LOGINยาหยีพยายามตั้งสติตัวเองอยู่เป็นครู่ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อม้าที่ขี่มาอยู่ดีๆ ก็หยุดเดิน
“มะ..มีอะไร”
“เข้ามาในเขตกำแพงเมืองแล้ว เอ็งลงเสียที่นี่” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น ก่อนจะลงจากม้า และดึงตัวของหญิงสาวลงมาด้วย
“โอ๊ย!” ยาหยีอุทานทันทีที่เหยียบลงพื้น ข้อเท้าของเธอแพลงและตอนนี้มันเริ่มบวมแล้ว เธอจึงยืนเองไม่ได้เหมือนเคย
“เจ็บมากรึ” ชายหนุ่มเอ่ยถามใบหน้าหล่อเหลาขมวดมุ่นอย่างคิดไม่ตก หญิงงามตรงหน้าท่าทางบ้าใบ้พูดจาไม่รู้เรื่อง แต่ก็หน้าตาสะสวยสะอาดสะอ้าน เขามองไปรอบๆ ชาวบ้านเริ่มหันมามองและซุบกันแล้ว นี่ถ้าเรื่องไปถึงหูแม่เพ็ญคู่หมั้นของเขาคงเป็นเรื่องอีกแน่
“เจ็บมาก คุณคะที่นี่มันที่ไหนกันทำไมทุกอย่างดูแปลกแบบนี้ล่ะ” ยาหยีเอ่ยถามอย่างหมดหนทาง ในใจนึกกังวลไปหมด ทุกอย่างตรงหน้าดูแปลกตา จะว่าเป็นกองละครก็คงไม่ใช่ เพราะทุกอย่างมันเหมือนจริงเกินไป ทั้งวัดต่างๆ ที่สวยงามราวกับภาพวาด ไหนจะคนมากมายที่แต่งกายแปลกตา และที่ทำให้เธอแทบจะร้องไห้ก็คงเป็นกำแพงสูงใหญ่ที่เธอเพิ่งผ่านเข้ามานี่ล่ะ ถึงเธอจะไม่ได้เก่งประวัติศาสตร์มากมายนักแต่เธอก็พอจะรู้ว่า กำแพงเมืองอยุธยาน่ะปัจจุบันนั้นแทบไม่หลงเหลืออยู่แล้ว แต่กำแพงตรงหน้าของเธอนั้นยังคงยิ่งใหญ่และสวยงาม คิดได้แค่นั้นยาหยีก็ต้องรีบดึงสติตัวเองกลับมา เธอไม่กล้าคิดต่อไปแล้วว่าเธอกำลังเจอกับอะไร
“ที่นี่ก็กรุงศรีอยุธยาอย่างไรเล่า เอ็งมาจากที่ใดถึงไม่รู้จักกำแพงกรุงศรี” ชายหนุ่มถามทั้งหงุดหงิดที่ตอนนี้ชาวบ้านเริ่มมองมากขึ้น แต่อีกใจก็นึกห่วงเมื่อข้อเท้าของหญิงสาวตรงหน้าเริ่มบวมขึ้นจนมองเห็นได้
“มะ...ไม่จริงหรอก คุณอำฉันใช่ไหม ฮึก” ยาหยีมองไปรอบๆ แล้วยกมือทาบอก เคยอ่านผ่านตามาบ้างนิยายพีเรียดย้อนยุค ละครช่อง 3 ช่อง 7 เธอก็ติดอยู่หลายเรื่องนะ ที่นางเอกพลัดหลงยุคมา นี่เธอหลุดมาในยุคอยุธยาจริงๆหรือนี่ แต่ไม่นะเรื่องจริงมันไม่สนุก เธอชอบโอปป้า ผิวขาว ตาตี่ หน้าตี๋ มากกว่า ผู้ชายผิวคร้ามแดด ป่าเถื่อน พูดจาเหมือนตะคอกอยู่ตลอดเวลาเหมือนกับ เหมือนเอ่อ....
จากนั้นสาวเจ้าก็ปล่อยเสียงร้องลั่น “ไม่นะ ไม่นะ ฉันไม่อยากข้ามภพมาอยุธยา จะหลงยุคทั้งที่ทำไมไม่ส่งหยีไปยุค
โซซ็อน โครกรูยอ แพ็กเจ ชิลลา ก็ได้”
“หยุด...ข้าบอกให้หยุด มายืนร้องไห้แบบนี้ชาวบ้านได้หาว่าข้ารังแกเอ็งกันพอดี เอ็งเป็นบ้าอะไร ฮึ” ชายหนุ่มเริ่มลนลานเมื่อเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าเริ่มสะอื้นมากขึ้น พอเขายิ่งดุนางก็ยิ่งมองหน้าเขาแล้วแหกปากร้องเสียงดังหนักกว่าเดิม
นี่แหละเหตุผลที่เธอไม่ชอบ ผู้ชายไทย ตัวใหญ่ บ้าอำนาจ “แล้วฉันจะทำยังไงดี” ยาหยีเงยหน้าถามชายหนุ่มตรงหน้าทั้งน้ำตา ก่อนจะเม้มปากกลั้นสะอื้น และแน่นอนว่าทำเอาคนถูกถามถึงกับถอนหายใจ
ขุนกริชชายหนุ่มที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงฝีมือดาบ และการต่อสู้ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญหา เมื่อสุดท้ายแล้วเขาก็ตัดใจทิ้งหญิงสาวแปลกหน้าไม่ลงจนต้องพานางมาด้วย
“ไปที่เรือนข้าก่อน”
ยาหยีไม่เคยนั่งม้ามาก่อน ร่างบางอ้อนแอ้นตอนนี้ได้แต่ทำตัวเป็นปลิงเกาะติดร่างแกร่ง กำยำไปทั้งตัว จับโดนไปตรงไหนก็แข็งหนั่นแน่นไปทั้งตัว ม้าตัวเขื่องพาเธอกับเขาลัดเลาะวิ่งผ่านหมู่บ้านใหญ่น้อย ผ่านผู้คนมากมายด้วยเครื่องแต่งกายที่เธอเห็นพวกคอสตูมจัดหาให้นักแสดงในละครพีเรียดสวมใส่บ่อยๆ เป็นผ้าแทบกับโจงกระเบน หรือผ้านุ่ง หลากสีสันตามฐานะ จนกระทั่งมาถึงเรือนไทยใหญ่โตที่สุดเท่าที่เธอผ่านตามา
“นี่เรือนแม่ข้า” ชายหนุ่มหันไปบอกกับหญิงสาวที่เข้าจำใจพามาด้วยอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะถอนหายใจอีกครั้งเมื่อบ่างไพร่ในเรือนเริ่มเข้ามาเลียบๆ เคียงๆ แอบมองอย่างสอดรู้เมื่อเห็นว่าเขาพาหญิงแปลกหน้ากลับเรือนแบบนี้
ยาหยีได้แต่พยักหน้า ก่อนจะพยายามเดินกะเผลกตามชายหนุ่มขึ้นเรือนไปอย่างไม่มีทางเลือก หญิงสาวมองซ้ายมองขวาก็พบกับชายหญิงหลายคนที่มองมาอย่างสอดรู้ เธอได้แต่ส่งยิ้มแหยๆ กลับไปอย่างเสียไม่ได้และไม่รู้ว่าจะวางตัวอย่างไรดี
“นั่นใครกันเล่าพ่อกริช” เสียงของหญิงสูงวัยที่ฟังดูน่าเกรงขาวดังขึ้นทำเอายาหยีสะดุ้งก่อนจะหันไปพบกับหญิงสาววัยกลางคนนั่งอยู่กลางเรือนล้อมหน้าหลังด้วยบรรดาคนใช้ที่ดูเหมือนจะหมอบซะจนติดพื้น
ยาหยีนั่งลงกับพื้นทันทีโดยที่ไม่ต้องให้ใครมาบอก เธอพอจะดูละครมาบ้างหากนางเอกหลงยุคมามักจะโวยวายและดื้อดึง แต่ยาหยีรู้ดีว่าความจริงที่พบอยู่มันน่าหวั่นใจกว่าใจละครมากนักเพราะฉะนั้นคนอย่างเธอจึงถือคติ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม เธอพอจะเดาออกว่าชายหนุ่มที่เธอตามมานั้นคงพอมียศศักดิ์อยู่บ้าง ดูจากบ้านและบรรดาคนใช้ทั้งหลาย เอ๊ะหรือที่นี่เขาจะเรียกว่าทาสกันนะ ยาหยีคิด
“ลูกเจอหญิงผู้นี้หกล้มอยู่หน้าประตูวัดขอรับ ท่าทางจะขาแพลงพูดจาก็ไม่รู้ความจะปล่อยเอาไว้ก็กลัวใจว่าจะเตลิดไปไหนเสีย” ขุนกริชเอ่ยบอกกับคุณหญิงแก้วผู้เป็นมารดา
“คุณลิลลี่บอกจะพามาดูของที่เรือนนี้ค่ะ แต่เธอลืมกุญแจเลยไปเอาก่อนค่ะ” คำตอบที่ทำเอากรหัวเราะ ชายหนุ่มเดินไปที่เรือนหลังเล็กช้าๆ ก่อนที่จะเอื้อมมือเข้าไปที่กระถางไม้ประดับที่ห้อยอยู่ที่ริมประตู พร้อมกับหยิบกุญแจออกมา “ยายลิลไม่ค่อยได้มาเลยไม่รู้ว่ามีกุญแจสำรองอยู่ตรงนี้” กรหันมาบอกยาหยีที่ยืนหัวเราะอยู่ใกล้ๆ กรเดินเข้าไปก่อนจะหันมาผายมือเป็นเชิงให้ยาหยีเดินตามเข้าไป หญิงสาวก้าวขาตามไปอย่างว่าง่าย เรือนขนาดเล็กถูกจัดแต่งด้วยของโบราณเสียเป็นส่วนใหญ่ ริมฝสมีดาบดบราณมากมายห้อยเรียงรายอยู่เต็มไปหมด “คุณทวดเคยเล่าว่าตระกูลของเราเป็นช่างตีดาบหลวงสมัยกรุงศรี เคยตีดาบให้พระมหากษัตริย์สมัยนั้นด้วยนะครับ” กรเล่าไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้สังเกตว่ายาหยีนั้นมีสีหน้าแบบใด ภาพดา
สุดท้ายแล้วชีวิตก็ต้องเดินต่อไป หลังจากที่เธอจ่อมจ่มอยู่กับสิ่งที่เธอไม่สามารถเรียกคืนมาได้อยู่เป็นเดือน เธอก็ตัดสินใจกลับไปทำงานอีกครั้ง “แกแน่ใจนะว่าทำงานไหวแล้วน่ะ” เพื่อนสาวของเธอเอ่ยมาตามสาย “ไม่ไหวก็ต้องไหวจ้า นอนกินสมบัติเก่ามาเป็นเดือนแล้ว จะให้เกาะป้ากินต่อก็ละอายใจแล้วไหมแก” ยาหยีตอบติดตลก “เออๆ ได้ เดี๋ยวฉันช่วยดูงานให้อีกแรง” “ขอบใจจ้า รักน้า จุ๊บๆ” ยาหยีคุยกับเพื่อสาวอีกเป็นครู่ก่อนจะวางสาย และทันทีที่อยู่คนเดียวภาพของชายหนุ่มที่แสนรักก็ปรากฏในห้วงสำนึกทันที หญิงสาวยกแขนขึ้นกอดตัวเองเบาๆ น้ำตายังคงไหลได้ง่ายดายทุกครั้งที่คิดถึงเขาสินะ วันนี้เป
ยาหยี บัวและขุนกริช จำเป็นต้องค้างกันที่วัดชะรามเพื่อรอเข้มกลับมารับตามที่นัดกันไว้ หรือถ้าพรุ่งนี้เข้มยังไม่กลับมาพวกเขาก็จะเดินทางกันด้วยเกวียนที่เตรียมเอาไว้อีกทาง “ยังดีที่เรามีเกวียน” ขุนกริชบอกก่อนจะมองบัวที่นอนอยู่อีกฝั่งของกองไฟด้วยความเป็นห่วง “หลับแล้วหรือ” ขุนกรินหันไปถามยาหยี “ใช่ค่ะ” ยาหยีตอบแค่นั้นก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ชายอันเป็นที่รัก ก่อนจะสวมกอดเขาเอาไว้ราวกับต้องการหาที่พึ่ง ขุนกริชเองก็สวมกอดกลับมาแทบจะทันที “ขอบคุณที่รักษาสัญญานะคะ” “สัญญาของข้าเป็นสัญญาเสมอ” ขุนกริชตอบก่
พักสักนิดเถอะค่ะ คุณบัวไม่ไหวแล้ว” ยาหยีเอ่ยบอกกับขุนกริช ขุนกริชมีท่าทีลังเลก่อนจะพยักนรับ “พักสักนิดเถอะแม่บัว เข้มไปเอาน้ำที่ลำธารมาเพิ่มหน่อยเถอะเรายังต้องเดินทางอีกไกล” ขุนกริชบอกก่อนจะหันไปสั่งเข้ม “เดี๋ยวข้าจะไปเอาม้ามาตรงนี้ เจ้าสองคนขยับไปหลบตรงนั้นก่อนเถิด” ขุนกริชบอกก่อนจะช่วยพยุงบัวให้ไปนั่งพักยังที่ปลอดภัยก่อนที่ตัวเองจะไปเอาเกวียนเพื่อเตรียมพร้อมเดินทาง “ดมพิมเสนสักนิดค่ะ” ยาหยีขยี้พิมเสนที่พกติดตัวมาให้บัวดม หญิงสาวท่าทางแย่มากจนยาหยีอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงกลุ่มคนดังขึ้นไม่ไกลนัก ยาหยีลังเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เดินไปดูยังต้นเสียงภาพตรงหน้าปรากฏข้าศึกที่กำลังต้อนชาวบ้านไปยังค่ายของพวกมัน มีทั้งชายหญิง คนแก่หรือแม้แต่เด็กเล็ก หญิงสาวค่อยๆ ถอยกลับมามาหาแต่แล้วก้ต้องใจตกไปที่ตาตุ่มเมื่อพบว่า
“คงคิดว่ากรุงศรีจะแพ้จริงๆ แล้วสินะ” เป็นคุณหญิงแก้วที่เอ่ยคำนี้ออกมาด้วยน้ำสียงนิ่งเรียบ ใบหน้าที่ยังคงแววงดงามแม้จะร่วงโรยไปบ้างตามกาลเวลานั้นนิ่งสงบ เธอหันไปมองพระยาคมเดชสรไนยผู้เป็นสามีที่ร่วมชีวิตกันมานานโดยที่ไม่พูดอะไร “แล้วนี่พ่อกริชให้เจ้ามารับใช่หรือไม่” คุณหญิงแก้วหันไปถามเข้ม “ขอรับ จริงๆ แล้วท่านขุนรออยู่นอกกำแพงเมืองตอนนี้ได้เตรียมม้ากับเกวียนมารอรับพวกคุณๆ เรียบร้อยแล้ว ท่านกำชับมาว่าให้เดินทางเช้ามืดนี้เลย เราจะเลาะป่าไปกันอาจใช้เวลามากกว่าแต่จะปลอดภัยจากข้าศึกขอรับ” เข้มเอ่ยถึงแผนการหลบหนี “อืม..บัวกับหยีไปเตรียมตัวเถิด” คุณหญิงแก้วเป็นผู้เอ่ยอีกครั้ง “แล้ว
“จำเอาว่าเจ้าคือหญิงเพียงคนเดียวที่ข้าจะรักข้าไม่เคยนึกเสียใจที่รักเจ้าแม้แต่น้อยข้าฝากคุณแม่กับแม่บัวกับเจ้าด้วยคุณพ่อนั้นมีภาระหน้าที่ไม่น้อยแม้จะไม่ได้เป็นทหารแล้ว เรือนแห่งนี้จึงอยากให้เจ้าช่วยดูแลอีกแรงนะหยี” ขุนกริชเอ่ยฝากฟังอีกครั้ง เขารู้ดีว่าหญิงสาวตรงหน้านั้นแม้จะสวยงามและน่าเอ็นดูขนาดไหน แต่จิตใจข้างในนั้นกล้าหาญและมั่นคงไม่น้อย ยาหยีพยักหน้ารับเธอซุกตัวในอ้อมกอดเขาอีกครั้ง ออกแรงกอดจนแน่นเท่าที่เธอจะทำได้ก่อนที่จะละออกมา ใบหน้าคมก้มลงมาจูบเธออีกครั้งก่อนจะผละตัวออกห่าง “ข้าต้องไปแล้ว” ขุนกริชกล่าว ไม่มีคำตอบรับจากยาหยีมีเพียงเสียงสะอื้นที่เจ้าตัวพยายามกลั้นเอาไว้อย่างสุดความสามารถแต่ก็ไม่สามารถทำได้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มส่งคนรัก ทั้งที่น้ำตายังนองหน้า&n







