LOGINรถยนต์ของยาหยีจอดสนิทที่หน้าโฮมสเตย์เจ้าประจำที่เธอชอบมา ที่นี่มีห้องพักไม่เยอะเงียบสงบและที่สำคัญมันตั้งอยู่ริมน้ำพอดี เธอชอบบรรยากาศแบบนี้มากทำให้เธอมักจะมาพักที่นี่เป็นประจำจนสนิทกับคุณป้าเจ้าของโฮมสเตย์แห่งนี้เป็นอย่างดี
“อ้าว หนูหยีมาแล้วเหรอลูก” ป้าแดงเจ้าของโฮมสเตย์เดินออกมารับ
“ป้าสวัสดีค่ะ” ยาหยียกมือไหว้ก่อนจะส่งกระเป๋าใบเล็กที่เธอมักมีติดรถเอาไว้ให้คนงานเอาเข้าไปเก็บที่ห้องพักห้องประจำของเธอ
“จะออกไปเลยเหรอลูก....แล้วจะกลับมากินข้าวเย็นไหม” ป้าแดงเอ่ยถามเมื่อเห็นหญิงสาวเดินไปจับจักรยาน
“ไม่กินค่ะ เดี๋ยวหยีหากินก่อนเข้ามาเลย” ยาหยีบอกก่อนจะปั่นจักรยานออกไปทันที ตอนนี้ก็เริ่มเย็นแล้วถึงแม้จะยังมีแดดอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากมายนัก ยาหยีปั่นจักรยานไปตามทางเรื่อยๆ มองดูวิวข้างทางแวะถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆ ก่อนจะพักที่ร้านกาแฟริมทางสั่งน้ำมาดื่ม และหยิบมือถือมาเปิดดูไปเรื่อยๆ ก่อนจะพบว่ามีคนตั้งโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊คถึงวัดแห่งหนึ่งในอยุธยา ‘วัดพระงาม’ ภาพของซุ้มประตูที่ก่อด้วยอิฐเก่าแก่ ถูกโอบกอดด้วยรากของต้นโพธิ์ใหญ่นั้นทำเอายาหยีมองอย่างไม่วางตา สวยจัง เธอคิดในใจก่อนจะมองนาฬิกา และตัดสินใจปั่นจักรยานไปยังวัดพระงามทันที
ทันทีที่จักรยานจอดที่หน้าวัดพระงามยาหยีก็ยิ้มออกมาอย่างสมใจ ดวงตาคู่สวยเหลือบมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดลงบ่งบอกว่าตอนนี้ยามเย็นเริ่มใกล้เข้ามาแล้ว เธอจอดจักรยานเอาไว้ก่อนจะเดินเข้าไปในวัดอย่างตื่นเต้น ถึงแม้เธอจะมาอยุธยาบ่อยๆแต่ยาหยีกลับไม่ค่อยได้ออกเที่ยวที่ไหนมากนักหญิงสาวมักมานอนพักมองแม่น้ำเพื่อชาร์จพลังมากกว่า วันนี้ที่ตัดสินใจปั่นจักรยานออกมาถือว่าคิดถูก เพราะเธอได้มาเห็นสถานที่สวยงามแบบนี้
ยาหยีเดินเล่นและถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่หน้าสิ่งที่ผู้คนเรียกว่า ประตูแห่งกาลเวลา ยาหยียิ้มออกมาก่อนจะยกมือถือขึ้นถ่ายภาพไว้ทันที ประตูวัดเก่าแก่โบราณที่ถูกรากของต้นโพธิ์พันรอบเอาไว้ราวกับว่าหากใครก้าวผ่านประตูนี้ไปจะหลุดไปยังอดีตได้ไม่ยากนัก ยาหยีก้าวขาเข้าไปใกล้ก่อนจะชะงักเมื่อเธอได้ยินเสียงแปลกๆ
“เสียงม้าที่ไหนกัน” หญิงสาวพึมพำก่อนจะมองไปรอบๆตัวเองเพราะเมื่อสักครู่เธอได้ยินเหมือนเสียงม้าร้องอยู่ใกล้ๆ และตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มมากขึ้น จนเธอไม่แน่ใจนักว่ามันเป็นเพราะเวลาเย็นหรือฝนจะตกกันแน่
ยาหยียักไหล่ก่อนจะเลิกใส่ใจเสียงม้าปริศนาสงสัยเธอจะหูฟาดไปเอง หญิงสาวยกกล้องขึ้นเซลฟี่ตัวเองกับบานประตูแห่งกาลเวลาอีกครั้ง ก่อนจะขยับตัวเข้าใกล้ไปเรื่อยๆ เพื่อหวังได้ภาพสวยสมใจ ขาเรียวก้าวเข้าใกล้บานประตูทั้งที่สายตาก็ยังจดจ่ออยู่กับกล้องในมือถือ ปากเรียวแย้มยิ้มไปมานิ้วเรียวยังคงกดภาพซ้ำๆ และทันทีที่เรียวขาก้าวผ่านบานประตูแห่งกาลเวลานั้น ท้องฟ้าที่มืดครึ้มก็ผ่าเปรี้ยงลงมาทันที
“กรี๊ด!” ยาหยีสะดุ้งสุดตัวขาของเธอสะดุดกับรากของต้นโพธิ์ก่อนจะเสียหลักหงายหลังล้มผ่านบานประตูลงไปอย่างแรง
“โอ๊ย...ฟ้าบ้าจะมาผ่าอะไรตอนนี้นะ” ยาหยีบ่นพึมพำก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่งรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้าและก้นไม่น้อย แต่ยังไม่ทันได้ตั้งสติเธอก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อมีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“เอ็งมานั่งทำอะไรตรงนี้” สรรพนามแปลกหูทำเอาคนฟังโมโหไม่น้อย หญิงสาวหันไปมองเจ้าของเสียงทันที
“เรียกใครว่าเอ็ง” หญิงสาวสวนกลับทันที ก่อนจะขมวดคิ้วมองคนตรงหน้าอย่างแปลกใจ รูปร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำแดด แถมยังแต่งตัวประหลาด สงสัยมาถ่ายละครสินะ
“นี่คุณมาถ่ายละครเหรอ” ยาหยีถามออกไปก่อนจะชะงักเมื่อขาข้างที่สะดุดเจ็บจี๊ดขึ้นมา ขาแพลงแน่ๆ เลย เธอคิดในใจ
“พูดไม่รู้ความ แล้วทำไมยังไม่ลุกอีกนั่งเกะกะเดี๋ยวม้าก็เตะหัวกระเด็นดอก” เสียงทุ้มใหญ่เอ่ยออกมาอีกรอบคราวนี้ยาหยีหันไปเห็นม้าตัวใหญ่ที่ชายหนุ่มคนนี้จูงมาแล้วก็ต้องขยับหนี แต่ความเจ็บก็ทำเอาเธอร้องออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“โอ๊ย!”
“ขาเจ็บรึ” ยาหยีรู้สึกว่าเสียงของเขาดูอ่อนลงถึงแม้จะยังเจือความหงุดหงิดอยู่บ้างก็ตาม ยาหยีพยักหน้าก่อนจะสะดุ้งเมื่อชายตรงหน้าก้มลงมาจับข้อเท้าของเธอพลางบิดไปมา
“โอ๊ย..เจ็บนะ” ยาหยีโวยวายเสียงดัง
“ขาคงแพลงตอนล้ม แล้วเอ็งเดินกลับไหวหรือไม่ อาศัยอยู่ที่ใดกัน”
“ที่พักฉันอยู่ในเกาะเมืองน่ะ ไม่ต้องไปส่งหรอกเดี๋ยวฉันโทรให้ป้าแดงมารับก็ได้” ยาหยีบอกก่อนจะหน้าเสียเมื่อพบว่ามือถือของเธอนั้นหน้าจอแตกละเอียดและดับไปแล้ว
“เอ่อ...คุณมีมือถือไหมฉันขอยืมหน่อยสิ” ยาหยีบอกก่อนยื่นมือออกไป เพื่อขอยืมมือถือจากเขา
ชายหนุ่มตรงหน้ามองกลับมานั่งๆ เหมือนจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูด ‘มือถือ’ ตั้งแต่เกิดมาเขาเองก็เพิ่งจะเคยได้ยินคนมาขอยืมอะไรแบบนี้ ใบหน้าที่ยาหยีเพิ่งเห็นชัดๆ ว่าหล่อเหลาเอาการ ดวงตากลมโต กับจมูกที่โด่งและสันกรามนั้นให้อารมณ์เหมือนรูปปั้น เสียอย่างเดียวที่มันดูบึ้งตึงตลอดเวลา
ในความเข้าใจของตน ชายหนุ่มจึงเอ่ยขึ้น “ข้ามีมือ จะถือกระไรก็ย่อมได้ แต่จะให้มือเจ้าคงไม่ได้” คำตอบที่ทำเอายาหยีทำหน้าไม่ถูกเลย จะหัวเราะคนตรงหน้าก็ดูไม่เหมือนเล่นมุขสักนิด ท่าทางขึงขังนั้นออกแนวน่ากลัวเสียมากกว่า จะว่าเป็นคนสติไม่ดี เขาก็ดูสะอาดสะอ้าน ถึงแม้การแต่งตัวและทรงผมจะดูแปลกๆ ก็เถอะ
“เอ็งมองกระไร”
“คุณมาถ่ายละครเหรอคะ แล้วกองถ่ายอยู่ที่ไหน ฉันพอมีคนรู้จักเป็นช่างแต่งหน้าในกองอยู่บ้าง พาฉันไปหน่อยได้ไหม” ยาหยีเอ่ยขอความช่วยเหลืออย่างจนปัญญา หญิงสาวเริ่มสังเกตว่ารอบๆตัวเธอนั้นแปลกไป วัดตรงหน้าดูใหม่ขึ้นแถมบานประตูที่เคยมีรากต้นโพธิ์พันจนแทบมิด ในตอนนี้กลับเป็นบานประตูวัดธรรมดาเท่านั้น บางอย่างเริ่มเตือนเธอว่าทุกอย่างมันไม่ปกติและนั่นก็เรียกความกลัวของเธอได้เป็นย่างดี
ชายหนุ่มมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจนัก ในครั้งแรกเขานึกว่าหล่อนเป็นชาวต่างชาติที่มาอาศัยแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา แต่พอได้มองใกล้ๆทั้งการแต่งกายทั้งคำพูดกลับพิกลไปเสียทั้งหมดจะว่าเป็นบ้าใบ้รูปร่างหน้าตาก็ดูสะอาดหมดจดผิดแผกจากชาวบ้านทั่วไปเสียด้วยซ้ำ เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนวันนี้เขาไปฝึกดาบที่บ้านครูดาบตั้งแต่เช้าจนตอนนี้เพิ่งได้พัก ความเหนื่อยล้าทำให้เขาอยากกลับเรือนไปพักแต่กลับต้องมาติดอยู่กับหญิงสาวแปลกๆ ตรงหน้านี้เสียได้
“คุณ...ว่ายังไงกองถ่ายอยู่ไหนพาฉันไปหน่อยสิ” ยาหยีถามซ้ำไปอีกครั้ง เมื่อคนตรงหน้าไม่ยอมตอบ
“ข้าไม่ได้ชื่อคุณ ข้าชื่อกริช” ชายหนุ่มบอกก่อนจะก้มลงดึงแขนของยาหยีให้ยืนขึ้นและประคองเอาไว้
“เอ็งขาเจ็บคงเดินไม่ไหวแน่ “ ชายหนุ่มพูดเรียบ ก่อนจะยกร่างของหญิงสาวให้ขึ้นไปนั่งบนหลังม้าโดยไม่สนใจเสียงร้องอย่างตกใจแม้แต่นิด
“ว๊ายย คุณฉันขี่ม้าไม่เป็นค่ะ”
“นั่งเฉยๆ หาได้ขี่ไม่ ข้าเอ็งเจ็บเดินคงไม่ไหว พอเข้าเขตกำแพงพระนครเอ็งก็หาทางกลับเรือนเอาล่ะกัน” ชายหนุ่มบอกก่อนจะพาตัวเองขึ้นมานั่งบนหลังม้าและพามันเดินเหยาะเข้าเมืองทันที
“คุณลิลลี่บอกจะพามาดูของที่เรือนนี้ค่ะ แต่เธอลืมกุญแจเลยไปเอาก่อนค่ะ” คำตอบที่ทำเอากรหัวเราะ ชายหนุ่มเดินไปที่เรือนหลังเล็กช้าๆ ก่อนที่จะเอื้อมมือเข้าไปที่กระถางไม้ประดับที่ห้อยอยู่ที่ริมประตู พร้อมกับหยิบกุญแจออกมา “ยายลิลไม่ค่อยได้มาเลยไม่รู้ว่ามีกุญแจสำรองอยู่ตรงนี้” กรหันมาบอกยาหยีที่ยืนหัวเราะอยู่ใกล้ๆ กรเดินเข้าไปก่อนจะหันมาผายมือเป็นเชิงให้ยาหยีเดินตามเข้าไป หญิงสาวก้าวขาตามไปอย่างว่าง่าย เรือนขนาดเล็กถูกจัดแต่งด้วยของโบราณเสียเป็นส่วนใหญ่ ริมฝสมีดาบดบราณมากมายห้อยเรียงรายอยู่เต็มไปหมด “คุณทวดเคยเล่าว่าตระกูลของเราเป็นช่างตีดาบหลวงสมัยกรุงศรี เคยตีดาบให้พระมหากษัตริย์สมัยนั้นด้วยนะครับ” กรเล่าไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้สังเกตว่ายาหยีนั้นมีสีหน้าแบบใด ภาพดา
สุดท้ายแล้วชีวิตก็ต้องเดินต่อไป หลังจากที่เธอจ่อมจ่มอยู่กับสิ่งที่เธอไม่สามารถเรียกคืนมาได้อยู่เป็นเดือน เธอก็ตัดสินใจกลับไปทำงานอีกครั้ง “แกแน่ใจนะว่าทำงานไหวแล้วน่ะ” เพื่อนสาวของเธอเอ่ยมาตามสาย “ไม่ไหวก็ต้องไหวจ้า นอนกินสมบัติเก่ามาเป็นเดือนแล้ว จะให้เกาะป้ากินต่อก็ละอายใจแล้วไหมแก” ยาหยีตอบติดตลก “เออๆ ได้ เดี๋ยวฉันช่วยดูงานให้อีกแรง” “ขอบใจจ้า รักน้า จุ๊บๆ” ยาหยีคุยกับเพื่อสาวอีกเป็นครู่ก่อนจะวางสาย และทันทีที่อยู่คนเดียวภาพของชายหนุ่มที่แสนรักก็ปรากฏในห้วงสำนึกทันที หญิงสาวยกแขนขึ้นกอดตัวเองเบาๆ น้ำตายังคงไหลได้ง่ายดายทุกครั้งที่คิดถึงเขาสินะ วันนี้เป
ยาหยี บัวและขุนกริช จำเป็นต้องค้างกันที่วัดชะรามเพื่อรอเข้มกลับมารับตามที่นัดกันไว้ หรือถ้าพรุ่งนี้เข้มยังไม่กลับมาพวกเขาก็จะเดินทางกันด้วยเกวียนที่เตรียมเอาไว้อีกทาง “ยังดีที่เรามีเกวียน” ขุนกริชบอกก่อนจะมองบัวที่นอนอยู่อีกฝั่งของกองไฟด้วยความเป็นห่วง “หลับแล้วหรือ” ขุนกรินหันไปถามยาหยี “ใช่ค่ะ” ยาหยีตอบแค่นั้นก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ชายอันเป็นที่รัก ก่อนจะสวมกอดเขาเอาไว้ราวกับต้องการหาที่พึ่ง ขุนกริชเองก็สวมกอดกลับมาแทบจะทันที “ขอบคุณที่รักษาสัญญานะคะ” “สัญญาของข้าเป็นสัญญาเสมอ” ขุนกริชตอบก่
พักสักนิดเถอะค่ะ คุณบัวไม่ไหวแล้ว” ยาหยีเอ่ยบอกกับขุนกริช ขุนกริชมีท่าทีลังเลก่อนจะพยักนรับ “พักสักนิดเถอะแม่บัว เข้มไปเอาน้ำที่ลำธารมาเพิ่มหน่อยเถอะเรายังต้องเดินทางอีกไกล” ขุนกริชบอกก่อนจะหันไปสั่งเข้ม “เดี๋ยวข้าจะไปเอาม้ามาตรงนี้ เจ้าสองคนขยับไปหลบตรงนั้นก่อนเถิด” ขุนกริชบอกก่อนจะช่วยพยุงบัวให้ไปนั่งพักยังที่ปลอดภัยก่อนที่ตัวเองจะไปเอาเกวียนเพื่อเตรียมพร้อมเดินทาง “ดมพิมเสนสักนิดค่ะ” ยาหยีขยี้พิมเสนที่พกติดตัวมาให้บัวดม หญิงสาวท่าทางแย่มากจนยาหยีอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงกลุ่มคนดังขึ้นไม่ไกลนัก ยาหยีลังเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เดินไปดูยังต้นเสียงภาพตรงหน้าปรากฏข้าศึกที่กำลังต้อนชาวบ้านไปยังค่ายของพวกมัน มีทั้งชายหญิง คนแก่หรือแม้แต่เด็กเล็ก หญิงสาวค่อยๆ ถอยกลับมามาหาแต่แล้วก้ต้องใจตกไปที่ตาตุ่มเมื่อพบว่า
“คงคิดว่ากรุงศรีจะแพ้จริงๆ แล้วสินะ” เป็นคุณหญิงแก้วที่เอ่ยคำนี้ออกมาด้วยน้ำสียงนิ่งเรียบ ใบหน้าที่ยังคงแววงดงามแม้จะร่วงโรยไปบ้างตามกาลเวลานั้นนิ่งสงบ เธอหันไปมองพระยาคมเดชสรไนยผู้เป็นสามีที่ร่วมชีวิตกันมานานโดยที่ไม่พูดอะไร “แล้วนี่พ่อกริชให้เจ้ามารับใช่หรือไม่” คุณหญิงแก้วหันไปถามเข้ม “ขอรับ จริงๆ แล้วท่านขุนรออยู่นอกกำแพงเมืองตอนนี้ได้เตรียมม้ากับเกวียนมารอรับพวกคุณๆ เรียบร้อยแล้ว ท่านกำชับมาว่าให้เดินทางเช้ามืดนี้เลย เราจะเลาะป่าไปกันอาจใช้เวลามากกว่าแต่จะปลอดภัยจากข้าศึกขอรับ” เข้มเอ่ยถึงแผนการหลบหนี “อืม..บัวกับหยีไปเตรียมตัวเถิด” คุณหญิงแก้วเป็นผู้เอ่ยอีกครั้ง “แล้ว
“จำเอาว่าเจ้าคือหญิงเพียงคนเดียวที่ข้าจะรักข้าไม่เคยนึกเสียใจที่รักเจ้าแม้แต่น้อยข้าฝากคุณแม่กับแม่บัวกับเจ้าด้วยคุณพ่อนั้นมีภาระหน้าที่ไม่น้อยแม้จะไม่ได้เป็นทหารแล้ว เรือนแห่งนี้จึงอยากให้เจ้าช่วยดูแลอีกแรงนะหยี” ขุนกริชเอ่ยฝากฟังอีกครั้ง เขารู้ดีว่าหญิงสาวตรงหน้านั้นแม้จะสวยงามและน่าเอ็นดูขนาดไหน แต่จิตใจข้างในนั้นกล้าหาญและมั่นคงไม่น้อย ยาหยีพยักหน้ารับเธอซุกตัวในอ้อมกอดเขาอีกครั้ง ออกแรงกอดจนแน่นเท่าที่เธอจะทำได้ก่อนที่จะละออกมา ใบหน้าคมก้มลงมาจูบเธออีกครั้งก่อนจะผละตัวออกห่าง “ข้าต้องไปแล้ว” ขุนกริชกล่าว ไม่มีคำตอบรับจากยาหยีมีเพียงเสียงสะอื้นที่เจ้าตัวพยายามกลั้นเอาไว้อย่างสุดความสามารถแต่ก็ไม่สามารถทำได้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มส่งคนรัก ทั้งที่น้ำตายังนองหน้า&n







