LOGIN
กลิ่นซิการ์ราคาแพงลอยคลุ้ง ผสมปนเปกับกลิ่นเครื่องหนังเก่าแก่ภายในห้องทำงานหรูหราบนชั้นสูงสุดของ Devil’s Den บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงก้อนน้ำแข็งในแก้ววิสกี้ที่กระทบกันเบาๆ คล้ายเสียงระฆังบอกเวลาตาย
คินน์ นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังสีดำสนิท นัยน์ตาคมกริบดุจราชสีห์จ้องมองชายวัยกลางคนที่นั่งตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นพรมราคาแพงอย่างสมเพช “ห้าสิบล้าน...” คินน์เอ่ยเสียงเรียบพรางควงแก้ววิสกี้ในมือ “หนี้พนันบอล หนี้บ่อนไพ่ รวมดอกเบี้ยทบต้นทบดอก... นายคิดว่าจะหามาคืนฉันได้ยังไงภายในคืนนี้? นายชัย” “สะ... เสี่ยคินน์... ผะ... ผมขอเวลาอีกนิด...” ชัยละล่ำละลัก พนมมือไหว้ปลกๆ เลือดที่มุมปากยังไหลซึมจากการโดนลูกน้องของคินน์สั่งสอนไปเมื่อครู่ “ลูกสาวผม... มินตรา... มันกำลังหาเงินมาให้ ผมรับรองว่า...” “ฉันไม่ต้องการเศษเงินจากงานพาร์ทไทม์กระจอกๆ ของลูกสาวนาย” เสียงห้าวห้วนแทรกขึ้นมาจากเงามืดมิดที่มุมห้อง เบลซ เดินออกมาพร้อมมีดพกเล่มโปรด เขาใช้ปลายมีดเย็นเฉียบเชยคางชัยให้เงยหน้าขึ้น แววตาของเบลซวาวโรจน์ด้วยความกระหายเลือด “แต่พวกกู... สนใจตัวลูกสาวมึงมากกว่า” ชัยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่แววตาหวาดกลัวจะแปรเปลี่ยนเป็นความโลภอันน่ารังเกียจเมื่อเห็นช่องทางรอด “หมายความว่า... ถ้าผมยกนังมินตราให้... หนี้ทั้งหมดจะเป็นศูนย์ใช่ไหมครับ?” “ไม่ใช่แค่ศูนย์” โซล ที่ยืนพิงโต๊ะทำงานอยู่พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มเย็นยะเยือก เขาโยนซองเอกสารสีน้ำตาลลงตรงหน้าชัยด้วยท่าทีเฉยเมย “ในนี้มีเช็คเงินสดอีกก้อนให้แกเอาไปเสวยสุข... แลกกับสัญญากรรมสิทธิ์ในตัวลูกสาวแกเป็นเวลา 3 ปี” ชัยตาลุกวาวเมื่อเห็นตัวเลขในเช็ค มือสั่นเทาเอื้อมไปคว้าซองนั้นไว้แน่นราวกับกลัวมันจะหายไป “ตกลงครับ! ผมตกลง” “ช้าก่อน... ฉันยังมีเงื่อนไขสำคัญอีกข้อ” โซลเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กลับทำให้คนฟังขนลุกชัน “นับตั้งแต่วินาทีที่มินตราก้าวเท้าเข้ามาที่นี่ แกต้องหายสาบสูญไปจากชีวิตเธออย่างถาวร... ห้ามติดต่อ ห้ามปรากฏตัว ไม่ว่าจะเป็นวันไหน หรือแม้แต่หลังจากครบสัญญา 3 ปีแล้วก็ตาม” โซลขยับแว่นสายตาเล็กน้อย จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่มืดบอดด้วยกิเลสของชัย “จงทำตัวให้เหมือนอากาศธาตุ... เหมือนกับว่าแกได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว เข้าใจไหม?” “ตะ... ตลอดชีวิตเลยเหรอครับ...” ชัยลังเลเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะรีบพยักหน้ารัวๆ เมื่อนึกถึงเงินมหาศาล “ได้ครับ! นังเด็กนั่นมันไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของผมอยู่แล้ว... ตัดขาดกันไปเลยวันนี้ก็ดีครับ ผมจะได้หมดภาระสักที” คำตอบนั้นทำให้คินน์แสยะยิ้ม... เป็นยิ้มที่เหยียดหยามความเป็นมนุษย์ถึงที่สุด เขารู้อยู่แล้ว... สืบมาจนแน่ใจแล้วว่าชัยไม่ใช่พ่อแท้ๆ ถึงได้กล้ายื่นข้อเสนออัปยศนี้ “งั้นก็รีบไสหัวไป... แล้วไปลากตัวเธอมาที่นี่” คินน์ออกคำสั่งเสียงเย็น “จำไว้... อย่าให้เธอรู้ว่าโดนขาย ให้เธอเดินเข้ามาในกรงของพวกฉันด้วยความเต็มใจของเธอเอง” เมื่อประตูปิดลง ความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวก็กลับมาปกคลุมอีกครั้ง “มันไม่รู้จริงๆ สินะ... ว่ามันเพิ่งขายทองคำให้เราในราคาเศษเหล็ก” โซลเอ่ยขึ้นพลางหยิบมีดผ่าตัดขึ้นมาหมุนเล่นด้วยความชำนาญ “ถ้านายชัยรู้ว่าเด็กนั่นคือหลานสาวที่หายสาบสูญของเจ้าสัวหยาง... มันคงเรียกค่าไถ่สักพันล้าน ไม่ใช่แค่ห้าสิบล้าน” “หึ... เจ้าสัวหยาง...” เบลซกัดฟันกรอด กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “ไอ้แก่สารเลวที่จับน้องกูไปตัดแขนตัดขาให้ไปเป็นขอทาน... กูรอนานเกือบยี่สิบปี ในที่สุดเลือดเนื้อเชื้อไขของมันก็ตกมาอยู่ในมือกู” คินน์ลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดที่หน้าผนังกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นแสงสีของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน แต่ในหัวเขากลับฉายชัดเพียงภาพน้องสาวตัวน้อยที่ร้องไห้ปานจะขาดใจในขุมนรกของตระกูลหยาง “สัญญา 3 ปี...” คินน์เอ่ยเสียงเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง “เราจะใช้เวลา 3 ปีนี้... ดูแล หลานสาวสุดที่รักของมันให้ดีที่สุด” เขาหันกลับมามองเพื่อนร่วมชะตากรรมทั้งสอง นัยน์ตาสีรัตติกาลลุกโชนไปด้วยไฟแค้นที่ไม่มีวันดับ “ให้นังเด็กนั่นชดใช้... ด้วยร่างกาย จิตวิญญาณ และศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มันมี... ให้สาสมกับสิ่งที่ตระกูลมันทำไว้กับเรา” คินน์หยิบรูปถ่ายของมินตราขึ้นมาจ่อกับเปลวไฟจากแช็กเกอร์หรู เปลวสีส้มเลียไปตามขอบกระดาษ กัดกินใบหน้าสวยหวานไร้เดียงสานั้นจนบิดเบี้ยว “เตรียมตัวรับกรรมแทนปู่ของเธอได้เลย... มินตรา หยาง”[ ดาดฟ้าเรือยอชต์ส่วนตัว "The Queen" — กลางทะเลอ่าววิกตอเรีย — 3 เดือนต่อมา ]แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดแสงสีทองกระทบผืนน้ำทะเลเป็นประกายระยิบระยับ เรือยอชต์ลำหรูขนาดใหญ่แล่นตัดคลื่นลมอย่างนุ่มนวล มุ่งหน้าสู่เส้นขอบฟ้าที่ไร้ที่สิ้นสุด บรรยากาศบนเรือวันนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยความตึงเครียดหรือการหลบหนีเหมือนเมื่อ 6 ปีก่อน... แต่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะแห่งชัยชนะและความสุขสมบูรณ์แบบ“ป๊ะป๋าเบลซ! รับนะฮะ!”เสียงตะโกนของ อาลัน ดังลั่น ก่อนที่เด็กชายวัย 6 ขวบจะกระโดดตีลังกาม้วนตัวจากชั้นสองของเรือลงสู่สระว่ายน้ำท้ายเรือด้วยท่วงท่าที่สวยงามและทรงพลังเกินเด็กตูม!“เยี่ยมมากไอ้เสือ! 10 คะแนนเต็ม!” เบลซ ที่ยืนถอดเสื้อโชว์กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ อยู่หน้าเตาบาร์บีคิว ปรบมือเชียร์ลูกชาย “ขึ้นมาเลย! เนื้อวากิวย่างเสร็จแล้ว!”ที่เก้าอี้ผ้าใบข้างสระ... เอริน นั่งจิบน้ำผลไม้ปั่นสวยๆ ใส่แว่นกันแดดอันโต โดยมี โซล คอยทาครีมกันแดดให้ที่แขนอย่างทะนุถนอม“ป๊ะป๋าโซลคะ... แดดแรงแบบนี้ค่ายูวีเท่าไหร่คะ?” เอรินถามเสียงเจื้อยแจ้ว“ประมาณ 6 ครับเจ้าหญิง...” โซลตอบยิ้มๆ “แต่ไม่ต้องห่วงนะ ครีมกันแดดสูตรพิเศษที่ป๊ะป๋าผสมเอง กันได้
การล้างแค้นของนางพญา (ต่อ)“พวกมันกำลังฉลองอะไร?” ซูหนี่เลิกคิ้ว“ฉลองที่ฆ่าผมได้สำเร็จไงครับ” คินน์ แสยะยิ้มมุมปาก นัยน์ตาวาวโรจน์ “ข่าวลือแพร่ไปแล้วว่าผู้นำ Devil's Den ถูกยิงตายที่โกดังร้าง... พวกมันเลยคิดว่าตอนนี้คุณไร้ทางสู้”เบลซ หักนิ้วดังกรอบแกรบ หยิบมีดพกขึ้นมาหมุนเล่น “งั้นเราไปเซอร์ไพรส์งานศพพวกมันกันหน่อยไหม? ผมเตรียมของขวัญไว้ให้แล้ว”ซูหนี่เดินไปหยิบปืนพกสีเงินกระบอกงามที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาตรวจสอบแม็กกาซีนด้วยท่าทางชำนาญ “ไปกันเถอะ ใครก็ตามที่มันกล้าแตะต้องลูกมังกร... มันต้องเจอกับแม่มังกร”[ Club 88 - โซน VVIP ชั้นดาดฟ้า - เวลา 22:00 น. ]เสียงเพลงแจ๊สบรรเลงคลอเบาๆ แชมเปญราคาแพงถูกเปิดฉลอง กรรมการหวัง นั่งเอกเขนกอยู่บนโซฟาหนัง หัวเราะร่าเริงกับ ชายหน้ากากเงิน ที่ตอนนี้ถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่มีแผลเป็นน่ากลัว“ฮ่าๆๆ! งานเยี่ยมมาก!” กรรมการหวังชนแก้ว “ไอ้คินน์ตาย... นังซูหนี่ก็เหมือนเสือสิ้นลาย พรุ่งนี้หุ้นหยางกรุ๊ปจะตกรูด แล้วฉันจะกว้านซื้อบริษัทคืนในราคาถูกๆ!”“เสียดายที่ไม่ได้ตัวเด็กมา...” มือปืนแสยะยิ้ม “แต่ได้ฆ่าหัวหน้า Devil's Den ก็คุ้มค่าจ้างแล้ว”“ดื่ม!
จู่ๆ ก็มีไอร้อนผ่าวพุ่งออกมาจากร่างกายของคินน์ ตรงจุดที่สัมผัสโดนน้ำตาและริมฝีปากของเอริน เลือดที่เคยไหลทะลักเริ่มหยุดชะงัก... เนื้อเยื่อที่ฉีกขาดเริ่มสมานตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วด้วยตาเปล่า ราวกับมีการถักทอเซลล์ขึ้นมาใหม่ด้วยเวทมนตร์“เฮ้ย! นั่นมันอะไรวะ!” เบลซที่มองกระจกหลังอยู่ตะโกนลั่นจนรถเกือบเสียหลักโซลเบิกตากว้าง ขยับแว่นเพ่งมองปรากฏการณ์ตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน “ปฏิกิริยาเร่งการแบ่งตัวของเซลล์ระดับสูง... นี่มัน...”เอรินยังคงร้องไห้ ไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เธอรู้แค่ว่าเธออยากช่วยพ่อ น้ำลายและน้ำตาของเอรินที่เปรอะเปื้อนหน้าคินน์ ซึมซาบลงสู่ผิวหนัง... สีหน้าซีดเผือดของคินน์เริ่มกลับมามีเลือดฝาด ลมหายใจที่แผ่วเบาเริ่มกลับมาสม่ำเสมอและลึกขึ้นเฮือก!คินน์สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ดวงตาเบิกโพลง เขาลุกพรวดขึ้นนั่ง หอบหายใจถี่ๆ เหมือนคนที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำ ความเจ็บปวดเจียนตายเมื่อครู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง“คินน์!” ซูหนี่โผเข้ากอดเขาทันที ร้องไห้โฮด้วยความดีใจ “นายฟื้นแล้ว! นายไม่ตาย!”คินน์งุนงง จับที่หน้าอกและแผ่นหลังตัวเอง... แผลฉกรรจ์เมื่อครู่ หายไปจนสนิท เหลือเพียงรอยแผลเป็นจางๆ เท่า
[ ภายในรถ SUV หุ้มเกราะ – บนถนนมุ่งหน้าโรงพยาบาล — เวลา 19:10 น. ]บรรยากาศภายในห้องโดยสารอัดแน่นไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและความตึงเครียดระดับวิกฤต เบลซ เหยียบคันเร่งจนมิดไมล์ เครื่องยนต์คำรามลั่นขณะรถพุ่งทะยานปาดซ้ายขวาด้วยความเร็วสูง เพื่อแย่งชิงลมหายใจของพี่ชายจากมือพญามัจจุราชที่เบาะหลัง... ร่างสูงใหญ่ของ คินน์ นอนหายใจรวยรินอยู่บนตักของ ซูหนี่ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยคมเข้มบัดนี้ซีดเผือดจนไร้สีเลือด ริมฝีปากเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำจากภาวะขาดออกซิเจนรุนแรงกระสุนปืนไรเฟิลเจาะเข้าที่กลางหลังทะลุปอด... ส่งผลให้เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาไม่หยุด แม้ โซล จะพยายามใช้ผ้ากอซกดปากแผลไว้อย่างสุดความสามารถ แต่ของเหลวสีชาดก็ยังซึมออกมาจนชุ่มมือที่สั่นเทาของเขา“คินน์... คินน์! มองหน้าฉันสิ! อย่าหลับนะ!” ซูหนี่ตะโกนเรียกสติทั้งน้ำตา มือบางที่เปื้อนเลือดประคองแก้มเขาไว้แน่น “โซล! ทำอะไรสักอย่างสิ! เขาจะหยุดหายใจแล้ว!”“ชีพจรอ่อนมาก...” โซลกัดฟันกรอด เหงื่อกาฬแตกพลั่กขณะเช็กสัญญาณชีพที่เริ่มแผ่วลงทุกวินาที “กระสุนตัดเส้นเลือดใหญ่และปอดฉีกขาด... เราต้องผ่าตัดเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นเขาไม่รอดถึงโรงพย
[ ท่าเรือเก่า โกดังหมายเลข 12 - เวลา 18:30 น. ]สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้งราวกับฟ้าเป็นใจ บรรยากาศรอบโกดังเก่าทรุดโทรมริมอ่าววิกตอเรีย เต็มไปด้วยกลิ่นสนิมและคาวปลาจากทะเล เงาตะคุ่มของชายฉกรรจ์ติดอาวุธเดินลาดตระเวนอยู่รอบบริเวณอย่างหนาแน่นรถ SUV หุ้มเกราะสองคันจอดดับเครื่องซุ่มอยู่ในมุมมืดห่างออกไป 500 เมตร ภายในรถ... โซล กำลังรัวนิ้วบนคีย์บอร์ด ควบคุมโดรนขนาดจิ๋วให้บินเข้าไปสำรวจพื้นที่“มีศัตรูติดอาวุธสงคราม 20 คนรอบนอก... 10 คนข้างใน” โซลรายงานเสียงเครียด ภาพจากกล้องอินฟราเรดฉายขึ้นบนหน้าจอ “เป้าหมาย... อาลันและเอริน ถูกมัดอยู่กลางโกดัง ห้อยโตงเตงอยู่เหนือถังสารเคมี... และมีเด็กผู้ชายอีกคนน่าจะเป็นลูกของจิง ถูกมัดรวมอยู่ด้วย”“ไอ้สารเลว!” ซูหนี่ กำปืนในมือแน่น เมื่อเห็นภาพลูกถูกทรมาน “ฉันจะฆ่ามัน!”“ใจเย็นซูหนี่...” คินน์ วางมือบนไหล่เธอ แววตาคมกริบประเมินสถานการณ์ “นี่มันเป็นกับดัก... พวกมันจงใจเปิดพื้นที่โล่งให้เราบุกเข้าไป เพื่อจะตลบหลัง”“แล้วจะเอายังไง?” เบลซ ถามอย่างหัวเสีย นิ้วเคาะไกปืนกลเบาๆ “บุกเลยไหม? กูพร้อมระเบิดภูเขาเผากระท่อมแล้ว”“เราจะเล่นตามเกมมัน... แต่เล่นในแ
[ คฤหาสน์ตระกูลหยาง — เวลา 17:15 น. ]บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกดั่งขั้วโลกเหนือ โซล จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เขม็ง นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะที่บ่งบอกถึงความเครียดขีดสุด จุดสีแดงกะพริบถี่ๆ บนแผนที่... มันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงออกจากห้างสรรพสินค้า แล้วมุ่งหน้าตรงกลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลหยาง“มันกำลังมาที่นี่...” โซลพูดเสียงเรียบ “พิกัดของเอริน... หยุดอยู่ที่หน้าประตูรั้วบ้านเราแล้ว”คินน์ และ เบลซ สบตากันทันที ความเข้าใจบางอย่างแล่นผ่านสายตาโดยไม่ต้องพูด“เตรียมรับแขก...” คินน์สั่งเสียงต่ำ มือกระชับปืนพกที่เอวแน่น[ โถงรับแขกใหญ่ — เวลา 17:20 น. ]ประตูไม้บานใหญ่ถูกเปิดออก พี่เลี้ยงจิง วิ่งถลากเข้ามาในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าฉีกขาดเล็กน้อย และใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา เธอทิ้งตัวลงคุกเข่ากลางห้อง ร้องไห้โฮอย่างน่าเวทนา“ช่วยด้วยค่ะ! คุณหนู! ท่านเจ้าสัว!” จิงกรีดร้องเสียงหลง “ช่วยคุณหนูอาลันกับคุณหนูเอรินด้วย! พวกมัน... ฮือๆ... พวกมันจับตัวไป!”ซูหนี่ ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง สีหน้าเรียบเฉยจนน่ากลัว ข้างกายมีสามหนุ่มยืนคุมเชิงอยู่เงียบๆ“เกิดอะไรขึ้นจิง?” ซูหนี่ถามเสียงเย็น “ไหนบอกว่าพาเด็กๆ
โรงพยาบาลเอกชนเครือตระกูลหยาง - กรุงเทพฯความโกลาหลเกิดขึ้นทันทีที่รถตู้กันกระสุนแล่นมาจอดเทียบหน้าแผนกฉุกเฉิน บุรุษพยาบาลและแพทย์เวรวิ่งกรูกันเข้ามารับร่างโชกเลือดของมินตราที่จางอุ้มลงมาจากรถ"เตรียมห้องผ่าตัดด่วน! คนไข้ถูกยิงที่ศีรษะ! ชีพจรอ่อนมาก!" เสียงตะโกนสั่งการแข่งกับเสียงไซเรนที่ดังก
ความคิดอำมหิตแล่นเข้ามาในหัวของผู้นำตระกูลหยางเจ้าสัวขยับนิ้วชี้เคาะที่หัวไม้เท้าเบาๆ สองครั้ง... สัญญาณมรณะที่รู้กันเฉพาะคนวงใน บนเครนยกสินค้าที่สูงลิบ... ปลายกระบอกปืนไรเฟิลขยับเล็กน้อยตามคำสั่ง เป้าเล็งกากบาททาบทับลงบนศีรษะของ ชัย"มินตรา..." เชนแสยะยิ้ม "บอกลาผัวๆ ของมึงซะ... เพราะ
"ล้อมมันไว้!" เจ้าสัวหยางสั่งการผ่านลำโพง บอดี้การ์ดนับสิบคนกระโดดลงจากรถพร้อมอาวุธสงคราม เล็งปากกระบอกปืนไปที่ซากรถตู้คินน์ เบลซ และโซล เบรกรถตัวโก่ง พวกเขาวิ่งลงมาพร้อมปืนพกในมือ หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว... กลัวว่าคนที่อยู่ในรถจะเป็นอะไรไป "ลงมา! ปล่อยมินตราเดี๋ยวนี้!" คินน์ตะโกนเส
เปรี้ยง! เหมือนโลกทั้งใบถล่มลงตรงหน้า มินตราหันขวับไปมองชัยที่นอนหายใจรวยริน ชัยพยายามจะเงยหน้าขึ้นมามองเธอ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด "มิน... พ่อ... พ่อขอโทษ..." เสียงแหบพร่าของชัยคือเครื่องยืนยันชั้นดี"ไม่จริง..." มินตราส่ายหน้า ทั้งตัวชาจนขยับไม่ได้ "พ่อ... พ่อฆ่า..."







