Masuk“เอ่อ..คือ” แม่เพ็ญอ้ำอึ้งนึกไม่ถึงว่าแผนของตนเองจะล้มเหลว เธอเหลือบตามองนังบ่าวหน้าขาวหมดจดตรงหน้าแล้วนึกเจ็บใจ เธออุตส่าห์วางแผนล่อมันไปให้พี่พุ่มรวบหัวรวบหาง ถ้ามันตกเป็นของพี่พุ่มแล้ว เธอก็จะซื้อตัวมันมาเป็นบ่าวที่บ้านเสีย เธอไม่อยากให้มันอยู่ใกล้พี่กริชของเธอ ไม่ชอบที่เห็นมันจับเนื้อต้องตัวคู่หมั้นของเธอ และยิ่งไม่ชอบมากขึ้นเมื่อเธอเห็นว่าพี่กริชออกตัวปกป้องมันที่เป็นเพียงแค่บ่าว
“ว่ายังไงแม่เพ็ญ” คุณหญิงเพ็งถามซ้ำ
“คุณเพ็ญให้บ่าวไปแต้มสีที่หน้าให้เจ้าค่ะ” ยาหยีตัดสินใจโพล่งออกไป
“สาระแนท่านแม่ไม่ได้ถามเจ้า” แม่เพ็ญเผลอสบถออกไป ก่อนที่จะก้มหน้าเมื่อคุณหญิงเพ็งปรายตาปราม
“เอ้า...ว่ามาสิ ลูกข้าให้เอ็งไปทำอะไรนะ” คุณหญิงเพ็งเอ่ยถามหยี หญิงกลางคนมองบ่างตรงหน้าอย่างนึกแปลกใจในความหมดจดน่าเอ็นดูผิดหูผิดตาจากบ่าวทั่วไปมากนัก
“คุณเพ็ญให้บ่าวไปแต้มสีที่หน้าให้เจ้าค่ะ...บ่าวบอกแล้วว่าต้องขอคุณบัวก่อน แต่คุณเพ็ญใจร้อนไม่อยากรอ เลยพาบ่าวไปแอบแต้มสีหน้าที่เรือนหลังนั้นเจ้าค่ะพอดีบ่าวเห็นงูเสียก่อนเลยตกใจเสียงดังไปหน่อยเจ้าค่ะ นี่เจ้าค่ะค่าจ้างที่คุณเพ็ญให้บ่าว” ยาหยีเลื่อนแหวนวงเล็กๆ ไปวางตรงหน้า เธออาศัยตอนยื้อยุดฉุดกระฉากกันดึงออกมาจากนิ้วก้อยของแม่เพ็ญเพื่อเอามาเป็นหลักฐานว่าแม่เพ็ญแอบจ้างให้เธอไปแต่งหน้าจริง ยาหยีอยากให้เรื่องมันจบที่ตรงนี้ไม่อยากให้เรื่องราวใหญ่โตไปถึงว่าแม่เพ็ญหลอกเธอไปให้ขุนศรีณรง เธอไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่เพราะเธอไม่รู้เลยว่ากฎหมายของที่นี่เป็นอย่างไร และเธอในตอนนี้เป็นเพียงแค่ทาสมีสิทธิมากแค่ไหนในการปกป้องตัวเองกัน
“จริงรึแม่เพ็ญ” คุณหญิงเพ็งหันไปถามลูกสาวอีกครั้ง
“เจ้าค่ะ” แม่เพ็ญจำต้องเอ่ยรับอย่างไม่เต็มใจ เพราะเธอเองก็ไม่อยากใครรู้เหมือนกันว่าแท้จริงแล้วเธอต้องการล่อนั่งบ่าวหน้าขาวนี่ไปให้พี่พุ่ม
“แหม่ สาวๆ ก็แบบนี้แหละค่ะคุณหญิง หยีสวยหยีงาม เอาแบบนี้สิแม่เพ็ญอยากให้หยีมันแต้มสีที่หน้าให้เมื่อไหร่ก็ไปที่เรือน จะได้ไปหาพ่อกริชเขาด้วย” คุณหญิงแก้วเอ่ยบอกกับเพ็ญอย่างใจดี
“เจ้าค่ะ” แม่เพ็ญเอ่ยรับสั้นๆ
หญิงสาวทิ้งตัวลงนอนลงบนฟูกบางๆ อย่างเหนื่อยอ่อน หลังจาไปผจญกับแม่เพ็ญแล้วกลับมาถึงบ้านเธอยังโดนคุณบัวบ่นจนหูแทบดับ ยาหยีถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายแต่ก่อนที่จะหลับไปเธอกลับรับรู้ว่ามีใครบางคนเดินเข้ามาในกระท่อมที่เธอนอนอยู่
“จำปีเหรอ คืนนี้ไม่ต้องนอนกับคุณบัวหรือไง” ยาหยีเอ่ยถามออกไป
“ข้าเอง” เสียงทุ้มคุ้นหูที่ทำเอายาหยีเด้งตัวลุกขึ้นนั่งแทบไม่ทัน
“คุณ..เอ๊ย ท่านขุน” ยาหยีหลุดคำพูดติดปากออกไปก่อนจะเรียกสติตัวเองกลับมาแทบไม่ทัน
“ข้ามีเรื่องจะถาม ตามข้าออกมาบ้างนอกเถอะ”
ยาหยีเดินตามกริชออกไปอย่างว่าง่าย ไม่รู้ทำไมเธอถึงไว้ใจและเชื่อใจเขามากได้ขนาดได้ หรือเป็นเพราะว่าเขาเป็นคนแรกที่พบและช่วยเหลือเธอกันนะ
“บอกความจริงข้ามา” กริชเอ่ยถามทันทีที่เดินออกมาที่บริเวณลับตาคน
“ความจริงอะไรรึ”
“ความจริงเรื่องแม่เพ็ญกับเอ็ง”
“ฉัน...เอ๊ย..ข้าก็เล่าไปหมดแล้ว” ยาหยีเถียง
“ข้าไม่ได้โง่”
“ฉันก็ยังไม่ได้ว่าท่านขุนเลย” ยาหยียอกย้อน
“บอกความจริงข้ามา” กริชพูดย้ำพร้อมกับแววตานิ่งสนิทที่มองตรงมายังยาหยี แววตาที่ทำเอาหญิงสาวเถียงไม่ออก
ยาหยีเล่าความจริงทั้งหมดให้กริชฟัง ชายหนุ่มยืนรับฟังนิ่งๆ โดยไม่แสดงความคิดเห็นหรือถามขัดเลยแม่แต่น้อย
“เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ” ยาหยีเล่าจบก่อนจะถอนหายใจ
“แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าฉันโกหกล่ะ” ยาหยีเอ่ยถามเมื่อคนตรงหน้าไม่ยอมพูดอะไรเสียทีทั้งที่เธอเล่าจบแล้ว
“แขนเอ็ง” กริชชี้ไปที่แขนของยาหยี
“ทำไมอ่ะ” ยาหยียกแขนขึ้นมาดูก่อนจะพบรอยเขียวช้ำขึ้นเป็นริ้ว
“ถ้าแค่พากันไปแต้มสีที่หน้า แขนเอ็งจะเป็นรอยแบบนั้นรึ”
ยาหยีได้ฟังก็พยักหน้าเออออ จริงสินะยื้อกันขนาดนั้นแขนจะเขียวก็ไม่แปลก ยาหยีจับแขนตัวเองเบาๆก่อนจะนิ่วหน้า
“นี่ยา” มือหนาส่งตลับยามาตรงหน้า
“ขอบใจนะ” ยาหยีรับเอาไว้ก่อนจะเปิดตลับยาออกทา ตั้งแต่เธอหลุดมาที่ยุคนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกเป็นตัวเองมากที่สุด
“ผิวบางราวไม่เคยต้องแดดต้องลมแบบนี้เจ้าเป็นใครกันแน่” เสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นมาอย่างอดสงสัยไม่ได้
“ถ้าฉันบอกแล้วจะเชื่อฉันไหมล่ะ” ยาหยีสบตากับชายหนุ่มตรงหน้าก่อนจะถามออกไปอย่างจนปัญญา
คำถามง่ายๆ ของหญิงสาวนั้นเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี กริชมองร่างบอบบางตรงหน้านิ่งๆ ก่อนที่ความรู้สึกบางอย่างจะเริ่มไหลบ่าเข้ามาในหัวใจของเขา ยาหยี หญิงสาวปริศนาที่อยู่ดีๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น คำพูดคำจาที่ดูแปลกหู ท่าทางที่ดูราวกับเป็นคนบ้าใบ้ แต่กลับมีใบหน้าสะอาดตา ผิวพรรณผุดผาด อาจจะดูเก้ๆ กังๆ แต่เขารู้ดีว่าหญิงสาวพยายามเรียนรู้ทุกอย่างอยู่เสมอ แม้ว่าในแววตากลมใสนั้นจะมีแววหวาดกลัวเจืออยู่ตลอดเวลา
“ข้าเชื่อเอ็ง” กริชบอกออกไปง่ายๆ ก่อนจะหันหน้าไปทางอื่น ทันทีที่สิ้นเสียงของเขา แววตากลมใสของยาหยีก็เอ่อล้นไปด้วยน้ำตา
“นายจะไม่หาว่าฉันเป็นคนบ้าใช่ไหม” เสียงใสเอ่ยถามออกมาด้วยความสั่นเครือ
“เล่ามาเถิด” กริชตอบออกไปก่อนจะยืนนิ่งๆ ฟังเสียงสะอื้นของหญิงสาวอีกเป็นพัก ก่อนเสียงใสๆ จะเริ่มเล่าเรื่องที่ทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว
“เอ็งบอกว่าเอ็งมาจากกระไรนะ อะนันคต” กริชย้อนถามอย่างไม่เข้าใจ
“ไม่ใช่ ฉันหมายถึงอนาคต” ยาหยีสูดลมหายใจก่อนพยายามอธิบาย “อนาคตหมายถึงเหตุการณ์ที่ยังมาไม่ถึงน่ะ เหมือนกับเหตุการณ์ตอนนี้ สำหรับฉันมันคือเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว นายเข้าใจฉันไหม” ยาหยีถามออกไป หลังจากที่พยายามอธิบายให้คนตรงหน้าฟัง
“ถ้าอย่างนั้นเอ็งก็ต้องรู้สินะว่าการศึกระหว่างอโยธยากับพวกหงสาวดีครานี้ใครจักได้ชัยชนะ”
คำถามของกริชนั้นทำเอายาหยีต้องเกาหัวก่อนจะยิ้มแหะๆ ออกไปอย่างช่วยไม่ได้ แม้เธอจะไม่ใช่คนเก่งประวัติศาสตร์มากนัก แต่เท่าที่จำได้คือ อยุธยาไม่ชนะแน่ๆ
“เหตุใดจึงทำท่าทางประหลาดเยี่ยงนั้น มีกระไรก็พูดมาเถิด” กริชถามออกไปอย่างสงสัย เมื่อคนตรงหน้ามีท่าทีกระอักกระอ่วน
“เอาแบบนี้ดีกว่า ในสายตาของท่านที่เป็นทหารมีฝีมือ ท่านว่าการศึกครั้งนี้อยุธยา เอ๊ย อโยธยาได้เปรียบหรือเสียเปรียบล่ะ” ยาหยีย้อนถามก่อนจะเห็นใบหน้าที่ฉายแววกังวลของชายหนุ่มทันที
“เอ็งจะบอกว่าอโยธยาจะแพ้อย่างนั้นรึ”
“คุณลิลลี่บอกจะพามาดูของที่เรือนนี้ค่ะ แต่เธอลืมกุญแจเลยไปเอาก่อนค่ะ” คำตอบที่ทำเอากรหัวเราะ ชายหนุ่มเดินไปที่เรือนหลังเล็กช้าๆ ก่อนที่จะเอื้อมมือเข้าไปที่กระถางไม้ประดับที่ห้อยอยู่ที่ริมประตู พร้อมกับหยิบกุญแจออกมา “ยายลิลไม่ค่อยได้มาเลยไม่รู้ว่ามีกุญแจสำรองอยู่ตรงนี้” กรหันมาบอกยาหยีที่ยืนหัวเราะอยู่ใกล้ๆ กรเดินเข้าไปก่อนจะหันมาผายมือเป็นเชิงให้ยาหยีเดินตามเข้าไป หญิงสาวก้าวขาตามไปอย่างว่าง่าย เรือนขนาดเล็กถูกจัดแต่งด้วยของโบราณเสียเป็นส่วนใหญ่ ริมฝสมีดาบดบราณมากมายห้อยเรียงรายอยู่เต็มไปหมด “คุณทวดเคยเล่าว่าตระกูลของเราเป็นช่างตีดาบหลวงสมัยกรุงศรี เคยตีดาบให้พระมหากษัตริย์สมัยนั้นด้วยนะครับ” กรเล่าไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้สังเกตว่ายาหยีนั้นมีสีหน้าแบบใด ภาพดา
สุดท้ายแล้วชีวิตก็ต้องเดินต่อไป หลังจากที่เธอจ่อมจ่มอยู่กับสิ่งที่เธอไม่สามารถเรียกคืนมาได้อยู่เป็นเดือน เธอก็ตัดสินใจกลับไปทำงานอีกครั้ง “แกแน่ใจนะว่าทำงานไหวแล้วน่ะ” เพื่อนสาวของเธอเอ่ยมาตามสาย “ไม่ไหวก็ต้องไหวจ้า นอนกินสมบัติเก่ามาเป็นเดือนแล้ว จะให้เกาะป้ากินต่อก็ละอายใจแล้วไหมแก” ยาหยีตอบติดตลก “เออๆ ได้ เดี๋ยวฉันช่วยดูงานให้อีกแรง” “ขอบใจจ้า รักน้า จุ๊บๆ” ยาหยีคุยกับเพื่อสาวอีกเป็นครู่ก่อนจะวางสาย และทันทีที่อยู่คนเดียวภาพของชายหนุ่มที่แสนรักก็ปรากฏในห้วงสำนึกทันที หญิงสาวยกแขนขึ้นกอดตัวเองเบาๆ น้ำตายังคงไหลได้ง่ายดายทุกครั้งที่คิดถึงเขาสินะ วันนี้เป
ยาหยี บัวและขุนกริช จำเป็นต้องค้างกันที่วัดชะรามเพื่อรอเข้มกลับมารับตามที่นัดกันไว้ หรือถ้าพรุ่งนี้เข้มยังไม่กลับมาพวกเขาก็จะเดินทางกันด้วยเกวียนที่เตรียมเอาไว้อีกทาง “ยังดีที่เรามีเกวียน” ขุนกริชบอกก่อนจะมองบัวที่นอนอยู่อีกฝั่งของกองไฟด้วยความเป็นห่วง “หลับแล้วหรือ” ขุนกรินหันไปถามยาหยี “ใช่ค่ะ” ยาหยีตอบแค่นั้นก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ชายอันเป็นที่รัก ก่อนจะสวมกอดเขาเอาไว้ราวกับต้องการหาที่พึ่ง ขุนกริชเองก็สวมกอดกลับมาแทบจะทันที “ขอบคุณที่รักษาสัญญานะคะ” “สัญญาของข้าเป็นสัญญาเสมอ” ขุนกริชตอบก่
พักสักนิดเถอะค่ะ คุณบัวไม่ไหวแล้ว” ยาหยีเอ่ยบอกกับขุนกริช ขุนกริชมีท่าทีลังเลก่อนจะพยักนรับ “พักสักนิดเถอะแม่บัว เข้มไปเอาน้ำที่ลำธารมาเพิ่มหน่อยเถอะเรายังต้องเดินทางอีกไกล” ขุนกริชบอกก่อนจะหันไปสั่งเข้ม “เดี๋ยวข้าจะไปเอาม้ามาตรงนี้ เจ้าสองคนขยับไปหลบตรงนั้นก่อนเถิด” ขุนกริชบอกก่อนจะช่วยพยุงบัวให้ไปนั่งพักยังที่ปลอดภัยก่อนที่ตัวเองจะไปเอาเกวียนเพื่อเตรียมพร้อมเดินทาง “ดมพิมเสนสักนิดค่ะ” ยาหยีขยี้พิมเสนที่พกติดตัวมาให้บัวดม หญิงสาวท่าทางแย่มากจนยาหยีอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงกลุ่มคนดังขึ้นไม่ไกลนัก ยาหยีลังเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เดินไปดูยังต้นเสียงภาพตรงหน้าปรากฏข้าศึกที่กำลังต้อนชาวบ้านไปยังค่ายของพวกมัน มีทั้งชายหญิง คนแก่หรือแม้แต่เด็กเล็ก หญิงสาวค่อยๆ ถอยกลับมามาหาแต่แล้วก้ต้องใจตกไปที่ตาตุ่มเมื่อพบว่า
“คงคิดว่ากรุงศรีจะแพ้จริงๆ แล้วสินะ” เป็นคุณหญิงแก้วที่เอ่ยคำนี้ออกมาด้วยน้ำสียงนิ่งเรียบ ใบหน้าที่ยังคงแววงดงามแม้จะร่วงโรยไปบ้างตามกาลเวลานั้นนิ่งสงบ เธอหันไปมองพระยาคมเดชสรไนยผู้เป็นสามีที่ร่วมชีวิตกันมานานโดยที่ไม่พูดอะไร “แล้วนี่พ่อกริชให้เจ้ามารับใช่หรือไม่” คุณหญิงแก้วหันไปถามเข้ม “ขอรับ จริงๆ แล้วท่านขุนรออยู่นอกกำแพงเมืองตอนนี้ได้เตรียมม้ากับเกวียนมารอรับพวกคุณๆ เรียบร้อยแล้ว ท่านกำชับมาว่าให้เดินทางเช้ามืดนี้เลย เราจะเลาะป่าไปกันอาจใช้เวลามากกว่าแต่จะปลอดภัยจากข้าศึกขอรับ” เข้มเอ่ยถึงแผนการหลบหนี “อืม..บัวกับหยีไปเตรียมตัวเถิด” คุณหญิงแก้วเป็นผู้เอ่ยอีกครั้ง “แล้ว
“จำเอาว่าเจ้าคือหญิงเพียงคนเดียวที่ข้าจะรักข้าไม่เคยนึกเสียใจที่รักเจ้าแม้แต่น้อยข้าฝากคุณแม่กับแม่บัวกับเจ้าด้วยคุณพ่อนั้นมีภาระหน้าที่ไม่น้อยแม้จะไม่ได้เป็นทหารแล้ว เรือนแห่งนี้จึงอยากให้เจ้าช่วยดูแลอีกแรงนะหยี” ขุนกริชเอ่ยฝากฟังอีกครั้ง เขารู้ดีว่าหญิงสาวตรงหน้านั้นแม้จะสวยงามและน่าเอ็นดูขนาดไหน แต่จิตใจข้างในนั้นกล้าหาญและมั่นคงไม่น้อย ยาหยีพยักหน้ารับเธอซุกตัวในอ้อมกอดเขาอีกครั้ง ออกแรงกอดจนแน่นเท่าที่เธอจะทำได้ก่อนที่จะละออกมา ใบหน้าคมก้มลงมาจูบเธออีกครั้งก่อนจะผละตัวออกห่าง “ข้าต้องไปแล้ว” ขุนกริชกล่าว ไม่มีคำตอบรับจากยาหยีมีเพียงเสียงสะอื้นที่เจ้าตัวพยายามกลั้นเอาไว้อย่างสุดความสามารถแต่ก็ไม่สามารถทำได้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มส่งคนรัก ทั้งที่น้ำตายังนองหน้า&n





![ผัวสามร่านรัก (4P) + [PWP] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

