใหญ่คอยสอนให้ เมธาวีไว้ใจว่าเธอจะไม่หนีไปไหน จึงทิ้งเธอไว้บ้านกับสาวใช้ และออกไปดูงานบ้าง กลับมาถึงบ้านก็เดินเข้าไปกอดเมียที่รักก่อนทำอย่างอื่น ชวนเธออาบน้ำเพราะเป็นทางเดียวที่จะได้สัมผัสกายเปลือยเปล่าบุษรินทร์แกล้งทำไม่สนใจกับความเป็นชายผงาดโชว์ตอนอาบน้ำทุกวัน นิ่งและอดทนกับการเสียดสีในอ่างอาบน้ำ นับวันเขายิ่งเบียดเสียดและสัมผัสเธอมากขึ้น เมื่อปลุกอารมณ์ขึ้นมาเอง เธอก็ปล่อยให้เขาแทบก้าวขาออกจากห้องน้ำไม่ได้ เป็นแบบนี้อยู่หลายวัน“ฉันออกไปก่อนก็ได้นะคะ ไม่ต้องอุ้มหรอก” เธอหันไปบอกพลางมองต่ำลงไปที่หว่างขาแล้วยิ้มเหมือนกับสะใจ ที่ปล่อยให้เขาอยู่ในสภาพแข็งตั้งลำอยู่อย่างนั้น“อืมๆ ” เมธาวีพยักหน้า แต่ข้างในอดเคืองไม่ได้ ‘ท่องเอาไว้ เมียคือที่สุด น่ารักที่ส
อาการของบุษรินทร์ดีขึ้นหลังรักษาตัวได้สี่วัน แต่เมธาวีไม่ยอมให้เธอออกจากโรงพยาบาล จนกว่าจะแน่ใจว่าเธอและลูกจะปลอดภัย เมื่อครบกำหนดเขาทำเรื่องชำระค่ารักษา และอุ้มขึ้นรถตู้อย่างระมัดระวัง “คุณจะพาฉันไปไหนคุณมาร์ก? ” “กลับภูเก็ต” “บ้าหรือไง จอดรถเดี๋ยวนี้นะ” เธอจะขยับตัวแต่ถูกกอดรัดแน่น“ไว้จอดตอนถึงสนามบินนะ อย่าดิ้นสิเดี๋ยวกระทบกระเทือนถึงลูก นอนนิ่งๆ ไว้นะคนดี” “คนบ้า คุณอย่ามาทำกับฉันแบบนี้นะ” เธอได้แต่โกรธเขาเอาลูกมาขู่และคุณหมอก็บอกให้ระมัดระวังเรื่องนี้จริงๆ เธอถูกพามาขึ้นเครื่องบินเล็กส่วนตัว เขาอุ้มเธอไว้ในวงแขนโดยขู่ไม่ให้ดิ้น แม้จะขยับตัวก็ไม่ได้ จึงรู้ว่าเปล่าประโยชน์ที่จะขัดขืน เธอหลับไประหว่างเดินทาง คงเพราะยาที่กินทำให้ง่วงนอน ตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองนอนบนเตียงกว้างแล้ว ไม่ใช่วิลล่ากลางน้ำ เพราะในห้องเงียบเฉียบไม่มีเสียงคลื่นลมบุษรินทร์ลุกขึ้นยืนบนพื้นพรมนุ่ม ห้องนี้โทนสีครีมดูสว่าง และกว้างขวางมาก เตียงหลังใหญ่ และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นหรูหรา อย่างกับบ้านเศรษฐีที่เคยดูในละคร เธอเดินไปที่หน้าต่างมองลงไปรอบตัวบ้าน ด้านล่างเป็นสวนกว้าง หญ้าเขียวขจี มีต้นไม้ตามทางเดินร่ม
คำตอบของเขาทำให้เอวาถึงกับอึ้งไป และเธอกลับโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เบลล่าไม่ใช่คนใจร้าย รักพี่ชายมากและคงรักหลานไม่แพ้กัน ส่วนเธอก็เหมือนได้ปลดปล่อยจากสิ่งที่ค้างคาใจมานาน มีความลับบางอย่างที่บอกเมธาวีไม่ได้ และไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรมาเกือบครึ่งปีแล้ว “ดีใจด้วยนะคะพี่มาร์ก” เมื่อรู้ว่าเขามีคนอื่นที่รักมากและกำลังจะเป็นครอบครัวจึงทำให้ยิ้มออกมา และโผเข้ากอดเขาแน่น เมธาวีลูบที่หลังหญิงสาวเบาๆ “พี่ขอโทษนะ” “ไม่ต้องขอโทษค่ะ เอวาซะอีกที่ต้องขอโทษ ที่ทำให้พี่รู้สึกผิด ทั้งที่เอวาเองก็มีคนอื่นแล้ว” เขาจับเธอผละจากตัว ยิ้มดีใจที่ไม่ได้ทำร้ายจิตใจเพื่อนน้องสาว“จริงเหรอเอวา? ”“จริงค่ะ เอวาบอกไม่ได้ และมันอึดอัดมากที่ต้องทำตัวใสซื่อ เป็นแฟนใจดี ปล่อยให้พี่มีผู้หญิงคนอื่น ตอนนี้เอวาดีใจมากที่รู้ว่าพี่เจอคนที่ใช่แล้ว” เมธาวีคว้าตัวหญิงสาวเข้ามากอด ขอบคุณที่ทางออกในตอนนี้ไม่มีใครเจ็บปวด อีกทั้งคนฆ่าบิดาได้รับผลกรรมตายตกไปตามกัน โดยที่เขาไม่ได้ลงมือเอง บุษรินทร์ขยับมือขวา และรู้สึกว่ามีมือใครบางคนเกาะกุมเอาไว้ จึงค่อยๆ เปิดเปลือกตามองไปที่ข้างเตียง เห็นเมธาวีหลับฟุบอยู่ตรงนั้น มือซ้ายของเธอมีสาย
“แจ๊คกี้ กลับรถตามคันนั้นไปเร็ว” ต้องตามติดเธอไม่ให้คลาดสายตา และไม่สนว่านายวิโรจน์จะรู้ตัว ในขณะที่ตำรวจประสานกำลังสกัดแทนการไล่ติดตาม และไม่สามารถแจ้งเมธาวีได้ทัน ภายในรถตึงเครียด บุษรินทร์ทำได้เพียงร้องไห้เงียบๆ และรับฟังเสียงสบถด่าของนายวิโรจน์ ความเร็วของรถมากกว่าร้อยหกสิบและทยานขึ้นไปเกือบจะสองร้อย แต่เจ้าสัวใจโฉดยังคงสั่งเพิ่มความเร็ว อีกเธอรู้สึกเหมือนจะหัวใจวายเสียก่อนถูกยิงตาย ความเร็วของรถผ่อนลงเล็กน้อยตอนเข้าโค้งและขับฝ่าไฟแดง จนรถคันอื่นเบรกกะทันหัน เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนไปหลายคัน “นายหัวผมขับเร็วกว่านี้ไม่ได้แล้วครับ มันอันตรายเกินไป”“งั้นนายจอดแล้วรีบลงมา” “ไม่ได้นะครับ ถ้าเราเกิดอุบัติเหตุก็ตามรถนายวิโรจน์ไม่ได้อยู่ดี” อุบัติเหตุตลอดทางทำให้การติดตามล่าช้า แต่แจ๊คกี้พยายามอย่างสุดความสามารถ“บุษรินทร์ คุณต้องปลอดภัยนะ” เมธาวีตกอยู่ในสภาพทำอะไรไม่ได้ ใช้ความเร็วในการติดตามขนาดนี้ยังไม่ทัน แล้วแบบนี้บุษรินทร์จะปลอดภัยหรือ แม้แต่ตำรวจที่คอยสกัดก็ยังหยุดรถคันนั้นไม่ได้ ‘ขอพระเจ้าโปรดคุ้มครองเธอเพื่อลูก ลูกผิดไปแล้วที่ไม่ชัดเจนต่อความรู้สึก ลูกผิดไปแล้วที่ไม่ปกป้อง
“โอ๊ย! ช่วยด้วยค่ะ ใครก็ได้ช่วยที ฉันอยู่ที่เซฟเฮ้าส์ของเจ้าสัววิโรจน์ที่คลองหลวง จังหวัดปทุมธานีนะคะ! ” เธอโอดโอยและร้องเสียงดัง หวังว่าชาวโซเชียลจะช่วยได้ ซึ่งเป็นอย่างที่หวัง หลายคนแจ้งตำรวจตั้งแต่เริ่มมีเสียงทะเลาะ เมธาวีเองก็โทร.แจ้งสารวัตรสัญชัยตำรวจเจ้าของคดีของบิดาตั้งแต่ออกรถเช่นเดียวกัน“ฮ่าๆ ถึงกับบอกที่อยู่เหรอ ใครจะมาช่วยเธอ เทวดาเหรอ น่าเสียดายนะ ว่าคงไม่มีใครได้ยินเธอหรอก” วิโรจน์กระซิบข้างหู และมันทำให้เธอรู้สึกขยะแขยงเหลือเกิน กลิ่นน้ำหอมของเขามันเหม็นจนทนไม่ไหว เธอพยายามดิ้นรนจากวงแขนก็ไม่เป็นผล นายวิโรจน์เหวี่ยงคนตัวเล็กลงที่เตียงแล้วนั่งลงกระชากขาเธอเข้า กระโดดคร่อมเขาไว้“ไม่อย่านะ ปล่อยฉัน พี่ปราบช่วยด้วย! ”“ไม่มีใครช่วยเธอได้หรอก ก่อนตายเธอก็ต้องเป็นของฉัน” “ไม่!” เจ้าสัวกระชากเสื้อสูทเธอออก ดีเหลือเกินที่มันหนาและไม่ขาดง่าย วิโรจน์เลยเปลี่ยนมาจับข้อมือทั้งสองของหญิงสาวเอาไว้แล้วโน้มหน้าเข้าหาแต่ไม่ทันสัมผัสเนื้อตัว หญิงสาวก็สุดกลั้นด้วยอาการแพ้ท้องหนัก และเหม็นน้ำหอมนายวิโรจน์จึงตะแคงหน้าอาเจียนลงที่เตียง ทำให้วิโรจน์ถึงกับชะงัก “รังเกียจมากนักหรือ เธอไม่ม
บุษรินทร์เก็บมือถือในกระเป๋าสูท เสียงเคาะเรียกนอกห้องดังขึ้นเรื่อยๆ “ยังไม่เสร็จเลยค่ะเจ้าสัว รอบุษก่อนนะคะ” เธอร้องบอกพลางมองรอบๆ ว่าพอมีอะไรป้องกันตัวได้บ้าง แล้วถ้าเปิดออกไปปืนจ่อหัวเล่า จากจังหวะเคาะประตู รู้เลยว่าวิโรจน์ไม่สบอารมณ์เอามากๆ “คิดจะถ่วงเวลาเหรอ ยังไงคืนนี้เธอไม่รอดหรอก! ”น้ำเสียงของวิโรจน์แฝงความเข่นเขี้ยวหมายข่มขู่ เมื่อแน่ใจว่าหญิงสาวจงใจหลบในห้องน้ำ จากข่มใจจะค่อยๆ หลอกล่อ ชักจะมีโมโห และควบคุมอารมณ์ไม่ได้ โดยเฉพาะภาพในวงจรปิดที่เห็นว่าบุษรินทร์ทำอะไรบ้าง จนในที่สุดก็เกิดเรื่องแจ้งความ และตำรวจเข้าไปช่วยเมริกาออกมาได้ รู้อย่างนี้เขาฆ่าเมริกา และข่มขืนบุษรินทร์ให้ย่อยยับแต่แรกดีกว่า “ถ้าไม่ออกมาดีๆ ฉันจะพังประตูเข้าไปแล้วนะ ใครอยู่ข้างนอกบ้าง เข้ามางัดลูกบิดให้กูเดียวนี้! ” เจ้าสัววิโรจน์ออกคำสั่งร้องเรียกลูกน้อง น้ำเสียงกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังกลายร่างจากชายสูงวัยใจดีเป็นปีศาจ บุษรินทร์ใจเต้นแรง ตกใจกลัวจนถึงกับคิดอะไรไม่ออก นอกจากความกังวลว่าปราบดาคนเดียวจะช่วยเธอได้ไหม ประตูถูกเคาะแรงขึ้นและคนด้านนอกจับลูกบิดหมุนเพื่อพยายามเปิด เธอจ้องไปอ่างล้างหน้า ซ







