LOGINห้องเก็บของ ในเรือนหลังเก่าที่ห่างไกลผู้คนของหอจุ้ยฟาง
“ฮือ ช่วยข้าที ผู้ใดก็ได้ ช่วยข้า ข้ายังไม่อยากตาย”
เสียงของไป๋เหมยค่อยๆ แผ่วเบาลงจนกลายเป็นเพียงเสียงสะอื้น นางทุบประตูจนกระดูกข้อนิ้วแตกยับ เลือดสีสดอาบย้อมบานประตูเหล็กจนเป็นรอยฝ่ามือแดงฉาน แต่ในสถานที่ที่ถูกปิดตาย ซ้ำยังถูกลืมเลือนด้วยแผนการอันแยบยลและเงินตราของลี่ถิง ต่อให้นางตะโกนจนคอแตก หรือร้องไห้จนสายเลือดหลั่งริน ก็ไม่มีวันส่งไปถึงหูของผู้ใด
โชคชะตาของนางถูกปิดตายไว้โดยไม่มีใครรับรู้ นางถูกทิ้งให้รอคอยความตายอย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางความหวังที่ดับวูบลงทีละน้อย
ความเจ็บปวดทางกายว่าแสนสาหัสแล้ว แต่ความหวาดกลัวและความโดดเดี่ยวในความมืดมิดกลับทรมานยิ่งกว่า สติสัมปชัญญะของนางเริ่มเลือนราง ภาพหลอนเริ่มปรากฏขึ้นทีละน้อย
และในห้วงเวลาที่ลมหายใจเริ่มรวยริน ใกล้จะสิ้นสุดความทรมาน ภาพวันคืนเก่าๆ ที่เคยแสนสุขกลับผุดพรายขึ้นมาในห้วงความคิด ราวกับแสงหิ่งห้อยดวงสุดท้ายในคืนเดือนดับ
เดิมที นางมิใช่เด็กกำพร้าที่เกิดมาเพื่อเป็นนางคณิกา นางคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของครอบครัวที่อบอุ่น บิดาของนางเป็นบัณฑิตหนุ่มรูปงาม แต่ยากจน ส่วนมารดาคือคุณหนูจากตระกูลคหบดีผู้เพียบพร้อม ความรักของ ทั้งสองถูกกีดกันอย่างหนักจากผู้เป็นตา
ด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่ ทั้งสองจึงตัดสินใจละทิ้งฐานะและหนีตามกันมา โยกย้ายไปตั้งรกรากในเมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ ที่นั่นบิดาของนางใช้ความรู้ความสามารถจนได้เป็นอาจารย์สอนในสำนักศึกษาที่มีชื่อเสียง ส่วนมารดาก็คอยดูแลปรนนิบัติอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ด้วยเหตุที่มีบิดาเป็นอาจารย์และมารดาเป็นกุลสตรีจากตระกูลใหญ่ ผู้มีความรู้ ไป๋เหมยจึงได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้มาตั้งแต่จำความได้ นางได้เล่าเรียนเขียนอ่าน ทั้งการแต่งบทกวี วาดภาพ และเล่นหมากล้อม ศาสตร์ ทุกแขนงที่สตรีชั้นสูงพึงมี นางล้วนแตกฉาน
“บทกวีบทนี้มีความหมายลึกซึ้งนัก เหมยเอ๋อร์ ลูกต้องอ่านให้เข้าถึงแก่นแท้ของอารมณ์ผู้แต่ง จึงจะถ่ายทอดความงดงามออกมาเป็นภาพได้” บิดาสอนพลางลูบศีรษะนางด้วยความเอ็นดู
“เจ้าค่ะท่านพ่อ ท่านแม่ดูสิเจ้าคะ ภาพวาดกิ่งเหมยท้าหิมะของข้า งดงามเหมือนที่ท่านแม่วาดหรือไม่เจ้าคะ” เด็กหญิงตัวน้อยในวัยเจ็ดขวบชูภาพวาดอวดด้วยรอยยิ้มกว้าง
“งดงามมากลูกแม่ เจ้าเก่งกาจทั้งศาสตร์และศิลป์ ไม่มีสิ่งใดที่ลูกของแม่ทำไม่ได้เลย” มารดาสวมกอดนางด้วยความรักใคร่
ครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขและสงบร่มเย็น ฐานะทางบ้านเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ แต่โชคชะตาช่างโหดร้าย สวรรค์พรากความสุขไปจากนางรวดเร็วกว่าที่คิด
ปีที่นางอายุครบสิบขวบ บิดาต้องเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติผู้ใหญ่ ที่ล้มป่วยในต่างเมือง มารดาและนางจึงติดตามไปด้วย แต่ระหว่างทางที่รถม้าแล่นผ่านหุบเขาอันเงียบสงัด กลุ่มโจรป่าโฉดชั่วกว่าสิบคนได้ดักซุ่มโจมตี พวกมันเข่นฆ่าผู้คุ้มกันจนสิ้นชีพ เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ
บิดาผู้เป็นเพียงบัณฑิตไร้วรยุทธ์ คว้าท่อนไม้พุ่งเข้าขัดขวางดาบเหล็กกล้าของพวกโจรอย่างไม่คิดชีวิต เลือดสีแดงสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนใบหน้าของเขา
“ท่านพี่ ไม่นะ” มารดากรีดร้องเสียงหลง
“ไป อย่าหันกลับมา รักษาชีวิตลูกของเราไว้”
มารดากัดฟันทั้งน้ำตา ดึงกระชากแขนนางให้วิ่งเตลิดเข้าไปในป่าทึบ แต่พวกโจรกลับวิ่งไล่ตามมาติดๆ เมื่อเห็นว่าจวนตัว มารดาจึงผลักนางเข้าไปซ่อนในโพรงไม้ทึบ ก่อนจะลูบแก้มที่เปื้อนน้ำตาของนางเป็นครั้งสุดท้าย
“ลูกแม่ ฟังแม่ให้ดีนะ วิ่งไป ซ่อนตัวให้ลึกที่สุด อย่าส่งเสียงร้องเด็ดขาด หนีไปให้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงมีชีวิตอยู่ต่อไป จงมีชีวิตอยู่แทนพ่อกับแม่”
“ท่านแม่ ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่กับท่านแม่ ฮือ” เด็กหญิงร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ไป!”
มารดาตวาดเสียงแข็ง ก่อนจะวิ่งล่อพวกโจรไปอีกทาง ไม่นานเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของมารดาดังแว่วมาตามสายลม ทำเอาหัวใจของเด็กหญิงวัยสิบขวบแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ
ไป๋เหมยในวัยเพียงสิบปี วิ่งหนีออกจากที่ซ่อนอย่างไม่คิดชีวิต วิ่งจนรองเท้าหลุดหาย ขาเล็กๆ ถูกหนามเกี่ยวจนเลือดออกอาบ แต่สุดท้าย นางก็ไม่อาจหนีพ้นเงื้อมมือของโจรชั่ว
ชายฉกรรจ์ร่างยักษ์คว้าคอเสื้อของนางขึ้นจากพื้นดิน สิ้นสุดชีวิต อันแสนอบอุ่นเพียงเท่านั้น นางถูกพามายังรังโจร โดนจับใส่กรงขังรวมกับเด็กคนอื่นๆ และถูกนำไปขายยังหอคณิกาอันดับหนึ่งในเมืองหลวงนับตั้งแต่วันนั้น
ชีวิตในหอนางโลมเต็มไปด้วยการถูกด่าทอ โบยตี และการแข่งขัน นางต้องบีบบังคับตนเองให้เข้มแข็ง นางบอกตัวเองว่านางจะตายไม่ได้ นางต้องมีชีวิตอยู่ นางจึงใช้ความรู้ความสามารถที่บิดามารดาสอนสั่ง ผลักดันตนเองจนก้าวขึ้นมาเป็นที่โปรดปรานของแม่เล้า ไม่ต้องโดนทุบตี และไม่ต้องทำงานซักล้างและรับใช้นางโลมชั้นต่ำในหอจุ้ยฟางอีกต่อไป
กลับมาสู่ความมืดมิดในห้องเก็บของร้าง
สติของไป๋เหมยถูกดึงกลับมาสู่ความปวดร้าวอีกครั้ง ร่างกายของนางเย็นเฉียบไปถึงขั้วหัวใจ ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบไม่รู้สึก กระเพาะที่เคยปวดแสบปวดร้อนบัดนี้ด้านชาไปหมดแล้ว ดวงตาที่เคยสดใส บัดนี้แห้งแล้ง เบิกโพลงมองเพดานที่มองไม่เห็นสิ่งใด
หยาดน้ำตาหยดสุดท้ายไหลรินออกจากหางตา นางพร่ำเพ้อขอโทษบิดามารดา ที่มิอาจมีชีวิตอยู่ ดั่งคำขอของมารดาที่ให้ไว้ได้
ไป๋เหมยหายใจรวยริน เรี่ยวแรงหยาดสุดท้ายของนางกำลังจะเหือดแห้ง นางใช้มือที่สั่นเทาและเต็มไปด้วยบาดแผล กำแผ่นหยกสลักรูปพระโพธิสัตว์เอาไว้แน่น หยกชิ้นนี้คือสิ่งดูต่างหน้าเพียงชิ้นเดียวที่บิดามอบให้ติดตัวไว้ ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เลือดสีข้นหยดรินลงบนหยกขาวบริสุทธิ์ ชโลมความแค้นและความปวดร้าวของสตรีผู้หนึ่งจนชุ่มโชก
ดวงตาของไป๋เหมยพร่ามัวลงทุกขณะ จิตใจของนางแหลกสลายไม่มีชิ้นดี ริมฝีปากแห้งผากขยับรำพึงคำอธิษฐานสุดท้าย ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและแหบพร่า
“สวรรค์ หากชาติหน้ามีจริง ข้าขอวิงวอน”
หยาดน้ำตาเม็ดโตกลิ้งหล่นจากหางตา ชะล้างคราบเลือดและฝุ่นผงบนใบหน้า
“ข้าไม่อยากเกิดมาเป็นเพียงกรวดทรายไร้ค่า ที่รอให้ผู้คนมาเหยียบย่ำซ้ำเติมเช่นนี้อีกแล้ว ขออย่าให้ข้าต้องทนทุกข์ทรมาน และสิ้นใจอย่างโดดเดี่ยวในที่มืดมิดเช่นนี้อีกเลย”
ลมหายใจของนางแผ่วเบาลงจนแทบขาดห้วง ภาพใบหน้าอันอ่อนโยนของบิดามารดาผุดพรายขึ้นมาในความทรงจำราวกับจะมารับดวงวิญญาณของนาง
“และท้ายที่สุด หากสวรรค์ยังพอมีเมตตาหลงเหลืออยู่บ้าง”
น้ำเสียงของนางขาดหาย กลายเป็นเสียงสะอื้นไห้ที่ไร้ซึ่งน้ำตา “ชาตินี้ ข้าไป๋เหมย เกิดมาอาภัพนัก ด้วยเส้นทางที่มิอาจเลือกเดินทำให้กลายเป็นสตรีต่ำต้อย ไร้ค่า มิคู่ควรกับบุรุษใด ชีวิตใหม่ภายภาคหน้า ขอเพียงใครสักคน...สักคน ที่รักและจริงใจต่อข้าอย่างแท้จริง”
สิ้นคำภาวนาอันแสนรันทด มือที่กำแผ่นหยกก็ร่วงหล่นลงข้างลำตัวอย่างหมดเรี่ยวแรง ลมหายใจเฮือกสุดท้ายหลุดลอยไปพร้อมกับความหวัง ที่แตกสลาย ปิดฉากชีวิตอันแสนรัดทนของคณิกาอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงไว้เพียงชั่วข้ามคืน
ในห้วงภวังค์จิตสุดท้าย นอกจากใบหน้าบิดามารดาแล้ว ยังมีสายตาเย็นชาทว่าองอาจของบุรุษผู้หนึ่งที่นางจำได้ไม่มีวันลืม!!
“พูดมา”น้ำเสียงของเซียวจิ้งเฉินเยือกเย็นจนน่าขนลุก“นายของเจ้าสั่งให้เจ้ามาทำสิ่งใดที่จวนของข้า และเจ้าข่มขู่อันใดฮูหยินของข้าบ้าง หาไม่แล้ว ข้าจะให้คนแล่เนื้อเจ้าทีละชิ้นไปต้มแกงให้สุนัขในค่ายทหารกิน!”ทหารลับผู้นั้นตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด มันละล่ำละลักสารภาพออกมาจนหมดสิ้น“นายท่านหวังกำลังถูกฮ่องเต้สืบสวนเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวง บัญชีลับที่เป็นหลักฐานชิ้นเดียว ถูกส่งมาให้ท่านแม่ทัพเซียวตรวจสอบ นายท่านจึงสั่งให้ข้ามาข่มขู่คุณหนู ให้ใช้ความใกล้ชิดลอบเข้าไปขโมยบัญชีเล่มนั้นมาจากท่านแม่ทัพเซียวให้จงได้!”“แล้วถ้าฮูหยินของข้าไม่ทำตามเล่า?” ชายหนุ่มเค้นเสียงลอดไรฟัน ใบหน้าถมึงทึง“นายท่านฝากมาขู่ว่า หากคุณหนูไม่ยอมทำตาม หรือคิดจะทรยศ นายท่านจะจัดการกับฮูหยินรอง ข้า...ข้าเพียงแค่ทำตามคำสั่ง โปรดละเว้นชีวิตข้าน้อยด้วย!”คำสารภาพทุกถ้อยคำตรงกับที่ชุนเถารายงานไม่มีผิดเพี้ยน!เส้นเลือดที่ขมับของเซียวจิ้งเฉินเต้นตุบๆ ด้วยความโกรธแค้นที่พุ่งทะยานถึงขีดสุดไอ้สุนัขเฒ่าแซ่หวัง! มันเห็นบุตรีของตนเองเป็นเพียงเค
“ฮือ...ท่านแม่ทัพโปรดระงับโทสะ บ่าวยอมรับโทษทัณฑ์ทุกประการ แต่ขอท่านแม่ทัพอย่าบอกฮูหยินนะเจ้าคะ ว่าบ่าวเป็นคนปริปากแพร่งพราย”ชุนเถาร้องไห้สะอึกสะอื้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและเริ่มเล่าความเท็จที่ถูกร้อยเรียงไว้อย่างแยบยล“เมื่อหลายคืนก่อน มีทหารลับจากเมืองหลวงลอบเข้ามาในเรือนอันหนิงเจ้าค่ะ คนผู้นั้นเป็นคนของนายท่านหวังบิดาของฮูหยิน ทหารผู้นั้นข่มขู่ฮูหยิน ว่าบัดนี้นายท่านหวัง กำลังถูกฮ่องเต้สืบสวน จึงบีบบังคับให้ฮูหยิน ลอบเข้าไปขโมยของสำคัญบางอย่างจากท่านแม่ทัพ แต่ข้าไม่รู้ว่าของสำคัญสิ่งนั้นคืออะไร แล้วส่งมันกลับไปให้นายท่านหวังเจ้าค่ะ”“อะไรนะ!” เซียวจิ้งเฉินเบิกตากว้าง“แต่ฮูหยินไม่ยอมทำตามเจ้าค่ะ!” ชุนเถารีบอธิบายต่อเพื่อปูทางสู่ความน่าสงสาร“ฮูหยินกล่าวว่า ตอนนี้นางเป็นคนของตระกูลเซียว จะให้นางเนรคุณหักหลังสามีได้อย่างไร แต่ทหารลับผู้นั้นกลับข่มขู่ว่า หากฮูหยินไม่นำของชิ้นนั้นมาแลก นายท่านจะจัดการกับมารดาบังเกิดเกล้าของฮูหยินที่เมืองหลวงเจ้าค่ะ”“ฮูหยินมืดแปดด้าน ไม่อาจทรยศท่านแม่ทัพ และก็ไม่อาจทนอยู่เป็นหมากให้นายท่านหวังข
ช่วงเย็นที่เซียวจิ้งเฉินเพิ่งกลับจากการสะสางงานที่ค่ายทหารชายหนุ่มรีบก้าวเข้ามาในเรือนอันหนิงด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข ยามนี้เขาลุ่มหลงภรรยาตัวน้อยผู้นี้ จนแทบไม่อยากห่างกายแม้เพียงครึ่งก้าวทันทีที่เอ่ยทักทายและปลดเสื้อคลุมตัวนอกออกเขาก็ตรงรี่เข้าไปสวมกอดภรรยาจากทางด้านหลังหมายจะหยอกเย้า แต่คราวนี้ร่างบอบบางกลับเกร็งสะท้าน และเบี่ยงตัวหลบสัมผัสอย่างปฏิเสธ หวังอวี้หลานขยับกายออกห่างพลางก้มหน้าซ่อนความรู้สึกไว้เบื้องหลังม่านผม ปฏิกิริยาต่อต้านนั้นทำเอาแม่ทัพหนุ่มถึงกับชะงัก เขาชะโงกหน้าพยายามลอบสังเกตสีหน้าของฮูหยินด้วยความสับสน นึกหวั่นใจว่าตนเองเผลอทำสิ่งใดให้นางไม่พอใจ หรือนางเพียงแค่น้อยใจที่เขากลับมาล่าช้ากันแน่แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้หัวใจของแม่ทัพใหญ่หล่นวูบ ใบหน้าของหวังอวี้หลานซีดเผือดไร้สีเลือด หยาดน้ำตาเม็ดโตเอ่อคลออยู่ในดวงตาก่อนจะร่วงเผาะลงมาอาบแก้ม นางร้องไห้เงียบๆ ไร้ซึ่งเสียงสะอื้น มีเพียงแผ่นหลังบางที่สั่นเทาอย่างน่าสงสาร“ท่านพี่ ข้าขออภัย”นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและอ่อนแรง ขยับกายหนีสัมผัสของเขาอีกครั้ง
“ท่านพ่อช่างประเมินความสามารถของข้าสูงเกินไป ท่านแม่ทัพเซียวจิ้งเฉินหาใช่บุรุษหน้าโง่ที่จะปล่อยให้ผู้ใดเข้าไปลักขโมยของสำคัญได้ง่ายๆ” หวังอวี้หลานแค่นเสียงหยัน“นั่นเป็นปัญหาที่คุณหนูต้องหาทางจัดการเองขอรับ”ทหารลับเอ่ยเสียงเย็นชา ก่อนจะงัดไพ่ใบสุดท้ายออกมาข่มขู่“นายท่านฝากมาเตือนความจำคุณหนูว่า หากภารกิจนี้ไม่สำเร็จ หรือคุณหนูคิดหักหลังตระกูลหวัง มารดาบังเกิดเกล้าของคุณหนูที่ยังคงถูกกักขังอยู่ในเรือนท้ายจวนตระกูลหวัง จะต้องพบกับจุดจบที่ทรมานยิ่งกว่าตกนรก! หวังว่าคุณหนูจะตระหนักถึงความกตัญญู และรีบนำสิ่งนั้นมาแลกกับชีวิตของมารดาท่านนะขอรับ ข้าต้องไปแล้ว และจะลอบมาพบคุณหนูอีกครั้ง”สิ้นคำขู่ เงาดำก็พุ่งทะยานออกไปทางหน้าต่างบานเดิม กลืนหายไปกับความมืดมิดของยามราตรีเมื่อมั่นใจว่าทหารลับจากไปแล้วหวังอวี้หลานก็เอนกายพิงหมอนอย่างอ่อนแรง นางหลับตาลง ปล่อยให้ความเงียบสงบช่วยเยียวยาความวุ่นวายในจิตใจ แต่ภาพความทรงจำอันเลือนรางของ ‘หวังอวี้หลานคนเดิม’ กลับหลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับสายน้ำหลากร่างเดิมของนางเป็นเพียงบุตรีที่เกิ
เมื่อได้ยินข้อเสนอว่าจะได้กลับมาร่วมโต๊ะมื้อค่ำฝีมือฮูหยินคนงามแม่ทัพหนุ่มก็ยอมจำนน เขาลืมตาขึ้นมองใบหน้างดงามที่เปี่ยมไปด้วยความเอาใจใส่ ก่อนจะรั้งท้ายทอยนางเข้ามากดจูบหนักๆ หนึ่งที“ก็ได้ๆ ข้ายอมแพ้อวี้เอ๋อร์แล้ว วันนี้ข้าจะรีบไปรีบกลับ”หวังอวี้หลานลุกขึ้นสวมเสื้อคลุมอย่างรวดเร็ว นางคอยปรนนิบัติสามีล้างหน้าหวีผม และช่วยเขาสวมชุดด้วยตัวเอง ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยความรักและเอาใจใส่จนเซียวจิ้งเฉินอดไม่ได้ที่จะหอมแก้มซ้ายขวาของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะก้าวออกจากเรือนอันหนิง มุ่งหน้าไปควบม้าตรงไปยังค่ายทหารทันที โดยไม่รับรู้เลยว่า หลังจากเขาออกจากจวนไปแล้ว ที่ประตูหน้าจวนกำลังจะเกิดความวุ่นวายอันใดขึ้นคล้อยหลังสามีไปได้เพียงครึ่งชั่วยาม...ชุนเถาก็เดินกึ่งวิ่งเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มกว้างจนแทบจะถึงใบหู“ฮูหยินเจ้าค่ะ ฮูหยิน!” สาวใช้คนสนิทรีบรายงานด้วยความตื่นเต้นสะใจ“เมื่อครู่นี้ รถม้าของจวนข้าหลวงมารอรับตัวคุณหนูหลี่แล้วเจ้าค่ะ แต่นางดื้อดึงไม่ยอมขึ้นรถม้า เอาแต่ร้องห่มร้องไห้บอกว่าจะขอเข้าพบท่านแม่ทัพเพื่อร่ำลาให้จงได้ พอทหารยามแจ้งว่าท่านแม่ทัพควบม้าออกไปตรวจค่ายตั้งแต่เช้าตรู
ทางด้านนอกประตูลมเย็นยามดึกที่พัดโชยมา ไม่อาจเทียบได้กับความเหน็บหนาวในหัวใจของหลี่จินเยว่นางยืนรออยู่หลังเสาหินจนขาแข็งชาไปหมด แต่สตรีแพศยาผู้นั้นก็ยังไม่ออกมาเสียที ทว่าสิ่งที่เล็ดลอดออกมาจากช่องประตู กลับกลายเป็นเสียงที่ทำให้นางแทบจะล้มทั้งยืน!เสียงครางสะอื้นที่บ่งบอกถึงความสุขสม ดังเสียดแทงเข้ามาในโสตประสาทของหลี่จินเยว่ ใบหน้าที่เคยงดงามซีดเผือดไร้สีเลือด ขาทั้งสองข้างสั่นเทาจนแทบจะพยุงตัวไม่อยู่ ถาดรังนกในมือสั่นกึกๆ ตามแรงสะท้านของร่างกายนี่มันห้องหนังสือที่ท่านแม่ทัพหวงแหนที่สุด! แต่เขากลับละทิ้งกฎเกณฑ์ทุกอย่าง เพียงเพื่อร่วมรักกับสตรีแพศยาผู้นั้น ภาพจินตนาการถึงความเร่าร้อนเบื้องหลังบานประตู ทิ่มแทงหัวใจของหลี่จินเยว่จนแหลกสลายไม่มีชิ้นดี นางกัดริมฝีปากตัวเองจนเลือดซิบเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นในขณะเดียวกัน ชุนเถาที่ยืนเฝ้ายามอยู่หน้าประตูก็มีสภาพไม่ต่างกันนักใบหน้าของสาวใช้ตัวน้อยแดงก่ำลามไปถึงใบหู นางต้องยกมือขึ้นปิดหูทั้งสองข้างและกัดริมฝีปากตัวเองแน่น เพื่อไม่ให้เผลออุทานออกมาด้วยความเขินอาย กับเสียงครวญครางหวา
เมื่อย้อนมองกลับไปในชาติภพที่แล้ว นางเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่อ่อนแอและน่าเวทนา ไร้ซึ่งบ้านให้พักพิง ไร้ญาติขาดมิตรให้พึ่งพา เป็นเพียงสินค้าชิ้นหนึ่งที่ถูกต้อนเข้าสู่กรงทองอันโสมมของหอคณิกาตั้งแต่อายุยังน้อย ต้องจำทนมีชีวิตตกลงไปในวังวนแห่งตัณหาและเล่ห์เหลี่ยมมารยาอย่างไม่มีทางเลือก นางต้องปั้นห
เมื่อหวังอวี้หลานกวาดสายตาไล่เรียงลงมา แม้สภาพร่างกายจะดูอิดโรยไร้เรี่ยวแรง แต่ความหลวมโพรกของชุดเจ้าสาว ก็ไม่อาจซ่อนเร้นทรวดทรงสะคราญของดรุณีวัยแตกเนื้อสาวไว้ได้มิดชิด ส่วนเว้าส่วนโค้งที่เริ่มผลิบานตามวัยยังคงเด่นชัด อกอิ่มหยัดชูเย้ายวน เอวคอดกิ่วบอบบางราวกับกิ่งหลิวที่พร้อมจะลู่ตามลม สะท้อนให้เห็น
เซียวจิ้งเฉิน แม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังทหารนับแสน ไม่แม้แต่จะปรายตามองสตรีในชุดมงคลสีแดงที่ยืนสั่นเทาอยู่ตรงหน้าเขารู้ดีว่านางคือหมากที่ฮ่องเต้ส่งมาให้เขา เป็นบุตรีของศัตรูที่เขาชิงชังเข้าไส้ สตรีที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้ แค่ให้ที่ซุกหัวนอนในจวนก็ถือว่าเมตตามากแล้ว“เริ่มพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเสียที ข้าไม่มีเว
ตลอดการเดินทางรอนแรมร่วมเดือนจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่แดนเหนืออันหนาวเหน็บ หวังอวี้หลานต้องทนอุดอู้ซ่อนตัวอยู่ในรถม้าคันใหญ่ที่บุด้วยนวมหนา เพื่อต้านทานพายุหิมะและสภาพอากาศอันเลวร้ายเมื่อขบวนเดินทางมาถึงโรงเตี๊ยมจุดพักม้า หน้าเมืองเป่ยยวน มามาก็ออกคำสั่งเด็ดขาด บังคับให้เจ้าของร่างที่มีสภาพเกือบไร้วิ







