LOGINอาจจะเพราะอาการป่วยและความคาดหวังอันแรงกล้าว่าอยากจะเห็นหน้าทายาทของเขาก่อนตาย เธอรู้ดีว่าสภาพร่างกายตัวเองไม่สามารถมอบความสุขให้สามีได้ การิมทนเปลี่ยวมานานเธอเห็นใจเขาสมควรจะได้รับการปลดปล่อยอารมณ์กำหนัดที่ไม่ใช่เพียงจัดการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง และการได้เลือกภรรยาให้เขากก่อนตายย่อมดีกว่าตายไปอย่างค้างคา มันเป็นเครื่องยืนยันว่าหากวันที่เธอไม่อยู่แล้วเขาจะได้ไม่เศร้าใจมาก
เธอมั่นใจว่านูรีน คือผู้หญิงที่สามารถแทนที่เธอในฐานะภรรยาได้
“หักค่าของใช้ส่วนตัวและค่าเดินทางแล้ว หนูขอคืนค่าจ้างให้คุณนะคะ”
เสียงเล็กเอ่ยขึ้นมาทำลายความตั้งมั่นในหัว ซูซานหันขวับไปจ้องหน้า
“หมายความว่ายังไง??
เธอจะถอดใจง่ายๆแบบนี้ไม่ได้นะนูรีน” ซูซานโผเข้าประคองหัวไหล่เล็กแคบไว้
“เธอไม่เสียดายเงินห้าล้านจริงๆหรือ?”
“หนูคิดดีแล้วค่ะ” น้ำเสียงตะกุกตะกัก “อีกอย่างคุณการิมเค้ามั่นคงกับคุณมากหนูไม่มีทางแทรกกลางได้หรอกค่ะ”
“ฉันให้อีกสามล้าน”
คราวนี้นูรีนอ้าปากค้าง “คะ? ส..สามล้าน??”
“ใช่ ถ้าเธอตัดสินใจอยู่ต่อฉันให้ทันที และพรุ่งนี้ท่าน ‘อะดะบียะฮฺ’ แม่ของเค้าจะมาช่วยเจรจากับลูกชายให้ รับรองว่าครั้งต่อไปเธอจะไม่ถูกผลักไสแบบนี้ ฉันสัญญานูรีน”
คุณหมอประคองใบหน้ารูปไข่พร้อมเอ่ยร่ายยาวชนิดไม่เว้นช่วงพักหายใจ
“ก็ได้ค่ะ” เธอตอบรับเสียงอ่อนแต่ความกังวลยังคงอยู่ในแววตากลมสวย
เธอเดินกลับมาในห้องพักสี่เหลี่ยมมีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน แต่มีสิ่งเดียวที่เธอขาด
นั่นคือความสุข
“เห้อ”
มือกดสวิตซ์เปิดไฟในห้องก่อนเดินห่อไหล่ตรงไปยังโต๊ะอ่านหนังสือ มือเรียวข้ามสมุดไดอารี่ที่วางอยู่เอื้อมไปหยิบเอาหนังสือนิยายเล่มหนาขึ้นมากาง ‘วิมานรักเจ้าทะเลทราย’ นิยายโรมานซ์เล่มใหญ่จำนวน600กว่าหน้า เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับราชาผู้มั่นคงในรักเดียวและตอนจบก็สมหวัง
อันที่จริงหนังสือนิยายเล่มนี้เธอได้มาจากห้องพี่ดาวลูกสาวป้าสมพรเมื่อ7ปีก่อน ป้าบอกจะเอาไปชั่งกิโลขายเธอจึงขอไว้ ป้าสมพรทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ต่างประเทศนานๆป้าแกจึงกลับบ้านมาที พอเห็นห้องลูกสาวรกจนทนไม่ไหวจัดการเก็บกวาดครั้งใหญ่โดยมีเธอเป็นลูกมือคอยช่วยและได้เงิน500เป็นค่าตอบแทน แม้จะผ่านมานานเจ็ดปีเธอยังจำได้แม่นว่าเคยดมดอมหอมแบ๊งค์สีม่วงอย่างดีใจ
หนังสือเล่มนี้เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่เธอนำติดตัวข้ามน้ำทะเลมา คุณซูซานเธอบอกว่าไม่ต้องเก็บเสื้อผ้าหรือของใช้ใดๆติดตัวมาซึ่งเธอก็ทำตามแต่ขอเพียงแค่หนึ่งอย่าง นั่นคือหนังสือเล่มนี้
ครืด
นิ้วเรียวค่อยๆกรีดกรายแผ่นกระดาษเก่าจนเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอย่างระมัดระวัง อันที่จริงเธอชื่นชอบในเนื้อหาแต่ไม่ได้ถึงขั้นขาดไม่ได้จนต้องนำมาด้วยหรอก
สิ่งที่อยู่ข้างในหนังสือต่างหากล่ะที่สำคัญ
เธอบรรจงหยิบก้านกุหลาบเหี่ยวเฉากับกลีบสีน้ำตาลไหม้แบนๆที่ซุกซ่อนอยู่ในหนังสือประมาณกลางเล่มขึ้นมาจ้องมอง
กุหลาบแห้งกรังดอกนี้มันเคยสวยงาม กลีบใหญ่สีแดงสดใส เธอตัดก้านเฉียงปักไว้ในแจกันน้ำที่โรยน้ำตาลเอาไว้อย่างดีเพื่อรักษาความสด
แต่ความงามที่ถูกพรากจากต้นย่อมมีวันเหี่ยวเฉา เธอจึงหยิบเอาหนังสือเล่มหนาสุดมาใช้เป็นที่เก็บดอกไม้แห่งความทรงจำดอกนี้
แล้วเหตุการณ์เมื่อเจ็ดปีก่อนก็หลั่งไหลเข้ามามากมาย
“เห้อ”
หญิงสาวจ้องมองได้สักพักใหญ่
แล้วน้ำตาเอ่อท้นออกมา
“ปวดใจจัง”
เธอรีบสลัดศีรษะ ปาดน้ำตา และเก็บดอกกุหลาบไว้ในหนังสือดังเดิมก่อนเดินครางโอดโอยมือลูบบั้นท้ายที่กระทบพื้นตอนนี้มันคงจะช้ำเป็นแน่
“โอยเจ็บชะมัด”
ร่างบางนอนเอามือก่ายหน้าผาก การพยายามยั่วยวน และถูกผลักไส ซ้ำไปวนมาเช่นนี้ เธอจะทนได้อีกนานแค่ไหนกัน?
แต่ถ้าเทียบกับเงินอีกสามล้านแล้วคิดว่าคงมากพอให้เธอข่มตานอนหลับลงได้อีกคืน
“ท่านอุมมูการิมมาแล้วครับ”
บาดาวี ผู้มีหน้าที่อารักขาการิมเดินเข้ามาแจ้งเจ้านายในห้องทำงาน
“ให้ท่านเข้ามาสิ”
ร่างใหญ่ในชุดโต๊ปสีขาวลุกขึ้นยืนรอต้อนรับมารดาซึ่งไม่ได้เจอหน้ากันนานหลายเดือน มาวันนี้ท่านยังสดใสต่างจากบุตรชายที่ใบหน้าโทรมตอบดวงตาหลุบโรยบ่งบอกถึงสภาพจิตใจโดยไม่ต้องไถ่ถาม
“ลมอะไรหอบมาหรือครับ?” เสียงทุ้มเอ่ยถามทว่าสายตาเหลือบมองผู้ติดตามของแม่ซึ่งเป็นบุคคลรับใช้เก่าแกประจำบ้าน แต่ตอนนี้กลับติดสอยห้อยตามมาด้วย
“สายลมแห่งความรัก และห่วงใยยังไงล่ะ” ผู้แม่ตอบขณะทอดกายลงนั่งบนเก้าอี้เบาะนุ่ม
“นานๆจะเห็นป้าออกมาข้างนอกที ไหนๆก็มาแล้ว ช่วยพาหลานป้ากลับบ้านเถอะครับ” การิมโพล่งขึ้นจนผู้แม่ยกมือทาบอกเพราะยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับป้าสมพร เธอต้องการจะบอกหลังจากพูดคุยกับการิมสักสิบนาทีค่อยพาเธอไปหาหลาน
“คะ?”
ป้าสมพรทำหน้าฉงน มองดูแววตาที่การิมจ้องมองมาที่เธอแล้วคงไม่ได้หมายถึงใครอื่น
“หลานป้ารึคะ?”
เขาไม่ตอบ หากแต่เอ่ยเรียกอารักขาหนุ่มพาเธอไปหาหลานสาว
“บาดาวี ช่วยนำทางพาป้าไปเจอหลานสาวเธอที”
“ครับ”
“แกมาขายศักดิ์ศรีแบบนี้ทำไม แกทำเพื่ออะไรนูรีน แล้วคุณการิมเค้าออกจะรังเกียจแกเลยด้วยซ้ำ! ถึงว่าล่ะได้ข่าวว่าแกดร็อปเรียนเอาไว้ ที่แท้ก็มาแบร่างถ่างขาให้ผู้ชายแบบนี้ ใช้ได้ซะที่ไหนกัน!”
เธอโดนป้าสมพรเอ็ดตะโรยกใหญ่ รู้อย่างนี้ไม่น่าบอกป้าว่ามาเป็นนางบำเรอเขาเลย บอกไปว่าเป็นสาวใช้ก็คงสิ้นเรื่อง
“อธิบายป้ามาสิ เอาแต่เงียบแบบนี้ได้ไง”
เธอยังคงนั่งก้มหน้าเงียบ ป้าจึงใจอ่อนและตะล่อมถาม
“เฮ้อ นังนูรีนเอ๊ย ที่บ้านคงกำลังลำบากสินะ แล้วทำไมพ่อเอ็งไม่เห็นบอกป้าเลยสักคำ ป้าช่วยได้นะ อยากได้เท่าไหร่ กี่แสนป้าก็พอให้ได้”
“ห้าล้านค่ะ”
ร่างบางลอยวืดตามแรงฉุดกระชากลากดึงเธอจากหน้าห้องพักผ่านโซนต่างๆท่ามกลางสายตาเหล่าลูกน้องบริวารที่ออกอาการสงสัย เพราะปกติเจ้านายจะรังเกียจสาวใช้ผู้นี้จนแทบไม่ชายตาแล ฟึ่บเธอถูกเหวี่ยงลงเตียงนอนจนหน้ามืด แล้วร่างใหญ่ทาบทับลงมาคร่อมบนตัว “ดะ เดี๋ยวค่ะ”“เฮอะ ทีแบบนี้กลัว?” “ไม่ใช่ค่ะ คือ หนูขอเตรียมใจสักหนึ่งชั่วโมง อ๊ะ.โอ๊ย.” กรอบหน้าเรียวเล็กถูกมือใหญ่บีบเต็มแรงแล้วคลายออก เธอชักกลัวจนสติแตกกระเจิงพยายามมองหาทางหนีทีไล่ “ซูซานจ้างเธอเท่าไหร่นะ?” เสียงแหบห้าวเอ่ยถามรอดไรฟัน“ฮะ ห้าล้านค่ะ”“โห้ ห้าล้านเลยหรือ? ไหนลองทำให้ฉันพอใจสิ” “คะ คุณต้องการแบบไหนคะ?”“ทำยังไงก็ได้ที่ไม่ต้องสอดใส่ เพราะฉันขยะแขยงผู้หญิงหากินแบบเธอจนไม่อยากแนบเนื้อให้เชื้อโรคเข้าร่างกาย”นูรีนเม้มริมฝีปากแน่น ตกใจจนอกสั่นขวัญแขวนที่อยู่ๆเขาเป็นฝ่ายรุกจนเธอไม่ได้ตั้งตัว หน้าอกอวบกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรงหมั่บ“โอ๊ยย” เธอดิ้นพล่านเมื่อถูกสองมือใหญ่กอบกุมพร้อมขยำอย่างแรง“ซี้ดดด ..หนูเจ็บ บะ เบาๆค่ะ”เขาไม่สนคำขอ ลากลิ้นสากตวัดเลียรอบใบหูจนเธอขนลุกซู่แล้วออกคำสั่งต่อ“หลับตา”“อะ อื้อออ”“ฉันสั่งให้หลับตา!”“อ๊ะ
“หา?” ผู้ป้าชะงักค้าง เอียงหูฟังอีกครั้งให้แน่ใจ “ว่าไงนะ?”“เค้าจ้างหนูมาห้าล้าน และเมื่อวานคุณซูซานเธอให้อีกสามล้าน แล้วถ้ามีลูกสืบทายาทให้ก็ได้ร่วมสิบๆล้านเลยค่ะ” “แม่เจ้า” ฝ่ามืออวบเหี่ยวย่นยกขึ้นทาบหว่างอกถ้าจ้างเยอะขนาดนี้แสดงว่าคงเจาะจงแค่นูรีนใช่ไหมนะ? เธอหันกลับมามองหน้าหลานสาวอย่างจับผิด“ช่างเหอะป้า” เธอรีบเอ่ยปัด“จะมาชงมาช่างได้ยังไง เยอะขนาดนี้เอ็งไม่สงสัยอะไรหน่อยหรือ?”“ไม่หรอก พอฉันได้เงินแปดล้านก็ไม่ได้สงสัยอะไรแล้ว” ขณะที่ป้ากำลังจะเผยอปากเอ่ยเธอรีบแทรกทันควัน “ลูกชายป้าทักมายืมฉันแล้วนะสองแสน และฉันโอนไปให้แล้วด้วย” “เห้อ” ร่างอวบหย่อนสะโพกลงนั่งเคียงข้าง“งั้นก็ รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีๆนะ” ป้าสมพรจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มพลางลูบหัวที่ถูกคลุมด้วยฮิญาบป้อยๆถึงว่าล่ะ ทำไมอยู่ๆท่านอุมมูการิมถึงได้ชักชวนเธอมาเป็นผู้ติดตามแทนอีกคน ที่แท้ก็จะพามาพบหลานสาวเธอนี่เอง เมื่อภายในห้องหลงเหลือเพียงเขาและมารดา ท่านอะดะบียะฮฺ จึงเปรยขึ้นว่า“มันเป็นความต้องการของซูซานเองนะ ทำไมหรือ? แค่มีเมียเพิ่มอีกสักคนทำไมต้องปฏิเสธให้ยุ่งยาก? ลองเปิดใจเชยชมดูสักหนึ่งคืนถ้าไม่ถูกใจชีกห์
อาจจะเพราะอาการป่วยและความคาดหวังอันแรงกล้าว่าอยากจะเห็นหน้าทายาทของเขาก่อนตาย เธอรู้ดีว่าสภาพร่างกายตัวเองไม่สามารถมอบความสุขให้สามีได้ การิมทนเปลี่ยวมานานเธอเห็นใจเขาสมควรจะได้รับการปลดปล่อยอารมณ์กำหนัดที่ไม่ใช่เพียงจัดการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง และการได้เลือกภรรยาให้เขากก่อนตายย่อมดีกว่าตายไปอย่างค้างคา มันเป็นเครื่องยืนยันว่าหากวันที่เธอไม่อยู่แล้วเขาจะได้ไม่เศร้าใจมาก เธอมั่นใจว่านูรีน คือผู้หญิงที่สามารถแทนที่เธอในฐานะภรรยาได้ “หักค่าของใช้ส่วนตัวและค่าเดินทางแล้ว หนูขอคืนค่าจ้างให้คุณนะคะ”เสียงเล็กเอ่ยขึ้นมาทำลายความตั้งมั่นในหัว ซูซานหันขวับไปจ้องหน้า“หมายความว่ายังไง?? เธอจะถอดใจง่ายๆแบบนี้ไม่ได้นะนูรีน” ซูซานโผเข้าประคองหัวไหล่เล็กแคบไว้ “เธอไม่เสียดายเงินห้าล้านจริงๆหรือ?”“หนูคิดดีแล้วค่ะ” น้ำเสียงตะกุกตะกัก “อีกอย่างคุณการิมเค้ามั่นคงกับคุณมากหนูไม่มีทางแทรกกลางได้หรอกค่ะ”“ฉันให้อีกสามล้าน” คราวนี้นูรีนอ้าปากค้าง “คะ? ส..สามล้าน??” “ใช่ ถ้าเธอตัดสินใจอยู่ต่อฉันให้ทันที และพรุ่งนี้ท่าน ‘อะดะบียะฮฺ’ แม่ของเค้าจะมาช่วยเจรจากับลูกชายให้ รับรองว่าครั้งต่อไปเธอจะไม่ถ
เตรียมตัวเตรียมใจอย่างนั้นหรือ ชีกห์การิม ดุยิ่งกว่าอะไรในโลก เขาน่ากลัวจนเธอนับครั้งได้ว่าตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่อยู่ในดินแดนทะเลทรายแห่งนี้เธอเผลอเงยขึ้นสบตาเขากี่ครั้ง หนึ่งปีที่ว่ายาวนาน กำลังรู้สึกว่ามันรวดเร็วเกินไปหากต้องใช้มารยาอ่อยผู้ชายน่ากลัวคนนั้นเป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับคนรวยที่ชอบคิดอะไรซับซ้อนถึงขนาดจ้างวานหาคนมาบำเรอสามีตนเอง แต่จะว่าไปแล้ว งานประหลาดที่ว่ามันก็เหมาะสำหรับคนยากจนอย่างเธอดี นับว่าเป็นสมดุลของโลกสินะ“เห้อ” หญิงสาวถอนหายใจก่อนเดินเข้าไปเสิร์ฟเครื่องดื่มให้แขกคนสำคัญของเจ้านาย อีกครั้งที่สายตาดุดันเพ่งมองเธอราวกับจะฆ่าให้ตายคามือ นี่น่ะหรือ ชายที่เธอจะต้องเผด็จสวาทให้ได้ ดุยิ่งกว่าอะไรดี“ใครสั่ง?” “เอ่อ นายหญิงค่ะ” เธอยืนก้มมองพื้นตอบเสียงอ้อมแอ้ม“เอากลับคืนไป”มือเรียวเตรียมหยิบขวดกลับคืนแต่ทว่าแขกของเขารีบเอ่ย“เฮ้ ไม่เป็นไร วางไว้ตรงนี้แหละ ขอบใจนะ ..ว่าแต่เธอชื่ออะไรหรือ?”“นูรีนค่ะ” ใบหน้าเรียวค่อยๆเงยขึ้นสบมองดูแขกที่ชื่อคุณยาซัดผู้มีใบหน้าคมคาย แต่เหนือสิ่งอื่นใดเธอชื่นชมในความเป็นมิตรของเขา ริมฝีปากชมพูระเรื่อคลี่ยิ้มกว้างอวดฟันขาวเรีย
ริมฝีปากบางละเมียดดื่มกาแฟผสมนมรสชาติกลมกล่อมละมุนลิ้นสูดกลิ่นความหอมกรุ่นแล้วหวนรำลึกถึงงานพาร์ทไทม์ที่ร้านกาแฟในใจกลางกรุงเทพมหานคร เป็นงานที่ค่อนข้างจะหนักสำหรับนักศึกษาภาคปกติชั้นปีสองที่ต้องคอยส่งรายงานให้ครบและยังต้องรีบเข้างานให้ทันเวลาในชุดนักศึกษาถอดเข็มกลัดตรามหาวิทยาลัยส่วนเสื้อกันเปื้อนสำหรับสวมในร้านเธอพกไว้ในกระเป๋าสะพายไปทุกวันเพื่อความสะดวก ภาพที่เพื่อนๆเห็นจนชินตาคือการที่นักศึกษาใบหน้าสวยจิ้มลิ้ม ผิวขาวเนียนผ่องร่างเพรียวผอมมองเผินๆเหมือนลูกผู้ดีมีชาติตระกูลเดินแกมวิ่งออกจากคลาสเรียนก่อนใครเพื่อนพร้อมดึงทึ้งเสื้อกันเปื้อนปักโลโก้ร้านกาแฟออกมาสลัดพลางสวมคล้องคอและก้าวฝีเท้าลงจากตึกคณะอย่างว่องไว เธอใช้ผ้ากันเปื้อนคลุมหัววิ่งฝ่าแดดไปอีกกว่าร้อยเมตรหยุดยืนข้างถนนมองซ้ายขวาก่อนข้ามทางม้าลายไปทำงานในร้านกาแฟที่อยู่อีกฟาก คอฟฟี่ การ์เด้นท์ คือชื่อร้านที่เธอทำงานอยู่ ลักษณะภายในร้านจะตกแต่งสไตล์นอร์ดิกเปิดเพลย์ลิสดนตรีเปียโนคลอเบาๆให้ความรู้สึกสบายใจสำหรับลูกค้า แม้แต่พนักงานอย่างเธอเองก็พลอยรู้สึกอย่างนั้นทุกครั้ง เนื่องด้วยสภาพอากาศกลางกรุงตอนบ่ายแก่ๆ ที่มีเพียงฤดูร้อนน







