Share

2

last update publish date: 2026-05-06 11:55:00

รถยนต์ของยาหยีจอดสนิทที่หน้าโฮมสเตย์เจ้าประจำที่เธอชอบมา ที่นี่มีห้องพักไม่เยอะเงียบสงบและที่สำคัญมันตั้งอยู่ริมน้ำพอดี  เธอชอบบรรยากาศแบบนี้มากทำให้เธอมักจะมาพักที่นี่เป็นประจำจนสนิทกับคุณป้าเจ้าของโฮมสเตย์แห่งนี้เป็นอย่างดี 

            “อ้าว หนูหยีมาแล้วเหรอลูก” ป้าแดงเจ้าของโฮมสเตย์เดินออกมารับ 

            “ป้าสวัสดีค่ะ” ยาหยียกมือไหว้ก่อนจะส่งกระเป๋าใบเล็กที่เธอมักมีติดรถเอาไว้ให้คนงานเอาเข้าไปเก็บที่ห้องพักห้องประจำของเธอ

            “จะออกไปเลยเหรอลูก....แล้วจะกลับมากินข้าวเย็นไหม”  ป้าแดงเอ่ยถามเมื่อเห็นหญิงสาวเดินไปจับจักรยาน

            “ไม่กินค่ะ เดี๋ยวหยีหากินก่อนเข้ามาเลย”  ยาหยีบอกก่อนจะปั่นจักรยานออกไปทันที ตอนนี้ก็เริ่มเย็นแล้วถึงแม้จะยังมีแดดอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากมายนัก  ยาหยีปั่นจักรยานไปตามทางเรื่อยๆ มองดูวิวข้างทางแวะถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆ  ก่อนจะพักที่ร้านกาแฟริมทางสั่งน้ำมาดื่ม  และหยิบมือถือมาเปิดดูไปเรื่อยๆ ก่อนจะพบว่ามีคนตั้งโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊คถึงวัดแห่งหนึ่งในอยุธยา ‘วัดพระงาม’  ภาพของซุ้มประตูที่ก่อด้วยอิฐเก่าแก่ ถูกโอบกอดด้วยรากของต้นโพธิ์ใหญ่นั้นทำเอายาหยีมองอย่างไม่วางตา สวยจัง เธอคิดในใจก่อนจะมองนาฬิกา และตัดสินใจปั่นจักรยานไปยังวัดพระงามทันที

            ทันทีที่จักรยานจอดที่หน้าวัดพระงามยาหยีก็ยิ้มออกมาอย่างสมใจ ดวงตาคู่สวยเหลือบมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดลงบ่งบอกว่าตอนนี้ยามเย็นเริ่มใกล้เข้ามาแล้ว เธอจอดจักรยานเอาไว้ก่อนจะเดินเข้าไปในวัดอย่างตื่นเต้น  ถึงแม้เธอจะมาอยุธยาบ่อยๆแต่ยาหยีกลับไม่ค่อยได้ออกเที่ยวที่ไหนมากนักหญิงสาวมักมานอนพักมองแม่น้ำเพื่อชาร์จพลังมากกว่า วันนี้ที่ตัดสินใจปั่นจักรยานออกมาถือว่าคิดถูก เพราะเธอได้มาเห็นสถานที่สวยงามแบบนี้

            ยาหยีเดินเล่นและถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่หน้าสิ่งที่ผู้คนเรียกว่า ประตูแห่งกาลเวลา ยาหยียิ้มออกมาก่อนจะยกมือถือขึ้นถ่ายภาพไว้ทันที  ประตูวัดเก่าแก่โบราณที่ถูกรากของต้นโพธิ์พันรอบเอาไว้ราวกับว่าหากใครก้าวผ่านประตูนี้ไปจะหลุดไปยังอดีตได้ไม่ยากนัก  ยาหยีก้าวขาเข้าไปใกล้ก่อนจะชะงักเมื่อเธอได้ยินเสียงแปลกๆ

            “เสียงม้าที่ไหนกัน”  หญิงสาวพึมพำก่อนจะมองไปรอบๆตัวเองเพราะเมื่อสักครู่เธอได้ยินเหมือนเสียงม้าร้องอยู่ใกล้ๆ  และตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มมากขึ้น จนเธอไม่แน่ใจนักว่ามันเป็นเพราะเวลาเย็นหรือฝนจะตกกันแน่

            ยาหยียักไหล่ก่อนจะเลิกใส่ใจเสียงม้าปริศนาสงสัยเธอจะหูฟาดไปเอง  หญิงสาวยกกล้องขึ้นเซลฟี่ตัวเองกับบานประตูแห่งกาลเวลาอีกครั้ง ก่อนจะขยับตัวเข้าใกล้ไปเรื่อยๆ เพื่อหวังได้ภาพสวยสมใจ ขาเรียวก้าวเข้าใกล้บานประตูทั้งที่สายตาก็ยังจดจ่ออยู่กับกล้องในมือถือ ปากเรียวแย้มยิ้มไปมานิ้วเรียวยังคงกดภาพซ้ำๆ   และทันทีที่เรียวขาก้าวผ่านบานประตูแห่งกาลเวลานั้น ท้องฟ้าที่มืดครึ้มก็ผ่าเปรี้ยงลงมาทันที

            “กรี๊ด!” ยาหยีสะดุ้งสุดตัวขาของเธอสะดุดกับรากของต้นโพธิ์ก่อนจะเสียหลักหงายหลังล้มผ่านบานประตูลงไปอย่างแรง

            “โอ๊ย...ฟ้าบ้าจะมาผ่าอะไรตอนนี้นะ”  ยาหยีบ่นพึมพำก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่งรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้าและก้นไม่น้อย  แต่ยังไม่ทันได้ตั้งสติเธอก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อมีเสียงหนึ่งดังขึ้น

            “เอ็งมานั่งทำอะไรตรงนี้”  สรรพนามแปลกหูทำเอาคนฟังโมโหไม่น้อย หญิงสาวหันไปมองเจ้าของเสียงทันที

            “เรียกใครว่าเอ็ง” หญิงสาวสวนกลับทันที ก่อนจะขมวดคิ้วมองคนตรงหน้าอย่างแปลกใจ รูปร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำแดด แถมยังแต่งตัวประหลาด  สงสัยมาถ่ายละครสินะ

            “นี่คุณมาถ่ายละครเหรอ” ยาหยีถามออกไปก่อนจะชะงักเมื่อขาข้างที่สะดุดเจ็บจี๊ดขึ้นมา ขาแพลงแน่ๆ เลย เธอคิดในใจ

            “พูดไม่รู้ความ แล้วทำไมยังไม่ลุกอีกนั่งเกะกะเดี๋ยวม้าก็เตะหัวกระเด็นดอก”  เสียงทุ้มใหญ่เอ่ยออกมาอีกรอบคราวนี้ยาหยีหันไปเห็นม้าตัวใหญ่ที่ชายหนุ่มคนนี้จูงมาแล้วก็ต้องขยับหนี แต่ความเจ็บก็ทำเอาเธอร้องออกมาอย่างช่วยไม่ได้

            “โอ๊ย!” 

            “ขาเจ็บรึ” ยาหยีรู้สึกว่าเสียงของเขาดูอ่อนลงถึงแม้จะยังเจือความหงุดหงิดอยู่บ้างก็ตาม   ยาหยีพยักหน้าก่อนจะสะดุ้งเมื่อชายตรงหน้าก้มลงมาจับข้อเท้าของเธอพลางบิดไปมา

            “โอ๊ย..เจ็บนะ” ยาหยีโวยวายเสียงดัง

            “ขาคงแพลงตอนล้ม แล้วเอ็งเดินกลับไหวหรือไม่ อาศัยอยู่ที่ใดกัน”

            “ที่พักฉันอยู่ในเกาะเมืองน่ะ ไม่ต้องไปส่งหรอกเดี๋ยวฉันโทรให้ป้าแดงมารับก็ได้”  ยาหยีบอกก่อนจะหน้าเสียเมื่อพบว่ามือถือของเธอนั้นหน้าจอแตกละเอียดและดับไปแล้ว

            “เอ่อ...คุณมีมือถือไหมฉันขอยืมหน่อยสิ” ยาหยีบอกก่อนยื่นมือออกไป  เพื่อขอยืมมือถือจากเขา

            ชายหนุ่มตรงหน้ามองกลับมานั่งๆ เหมือนจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูด ‘มือถือ’ ตั้งแต่เกิดมาเขาเองก็เพิ่งจะเคยได้ยินคนมาขอยืมอะไรแบบนี้  ใบหน้าที่ยาหยีเพิ่งเห็นชัดๆ ว่าหล่อเหลาเอาการ ดวงตากลมโต กับจมูกที่โด่งและสันกรามนั้นให้อารมณ์เหมือนรูปปั้น เสียอย่างเดียวที่มันดูบึ้งตึงตลอดเวลา 

            ในความเข้าใจของตน ชายหนุ่มจึงเอ่ยขึ้น “ข้ามีมือ จะถือกระไรก็ย่อมได้ แต่จะให้มือเจ้าคงไม่ได้”  คำตอบที่ทำเอายาหยีทำหน้าไม่ถูกเลย จะหัวเราะคนตรงหน้าก็ดูไม่เหมือนเล่นมุขสักนิด ท่าทางขึงขังนั้นออกแนวน่ากลัวเสียมากกว่า จะว่าเป็นคนสติไม่ดี เขาก็ดูสะอาดสะอ้าน ถึงแม้การแต่งตัวและทรงผมจะดูแปลกๆ ก็เถอะ

            “เอ็งมองกระไร”

 “คุณมาถ่ายละครเหรอคะ แล้วกองถ่ายอยู่ที่ไหน ฉันพอมีคนรู้จักเป็นช่างแต่งหน้าในกองอยู่บ้าง พาฉันไปหน่อยได้ไหม”  ยาหยีเอ่ยขอความช่วยเหลืออย่างจนปัญญา หญิงสาวเริ่มสังเกตว่ารอบๆตัวเธอนั้นแปลกไป วัดตรงหน้าดูใหม่ขึ้นแถมบานประตูที่เคยมีรากต้นโพธิ์พันจนแทบมิด  ในตอนนี้กลับเป็นบานประตูวัดธรรมดาเท่านั้น  บางอย่างเริ่มเตือนเธอว่าทุกอย่างมันไม่ปกติและนั่นก็เรียกความกลัวของเธอได้เป็นย่างดี

            ชายหนุ่มมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจนัก ในครั้งแรกเขานึกว่าหล่อนเป็นชาวต่างชาติที่มาอาศัยแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา  แต่พอได้มองใกล้ๆทั้งการแต่งกายทั้งคำพูดกลับพิกลไปเสียทั้งหมดจะว่าเป็นบ้าใบ้รูปร่างหน้าตาก็ดูสะอาดหมดจดผิดแผกจากชาวบ้านทั่วไปเสียด้วยซ้ำ เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนวันนี้เขาไปฝึกดาบที่บ้านครูดาบตั้งแต่เช้าจนตอนนี้เพิ่งได้พัก  ความเหนื่อยล้าทำให้เขาอยากกลับเรือนไปพักแต่กลับต้องมาติดอยู่กับหญิงสาวแปลกๆ ตรงหน้านี้เสียได้

            “คุณ...ว่ายังไงกองถ่ายอยู่ไหนพาฉันไปหน่อยสิ”  ยาหยีถามซ้ำไปอีกครั้ง เมื่อคนตรงหน้าไม่ยอมตอบ

            “ข้าไม่ได้ชื่อคุณ ข้าชื่อกริช” ชายหนุ่มบอกก่อนจะก้มลงดึงแขนของยาหยีให้ยืนขึ้นและประคองเอาไว้

            “เอ็งขาเจ็บคงเดินไม่ไหวแน่ “ ชายหนุ่มพูดเรียบ ก่อนจะยกร่างของหญิงสาวให้ขึ้นไปนั่งบนหลังม้าโดยไม่สนใจเสียงร้องอย่างตกใจแม้แต่นิด

            “ว๊ายย  คุณฉันขี่ม้าไม่เป็นค่ะ”

            “นั่งเฉยๆ หาได้ขี่ไม่ ข้าเอ็งเจ็บเดินคงไม่ไหว พอเข้าเขตกำแพงพระนครเอ็งก็หาทางกลับเรือนเอาล่ะกัน”  ชายหนุ่มบอกก่อนจะพาตัวเองขึ้นมานั่งบนหลังม้าและพามันเดินเหยาะเข้าเมืองทันที

                       

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ทูนหัวของพี่   6

    “คุณเพ็ญ คู่หมั้นท่านขุนกริช” จำปีบอก ยาหยีได้แต่พยักหน้ารับก่อนจะนึกถึงใบหน้าขมเข้มของขุนกริช และก็พลางมองหญิงสาวตรงหน้า “ลูกออกมาคงน่ารักน่าเอ็นดูมากแน่ๆ” ยาหยีบ่นพึมพำ แต่ไม่พ้นหูจำปีที่นั่งอยู่ข้างๆ “เดี๋ยวเถอะเอ็ง สาระแนเรื่องเจ้านายแบบนี้ได้โดนเฆี่ยนหลังลายแน่ถ้าใครได้ยินเข้า” จำปีเอ่ยเตือนยาหยีได้แต่พยักหน้ารับก่อนจะยกมือขึ้นมาตีปาดตัวเองเบาๆ ทำท่าทำทางให้จำปีรู้ว่าจะไม่พูดแล้ว “มานี่มาข้าช่วยตี” จำปียื่นมามาแตะปากยาหยีอย่างหยอกล้อเมื่อเห็นยาหยีทำท่ายียวนใส่ “เรื่องอะไรล่ะ ฮ่าๆ” ยาหยีโยกตัวหลบก่อนจะหัวเราะคิกคัก “บ่าวที่ไหนมานั่งหยอกกันตรงนี้ หัวเราะเสียงดังลั่นเรือนใครเขาจะว่านายไม่สั่งสอน” เสียงทักกึ่งตำหนิที่ดังเสียจนบัวหันมามอง ยาหยีเงยหน้ามองเจ้าของเสียงก็พบกับชายหนุ่มที่กำลังมองมาด้วยสายตาที่เธอไม่เข้าใจนัก ก่อนสะดุ้งเมื่อรับรู้ถึงแรงสะกิดของจำปี เมื่อหันไปก็พบว่าจำปีกำลังนั่งก้มหน้าลงกับพื้นราวทำอะไรผิด “ก้มลงๆ” จำปีบอกเสียงเบา ยาหยีทำตามทันที “มีอะไรก

  • ทูนหัวของพี่   5

    “บ่าวทำไม่ดีก็สั่งสอนเอาแม่บัว ไม่ใช่มาทุบตีเหมือนวัวเหมือนควายเยี่ยงนี้” “แต่มั...” “ให้ฉันแต่งให้ไหม” ยาหยีหลุดพูดออกไป ก่อนจะเอามือปิดปากแทบไม่ทัน ในสมองเริ่มประมวลผลไปมา “เอ่อ...คือ บ่าวทำได้เจ้าค่ะ” หญิงสาวพูดอ้อมแอ้มอย่างไม่แน่ใจในวิธีการพูดมากนัก “พูดจาอะไรหารู้ความไม่” บัวเอ่ย “ให้บ่าวช่วยคุณบัวแต่งตัวไหมเจ้าคะ บ่าวพอจะทำได้เจ้าค่ะ” ยาหยีพูดออกไป ในใจแค่อยากช่วยจำปีก็เท่านั้น “เอ็งทำได้รึ” เป็นขุนกริชที่หันไปถาม ยาหยีพยักหน้า “คุณบัวผิวสวยผมสวยแบบนี้แต่งอย่างไรก็ออกมาสวยค่ะ” หญิงสาวชมไปอีกดอก ก่อนจะอมยิ้มเมื่อคุณบัวดูจะพอใจไม่น้อย ภายในห้องคุณบัว “เอ้า...หวีผมให้ข้าสิ” ยาหยีพยักหน้าก่อนจะหยิบหวีขึ้นมาหวีผมให้คุณบัวอย่างเบามือ เธอเหลือบมองจำปีที่นั่งตัวหลีบอยู่ข้างๆ ผมของคุณบัวแม้จะเส้นเล็กสลวนแต่ไม่ได้อ่อนนุ่มหวีง่ายนัก “อันนี้น้ำมันอะไรเหรอจำปี” ยาหยีหันไปกระซิบถามจำปี “น้ำมันมะพร้าว” จำปีกระซิบตอบ ยาหยีค่อยๆ แตะมือกับน้ำมันมะพร้าวเธอลูบเบาๆ

  • ทูนหัวของพี่   4

    “ แล้วเอ็งชื่อกระไรล่ะ” คุณหญิงแก้วเอ่ยถามนึกแปลกใจในการแต่งกายของหญิงสาวตรงหน้าไม่น้อย“ฉะ...ฉันชื่อ..ยา...เอ่อ...ยาหยีค่ะ” ยาหยีอ้ำอึ้งไม่ก่อนจะตัดสินใจบอกชื่อเล่นของตนออกไป เพราะถ้าเธอหลงมาในสมัยโบราณ ชื่อจริงของเธอก็คงประหลาดไม่น้อยและถ้าถูกถามเธอเองก็ไม่รู้จะอธิบายเช่นไร “ชื่อประหลาดนัก แล้วเรือนเอ็งอยู่ไหนเล่า” คุณหญิงแก้วเอ่ยถาม “มะ...ไม่รู้...จำไม่ได้ค่ะ” ยาหยีเลือกที่จะโกหกออกไป “สงสัยจะล้มหัวฟาดพื้นด้วยกระมัง ความจำถึงเลอะๆ เลือนๆ พูดจาบ้าใบ้ไม่รู้เรื่อง” ขุนกริชเอ่ยออกมา “เอ็งล้มแรงขนาดนั้นเชียว หรือเอ็งจะป่วยด้วย” “น่าเวทนานัก ยังสาวยังแส้อยู่แท้ๆ มาสติฟั้นเฟือนเอาเสียได้ เอาเถอะไปหาหยูกยาใส่เสียก่อน พออาการดีขึ้นอาจจะจำอะไรขึ้นมาได้บ้างก็ได้” คุณหญิงแก้วนึกเวทนาจึงสั่งให้บ่าวในเรือนพาตัวยาหยีไปรักษา ยาหยีได้แต่ทำตามที่คนรอบข้างบอก เธอถูกพามารักษาแบบที่เธอเองก็ไม่แน่ใจว่ามันจะทำให้อาการของเธอดีขึ้นหรือแย่ลงกันแน่ ขาที่เจ็บถูกพันด้วยใบไม้ที่นำมารนไฟจนร้อน หญิงสาวได้แต่ทนเธอเก็บเอาเสื้อผ้าและของทุกอย่างที่ติดตัวมา

  • ทูนหัวของพี่   3

    ยาหยีพยายามตั้งสติตัวเองอยู่เป็นครู่ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อม้าที่ขี่มาอยู่ดีๆ ก็หยุดเดิน “มะ..มีอะไร” “เข้ามาในเขตกำแพงเมืองแล้ว เอ็งลงเสียที่นี่” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น ก่อนจะลงจากม้า และดึงตัวของหญิงสาวลงมาด้วย “โอ๊ย!” ยาหยีอุทานทันทีที่เหยียบลงพื้น ข้อเท้าของเธอแพลงและตอนนี้มันเริ่มบวมแล้ว เธอจึงยืนเองไม่ได้เหมือนเคย “เจ็บมากรึ” ชายหนุ่มเอ่ยถามใบหน้าหล่อเหลาขมวดมุ่นอย่างคิดไม่ตก หญิงงามตรงหน้าท่าทางบ้าใบ้พูดจาไม่รู้เรื่อง แต่ก็หน้าตาสะสวยสะอาดสะอ้าน เขามองไปรอบๆ ชาวบ้านเริ่มหันมามองและซุบกันแล้ว นี่ถ้าเรื่องไปถึงหูแม่เพ็ญคู่หมั้นของเขาคงเป็นเรื่องอีกแน่ “เจ็บมาก คุณคะที่นี่มันที่ไหนกันทำไมทุกอย่างดูแปลกแบบนี้ล่ะ” ยาหยีเอ่ยถามอย่างหมดหนทาง ในใจนึกกังวลไปหมด ทุกอย่างตรงหน้าดูแปลกตา จะว่าเป็นกองละครก็คงไม่ใช่ เพราะทุกอย่างมันเหมือนจริงเกินไป ทั้งวัดต่างๆ ที่สวยงามราวกับภาพวาด ไหนจะคนมากมายที่แต่งกายแปลกตา และที่ทำให้เธอแทบจะร้องไห้ก็คงเป็นกำแพงสูงใหญ่ที่เธอเพิ่งผ่านเข้ามานี่ล่ะ ถึงเธอจะไม่ได้เก่งประวัติศาสตร์มากมายนักแต่เธอก็พอจะ

  • ทูนหัวของพี่   2

    รถยนต์ของยาหยีจอดสนิทที่หน้าโฮมสเตย์เจ้าประจำที่เธอชอบมา ที่นี่มีห้องพักไม่เยอะเงียบสงบและที่สำคัญมันตั้งอยู่ริมน้ำพอดี เธอชอบบรรยากาศแบบนี้มากทำให้เธอมักจะมาพักที่นี่เป็นประจำจนสนิทกับคุณป้าเจ้าของโฮมสเตย์แห่งนี้เป็นอย่างดี “อ้าว หนูหยีมาแล้วเหรอลูก” ป้าแดงเจ้าของโฮมสเตย์เดินออกมารับ “ป้าสวัสดีค่ะ” ยาหยียกมือไหว้ก่อนจะส่งกระเป๋าใบเล็กที่เธอมักมีติดรถเอาไว้ให้คนงานเอาเข้าไปเก็บที่ห้องพักห้องประจำของเธอ “จะออกไปเลยเหรอลูก....แล้วจะกลับมากินข้าวเย็นไหม” ป้าแดงเอ่ยถามเมื่อเห็นหญิงสาวเดินไปจับจักรยาน “ไม่กินค่ะ เดี๋ยวหยีหากินก่อนเข้ามาเลย” ยาหยีบอกก่อนจะปั่นจักรยานออกไปทันที ตอนนี้ก็เริ่มเย็นแล้วถึงแม้จะยังมีแดดอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากมายนัก ยาหยีปั่นจักรยานไปตามทางเรื่อยๆ มองดูวิวข้างทางแวะถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆ ก่อนจะพักที่ร้านกาแฟริมทางสั่งน้ำมาดื่ม และหยิบมือถือมาเปิดดูไปเรื่อยๆ ก่อนจะพบว่ามีคนตั้งโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊คถึงวัดแห่งหนึ่งในอยุธยา ‘วัดพระงาม’ ภาพของซุ้มประตูที่ก่อด้วยอิฐเก่าแก่ ถูกโอบกอดด้วยรากของต้นโพธิ์ใหญ่นั้นทำเอายาหยีมอ

  • ทูนหัวของพี่   1

    เสียงกรีดร้อง ดังลั่นกลางเรือนไทยยกพื้นสูงขนาดสามคูหา ระเบียงไม้ทอดยาวไปตามตัวเรือนขนาดกว้าง มีเรือนใหญ่น้อยหลายเรือนรวมกันเป็นหมู่ โดยมีหอกลางทำเป็นศาลาเอาไว้พักผ่อนหย่อนใจในยามกลางวัน แต่กลับกลายที่รับลม ชมจันทร์ของเจ้าเรือนนแห่งนี้ในยามค่ำคืน เรือนหลังงามใหญ่โตโอ่อ่าสมตฐานะเจ้าของเรือน“ไอ้โรคจิต ไอ้บ้ากาม”กรี้ดดด“หยุดแหกปากสักที หากเอ็งไม่หยุดข้าจะเอาอะไรที่ทั้งใหญ่ทั้งแน่นปากเอ็ง อุดปากซะให้เข็ด” แม้ขุนกริชจะเอ็ดเสียงกร้าว ให้แม่หญิงวิปลาสที่เอาแต่อ้างว่าตัวเอง ‘เมคอัพอาร์ติส’ มาจากอนาคต ปี พ.ศ 2566 นางนี้ก็หาฟังไม่“ไอ้ที่ท่านขุนจะเอาอุดปากข้ามันคืออะไรรึเจ้าคะ...แน่นและใหญ่ด้วยหรือไม่” คนถามเหลือบมองกำปั้นใหญ่ๆ ที่มีเส้นเลือดปูดโปนผ้าขี้ริ้วในมือที่จะเอามาอุดปากนางถึงกับสั่น เมื่อเห็นดวงตากลมโตของนางจ้องเขม็งตรงมาที่กึ่งกลางกายกำยำ ที่แท้นางมองไปด้านหลังว่าในมือท่านขุนกำสิ่งใดไว้แน่น“....”ท่านขุนหนุ่มกัดกรามแน่น ข่มจิต ข่มใจ สภาพของนางในเวลานี้ ผ้าถุงหลุดลุ่ย สไบผืนงามหลุดจากไหล่บอบบางไม่มีชิ้นดี จนเผยให้เห็นทรวงอกคัพซีขาวผ่องนวลเนียน ถึงขุนกริชจะเห็นเต้าสาวมาจนนับไม่ถ้

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status