LOGIN“หา?” ผู้ป้าชะงักค้าง เอียงหูฟังอีกครั้งให้แน่ใจ “ว่าไงนะ?”
“เค้าจ้างหนูมาห้าล้าน และเมื่อวานคุณซูซานเธอให้อีกสามล้าน แล้วถ้ามีลูกสืบทายาทให้ก็ได้ร่วมสิบๆล้านเลยค่ะ”
“แม่เจ้า” ฝ่ามืออวบเหี่ยวย่นยกขึ้นทาบหว่างอก
ถ้าจ้างเยอะขนาดนี้แสดงว่าคงเจาะจงแค่นูรีนใช่ไหมนะ?
เธอหันกลับมามองหน้าหลานสาวอย่างจับผิด
“ช่างเหอะป้า” เธอรีบเอ่ยปัด
“จะมาชงมาช่างได้ยังไง เยอะขนาดนี้เอ็งไม่สงสัยอะไรหน่อยหรือ?”
“ไม่หรอก พอฉันได้เงินแปดล้านก็ไม่ได้สงสัยอะไรแล้ว”
ขณะที่ป้ากำลังจะเผยอปากเอ่ยเธอรีบแทรกทันควัน
“ลูกชายป้าทักมายืมฉันแล้วนะสองแสน และฉันโอนไปให้แล้วด้วย”
“เห้อ”
ร่างอวบหย่อนสะโพกลงนั่งเคียงข้าง
“งั้นก็ รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีๆนะ”
ป้าสมพรจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มพลางลูบหัวที่ถูกคลุมด้วยฮิญาบป้อยๆ
ถึงว่าล่ะ ทำไมอยู่ๆท่านอุมมูการิมถึงได้ชักชวนเธอมาเป็นผู้ติดตามแทนอีกคน ที่แท้ก็จะพามาพบหลานสาวเธอนี่เอง
เมื่อภายในห้องหลงเหลือเพียงเขาและมารดา
ท่านอะดะบียะฮฺ จึงเปรยขึ้นว่า
“มันเป็นความต้องการของซูซานเองนะ ทำไมหรือ? แค่มีเมียเพิ่มอีกสักคนทำไมต้องปฏิเสธให้ยุ่งยาก? ลองเปิดใจเชยชมดูสักหนึ่งคืนถ้าไม่ถูกใจชีกห์ก็ไม่ต้องแต่ง”
“ทำไมต้องเป็นเธอครับ?”
ผู้เป็นแม่ยิ้มมุมปาก ไม่รีบร้อนจะตอบคำถามของชีกห์การิม เอี้ยวตัวไปรินกาแฟสีเหลืองเข้มที่เกิดจากกาแฟอาราบิก้าคั่วบดมือผสมด้วยหญ้าฝรั่น
“อื้ม รสชาติดีนี่” พึมพำออกมาหลังจิบรสขมปนความหอมซาบซ่านของเครื่องเทศ
เพราะป้าอัมนีเติมกระวานลงในหม้อต้มเตรียมไว้ให้อย่างพิถีพิถัน
“นูรีน แปลว่าแสงสว่าง”
สตรีวัยเกือบหกสิบเปรยออกมาดวงตาคู่สวยหรี่ลงขณะมองไปทางหน้าต่างที่มีแสงสว่างสาดส่องเข้ามาขับผิวหน้าให้ผุดผาด
“ยี่สิบปีที่แล้ว ในตอนรุ่งสาง ป้าสมพรมาบอกเล่าด้วยความดีใจที่น้องชายคลอดลูกสาวแต่ยังไม่มีชื่อ วันนั้นแม่นึกออกแค่คำเดียว นูรีน ไม่แน่นะ นี่อาจจะเป็นพรหมลิขิต ..เธออาจจะเข้ามาเป็นแสงสว่างในชีวิตที่มืดมนของชีกห์ก็ได้”
“หึ..” เขาส่ายศีรษะพร้อมแค่นขำในลำคอ
“เป็นความวุ่นวายที่เตรียมการวางแผนมาอย่างดีต่างหากล่ะครับ”
เขาพอจะเดาออก
“อามีร่าสินะ”
อามีร่า บินตีมุฮัมมัด น้องสาวของเขาคงเล่าเรื่องราวในอดีตเมื่อเจ็ดปีก่อนให้ซูซานรับฟัง มันเป็นเรื่องที่ไร้สาระเอามากๆหากเธอเจาะจงนูรีนเพราะเรื่องกุหลาบดอกนั้น
มันงี่เง่าเหลือเกินที่ซูซานทุ่มเงินเจาะจงจ้างเพราะแค่เพราะกุหลาบหนึ่งดอกที่เขาวานให้อามีร่านำมันไปมอบให้นูรีน เด็กสาววัยสิบสามปีในตอนนั้น หากเด็กนั่นรู้สาเหตุเข้าคงขำจนท้องแข็ง
“เห้อ”
ชีกห์การิมถอนหายใจออกมาพลางยกมือขึ้นโปะหน้าผาก
ผู้แม่ลุกขึ้นเดินผ่านหน้าไปหยุดยืนกอดอกริมหน้าต่าง
“ไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการทำตามคำขอของภรรยา ช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมาเราก็รู้แล้วว่าซูซานเธอตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้นจริงๆ แม่ทึ่งในความคิดของเธอมาก เธอปล่อยระวางและทำใจยอมรับกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เธอต้องการเห็นคนที่เธอรักมีความสุข”
“แต่ความสุขของผมคือการได้อยู่กับเธอ สองต่อสอง ไปจนถึงวันสุดท้าย ไม่ต้องการใครอื่น”
“แต่เธอก็มีครอบครัวที่เธอรัก เธอมีความฝันที่อยากทำก่อนตาย เธอมีพ่อแม่พี่น้องที่รอจะใช้ชีวิตอยู่กับเธอให้คุ้มค่าและนานที่สุด ว่ากันตามตรงแล้วเราก็ไม่รู้ว่าเธอจะอยู่กับพวกเราได้นานแค่ไหน ดังนั้น การเอาแต่ขัดใจคนป่วยจึงไม่ใช่เรื่องสมควรนัก”
เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างจำนน พอจะทราบว่าซูซานต้องการไปกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดสักสองเดือนหลังจากนั้นเธออยากไปอุทิศตนด้วยวิชาชีพที่เธอเรียนมา นั่นคือการทำงานในหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปแถบแอฟริกาใต้กับหมอเดียร์น่าเพื่อนสนิทของเธอ เรื่องนั้นเธอขอเขามานานแล้ว แต่เขาไม่อนุญาตเพราะเป็นห่วงสุขภาพภรรยา เห็นเธอหยุดพูดเรื่องนี้เลยนึกว่าเธอล้มเลิกความตั้งใจไปแล้ว
แต่ไม่นึกว่าเธอจะเอาจริงถึงขนาดให้แม่เขาช่วยเกลี้ยกล่อม
เพิ่งรู้จริงๆว่าความเป็นห่วงจากเขามันทำให้เธออึดอัด
“เห้อ”
นูรีนนั่งฟุ่บหน้าอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือแก้มแนบปกไดอารี่ที่ไม่ได้เขียนบันทึกมาสามวันแล้ว
แม้ป้าสมพรกลับไปได้นานเกือบชั่วโมง แต่เธอยังคงขังตัวเองในห้องนั่งทบทวนในสิ่งที่ป้าคอยพร่ำสอนมาโดยตลอด
‘เอ็งอย่าไปหวังสูงเลยนูรีน ถ้าเอ็งพอใจที่จะเป็นแบบนี้ก็ไม่มีใครว่า แต่อย่าหวังสูงไปกว่านี้ มันเป็นไปไม่ได้’
ประโยคนี้วนกลับมาฉายซ้ำโดยคนเดิมคนเดียวกันกับที่บอกเธอเมื่อเจ็ดปีก่อน
ปึง ปึง ปึง
เสียงทุบประตูจากด้านนอกทำให้ร่างบางสะดุ้งรีบผุดลุกไปเปิดประตูให้ป้าอัมนีจอมโมโหอย่างรวดเร็ว
“มาแล้วค่ะ”
เธออ้าริมฝีปากค้างเติ่งเมื่อไม่ใช่ป้าอัมนีดังที่เธอคิด
“ช..ชีกห์”
“มานี่”
“ว้ายย”
หลังเหตุการณ์เมื่อคืนเธอกลับมานอนซมอยู่ในห้องทั้งวันไม่ยอมออกไปไหน โดยให้เหตุผลว่าไม่สบาย ทั้งที่จริงไม่ได้เจ็บปวดทางร่างกายมากเสียจนเดินเหินไปไหนไม่ได้หรอก สภาพจิตใจต่างหากล่ะที่ดึงรั้งให้เธอนอนจมดิ่งอยู่บนเตียงมันช่างน่าอายที่รู้ว่าชีกห์การิมไม่ได้เรียกพบ และความจริงอีกอย่างที่นางบำเรออย่างเธอคิดไปเองว่าเขาเป็นห่วง‘ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอป่วย’เธอรู้สึกชาวาบไปทุกครั้งเมื่อนึกถึงประโยคนั้นของเขา การนอนนิ่งๆแต่ความจริงกำลังทบทวนตัวเองจนหัวแทบระเบิดตอนนั้นเธอคิดบ้าๆอะไรอยู่ ถึงได้ใจกล้ามาทำเรื่องไม่เข้าท่าแบบนี้ และยิ่งโมโหตัวเองเข้าไปอีกที่อยู่มาเป็นปีเพิ่งรู้ตัวเอาตอนนี้ เธอคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่จัง.นี่เป็นครั้งแรกในรอบปีที่รู้สึกว่า ‘อยากกลับบ้าน’พ่อกับแม่เธอก็ช่างใจแข็งพอรู้ว่าลูกสาวโทรไปหารีบตัดสายทิ้งทุกครั้ง ผ่านมาเป็นปีแล้วท่านทั้งสองก็ยังคงไม่หายโกรธที่เธอตัดสินใจพักการเรียนและมาทำงานที่นี่โดยไม่ปรึกษาพวกท่าน ในขณะที่รายได้ในครอบครัวกำลังดีขึ้นพ่อแม่จึงพอมีกำลังจะส่งลูกเรียนได้ ก็นะ สมควรแล้วที่ท่านโกรธ และยิ่งถ้าได้รู้ว่าลูกสาวมาทำอะไร คงจะไม่คุยกันเป็นชาติ ตึ๊ด ตึ๊ด
เธอสวมอาบายะห์สีดำตัวโคร่งไว้ด้านนอกก่อนย่องเบาออกไปจากห้อง พอย่างกรายเข้ามาภายในเขตห้องพักส่วนตัวของชีกห์การิมในกลางดึก หญิงสาวสูดลมหายใจเรียกความกล้าอีกครั้งก่อนถอดเสื้อคลุมตัวโคร่งออก ฟึ่บ “ไง ที่รัก” ชีกห์การิมกำลังง่วนอยู่กับเอกสารบนโต๊ะ ได้ยินเสียงคนเข้ามา จึงคิดว่าเป็นภรรยา“หืม?” พอซูซานเงียบผิดวิสัยจึงเงยขึ้นมองเป็นต้องชะงักเอียงคอค้าง “นะ นี่เธอ..”ร่างอรชรอยู่ในชุดวาบหวิวกระโปรงผ้าซีทรูสีแดงพริ้วแทบไม่ปกปิดอะไรมองเห็นสัดส่วนเรียวขาชัดเจนโดยเฉพาะตรงกลางเนินโยนีมีผ้าสีแดงขนาดเท่าฝ่ามือปกปิด ส่วนท่อนบนเป็นบราปักเลื่อมรัดแน่นเต้าอวบล้นแทบจะทะลักออกมา เขามองเธอค้างนานอย่างลืมตัว พอตั้งสติได้จึงรีบส่ายหน้า พร้อมยกฝ่ามือเป็นเชิงสั่งให้เธอหยุดอยู่ตรงนั้น พอจะเดาออกแล้วว่าเป็นแผนการของใคร“ฉันไม่ได้เรียกเธอ”นูรีนรับฟังคำปฏิเสธแล้วชาวาบไปทั้งตัว เธอรีบก้มลงเก็บเสื้อคลุมตัวโคร่งขึ้นมาสวมอย่างรนราน“ข..ขอโทษค่ะชีกห์ หนูจะรีบออกไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ” ขณะเธอกำลังจะก้าวพ้นประตูออกไป มือใหญ่บีบคลึงขมับด้วยความปั่นป่วนบ้าเอ๊ย มายั่วยวนขนาดนี้แล้วใครจะทนได้“เดี๋ยว” เธอชะงักฝีเท้าห
สองสาวตื่นตากับตลาดท้องถิ่นโดยเฉพาะนูรีนที่แทบจะไม่ได้ออกไปไหน เธอยกมือถือถ่ายภาพอาหารแปลกตาและรสชาติที่แปลกออกไปเรียกได้ว่าเปิดโลกทรรศใหม่อย่างสิ้นเชิง แม้ใบหน้าจะปกปิดมิดชิดมีโผล่ออกมาเพียงดวงตาคู่หวานก็สดใสสำหรับบาดาวีที่คอยเฝ้ามองอยู่ห่างๆ เขาทำหน้าที่คอยอารักขาเดินตามหลังสองสาวที่เอาแต่เพลิดเพลินจนแทบจะลืมเขาเสียแล้ว“คุณบาดาวีคะ” นูรีนยื่นหน้าจอมือถือถ่ายเซลฟี่เขาและดาญีโดยมีเธอยิ้มตาหยีคอยเป็นแม่สื่ออยู่กลายๆ แชะระหว่างรอดาญีเลือกซื้อของใช้ส่วนตัวเธอเดินย้อนกลับไปซื้อเครื่องดื่มแล้วยื่นให้อารักขาหนุ่ม“นี่ของคุณค่ะ” “ขอบคุณครับ” ดวงตาคมลอบมองหญิงสาวก่อนหาเรื่องคุย“เอ่อ ตลาดที่นี่คงแตกต่างจากที่บ้านคุณมากสินะถึงได้เอาแต่ทำตาโตทุกครั้งเลย”“ฮ่าๆๆ ใช่ค่ะ ที่นี่จะเน้นกลิ่นเครื่องเทศ และสีสันของร้านค้ามันดึงดูดสายตามากจริงๆค่ะ ว่าแต่คุณล่ะบาดาวี คุณอยู่เมืองไหน?” “ผมมากจากเผ่าเร่ร่อน”“หือ?” เธอหันขวับมองเขา “ดะเดี๋ยวนะๆ ขอฉันเดา” เธอหลับตาปี๋พลางดีดนิ้วเปาะ“ เบดูอิน ใช่ เผ่าเบดูอินใช่มั้ยคะ?” “ใช่” ดวงตาเธอเป็นประกายแพรวพราว “ว้าว ผู้คนที่นั่นเป็นยังไงเหรอคะ?” “ก็ค่อนข้าง
ทั้งสามออกมาเดินเล่นพูดคุยกันตามทางเดินในสวน สองข้างทางมีต้นปาล์มขนาดใหญ่ทอดยาว “ว่าแต่คุณบาดาวีมาทำอะไรแถวๆหลังห้องพักสาวใช้ล่ะคะ?” เธอเอ่ยถามออกไปโต้งๆ ทว่าใบหน้าจิ้มลิ้มสดใสไม่ได้ทำให้คนถูกถามขุ่นเคืองใจเลยแม้แต่น้อย “ก็..มาเดินเล่น ไม่ยักรู้ว่าห้องเธออยู่ตรงนี้” นูรีนขยิบจมูก หรี่ตามองอย่างไม่เชื่อ“มาเดินเล่นแถวห้องพักผู้หญิงเนี่ยนะคะ เหตุผลฟังขึ้นมากก” คำท้ายๆเธอลากเสียงยาน เมื่อเจ้าหล่อนยังหยุดยืนเอียงคอรอฟังเหตุผลที่แท้จริง ร่างสูงในชุดโต๊ปขาวจึงยอมหยุดตาม “ได้ บอกก็ได้ ขยับมานี่” เธอยื่นศีรษะออกไปเล็กน้อย บาดาวีโน้มลงเอ่ยข้างหู“ได้ข่าวว่าเธอไม่สบาย ชีกห์เลยฝากให้ผมมาดูว่าเป็นหนักไหม?”ริมฝีปากบางฉีกยิ้มกว้าง ดวงตาหรี่เล็กลง ..เธอซาบซึ้งใจ อย่างน้อยๆชีกห์ก็ยังมีความเป็นห่วงเธออยู่บ้าง“หืม?” คิ้วหนาเลิกขึ้นขณะมองเห็นบางอย่างที่ชั้นล่างสะดุดดวงตาแต่ไกล หากแต่เสียงกุกกักจากด้านหลังส่งผลให้ชีกห์การิมรีบหันไปสนใจภรรยา“ที่รัก ทำไมไม่เรียก?” เขารีบช้อนร่างเบาหวิวของภรรยามานั่งบนรถเข็ญ“เห้อ ไม่ชอบเก้าอี้แบบนี้เลยค่ะ” “คนสวย ไม่ว่าจะนั่งที่ไหนก็สวยนะ รู้มั้ยฮื้ม” ริมฝีปากห
สามวันเต็มที่นูรีนนอนป่วยเป็นผักอยู่ในห้อง วันแรกเธอเป็นไข้ตัวร้อนจี๋เดือดร้อนป้าอัมนีคอยเข้ามาดูอาการและสาวใช้คนใหม่อัธยาศัยดีเดินตามป้าอัมนีคอยช่วยเช็ดตัวให้ พอวันที่สี่อาการดีขึ้นเธอจึงรู้ว่าหญิงสาววัยไล่เลี่ยกันคนนี้ชื่อ ดาญีเธอเป็นหลานสาวของป้าอัมนี ดาญีเป็นนักศึกษาจบหมาดจากมหาวิทยาลัยในอาบูดาบี เธอเลือกมาช่วยงานป้าที่นี่แทนการพักอยู่บ้านเฉยๆสักหนึ่งเดือนก่อนจะมุ่งมั่นไปทำงานตรงกับสายที่เรียนมา และหน้าที่แรกของดาญีคือการคอยดูแลป้อนยาป้อนข้าวคนป่วยอย่างเธอจนหายดี พอผ่านมาได้หนึ่งสัปดาห์เธอและดาญีหญิงสาวผู้มีผิวสีน้ำผึ้งใบหน้าคมนัยน์ตาสวยคนนี้จึงสนิทสนมกันโดยปริยาย การมีเพื่อนคุยถูกคอในต่างแดนถือว่าช่วยให้เธอหายตึงเครียดได้เยอะพอควร เธอยิ้มและหัวเราะมากขึ้นนับตั้งแต่ดาญีเข้ามา ที่สำคัญ เธอจะได้ไม่มีเวลาคิดฟุ้งซ่านเรื่องเขามาก นอกเสียจากว่า เป็นช่วงเวลาที่เธออยู่ลำพังในห้อง อย่างตอนนี้ ..“เห้อ” นูรีนนั่งทอดถอนใจพลางใช้ปากกาขีดเขียนไดอารี่หน้าว่างเปล่าเล่นเรื่อยเปื่อยเป็นรูปหัวใจ ปากกาลากหัววนที่เดิมซ้ำๆจนกระดาษแทบขาดเธอโหยหาชีกห์การิมไปพร้อมๆกับความรู้สึกเกลียดตัวเองที่ไปค
ระหว่างทางเดินไปที่เตียงเพียงไม่กี่ก้าวเท้าแต่กลับเหมือนว่าเตียงนั้นช่างห่างไกล ร่างใหญ่หยุดฝีเท้ายกบั้นท้ายขึ้น “อื้อส์” เธอผวาเฮือกอย่างใจหายกลัวว่าตัวตนของชีกห์จะหลุดออก แต่นั่นเป็นแค่การเคลื่อนถอยเพื่ออัดกระทุ้งเข้าใส่จนสุดหนอกพรวดด“อู๊วววส์ ชีกห์คะ นูรีนจุก ซี้ดดด”พั่บ พั่บ“อ๊ะ อื๊มมม อื้อ..”ริมฝีปากถูกจุมพิตเก็บกลืนเสียงไว้ เขารู้ว่าอารมณ์เธอแตกกระเจิงจนไม่สามารถควบคุมระดับเสียงได้ น้ำเมือกปลดปล่อยออกมาจนเปรอะหน้าขา เสียงหอบกระเส่ารุนแรงพอๆกับจังหวะกระทุ้งใส่ร่อง กำปั้นเล็กทั้งทุบตีและจิกเล็บลงบนผิวบริเวณท้ายทอยของชีกห์การิมเมื่อเธอรู้สึกเหมือนกำลังจมอยู่ในน้ำหยั่งลึกลงเรื่อยๆ..ปริ่มจะขาดใจ จุ๊บบ“เฮือกก”เธอสูดเอาอ๊อกซิเจนเข้าเต็มปอดดวงปรือฉ่ำริมฝีปากด้านบนถูกเขาดูดดึงอ้อยอิ่ง “ดูสิ เราเข้ากันได้ดีเชียว ที่รัก”เสียงแหบพร่ากระชิบข้างหูขณะใบหน้าสวยก้มมองจุดเชื่อมประสานซึ่งมันน่าตื่นตาจนเธอมองค้างนานด้วยสีหน้าบิดเบ้เหมือนจะร้องไห้ เม็ดติ่งกระสันสีแดงแจ๋สั่นตุบๆเมื่อถูกเบียดแน่น กลีบเนื้อแคมบวมเป่งเต็มไปด้วยน้ำเมือกหล่อลื่นโอบรัดท่อนลำแกร่งอวบใหญ่มุดอยู่กลางกายเธอแต่เสี







