Masuk04
ตัดขาด
“คุณชายท่านนี้มีไข้สูงนัก ร่างกายซูบผอมและอ่อนเพลีย ยามนี้ไม่เป็นอันใดมากแล้ว พักผ่อนและกินยาตามที่ข้าให้ไว้เพียงเท่านี้ก็จะหายดี คุณชายหยางโปรดวางใจ” หมอที่ถูกตามมารักษาคนป่วยเอ่ยบอกกับหยางหมิง
“ท่านหมอ” ดวงตาคมฉายแววกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด ในที่สุด หยางหมิงก็เลือกที่จะเอ่ยถามสิ่งที่สงสัยภายในใจ “รอยแผลเป็นที่หน้าท้องนั่น”
“รอยเช่นนี้ข้าเองก็ไม่เคยพบ จะบอกชี้ชัดให้แก่คุณชายก็ไม่แน่ใจนัก คงบอกได้แค่ว่าคุณชายท่านนี้มีร่างกายที่พิเศษมากกว่าบุรุษทั่วไป หากเป็นคนรักของคุณชาย…”
“เขาเป็นทาสในจวนข้าก็เท่านั้น” หยางหมิงปฏิเสธเสียงแข็ง “ไม่มีสิ่งใดแล้ว เช่นนั้นข้าไม่รบกวน”
คนเป็นหมอได้แต่ถอดถอนหายใจ เขารู้ดีว่าไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายเรื่องของทั้งคู่ หากแต่ถ้าคนที่นอนอยู่บนเตียงเป็นเพียงทาสคนหนึ่ง เหตุใดจึงยอมให้ทาสชั้นต่ำนอนบนเตียงของผู้เป็นนายได้เช่นนี้กัน “เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
หยางหมิงเหลือบมองร่างผ่ายผอมที่นอนไร้สติอยู่บนเตียงกว้าง นัยน์ตาฉายแววหม่นหมอง เพราะความรู้สึกภายในใจเริ่มตีรวนจนเขาแทบเสียสติ เพราะคราแรกเพียงแค่คิดอยากกลั่นแกล้งอี้เฟิงเท่านั้น ไม่คิดว่าอี้เฟิงจะโต้ตอบเขาด้วยวิธีนี้
ร่างหนาทรุดกายลงด้านข้างเตียงที่ว่างอยู่ มุมปากแสยะยิ้มอย่างที่เขาเคยทำให้อีกฝ่ายเห็น ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมมือใช้นิ้วเรียว ๆ เกลี่ยใบหน้าที่หลับตาพริมเพราะพิษไข้
“เสี่ยวหมิงอย่างนั้นหรือ” หยางหมิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ริมฝีปากที่แสยะยิ้มค่อย ๆ แปรเปลี่ยนขบเม้มจนเป็นเส้นตรง “เสี่ยวหมิงของเจ้าตายไปแล้ว”
“เจ้าเกิดทีหลังข้า เช่นนั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าเสี่ยวหมิงดีหรือไม่”
“แต่ข้าเป็นสามีเจ้า เจ้าควรเรียกข้าว่าท่านพี่ถึงจะถูก”
“ก็ได้ ไว้ข้าแต่งงานเข้าจวนเจ้าแล้ว ข้าจะเรียกเจ้าว่าท่านพี่ ตกลงตามนี้ เช่นนั้นยามนี้เจ้าก็เป็นเสี่ยวหมิงของข้า”
“แค่ก ๆ”
เสียงไอโขลก ๆ ของคนบนเตียงทำให้ร่างหนาที่กำลังหวนนึกถึงอดีตรู้สึกตัว หยางหมิงลุกขึ้นไปประคองอี้เฟิงที่กำลังหยัดกายลุกขึ้นจากเตียง ทว่ามือหนากลับโดนอีกฝ่ายปัดออกอย่างไร้เยื่อใย
“อย่าแตะต้องตัวข้า”
หยางหมิงชะงัก ทว่าก็ยอมถอยออกห่างจากอี้เฟิงตามที่เจ้าตัวบอก “อ่อนแอเพียงนี้เจ้ายังอวดดีไม่เลิก”
“เรื่องของข้า ข้าจะกลับไปหาอี้หลาน” อี้เฟิงเอ่ยเสียงราบเรียบ ก่อนจะค่อย ๆ พยุงร่างที่หนักอึ้งให้ลุกขึ้น ทว่าไม่ทันได้ก้าวเท้าลงจากเตียง จู่ ๆ ภายในหัวก็ดับวูบ อี้เฟิงล้มลงกับเตียงราวกับว่าเรี่ยวแรงที่เพิ่งใช้ไปทั้งหมดนั้นสูญเปล่า
“เจ้าต้องพักผ่อน” หยางหมิงออกคำสั่ง ซ้ำยังใช้ท่อนแขนทั้งสองข้างตรึงร่างบางให้นอนราบกับเตียง
“ข้าบอกให้ปล่อย”
“อี้เอ๋อร์ เจ้าไม่สบาย นอนพักเถิด ส่วนอี้หลานข้าจะให้สาวใช้พามาหาเจ้าพรุ่งนี้” หยางหมิงเอ่ยเสียงอ่อน เพราะไม่อยากก่อกวนหรือกลั่นแกล้งคนป่วย ไม่ใช่ว่าเขาใจอ่อนแต่เพราะ…
เพราะเหตุใดก็ไม่รู้เช่นกัน…
“หยุดเรียกข้าด้วยชื่อนั่นเสียที” ร่างบางขดคู้กายทั้งตัวสั่นเทาเพราะสะอื้นไห้ “ไม่ว่าจะอี้เอ๋อร์หรือคุณชายอี้ที่เจ้าเรียก ล้วนแต่ตายไปจากเจ้าแล้วทั้งนั้น ชีวิตนี้ข้าเหลือแต่อี้หลานเพียงคนเดียว หยางหมิงหรือเสี่ยวหมิงก็ล้วนแล้วแต่ตายไปจากข้าเช่นกัน ยามนี้ทั้งข้าและเจ้าต่างเป็นคนแปลกหน้า ข้าเป็นเพียงทาสชั้นต่ำที่เจ้าซื้อมา ส่วนเจ้าก็คือคุณชายหยางเท่านั้น”
“ข้า…” หยางหมิงนิ่งอึ้ง ได้แต่มองร่างบอบบางที่นอนหันหลังร้องไห้ตัวสั่นเทาอยู่ตรงหน้า มือหนาหมายจะไขว่คว้าร่างนั้นเขามากอด ทว่าเขาทำได้แต่เพียงหักห้ามใจ “ข้าจะจำไว้”
อี้เฟิงไม่ได้หลับไปในทันที แม้จะรู้ว่าหยางหมิงออกจากห้องไปนานแล้วก็ตาม ภายในใจเขานึกเป็นห่วงอี้หลาน ตั้งแต่เช้าเขาไม่ได้กลับไปดูแลอี้หลานเลยสักน้อย แม้อยากพบบุตรชายทว่าติดที่เรี่ยวแรงที่มีทำได้แค่นอนอยู่บนเตียงนี้ต่อไปเท่านั้น อี้เฟิงข่มตานอนไม่อยากคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ อีก เขาคิดว่าสิ่งที่เขาเอ่ยแก่หยางหมิงอีกฝ่ายคงเข้าใจดี
“ท่านพ่อ ท่านตื่นแล้ว” เสียงเจื้อยแจ้วเอ่ยเรียกขานบิดาที่เพิ่งลืมตาตื่นขึ้นหลังได้นอนพักผ่อนจนเต็มอิ่ม
“ข้าตื่นแล้ว” อี้เฟิงพูดพร้อมกับขยับกายลุกขึ้นนั่ง ความปวดร้าวที่ศีรษะหายเป็นปลิดทิ้ง เรี่ยวแรงที่เคยน้อยจนแทบขยับกายไม่ได้ก็คืนกลับมาหลายส่วน อี้เฟิงรู้สึกราวกับได้เกิดใหม่
“ท่านพ่อกำลังมองหาสิ่งใดอยู่หรือ” อี้หลานเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าบิดาไม่ได้มองมาที่ตนเอง ก่อนจะปีนขึ้นบนเตียงแล้วใช้มือเล็ก ๆ จับใบหน้าของบิดาให้หันมามอง “ข้าอยู่นี่ท่านพ่อข้าอยู่นี่ ท่านมองเห็นข้าหรือยัง”
รอยยิ้มร่าเริงของอี้หลานทำให้อี้เฟิงยิ้มออก เขาดึงเด็กน้อยเข้ามาสวมกอด ก่อนจะกดหอมเบา ๆ ที่แก้ม ช่วงนี้อี้หลานกินเก่ง ตั้งแต่พวกเขาถูกซื้อตัวมา อี้หลานก็ไม่ได้อดอยากเหมือนเช่นแต่ก่อน เด็กน้อยร่างผ่ายผอมไม่ต่างจากอี้เฟิงจึงเริ่มมีเนื้อมีหนังเหมือนเด็กกำลังโตทั่ว ๆ ไป
“ข้าเห็นแล้ว ไหน ดูสิเจ้าอ้วนขึ้นหรือไม่นะ อีกหน่อยเจ้าต้องกลายเป็นลูกหมู ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าอุ้มเจ้าไม่ไหวแน่เลย” อี้เฟิงหยอกล้อทั้งกอดและหอมอี้หลานจนเด็กน้อยหัวเราะอย่างชอบใจ
“ท่านพ่อพอแล้ว ข้าเหนื่อยแล้ว”
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะหายดีแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นหลังจากยืนฟังพ่อลูกเล่นสนุกจนไม่ทันสังเกตเห็นว่าภายในห้องไม่ได้มีเพียงพวกเขา อี้หลานที่หันมามองว่าใคร เมื่อเห็นหยางหมิง เด็กน้อยก็มีท่าทีหวาดกลัวโอบกอดคอของอี้เฟิงจนแน่น ซ้ำยังเอาแต่ซุกใบหน้าอยู่กับอกของบิดา
“ขอบคุณคุณชายหยางที่เป็นห่วง ข้าหายดีแล้ว ข้าขอตัวพาอี้หลานกลับ…”
“กินข้าวและกินยาก่อนค่อยกลับ”
“ข้าไม่รบกวนคุณชาย”
“อย่าอวดดีอี้เฟิง ทำตามที่ข้าสั่ง เพราะข้าไม่ได้ใจดีกับเจ้าเช่นนี้บ่อยนัก” เสียงตวาดของหยางหมิงทำเอาร่างเล็กในอ้อมกอดของอี้เฟิงสะดุ้ง อี้หลานกระชับแขนกอดบิดาแน่นกว่าเดิม อี้เฟิงลูบหลังปลอบโยนเด็กน้อยทว่าสายตากลับมองหยางหมิงอย่างไม่พอใจที่ทำให้อี้หลานหวาดกลัว ก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหารที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี เพราะรู้ดีว่าหยางหมิงไม่มีทางให้พวกเขากลับไปง่าย ๆ หากไม่ยอมทำตามคำของเขา
อี้เฟิงปลอบอี้หลานอยู่สักพักกว่าที่เด็กน้อยจะยอมปล่อยแขนออกจากลำคอและนั่งนิ่ง ๆ ที่เก้าอี้ด้านข้าง อี้หลานลอบมองใบหน้าเรียบนิ่งของหยางหมิงเป็นระยะ เมื่อหยางหมิงสบตา อี้หลานก็รีบหลบสายตาทันที จากนั้นก็เริ่มลอบมองใหม่
“ท่านพ่อ” อี้หลานนั่งก้มหน้ามองข้าวในจาน เอ่ยเรียกบิดาเสียงแผ่ว
ทว่าไม่ทันที่อี้เฟิงจะขานรับ กลับเป็นหยางหมิงที่เอ่ยออกมาแทน “เวลากินห้ามคุย”
“อี้หลานก็แค่เด็ก หากคุณชายหยางไม่พอใจเช่นนั้นข้าก็ไม่รบกวน” ทว่าผู้ใหญ่ที่ถูกดุแทนไม่โต้ตอบ ได้แต่นั่งทำใบหน้าบึ้งตึงคีบไก่ชิ้นใหญ่วางลงในจานของอี้เฟิง
“อี้หลาน อันนี้ของเจ้า” อี้เฟิงคีบไก่ชิ้นที่หยางหมิงคีบให้ลงบนจานของอี้หลาน “เจ้าต้องกินเยอะ ๆ รู้หรือไม่”
“ตะ…แต่ข้า” อี้หลานมองสลับบนจานของตนเองกับใบหน้าของหยางหมิง ก่อนจะค่อย ๆ คีบไก่เข้าปาก “อร่อย” พร้อมกับเอ่ยออกมาเสียงเบาเพราะกลัวจะถูกดุที่ทำเสียงดัง อี้เฟิงยิ้มร่าที่เห็นว่าบุตรชายชอบ จึงคีบเนื้อไก่มาวางให้อีกอยากตามใจ
“เจ้าไม่กินหรือ” อี้เฟิงเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าหยางหมิงที่หลังจากคีบเนื้อไก่ให้ก็ไม่แตะอะไรบนโต๊ะอีกเลย เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลานั่งกอดอกทำสีหน้าบึ้งตึงจึงเข้าใจ มือเรียวคีบเนื้อไก่วางบนจานของหยางหมิงบ้าง ก่อนจะเอ่ยแก้ต่างในสิ่งที่ทำไปเมื่อครู่ “ข้าทำเพื่อขอบคุณที่พาอี้หลานมาหาข้าเท่านั้น”
หยางหมิงลอบยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นว่าอี้หลานแอบมองจึงกลับมาทำสีหน้าราบเรียบเช่นเดิม
มื้ออาหารมื้อนี้ผ่านไปค่อนข้างราบรื่น สาวใช้นำยาที่ต้มแล้วมาให้อี้เฟิงดื่ม จากนั้นก็นำยาส่วนที่เหลือเตรียมไว้ให้อี้เฟิงนำกลับไปดื่ม อี้หลานที่เริ่มคุ้นชินกับหยางหมิงบ้างแล้วก็ไม่ค่อยออดอ้อนบิดา แต่ถึงกระนั้นก็ยังหลบหน้าไม่กล้าสบตาหยางหมิงอยู่ดี
“อี้หลานขอบคุณของคุณชายหยางเสียก่อน”
อี้หลานค่อย ๆ โผล่ใบหน้าออกจากด้านหลังของบิดา เด็กน้อยเดินมายืนข้าง ๆ จากนั้นก็โน้มตัว “ขอบคุณคุณชายหยาง” จากนั้นก็กลับไปหลบด้านหลังบิดาเช่นเดิม
“ขออภัยที่รบกวนคุณชายหยาง ต่อจากนี้ข้าจะไม่รบกวนคุณชายอีก ได้โปรดวางใจเถิด”
“อย่าลืมหน้าที่เจ้าก็แล้วกัน”
“ข้าไม่ลืมขอรับ” อี้เฟิงพูดจบก็หันกลับไปอุ้มลูกชาย ทว่าไม่ทันได้ก้าวพ้นเขตประตู จู่ ๆ ประตูตรงหน้าก็ถูกเปิดออกอย่างแรง ทำให้อี้เฟิงต้องถอยหลังหลบ แต่ก็ยังไม่พ้นวิถีทางเดินของคนด้านนอกอยู่ดี ทำให้ร่างบางที่กำลังอุ้มเด็กน้อยถูกชนเข้าอย่างจัง หยางหมิงที่ตกใจก็รีบเข้าไปช้อนร่างที่กำลังจะล้มลงไว้ได้ทัน
“ท่านพี่” สตรีนางหนึ่งตะโกนเสียงดังลั่น ก่อนจะเบิกตาด้วยความตกใจ “ว้าย ตายแล้ว เป็นอันใดหรือไม่ ข้าไม่ได้ตั้งใจ พวกเจ้าเจ็บหรือไม่”
แสงสลัวจากเปลวเทียนบ่งบอกว่ายามนี้ผู้ที่นั่งอยู่ภายในห้องทำงานยังไม่ได้พักผ่อน อี้เฟิงที่พาอี้หลานเข้านอนแล้วเดินมาตามสามีเพื่อที่จะให้อีกฝ่ายเข้านอนด้วยเช่นกัน ทว่าไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใดผู้ที่นั่งอยู่ก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน “ข้าขอโทษ” “ขอโทษข้าด้วยเรื่องใดกัน” อี้เฟิงเอ่ยถามพร้อมกับยืนมองสามีที่กำลังจัดแจงหาหมอนนุ่มมารองที่นั่งเพื่อให้ภรรยาได้นั่งลง อี้เฟิงคลี่ยิ้มให้กับท่าทีใส่ใจแม้ว่าภายในใจของหยางหมิงยามนี้จะว้าวุ่นก็ตาม “ข้าไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นกับอี้หลาน หากข้าจัดแจงทุกอย่างให้ดีกว่านี้ อี้หลานคง…” “ข้าเองก็ไม่คิด แต่มันไม่ใช่ความผิดเจ้าเสี่ยวหมิง เรื่องราวมันผ่านไปแล้วเจ้าแก้ไขสิ่งใดไม่ได้ทว่าเจ้าก็ทำได้ดีมากแล้วเช่นกัน” อี้เฟิงเอ่ยปลอบใจสามีพร้อมกับเอื้อมมือไปกอบกุมมือหนาเอาไว้ “หากเปลี่ยนจากฝ่ามือเจ้าเป็นอ้อมกอดข้าคงยินดีกว่านี้” “แต่หากเจ้าเรื่องมากนักแม้แต่ฝ่ามือข้าเจ้าก็จะมิได้สิ่งใดสักอย่าง” แต่ทว่าไม่ทันไรก็เถียงกันเสียแล้ว แม้อี้เฟิงจะเอ่ยเช่นนั้นทว่าเมื่อเห็นหยางหมิงทิ้งกายลงนอน ใช้ตักของตนเองแท
“หากอี้หลานทำสิ่งใดผิดต่อฮูหยินข้าขออภัยด้วยขอรับ หากอยากให้ข้ารับผิดชอบสิ่งใดข้าก็ยินดีแต่อย่าได้เอาความกับอี้หลานเลย” อี้เฟิงเอ่ยขอร้องเพราะยามนี้เป็นห่วงอี้หลานเสียมากกว่า เด็กน้อยสั่นเทาและไม่ยอมคลายอ้อมกอดที่กอดบิดาเอาไว้ ทว่าดูเหมือนฮูหยินตรงหน้าจะไม่ยอมเสียง่าย ๆ“อี้เฟิง อี้หลาน” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกพร้อมกับเดินอย่างรีบร้อนทว่าไม่ทันที่อี้เฟิงจะได้ขานรับก็ถูกฮูหยิงตัดหน้าเสียก่อน“คุณชายหยางมาก็ดีแล้ว บ่าวใช้สองพ่อลูกคู่นี้นิสัยเสียยิ่งนัก” นางรีบพูดตัดหน้า ทว่าผู้ที่มาใหม่กลับได้สนใจคำพูดของนาง หยางหมิงรีบเดินเข้ามาประคองร่างอี้เฟิงโดยทันที “เด็กคนนั้นวิ่งชนข้าซ้ำยังพูดจากราวกับมิได้รับคำสั่งสอนจากบิดามารดา ข้าคิดว่าคุณชายไม่ควรที่จะเลี้ยงบ่าวใช้เช่นนี้ไว้ในจวน”“เป็นเช่นนั้นหรือ” หยางหมิงเอ่ยถามกับอี้เฟิงว่าจริงหรือไม่ที่นางพูดมาทั้งหมดอี้เฟิงพยักหน้ารับว่าอี้หลานวิ่งชนนางจริง“เห็นแล้วใช่หรือไม่คุณชายหยางว่าบุตรชายของบ่าวใช้ผู้วิ่งชนข้า”“ข้าเข้าใจแล้ว ฮูหยินว่าใจเถิด” หยางหมิงเอ่ยด้วยท่าทีราบเรียบ ก่อนจะย่อกายลงด้านข้างอี้หลานที่เอาแต่กอดอี้เฟิง ซุกใบหน้าเอาไว้ไม่ยอมเงยหน้
สายลมพัดพลิ้วแผ่วเบาพอให้อากาศที่ร้อนอบอ้าวในยามบ่ายได้ผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่นั่งพักอยู่นานก็ได้เวลาลงมือทำขนมให้อี้หลานตามที่ได้ให้สัญญาเอาไว้ อี้เฟิงตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำ*ยู่หยวนเป็นขนมมงคลที่นิยมทานในเทศกาลปีใหม่ ทำจากแป้งผสมกับหัวมันปั้นให้เป็นทรงแล้วนำไปต้ม มีรสชาติหวานและเหนียวนุ่ม ปกติแล้วจะทานคู่กับน้ำขิงทว่าวันนี้อากาศค่อนข้างร้อน อี้เฟิงจึงเปลี่ยนจากน้ำขิงเป็นน้ำตาลเคี่ยวพักให้เย็นและลอยด้วยดอกไม้กลิ่นหอมแทน“ท่านพ่อข้าขอเป็นคนไปเก็บดอกไม้ในสวนได้หรือไม่ขอรับ” อี้หลานเอ่ยถามผู้เป็นบิดาที่กำลังนั่งปั้นแป้งอยู่ ใบหน้าเด็กน้อยยู้ลงเมื่อเห็นว่าในมือของบิดาปั้นแป้งเป็นรูปดอกไม้ต่าง ๆ อย่างสวยงาม ผิดกับตนเองที่ทำได้แต่เพียงทรงกลม ๆ เท่านั้น มือเล็ก ๆ ยื่นไปด้านหน้าโชว์ผลงานของตนเองพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงผิดหวัง “ท่านพ่อดูสิ ข้าทำไม่สวยเลยให้ข้าไปเก็บดอกไม้เถิดขอรับ”อี้เฟิงมองก้อนแป้งกลม ๆ ขนาดไม่เท่ากันหลายลูกบนมือของบุตรชายก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจ เอ่ยอนุญาตให้อี้หลานไปเก็บดอกไม้ในสวนแทน เด็กน้อยที่ดีใจรีบลุกขึ้นวิ่งไปทันทีโดยที่มีพี่เลี้ยงและบ่าวใช้ลุกตามไปด้วยติด
แสงสลัวจากเปลวเทียนส่องกระทบเสี้ยวใบหน้าหล่อเหลา กองบันทึกรายงานมากมายตั้งวางอยู่บนโต๊ะไม่มีทีท่าว่าจะลดลงแม้แต่น้อย แม้ว่าผู้ที่ใช้เวลาทั้งวันในการอ่านสิ่งตรงหน้าจะเหนื่อยล้ามากแล้วก็ตามที หลังจากที่ตัดสินใจรับตำแหน่งอ๋องต่อจากบิดาแม้ว่าจะเตรียมใจเอาไว้บ้างแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าจะมากมายเสียจนเขาไม่มีเวลาดูแลภรรยาของตน “ยังไม่นอนหรือ” ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นจากกองบันทึก ส่งยิ้มให้กับร่างบางที่กำลังถือถาดน้ำชาเดินมาหา เมื่อเห็นดังนั้นผู้เป็นสามีก็รีบลุกขึ้นไปประคองร่างบางที่ยามนี้หน้าท้องเริ่มขยายใหญ่เพราะกำลังตั้งครรภ์บุตรของเขาอย่างระมัดระวัง “ไม่เห็นต้องถือมาเองลำบากเจ้าเปล่า ๆ” “ข้าก็ไม่ได้อยากมาตามเจ้านักหรอก เพียงแค่คิดว่าหากเจ้าเป็นอันใดขึ้นมาแล้วข้าต้องเลี้ยงลูกเพียงลำพังตั้งสองคน ข้าคงเหนื่อยไม่น้อย” “ได้ยินว่าเจ้าเป็นห่วงเช่นนี้ข้าก็ตายตาหลับ” แม้ว่าที่อี้เฟิงเอ่ยออกมาจะเป็นการประชด แต่สำหรับหยางหมิงเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายหมายความเช่นไร ผู้ที่เพิ่งได้รับตำแหน่งอ๋องหมาด ๆ รับถาดน้ำชาในมือของภรรยาไปวางไว้ ก่อนจะกลับมาประคองร่างบางให้นั่งลงข
“สวยหรือไม่” หยางหมิงเอ่ยถามพร้อมกับส่งสายตาสื่อความหมายให้อี้เฟิงมองไปยังสวนดอกไม้ที่อยู่ตรงหน้า “เจ้าเคยบอกข้าว่าอยากได้จวนที่เต็มไปด้วยสวนดอกไม้ ถึงยามเช้าเจ้าก็จะออกมาเดินเล่นและดูแลเหล่าดอกไม้ที่เจ้าเป็นคนปลูก ตกเย็นเจ้าก็จะเก็บดอกไม้เอามาประดับไว้ในที่ต่าง ๆ ในจวนให้เต็มไปหมด” หยางหมิงหยุดพูดเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองใบหน้าคนด้านข้างที่กำลังมองมาทางเขาอย่างตั้งใจฟังในสิ่งที่เขากำลังพูด ใบหน้าหล่อเหลาคลี่ยิ้มออกมาก่อนจะหันกลับไปมองตรงหน้าและเอ่ยต่อในสิ่งที่เขาค้างไว้“ข้าทำทุกสิ่งที่เจ้าเคยบอกเอาไว้ ทว่าจู่ ๆ ทุกอย่างราวกับว่าเป็นแค่เพียงฝุ่นอากาศสิ่งที่ข้าทำไว้เพื่อเจ้าในวันนั้นกลับกลายเป็นความว่างเปล่า เจ้าทอดทิ้งข้า หันหลังให้กับข้าแม้จะเป็นเช่นนั้นทว่าข้าก็ยังเก็บทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเจ้าเอาไว้ แม้ว่าข้าจะต้องปล่อยมือจากเจ้าก็ตาม”“จนกระทั่งวันนั้น วันที่ข้าได้พบกับเจ้าสิ่งที่ข้าคิดว่าถ้าหากวันหนึ่งข้าได้พบเจ้า เจ้าจะต้องมีความสุขใบหน้าของเจ้าจะประดับไปด้วยรอยยิ้มที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของข้า ทว่าสิ่งที่ข้าเห็นกลับทำให้ข้ารู้สึกโกรธแค้น เหตุใดเจ้าที่หันหลังให้ข้ากลับมีชีว
สายลมยามเย็นพัดพลิ้วเบา ๆ กระทบกับร่างผ่ายผอมที่กำลังยืนชื่นชมดอกไม้ภายในสวนหลังจวนของตระกูลหยาง อี้เฟิงกระชับผ้าคลุมผืนบางห่อกายเล็กน้อยเพื่อบรรเทาความเย็นจากสายลม สายตาทอดมองไปยังแปลงดอกไม้ต่างสีสันที่อยู่ตรงหน้าราวกับคนเหม่อลอยตลอดเวลาที่รักษาตัวและดูแลอี้หลานอยู่ในจวนของหยางหมิง เขาไม่คิดเลยว่าเรื่องราวทุกอย่างจะเป็นเพียงเพราะการจัดฉากของตระกูลอี้ กระดาษเพียงแผ่นเดียวสามารถทำให้เขาและหยางหมิงบาดหมางกันได้ถึงเพียงนี้ แม้ว่าทุกอย่างจะคลี่คลาย หยางหมิงก็รู้เรื่องที่เขาปิดบังมาตลอดเกี่ยวกับอี้หลานด้วยแล้ว แต่เขาก็ยังคิดไม่ตกอยู่ดีว่าจะทำเช่นไรต่อจากนี้คิดไม่ถึงด้วยซ้ำว่าตนเองจะตั้งครรภ์อีกครั้ง หากมิใช่เพราะโดนวางยาในคราวนั้นเห็นทีเขาเองก็ไม่รู้ตัว แต่สิ่งที่ทำให้อี้เฟิงคิดหนักเห็นทีจะมิใช่เรื่องที่ผ่านมา…หลังจากเรื่องในคืนนั้นหยางหมิงกลับไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก ซ้ำยังปฏิบัติกับเขาและอี้หลานเป็นอย่างดีจนเขาเองก็นึกแปลกใจไม่น้อย ครั้นพอรักษาตัวจนหายดีอี้เฟิงจึงตัดสินใจว่าจะกลับไปอยู่บ้านของตนเอง ทว่าก็โดนหยางหมิงปฏิเสธและรั้งเขากับลูกเอาไว้ทุกวิถีทาง แต่ทุกอย่างจะไม่เป็นสิ่งใดเลยหา
“ฟื้นแล้วหรือ ข้ารู้สึกว่าคุณชายกับข้าเจอกันบ่อยเหลือเกิน” ท่านหมอเอ่ยทักเมื่อเห็นว่าคนป่วยที่เขากำลังรักษาลืมตาขึ้น“ขะ…ปวดท้อง” เป็นสิ่งหนึ่งที่อี้เฟิงสัมผัสได้หลังจากที่ตนเองตื่น ความเจ็บร้าวที่ท้องน้อยทำเอาใบหน้าซีดเซียวนิ่วหน้า“ช่างน่ายินดี ๆ” ท่านหมอพูดวนซ้ำไปซ้ำมา ก่อนจะคลี่ยิ้มให้กับอี้เฟิ
“ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่”หลังจากที่อี้เฟิงกลับมาถึงห้องนอนของตนเอง ร่างผ่ายผอมก็เดินเข้าไปกอดเด็กน้อยที่นอนหลับพริ้มอยู่บนเตียงอย่างรักใคร่ เขาแทบจะไม่มีเวลาได้ดูแลอี้หลานเลย ถึงอย่างนั้นอี้หลานก็ไม่เคยงอแง อี้เฟิงนึกตำหนิตนเองว่าไม่ได้ทำหน้าที่ของบิดาที่ดีมากพอนัก เขาจุมพิตลงบนแก้
เรือนรับรองขนาดเล็กไม่ไกลจากเรือนของคุณชายหยาง ถูกใช้เป็นที่เรือนรับรองของคุณหนูเฟยฮวาตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อน หลังจากวันที่อี้เฟิงได้พบกับนางหลายวันมานี้ก็ไม่ได้เจอนางอีกเลยจนกระทั่งเช้าวันนี้อี้เฟิงเดินตามเฟยฮวาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ไม่แน่ชัดว่าที่นางเอ่ยเมื่อครู่นั้นใช่เรื่องที่เขากำลังกังวล
ริมฝีปากบางถูกครอบครองโดยคนที่กำลังบันดาลโทสะ ความเจ็บแปลบที่ถูก หยางหมิงขบกัดอย่างเอาแต่ใจทำให้อี้เฟิงต้องยินยอมโอนอ่อนผ่อนตาม แม้นหยาดน้ำตาจะไหลรินด้วยความเจ็บหน่วงภายในจิตใจกับการกระทำนั้นของหยางหมิง แต่อี้เฟิงก็ไม่คิดจะเอ่ยห้ามอีก มือหยาบหนาลูบไล้ไปตามเรือนร่างของอี้เฟิงอย่างหยาบโลน หยางหมิงไม







