เข้าสู่ระบบบท 11
“ว๊าว เก่งเหมือนกันนะเนี่ย” พี่ลิตาเอ่ยปากชมพร้อมกับปรบมือให้ฉัน ลิตาคิดว่าคนนี้เป็นคนเก่งแน่นอน จำได้ละเอียดขนาดนี้ คงจะได้คนทำงานจริง ๆ แล้วละ “ชมซะเขินเลยค่ะ ว่าแต่งานต่อไปให้ทำอะไรเหรอคะ?” ฉันพร้อมที่จะทำงานมาก ๆ จนแทบจะลืมจุดประสงค์ที่มาทำงานที่นี่ ตั้งแต่มาฉันยังไม่เคยเห็นท่านประธานหรือเซอร์เวย์เลย ........เขาไม่อยู่เหรอ หรือว่าปกติเขาไม่ลงมาข้างล่างอยู่แล้ว ชั้นประธานก็ไม่เคยขึ้นไป ทั้ง ๆ ที่บนก็อยู่ชั้นข้างบนนี้เอง “วันนี้ก็วันสุดสัปดาห์แล้ว เอาเป็นว่าไปทำความรู้จักบริษัทเพิ่มก็ได้จ่ะ เดินดูรอบ ๆ ก็ได้ เดี๋ยววันจันทร์พี่มาสอนงานเลขาแล้วกัน วันนี้ทำตัวสบาย ๆ ได้เลย ถือว่าพักสมองนะ” ลิตาอยากให้เธอได้พักสมอง เพราะว่าเธออ่านเอกสารมาเยอะและเร็วมาก ๆ กลัวเธอจะล้าซะก่อน “ได้ค่ะ ๆ งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ” ฉันออกมาจากห้องพี่ลิตาและเดินกลับโต๊ะของตัวเอง อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ใกล้จะถึงเวลาเลิกงานแล้ว ฉันก็เลยหยิบสมุดบันทึกสำหรับแต่งนิยายมา เพื่อที่จะคิดพล็อตเรื่องใหม่ “หรือจะเขียนเป็นไดอารี่เลยดีนะ เรื่องของเราเองเลยดีไหม........ดี!!” ฉันนั่งพูดเองเออเองอยู่คนเดียว ฉันตัดสินใจว่านิยายเรื่องใหม่ มันจะเป็นเรื่องราวความรักของฉันนี่แหละ เขียนเป็นสไตล์ไดอารี่ฉบับรวบรัด นางเอกก็คือฉันนี่แหละ แต่พระเอกน่ะสิ อยู่ไหนก็ไม่รู้ จะถามพี่ลิตาก็ไม่กล้า เขาหายไปไหนเนี่ย “เฮ้อ คิดว่าจะได้เจอแล้วซะ แล้วถ้าเจอกัน เขาจะจำฉันได้ไหมนะ” ฉันนั่งคิดไปเรื่อยและจัดโต๊ะของตัวเองใหม่ ให้มันดูเป็นระเบียบมากขึ้น เพราะตั้งแต่มานั่งทำงานโต๊ะนี้ ฉันยังไม่เคยเช็กโต๊ะตัวเองเลย ทั้งอาทิตย์เอาแต่อ่านเอกสาร เลยไม่ค่อยได้สนใจสักเท่าไหร่ ฉันเปิดลิ้นชักเพื่อที่จะเอาของมาเก็บ และเริ่มจัดโต๊ะทำงานให้เป็นสไตล์ของฉัน วันจันทร์ค่อยขนของบนโต๊ะที่ห้องฉันมาไว้ที่นี่ เพราะฉันจัดโต๊ะเหมือนที่ห้องเลย ฉันจัดนู้น จัดนี่ไปเรื่อย จนถึงเวลาเลิกงานพอดี ตอนที่ฉันกำลังจะเก็บกระเป๋า พี่ลิตาก็เดินออกมาจากห้องพอดิบพอดี “กลับบ้านกันเถอะ ถึงเวลาเลิกงานแล้ว” พี่ลิตาเดินมาทางฉันและชวนกลับบ้าน ฉันหยิบกระเป๋าและเดินออกไปหาพี่ลิตา พร้อมกับถามในสิ่งที่สงสัย “พี่ลิตาคะ คือ ฉันเคยได้ยินว่าทำงานเลขาเนี่ย ถ้าบอสยังไม่เลิกงาน เราก็ต้องอยู่กับบอสใช่ไหม เลิกงานพร้อมบอส อะไรประมาณนี้ใช่ไหมคะ?” แล้วถ้าบอสเลิกงานห้าทุ่มละ ฉันก็ต้องเลิกงานห้าทุ่มด้วยใช่ไหม ฉันสงสัยมาสักพักแล้ว “ใช่จ่ะ บอสเลิกงานกี่โมงเราก็ต้องเลิกตามบอส แต่ตำแหน่งเธอตอนนี้ ยังไม่ต้องทำแบบนั้นหรอก เลิกงานตามเวลาบริษัทได้เลย” ระหว่างที่จะเดินไปที่ลิฟต์ เพื่อที่จะลงไปข้างล่าง พี่ลิตาก็อธิบายข้อสงสัยของฉัน “แล้วทำงานล่วงเวลาแบบนี้ จะได้โอทีไหมคะ?” ฉันกลัวจะโดนเอาเปรียบไง ถ้าทำงานล่วงเวลาขนาดนั้น ก็ต้องให้โอทีกันบ้างละ ถ้าไม่ให้เลยก็ใจดำเกินไปนะ “บริษัทอื่นพี่ไม่รู้ว่าให้รึเปล่า แต่บริษัทนี้ให้โอทีนะ แต่เท่าที่พี่ทำงานบริษัทนี้มา ก็ไม่เคยเห็นเลขาได้โอทีสักที พอถึงเวลาเลิกงานพวกเธอก็กลับเลย เพราะท่านประธานสั่งว่าให้กลับได้เลย ไม่ต้องรอ” พี่ลิตาอธิบาย “จริงเหรอคะ มีอย่างนี้ด้วยเหรอ เลขากลับก่อนบอส พึ่งจะเคยได้ยินเลยค่ะ” ทันทีที่ฉันพูดจบ ลิฟต์ก็มาถึงพอดี เราสองคนก็เดินกันมาอยู่ที่หน้าบริษัท “นั่นไง เลขาของท่านประธาน” พี่ลิตาชี้ให้ดูผู้หญิงที่แต่งตัวเซ็กซี่ เสื้อเชิ้ตรัดรูป กระโปรงนี่แทบจะสั้นเสมอหู ก้มนิดนึงก็เห็นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว เธอกำลังจะก้าวขึ้นรถแท็กซี่หน้าบริษัท เพื่อที่จะไหนก็เรื่องของเธอ ฉันไม่รู้ แต่ไม่ยักจะเห็นท่านประธานเลยแฮะ ได้จังหวะถามแล้ว “อ้าว งั้นแปลว่าท่านประธานยังไม่เลิกงานเหรอคะ ทำไมไม่เห็นเลย ถ้าเลิกงานพร้อมกันก็น่าจะไปส่งท่านประธานก่อนไม่ใช่เหรอคะ?” ฉันหยั่งเชิงถามออกไป ไม่ได้อยากรู้เรื่องแม่เลขานั่นสักนิด เรื่องที่ฉันอยากรู้คือเรื่องของท่านประธานต่างหาก ฉันเฝ้ารอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ ข้อข้องใจทั้งอาทิตย์ของฉัน กำลังจะถูกไขตอนนี้แหละ “อ๋อ......ท่านประธานไม่อยู่น่ะ” เพล้ง!!! ฉันยืนช็อกกับคำตอบที่ได้ มันได้ไขข้อสงสัยแล้ว ว่าท่านประธานหายไปไหน “ไม่อยู่เหรอคะ แล้วท่านประธานไปไหนคะ?” นี่ฉันมาทำงานทั้งอาทิตย์ ก็คือเขาไม่อยู่ ถึงว่าไม่เคยเห็นหน้าเขาเลย “ไปคุยงานต่างประเทศน่ะ น่าจะกลับประมาณอาทิตย์หน้า พี่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” ลิตาก็ไม่มั่นใจ เพราะเธอไม่ได้เป็นคนจัดตารางงานให้ท่านประธาน แต่ก็พอที่จะรู้อยู่บ้าง “แล้วทำไมเลขาไม่ไปด้วยละคะ?” ฉันสงสัยว่าทำไมเลขาคนนี้ถึงไม่ไปด้วย เพราะเท่าที่รู้ก็คือ เลขาต้องไปทุกที่กับท่านประธานไม่ใช่เหรอ นี่เขาไปทำงานถึงต่างประเทศแต่เธอไม่ได้ไปด้วยเนี่ยนะ แปลกจัง “อืม.....เอาไว้เธอได้เลื่อนเป็นเลขาเต็มตัวเมื่อไหร่ก็จะรู้เองนั่นแหละ” มันค่อนข้างที่จะอธิบายได้ยากน่ะ เพราะว่าปกติเลขาที่นั่งอยู่หน้าห้องนี่ก็ไม่ได้ทำงานกันสักเท่าไหร่หรอก ที่เห็นพวกเธอทำก็คือ ชงกาแฟ อืม......แล้วก็อะไรอีกนะ นึกไม่ค่อยออก งานเลขาฝึกหัดนี่ปกติเธอก็ไม่ได้ให้สอนงานอะไรมากนักหรอก แค่ต้องมาหาเตรียมเอาไว้ เพราะถ้าคนเก่าโดนไล่ออก จะได้เอาคนใหม่มาแทนที่ทันที เรื่องตำแหน่งเลขาฝึกหัดนี่ มีไม่กี่คนที่รู้ เป็นความลับระหว่างบริษัทน่ะ ท่านประธานตั้งขึ้นมาเองโดยเฉพาะ “อ๋อ....งั้นเหรอคะ” คำถามที่ฉันได้ถามไปอย่างชัดเจน แต่กลับได้คำตอบที่คลุมเครือ ทำไมต้องรอให้เป็นเลขาเต็มตัวถึงจะรู้นะ เป็นข้อตกลงระหว่างเลขากับท่านประธานเหรอ แต่ถ้าเป็นแบบนี้ก็ดี งานจะได้ไม่หนัก “ว่าแต่พักอยู่ที่ไหนละ?” พี่ลิตาถามขึ้นมาในขณะที่ฉันกำลังคิดอะไรไปเรื่อย “พักอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ค่ะ นั่งรถสิบนาทีก็ถึงแล้ว” อพาร์ทเมนท์ฉันอยู่ไม่ใกล้แล้วก็ไม่ไกลเท่าไหร่ ถือว่ากลาง ๆ “งั้นเหรอ ให้พี่ไปส่งไหม แต่ต้องไปเอารถที่ร้านของมาร์คก่อนนะ พี่จอดไว้ที่นั่นนะ” “ไม่ดีกว่าค่ะ ฉันกลับเองดีกว่า อ๊ะ.....รถแท็กซี่มาพอดี กลับก่อนนะคะ สวัสดีค่า” ฉันรีบปฏิเสธทันควัน แค่ได้ยินชื่อร้านฉันก็ไม่อยากไปแล้ว ไม่เจอกันน่าจะดีที่สุด สักวันฉันคงให้อภัยเขาได้ แต่ไม่ใช่วันนี้ไง ขอโกรธจนกว่าจะพอใจก่อนแล้วกัน ฉันขึ้นมานั่งบนแท็กซี่และบอกจุดหมายปลายทางที่จะไป เมื่อมาถึงฉันก็จ่ายเงินและขึ้นไปนอนบนห้องทันที อาทิตย์หน้าก็คงจะได้เริ่มทำงานจริงๆ จัง ๆ แล้ว ฉันต้องเตรียมตัวให้พร้อม แถมอาทิตย์หน้าท่านประธานก็จะกลับมาแล้ว วันหยุดนี้หลับให้เต็มอิ่มดีกว่าตอนพิเศษ“ยิ้มนะครับ หนึ่ง สอง สาม.......สวยมากครับ อีกรูปนะครับ........” เสียงตากล้องสั่งโพสท่าทางอย่างมืออาชีพ เสียงชัตเตอร์ที่ดังรัว ๆ ราวกับว่าอยากจะเก็บภาพทุกช็อตทั้งวันนี้ฉันยิ้มจนกรามจะค้างอยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่าคนรู้จักเยอะจริง ๆ ส่วนมากไม่ใช่ของฉันหรอก เป็นทางฝั่งเขาซะมากกว่าวันนี้เป็นงานแต่งงานของฉันที่ดองมากว่าห้าปี เพราะไหนจะรอคลอดลูก รอรักษาหุ่น รอลูกวิ่งได้ แต่เมื่อสี่เดือนที่แล้วไปตรวจเจอว่าท้องลูกคนที่สองอีก ไม่ต้องรักษาแล้วหุ่นอะไรนั่นน่ะ จัด ๆ ไปเถอะ เอาลูกเข้าเฟรมให้หมดทุกคนไปเลย“วันนี้เพื่อนฉันสวยที่สุด! ไม่มีใครสวยได้เท่าแกแล้วคุณแม่ลูกสอง” ในขณะที่ฉันกำลังนั่งรอรับแขกที่มาร่วมงานงานแต่ง ยัยลินก็เดินถือแก้วน้ำมาให้ฉัน เพราะตั้งแต่งานเริ่มฉันก็เอาแต่นั่งถ่ายรูปมาหลายชั่วโมงแล้ว“เหนื่อยสุด ๆ เลย นั่งจนเมื่อยก้นแล้วเนี่ย เมื่อไหร่จะได้เข้าพิธีสักทีนะ อยากกลับไปนอนจะแย่” ฉันนั่งทุบ ๆ ไหล่ตัวเองไปมา ช่วงนี้คนน่าจะมากันใกล้หมดแล้วละ มีเวลาได้พักหายใจหายคอหน่อย“อีกครึ่งชั่วโมงก็เข้าพิธีแล้ว ทนอีกนิดนะ........” อลินซับเหงื่อตามใบหน้าให้ฉันและแต่งเติมเพิ่มเข้าไ
“เซอร์เวย์.........”“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมจัดการให้เอง” ยังไม่ทันที่ฉันจะเอ่ยปากขอร้องออกไป เซอร์เวย์ก็เหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่กำลังจะขอและหันไปสั่งให้เอเดนจัดการ “การเรียนเธอเป็นยังไง?”“ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ”“หางานตำแหน่งที่ว่างในบริษัทให้เธอ ที่พักด้วย........”“ครับบอส....”“คุณ....จะให้ฉันทำงานในบริษัทจริง ๆ เหรอคะ! ขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะ ฉันสัญญาว่าจะกลับตัวและไม่ทำเรื่องแบบนั้นอีก” หญิงสาวแววตาเปลี่ยนทันที เพราะการที่ครอบครัวของเธอมีประวัติแบบนี้ก็คงจะหางานทำได้ยาก ยิ่งเธอต้องอยู่ตัวคนเดียวแบบนี้อีกคงได้อดตายกันก่อนพอดี“เธอก็ตั้งใจทำงานซะ นี่คือโอกาสครั้งสุดท้ายของเธอ รักษามันไว้ให้ดีล่ะ” ฉันทนเห็นญาติผู้น้องคนนี้อดตายไปไม่ได้หรอก ถึงแม้ว่าเรื่องสมัยก่อนเธอจะทำฉันไว้เจ็บแสบก็เถอะ แต่เดี๋ยวฉันค่อยไปเอาคืนทีหลังก็ได้ ยังมีเวลาอีกเยอะ“ขอบคุณนะกีวี่” ขอแค่เพียงให้เธอได้เจอโลกใบใหม่ ฉันก็เชื่อว่าเธอต้องปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นได้แน่นอน“กลับบ้านกันเถอะ” เซอร์เวย์ยื่นมือมาที่ด้านหน้าของฉันและมองด้วยสายตาที่อ่อนโยนราวกับว่าต้องการให้ฉันละลายลงไปที่พื้นให้ได้“อื้ม......กลับบ้านของเราก
บท 67 THE END “กีวี่!!! มาช่วยน้าใช่ไหม น้าไม่ได้เป็นคนทำ” ทันทีที่ฉันเดินเข้าไปในสถานีตำรวจ เสียงร้องขอความช่วยเหลือก็ดังขึ้นมา ฉันมองไปทางที่มาของเสียงก็พบกับสองผัวเมียและผู้ชายอีกหนึ่งคนกำลังนั่งอยู่ในห้องขัง “มันเป็นคนขับไปชน น้าแค่โดนบังคับ มัน........อั่ก!!” ยังไม่ทันที่จะได้พูดจนจบประโยค ร่างบอบบางนั่นก็กระเด็นไปติดกำแพงอย่างแรง สร้างความตกใจให้กับผู้คนบริเวณนั้นไม่น้อย “เป็นแกไม่ใช่เหรอที่คาบข่าวเกี่ยวกับเงินมาบอกกู มึงเป็นคนเริ่มเรื่องทุกอย่างไม่ใช่รึไง!!” พอถึงเวลาก็โยนขี้ใส่กัน น่าสมเพชจริง ๆ เลยนะคนพวกนี้ ฉันเดินหนีไปโดยที่ไม่ได้สนใจพวกเขาอีก วันนี้ที่ฉันมาก็เพื่อที่จะมาทำตามระเบียบขั้นตอนของกฎหมาย ถ้าเอาเรื่องในชีวิตจริงของฉันมาแต่งเป็นนิยายให้คนทั่วไปได้อ่านมันคงจะน่าอดสูไม่น้อยเลย พ่อแม่ตาย ฉันก็ดันมาความจำเสื่อมไปอาศัยอยู่ที่บ้านของฆาตกรที่เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของแม่อีก คงไม่มีใครดวงกุดไปกว่าฉันแล้วละ แต่ก็ยังมีเรื่องที่นับว่าโชคดี อย่างเรื่องที่ฉันได้เจอคนดี ๆ อย่างพี่ลัน ยัยลินและครอบครัวพวกเขาดีกับฉันทุกอย่างเหมือนคนในครอบครัว มีเพื่อนร่วมงานที่ดีมาก ๆ และอีกห
“เรื่องสิบสี่ปีก่อนกูโง่เองแหละที่ยอมทำตามคำสั่งของมึง มันฝังใจกูมาตลอดที่ไปช่วยคนชั่วอย่างมึง แล้วตอนนี้มึงก็ยังจะไปฆ่าเด็กคนนั้นอีก กูทนต่อไปไม่ไหวแล้วว่ะ กลับตัวตอนนี้มันก็ยังไม่สาย มึงยอมรับสารภาพซะเถอะ” บทสนทนาของสองพี่น้องยังคงดังขึ้นเรื่อย ๆการที่ได้เป็นพ่อคนมันทำให้เขาสำนึกขึ้นมาได้ว่าในตอนนั้นเขาได้ทำสิ่งที่มันร้ายแรงที่สุดลงไป แต่จะให้กลับไปแก้ไขอะไรตอนนี้มันก็ไม่ทันแล้ว สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้ก็คือยอมรับผิดและรับโทษในสิ่งที่ได้ทำลงไปและที่สำคัญที่สุดคือ เขาจะต้องขอโทษเด็กคนนั้นให้ได้“ไอ้น้องทรยศ!!!” คุณตำรวจได้แต่นั่งถอนหายใจกับพฤติกรรมของพี่ชายที่ถูกเลี้ยงอย่างเอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็กไม่ว่าเขาจะเอาอะไร คนในบ้านก็จะหามาให้ทุกอย่าง พอไม่ได้ดั่งใจก็จะโวยวาย จนคนในครอบครัวไม่มีใครกล้าขัด มันคงเป็นสันดานเสียที่เริ่มต้นจากพื้นฐานครอบครัวนี่แหละ“พรุ่งนี้เช้าเจอกันครับ ขอบคุณที่ยอมรับผิดและมอบหลักฐานให้นะครับ” หลังจากที่เอเดนพาสองผัวเมียคู่นั้นมาส่งไว้ที่สถานีตำรวจที่มีนายตำรวจคนนั้นประจำการอยู่ เอามาฝากขังไว้ ก่อนที่จะลากลับไป แต่ก็ยังคงให้ลูกน้องเฝ้าบริเวณโดยรอบเอาไว้........
บท 66 “มึงเป็นใครวะ เข้ามาที่นี่ได้ยังไง” ชายหนุ่มได้แต่นั่งตัวเกร็งและเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย “แล้วมึงละเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรเข้ามาในบ้านหลังนี้” ปลายกระบอกปืนจ่อเข้าไปใกล้กว่าเดิม เพื่อหมายจะเอาชีวิต “กะ.....กูเป็นญาติเจ้าของบ้าน” ชายหนุ่มตอบออกไปอย่างตะกุกตะกัก เหงื่อผุดขึ้นมาตามใบหน้าเพราะเกิดจากความเครียดและความกลัวตาย “งั้นเหรอ.......” “คุณคะ ทำไมไม่ขึ้นมานอนสักที พรุ่งนี้..........นี่มันอะไรกัน....” ยังไม่ทันที่เซอร์เวย์จะได้พูดจบ เสียงเจื้อยแจ้วของหญิงวัยกลางคนก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะซะก่อน เธอมองเข้ามาในความมืดเห็นผู้ชายที่น่าจะเป็นสามีของเธอกำลังนั่งอยู่และมีผู้ชายอีกคนที่กำลังจ่อกระบอกปืนไปที่หัวของผู้ที่เป็นสามีของเธอ “บอสครับ เราได้หลักฐานมาแล้วครับ แล้วคนคนนั้นก็ยอมรับผิดแล้ว” เอเดนเดินเข้ามารายงานความคืบหน้าทั้งหมดให้เจ้านายฟัง “หลักฐานบ้าอะไรของแกวะ....” “อย่าขยับเยอะสิเดี๋ยวปืนก็ลั่นหรอก ไปจับตัวผู้หญิงคนนั้นมา” เอเดนทำตามคำสั่งของเจ้านายและเดินไปจับตัวหญิงวัยกลางคนไว้ “แกจะมายุ่งกับฉันทำไม!!!! ปล่อยเดี๋ยวนี้!!!” เธอเอาแต่โวยวายและไม่ยอมให้เอเดนจับและ
บท 65 “เธอกำลังพูดเรื่องอะไรน่ะ ฉันไปแย่งมาตอนไหน.........” “อย่าสำคัญตัวเองผิดไปสิฟาง ใครกันแน่ที่ทำตัวเรียกร้องความสนใจ ตอนนั้นพี่มันก็โง่เองแหละที่ปล่อยกีวี่ให้หลุดมือไปได้ง่าย ๆ พี่ไม่คิดว่าเธอจะใช้วิธีสกปรกมาบังคับให้พี่ต้องเลิกกับวี่” มาร์คระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจตลอดหลายปีที่ผ่าน ที่เขาต้องคอยมาโทษตัวเองที่ไม่สามารถรักษาคนรักของตัวเองไว้ได้ เพียงเพราะผู้หญิงแค่คนเดียว “หึ พี่พูดอย่างนี้เพราะอยากจะตัดขาดกับฟางเหรอคะ? พี่อย่าลืมสิถ้าพ่อฟางถอนหุ้นออกให้หมด บริษัทของพ่อพี่มันจะเกิดอะไรขึ้น พี่ลืมไปแล้วเหรอ?” “เธออยากจะบอกให้พ่อเธอถอนออกไปก็แล้วแต่ โทรเลยสิพี่รอฟังอยู่......” พี่มาร์คทำหน้าท้าทายให้เธอรีบ ๆ กดโทรไปบอกพ่อเธอซะ ตอนนี้เขาไม่กลัวอะไรแล้วทั้งนั้น ถ้าบริษัทมันจะเจ๊งเพราะผู้หญิงแค่คนเดียวก็เอาเลยสิ “นี่มัน มันเรื่องอะไรกัน หนูฟางทำไมถึงทำตัวแบบนี้ได้ล่ะ หนูเป็นอะไรไปทำไมถึงไปพูดขู่พี่เขาแบบนั้น........มาร์ค” คุณป้าได้แต่ยืนอึ้งกับพฤติกรรมของหญิงสาวที่เธอคิดว่าจะให้มาเป็นลูกสะใภ้ที่สวย เรียบร้อย อ่อนน้อมเหมือนที่เธอแสดงมาโดยตลอด แต่ตอนนี้มันกลับไม่ได้เป็นแบบนั้
บท 25หลังจากที่ฉันหนีลงไปทานข้าวข้างนอก ตอนกลับมาที่บริษัทก็ทำตัวเป็นปกติ เพราะตอนที่ออกไป ฉันแวะซื้อสเปรย์พริกไทยมาด้วย ลองเข้าใกล้ฉันดูสิ จะฉีดให้ไปนอนพักสายตาที่บ้านเลยฉันก็เดินเข้ามาทำงานที่โต๊ะของตัวเองปกติ ถึงชุดจะไม่โดนเลือกก็ไม่เป็นไร เพราะฉันก็ทำเต็มที่แล้ว แต่ไอ้ประธานจอมกวนนั่น จ้องแ
บท 24“จะให้ขึ้นมาข้างบนทำไมคะ ท่านประธาน ชุดของมิ้นดีกว่าเห็น ๆ ” ทันทีที่เดินมาถึงห้อง แม่สาวดาวยั่วก็ออกฤทธิ์ทันที เข้าไปนั่งกอดจูบลูบคลำกันไม่อายฉันที่ยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้เลย“ให้ฉันทำยังไงดีคะท่านประธาน ให้โทรรายงานคุณนายดีไหม นี่ยังเป็นเวลางานอยู่นะคะ” ฉันเอามืออีกข้างล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาโชว์
บท 21“ค่ะ ก็ประมาณนั้น” เรื่องที่ฉันเคยคบกับพี่มาร์ค มีแค่ยัยลินเท่านั้นที่รู้ ตอนนี้มันก็เลยทำหน้าเลิ่กลั่กไม่หยุด ไหนจะพี่มาร์ค ไหนจะเซอร์เวย์ เรียกได้ว่ามันกุมความลับทุกอย่างของฉันไว้“ก็ว่าอยู่ ว่าทำไมมันถึงตอบรับจะมาทันที แอบชอบน้องกูอะดิมึง” พี่ลันเอ่ยแซวขึ้นมา แต่ไม่ได้ทำให้ฉันเขินได้สักน
บท 17“อร้ายยยยยย ผีหลอก!!!” เมื่อลิฟต์ลงมาถึงชั้นล่าง ฉันก็รีบวิ่งออกมาทันที ร้องตะโกนแหกปากโวยวายไม่สนใจว่าใครจะว่าอะไรทั้งนั้น“เดี๋ยวครับ ๆ เจออะไรมาครับ” สงสัยจะร้องดังเกินไป พี่ยามที่อยู่ด้านน่าประตูบริษัทเลยรีบวิ่งมาถามฉัน“ผี...มีผีเดินไปที่ห้องท่านประธานค่ะ” ฉันพูดไปก็ระแวงไปด้วย กลัวว่







