Share

2

last update Tanggal publikasi: 2026-05-06 11:55:00

รถยนต์ของยาหยีจอดสนิทที่หน้าโฮมสเตย์เจ้าประจำที่เธอชอบมา ที่นี่มีห้องพักไม่เยอะเงียบสงบและที่สำคัญมันตั้งอยู่ริมน้ำพอดี  เธอชอบบรรยากาศแบบนี้มากทำให้เธอมักจะมาพักที่นี่เป็นประจำจนสนิทกับคุณป้าเจ้าของโฮมสเตย์แห่งนี้เป็นอย่างดี 

            “อ้าว หนูหยีมาแล้วเหรอลูก” ป้าแดงเจ้าของโฮมสเตย์เดินออกมารับ 

            “ป้าสวัสดีค่ะ” ยาหยียกมือไหว้ก่อนจะส่งกระเป๋าใบเล็กที่เธอมักมีติดรถเอาไว้ให้คนงานเอาเข้าไปเก็บที่ห้องพักห้องประจำของเธอ

            “จะออกไปเลยเหรอลูก....แล้วจะกลับมากินข้าวเย็นไหม”  ป้าแดงเอ่ยถามเมื่อเห็นหญิงสาวเดินไปจับจักรยาน

            “ไม่กินค่ะ เดี๋ยวหยีหากินก่อนเข้ามาเลย”  ยาหยีบอกก่อนจะปั่นจักรยานออกไปทันที ตอนนี้ก็เริ่มเย็นแล้วถึงแม้จะยังมีแดดอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากมายนัก  ยาหยีปั่นจักรยานไปตามทางเรื่อยๆ มองดูวิวข้างทางแวะถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆ  ก่อนจะพักที่ร้านกาแฟริมทางสั่งน้ำมาดื่ม  และหยิบมือถือมาเปิดดูไปเรื่อยๆ ก่อนจะพบว่ามีคนตั้งโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊คถึงวัดแห่งหนึ่งในอยุธยา ‘วัดพระงาม’  ภาพของซุ้มประตูที่ก่อด้วยอิฐเก่าแก่ ถูกโอบกอดด้วยรากของต้นโพธิ์ใหญ่นั้นทำเอายาหยีมองอย่างไม่วางตา สวยจัง เธอคิดในใจก่อนจะมองนาฬิกา และตัดสินใจปั่นจักรยานไปยังวัดพระงามทันที

            ทันทีที่จักรยานจอดที่หน้าวัดพระงามยาหยีก็ยิ้มออกมาอย่างสมใจ ดวงตาคู่สวยเหลือบมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดลงบ่งบอกว่าตอนนี้ยามเย็นเริ่มใกล้เข้ามาแล้ว เธอจอดจักรยานเอาไว้ก่อนจะเดินเข้าไปในวัดอย่างตื่นเต้น  ถึงแม้เธอจะมาอยุธยาบ่อยๆแต่ยาหยีกลับไม่ค่อยได้ออกเที่ยวที่ไหนมากนักหญิงสาวมักมานอนพักมองแม่น้ำเพื่อชาร์จพลังมากกว่า วันนี้ที่ตัดสินใจปั่นจักรยานออกมาถือว่าคิดถูก เพราะเธอได้มาเห็นสถานที่สวยงามแบบนี้

            ยาหยีเดินเล่นและถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่หน้าสิ่งที่ผู้คนเรียกว่า ประตูแห่งกาลเวลา ยาหยียิ้มออกมาก่อนจะยกมือถือขึ้นถ่ายภาพไว้ทันที  ประตูวัดเก่าแก่โบราณที่ถูกรากของต้นโพธิ์พันรอบเอาไว้ราวกับว่าหากใครก้าวผ่านประตูนี้ไปจะหลุดไปยังอดีตได้ไม่ยากนัก  ยาหยีก้าวขาเข้าไปใกล้ก่อนจะชะงักเมื่อเธอได้ยินเสียงแปลกๆ

            “เสียงม้าที่ไหนกัน”  หญิงสาวพึมพำก่อนจะมองไปรอบๆตัวเองเพราะเมื่อสักครู่เธอได้ยินเหมือนเสียงม้าร้องอยู่ใกล้ๆ  และตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มมากขึ้น จนเธอไม่แน่ใจนักว่ามันเป็นเพราะเวลาเย็นหรือฝนจะตกกันแน่

            ยาหยียักไหล่ก่อนจะเลิกใส่ใจเสียงม้าปริศนาสงสัยเธอจะหูฟาดไปเอง  หญิงสาวยกกล้องขึ้นเซลฟี่ตัวเองกับบานประตูแห่งกาลเวลาอีกครั้ง ก่อนจะขยับตัวเข้าใกล้ไปเรื่อยๆ เพื่อหวังได้ภาพสวยสมใจ ขาเรียวก้าวเข้าใกล้บานประตูทั้งที่สายตาก็ยังจดจ่ออยู่กับกล้องในมือถือ ปากเรียวแย้มยิ้มไปมานิ้วเรียวยังคงกดภาพซ้ำๆ   และทันทีที่เรียวขาก้าวผ่านบานประตูแห่งกาลเวลานั้น ท้องฟ้าที่มืดครึ้มก็ผ่าเปรี้ยงลงมาทันที

            “กรี๊ด!” ยาหยีสะดุ้งสุดตัวขาของเธอสะดุดกับรากของต้นโพธิ์ก่อนจะเสียหลักหงายหลังล้มผ่านบานประตูลงไปอย่างแรง

            “โอ๊ย...ฟ้าบ้าจะมาผ่าอะไรตอนนี้นะ”  ยาหยีบ่นพึมพำก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่งรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้าและก้นไม่น้อย  แต่ยังไม่ทันได้ตั้งสติเธอก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อมีเสียงหนึ่งดังขึ้น

            “เอ็งมานั่งทำอะไรตรงนี้”  สรรพนามแปลกหูทำเอาคนฟังโมโหไม่น้อย หญิงสาวหันไปมองเจ้าของเสียงทันที

            “เรียกใครว่าเอ็ง” หญิงสาวสวนกลับทันที ก่อนจะขมวดคิ้วมองคนตรงหน้าอย่างแปลกใจ รูปร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำแดด แถมยังแต่งตัวประหลาด  สงสัยมาถ่ายละครสินะ

            “นี่คุณมาถ่ายละครเหรอ” ยาหยีถามออกไปก่อนจะชะงักเมื่อขาข้างที่สะดุดเจ็บจี๊ดขึ้นมา ขาแพลงแน่ๆ เลย เธอคิดในใจ

            “พูดไม่รู้ความ แล้วทำไมยังไม่ลุกอีกนั่งเกะกะเดี๋ยวม้าก็เตะหัวกระเด็นดอก”  เสียงทุ้มใหญ่เอ่ยออกมาอีกรอบคราวนี้ยาหยีหันไปเห็นม้าตัวใหญ่ที่ชายหนุ่มคนนี้จูงมาแล้วก็ต้องขยับหนี แต่ความเจ็บก็ทำเอาเธอร้องออกมาอย่างช่วยไม่ได้

            “โอ๊ย!” 

            “ขาเจ็บรึ” ยาหยีรู้สึกว่าเสียงของเขาดูอ่อนลงถึงแม้จะยังเจือความหงุดหงิดอยู่บ้างก็ตาม   ยาหยีพยักหน้าก่อนจะสะดุ้งเมื่อชายตรงหน้าก้มลงมาจับข้อเท้าของเธอพลางบิดไปมา

            “โอ๊ย..เจ็บนะ” ยาหยีโวยวายเสียงดัง

            “ขาคงแพลงตอนล้ม แล้วเอ็งเดินกลับไหวหรือไม่ อาศัยอยู่ที่ใดกัน”

            “ที่พักฉันอยู่ในเกาะเมืองน่ะ ไม่ต้องไปส่งหรอกเดี๋ยวฉันโทรให้ป้าแดงมารับก็ได้”  ยาหยีบอกก่อนจะหน้าเสียเมื่อพบว่ามือถือของเธอนั้นหน้าจอแตกละเอียดและดับไปแล้ว

            “เอ่อ...คุณมีมือถือไหมฉันขอยืมหน่อยสิ” ยาหยีบอกก่อนยื่นมือออกไป  เพื่อขอยืมมือถือจากเขา

            ชายหนุ่มตรงหน้ามองกลับมานั่งๆ เหมือนจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูด ‘มือถือ’ ตั้งแต่เกิดมาเขาเองก็เพิ่งจะเคยได้ยินคนมาขอยืมอะไรแบบนี้  ใบหน้าที่ยาหยีเพิ่งเห็นชัดๆ ว่าหล่อเหลาเอาการ ดวงตากลมโต กับจมูกที่โด่งและสันกรามนั้นให้อารมณ์เหมือนรูปปั้น เสียอย่างเดียวที่มันดูบึ้งตึงตลอดเวลา 

            ในความเข้าใจของตน ชายหนุ่มจึงเอ่ยขึ้น “ข้ามีมือ จะถือกระไรก็ย่อมได้ แต่จะให้มือเจ้าคงไม่ได้”  คำตอบที่ทำเอายาหยีทำหน้าไม่ถูกเลย จะหัวเราะคนตรงหน้าก็ดูไม่เหมือนเล่นมุขสักนิด ท่าทางขึงขังนั้นออกแนวน่ากลัวเสียมากกว่า จะว่าเป็นคนสติไม่ดี เขาก็ดูสะอาดสะอ้าน ถึงแม้การแต่งตัวและทรงผมจะดูแปลกๆ ก็เถอะ

            “เอ็งมองกระไร”

 “คุณมาถ่ายละครเหรอคะ แล้วกองถ่ายอยู่ที่ไหน ฉันพอมีคนรู้จักเป็นช่างแต่งหน้าในกองอยู่บ้าง พาฉันไปหน่อยได้ไหม”  ยาหยีเอ่ยขอความช่วยเหลืออย่างจนปัญญา หญิงสาวเริ่มสังเกตว่ารอบๆตัวเธอนั้นแปลกไป วัดตรงหน้าดูใหม่ขึ้นแถมบานประตูที่เคยมีรากต้นโพธิ์พันจนแทบมิด  ในตอนนี้กลับเป็นบานประตูวัดธรรมดาเท่านั้น  บางอย่างเริ่มเตือนเธอว่าทุกอย่างมันไม่ปกติและนั่นก็เรียกความกลัวของเธอได้เป็นย่างดี

            ชายหนุ่มมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจนัก ในครั้งแรกเขานึกว่าหล่อนเป็นชาวต่างชาติที่มาอาศัยแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา  แต่พอได้มองใกล้ๆทั้งการแต่งกายทั้งคำพูดกลับพิกลไปเสียทั้งหมดจะว่าเป็นบ้าใบ้รูปร่างหน้าตาก็ดูสะอาดหมดจดผิดแผกจากชาวบ้านทั่วไปเสียด้วยซ้ำ เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนวันนี้เขาไปฝึกดาบที่บ้านครูดาบตั้งแต่เช้าจนตอนนี้เพิ่งได้พัก  ความเหนื่อยล้าทำให้เขาอยากกลับเรือนไปพักแต่กลับต้องมาติดอยู่กับหญิงสาวแปลกๆ ตรงหน้านี้เสียได้

            “คุณ...ว่ายังไงกองถ่ายอยู่ไหนพาฉันไปหน่อยสิ”  ยาหยีถามซ้ำไปอีกครั้ง เมื่อคนตรงหน้าไม่ยอมตอบ

            “ข้าไม่ได้ชื่อคุณ ข้าชื่อกริช” ชายหนุ่มบอกก่อนจะก้มลงดึงแขนของยาหยีให้ยืนขึ้นและประคองเอาไว้

            “เอ็งขาเจ็บคงเดินไม่ไหวแน่ “ ชายหนุ่มพูดเรียบ ก่อนจะยกร่างของหญิงสาวให้ขึ้นไปนั่งบนหลังม้าโดยไม่สนใจเสียงร้องอย่างตกใจแม้แต่นิด

            “ว๊ายย  คุณฉันขี่ม้าไม่เป็นค่ะ”

            “นั่งเฉยๆ หาได้ขี่ไม่ ข้าเอ็งเจ็บเดินคงไม่ไหว พอเข้าเขตกำแพงพระนครเอ็งก็หาทางกลับเรือนเอาล่ะกัน”  ชายหนุ่มบอกก่อนจะพาตัวเองขึ้นมานั่งบนหลังม้าและพามันเดินเหยาะเข้าเมืองทันที

                       

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ทูนหัวของพี่   41

    “คุณลิลลี่บอกจะพามาดูของที่เรือนนี้ค่ะ แต่เธอลืมกุญแจเลยไปเอาก่อนค่ะ” คำตอบที่ทำเอากรหัวเราะ ชายหนุ่มเดินไปที่เรือนหลังเล็กช้าๆ ก่อนที่จะเอื้อมมือเข้าไปที่กระถางไม้ประดับที่ห้อยอยู่ที่ริมประตู พร้อมกับหยิบกุญแจออกมา “ยายลิลไม่ค่อยได้มาเลยไม่รู้ว่ามีกุญแจสำรองอยู่ตรงนี้” กรหันมาบอกยาหยีที่ยืนหัวเราะอยู่ใกล้ๆ กรเดินเข้าไปก่อนจะหันมาผายมือเป็นเชิงให้ยาหยีเดินตามเข้าไป หญิงสาวก้าวขาตามไปอย่างว่าง่าย เรือนขนาดเล็กถูกจัดแต่งด้วยของโบราณเสียเป็นส่วนใหญ่ ริมฝสมีดาบดบราณมากมายห้อยเรียงรายอยู่เต็มไปหมด “คุณทวดเคยเล่าว่าตระกูลของเราเป็นช่างตีดาบหลวงสมัยกรุงศรี เคยตีดาบให้พระมหากษัตริย์สมัยนั้นด้วยนะครับ” กรเล่าไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้สังเกตว่ายาหยีนั้นมีสีหน้าแบบใด ภาพดา

  • ทูนหัวของพี่   40

    สุดท้ายแล้วชีวิตก็ต้องเดินต่อไป หลังจากที่เธอจ่อมจ่มอยู่กับสิ่งที่เธอไม่สามารถเรียกคืนมาได้อยู่เป็นเดือน เธอก็ตัดสินใจกลับไปทำงานอีกครั้ง “แกแน่ใจนะว่าทำงานไหวแล้วน่ะ” เพื่อนสาวของเธอเอ่ยมาตามสาย “ไม่ไหวก็ต้องไหวจ้า นอนกินสมบัติเก่ามาเป็นเดือนแล้ว จะให้เกาะป้ากินต่อก็ละอายใจแล้วไหมแก” ยาหยีตอบติดตลก “เออๆ ได้ เดี๋ยวฉันช่วยดูงานให้อีกแรง” “ขอบใจจ้า รักน้า จุ๊บๆ” ยาหยีคุยกับเพื่อสาวอีกเป็นครู่ก่อนจะวางสาย และทันทีที่อยู่คนเดียวภาพของชายหนุ่มที่แสนรักก็ปรากฏในห้วงสำนึกทันที หญิงสาวยกแขนขึ้นกอดตัวเองเบาๆ น้ำตายังคงไหลได้ง่ายดายทุกครั้งที่คิดถึงเขาสินะ วันนี้เป

  • ทูนหัวของพี่   39

    ยาหยี บัวและขุนกริช จำเป็นต้องค้างกันที่วัดชะรามเพื่อรอเข้มกลับมารับตามที่นัดกันไว้ หรือถ้าพรุ่งนี้เข้มยังไม่กลับมาพวกเขาก็จะเดินทางกันด้วยเกวียนที่เตรียมเอาไว้อีกทาง “ยังดีที่เรามีเกวียน” ขุนกริชบอกก่อนจะมองบัวที่นอนอยู่อีกฝั่งของกองไฟด้วยความเป็นห่วง “หลับแล้วหรือ” ขุนกรินหันไปถามยาหยี “ใช่ค่ะ” ยาหยีตอบแค่นั้นก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ชายอันเป็นที่รัก ก่อนจะสวมกอดเขาเอาไว้ราวกับต้องการหาที่พึ่ง ขุนกริชเองก็สวมกอดกลับมาแทบจะทันที “ขอบคุณที่รักษาสัญญานะคะ” “สัญญาของข้าเป็นสัญญาเสมอ” ขุนกริชตอบก่

  • ทูนหัวของพี่   38

    พักสักนิดเถอะค่ะ คุณบัวไม่ไหวแล้ว” ยาหยีเอ่ยบอกกับขุนกริช ขุนกริชมีท่าทีลังเลก่อนจะพยักนรับ “พักสักนิดเถอะแม่บัว เข้มไปเอาน้ำที่ลำธารมาเพิ่มหน่อยเถอะเรายังต้องเดินทางอีกไกล” ขุนกริชบอกก่อนจะหันไปสั่งเข้ม “เดี๋ยวข้าจะไปเอาม้ามาตรงนี้ เจ้าสองคนขยับไปหลบตรงนั้นก่อนเถิด” ขุนกริชบอกก่อนจะช่วยพยุงบัวให้ไปนั่งพักยังที่ปลอดภัยก่อนที่ตัวเองจะไปเอาเกวียนเพื่อเตรียมพร้อมเดินทาง “ดมพิมเสนสักนิดค่ะ” ยาหยีขยี้พิมเสนที่พกติดตัวมาให้บัวดม หญิงสาวท่าทางแย่มากจนยาหยีอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงกลุ่มคนดังขึ้นไม่ไกลนัก ยาหยีลังเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เดินไปดูยังต้นเสียงภาพตรงหน้าปรากฏข้าศึกที่กำลังต้อนชาวบ้านไปยังค่ายของพวกมัน มีทั้งชายหญิง คนแก่หรือแม้แต่เด็กเล็ก หญิงสาวค่อยๆ ถอยกลับมามาหาแต่แล้วก้ต้องใจตกไปที่ตาตุ่มเมื่อพบว่า

  • ทูนหัวของพี่   37

    “คงคิดว่ากรุงศรีจะแพ้จริงๆ แล้วสินะ” เป็นคุณหญิงแก้วที่เอ่ยคำนี้ออกมาด้วยน้ำสียงนิ่งเรียบ ใบหน้าที่ยังคงแววงดงามแม้จะร่วงโรยไปบ้างตามกาลเวลานั้นนิ่งสงบ เธอหันไปมองพระยาคมเดชสรไนยผู้เป็นสามีที่ร่วมชีวิตกันมานานโดยที่ไม่พูดอะไร “แล้วนี่พ่อกริชให้เจ้ามารับใช่หรือไม่” คุณหญิงแก้วหันไปถามเข้ม “ขอรับ จริงๆ แล้วท่านขุนรออยู่นอกกำแพงเมืองตอนนี้ได้เตรียมม้ากับเกวียนมารอรับพวกคุณๆ เรียบร้อยแล้ว ท่านกำชับมาว่าให้เดินทางเช้ามืดนี้เลย เราจะเลาะป่าไปกันอาจใช้เวลามากกว่าแต่จะปลอดภัยจากข้าศึกขอรับ” เข้มเอ่ยถึงแผนการหลบหนี “อืม..บัวกับหยีไปเตรียมตัวเถิด” คุณหญิงแก้วเป็นผู้เอ่ยอีกครั้ง “แล้ว

  • ทูนหัวของพี่   36

    “จำเอาว่าเจ้าคือหญิงเพียงคนเดียวที่ข้าจะรักข้าไม่เคยนึกเสียใจที่รักเจ้าแม้แต่น้อยข้าฝากคุณแม่กับแม่บัวกับเจ้าด้วยคุณพ่อนั้นมีภาระหน้าที่ไม่น้อยแม้จะไม่ได้เป็นทหารแล้ว เรือนแห่งนี้จึงอยากให้เจ้าช่วยดูแลอีกแรงนะหยี” ขุนกริชเอ่ยฝากฟังอีกครั้ง เขารู้ดีว่าหญิงสาวตรงหน้านั้นแม้จะสวยงามและน่าเอ็นดูขนาดไหน แต่จิตใจข้างในนั้นกล้าหาญและมั่นคงไม่น้อย ยาหยีพยักหน้ารับเธอซุกตัวในอ้อมกอดเขาอีกครั้ง ออกแรงกอดจนแน่นเท่าที่เธอจะทำได้ก่อนที่จะละออกมา ใบหน้าคมก้มลงมาจูบเธออีกครั้งก่อนจะผละตัวออกห่าง “ข้าต้องไปแล้ว” ขุนกริชกล่าว ไม่มีคำตอบรับจากยาหยีมีเพียงเสียงสะอื้นที่เจ้าตัวพยายามกลั้นเอาไว้อย่างสุดความสามารถแต่ก็ไม่สามารถทำได้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มส่งคนรัก ทั้งที่น้ำตายังนองหน้า&n

  • ทูนหัวของพี่   6

    “คุณเพ็ญ คู่หมั้นท่านขุนกริช” จำปีบอก ยาหยีได้แต่พยักหน้ารับก่อนจะนึกถึงใบหน้าขมเข้มของขุนกริช และก็พลางมองหญิงสาวตรงหน้า “ลูกออกมาคงน่ารักน่าเอ็นดูมากแน่ๆ” ยาหยีบ่นพึมพำ แต่ไม่พ้นหูจำปีที่นั่งอยู่ข้างๆ “เดี๋ยวเถอะเอ็ง สาระแนเรื่องเจ้านายแบบนี้ได้โดนเ

  • ทูนหัวของพี่   5

    “บ่าวทำไม่ดีก็สั่งสอนเอาแม่บัว ไม่ใช่มาทุบตีเหมือนวัวเหมือนควายเยี่ยงนี้” “แต่มั...” “ให้ฉันแต่งให้ไหม” ยาหยีหลุดพูดออกไป ก่อนจะเอามือปิดปากแทบไม่ทัน ในสมองเริ่มประมวลผลไปมา “เอ่อ...คือ บ่าวทำได้เจ้าค่ะ” หญิงสาวพูดอ้อมแอ้มอย่างไม่แน่ใจในวิธีการพูดมากนัก “พูดจาอะ

  • ทูนหัวของพี่   4

    “ แล้วเอ็งชื่อกระไรล่ะ” คุณหญิงแก้วเอ่ยถามนึกแปลกใจในการแต่งกายของหญิงสาวตรงหน้าไม่น้อย“ฉะ...ฉันชื่อ..ยา...เอ่อ...ยาหยีค่ะ” ยาหยีอ้ำอึ้งไม่ก่อนจะตัดสินใจบอกชื่อเล่นของตนออกไป เพราะถ้าเธอหลงมาในสมัยโบราณ ชื่อจริงของเธอก็คงประหลาดไม่น้อยและถ้าถูกถามเธอเองก็ไม่รู้จะอธิบายเช่นไร “ชื่อประห

  • ทูนหัวของพี่   3

    ยาหยีพยายามตั้งสติตัวเองอยู่เป็นครู่ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อม้าที่ขี่มาอยู่ดีๆ ก็หยุดเดิน “มะ..มีอะไร” “เข้ามาในเขตกำแพงเมืองแล้ว เอ็งลงเสียที่นี่” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น ก่อนจะลงจากม้า และดึงตัวของหญิงสาวลงมาด้วย “โอ๊ย!” ยาหยีอุทานทันทีที่เหยียบลงพื้น ข้อเท้าของเธอแพลงแล

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status