Se connecter
ท่ามกลางความมืดมิดที่เหน็บหนาว กลิ่นธูปหอมฉุนกึกผสมผสานกับกลิ่นชาดทาปากลอยแตะจมูก สติสัมปชัญญะที่เคยแตกซ่านค่อยๆ หลอมรวมกันอีกครั้ง ร่างกายที่ควรจะแหลกเหลวจากการถูกทุบตีและทรมานจนสิ้นใจ กลับสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเป็นจังหวะเนิบนาบ ราวกับกำลังนั่งอยู่บนพาหนะที่เคลื่อนตัวไปข้างหน้า
‘ไป๋เหมย’ พยายามสูดลมหายใจเข้าปอด แต่ความเจ็บปวดร้าวลึกลับแล่นพล่านจากหน้าอกจนต้องนิ่วหน้า นางจำได้แม่นยำว่าตนเองสิ้นใจไปแล้ว สิ้นใจอย่างโดดเดี่ยวและแสนทรมาน ในห้องเก็บของในเรือนร้างไร้ผู้คน อันมืดมิดและหนาวเหน็บของหอคณิกาอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง
นางคือคณิกาชั้นสูงผู้เลอโฉม ฉลาดหลักแหลม และเป็นที่หมายปองของบุรุษทั่วทั้งเมือง ทักษะการร่ายรำและเล่นพิณของนางสะกดทุกสายตาให้หยุดนิ่ง นางเป็นที่โปรดปรานของเหล่าคหบดีและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ร่ำรวย
แต่ความโดดเด่นนั้นกลับกลายเป็นหอกแหลมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงตนเอง นางกลายเป็นที่ขัดหูขัดตาของ ‘ลี่ถิง’ คณิกาคู่แข่งที่ริษยาจนหน้ามืดตาบอด และยิ่งไปกว่านั้น นางยังกลายเป็นหนามยอกอกของฮูหยินเอกแห่งจวนเสนาบดีผู้หนึ่ง ที่หึงหวงสามีจนแทบคลุ้มคลั่ง
ภาพเหตุการณ์ในคืนแห่งความทุกข์ทรมานยังคงฉายชัดในความทรงจำ
คืนนั้น ขณะที่นางกำลังจะพักผ่อน ร่างของนางถูกชายฉกรรจ์ชุดดำนับสิบคนบุกเข้ามาจับกุม พวกมันทุบตีนางอย่างทารุณไร้ความปรานี ก่อนจะลากนางลงมายังห้องเก็บของเรือนร้างไร้ผู้คนของหอคณิกาหลังเก่า ที่ถูกทิ้งร้างไว้นานไม่มีคนดูแล และที่สำคัญที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ร่างที่บอบช้ำถูกเหวี่ยงลงบนพื้นหินชื้นแฉะ กลิ่นคาวเลือดของตนเองคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
“นังหญิงต่ำช้า ใบหน้านี้ใช่หรือไม่ ที่ใช้ยั่วยวนสามีของข้าให้หลงใหลจนหลงลืมภรรยาแต่ง” เสียงแหลมของฮูหยินผู้นั้นตวาดลั่น พร้อมกับฝ่าเท้าที่กระทืบลงบนฝ่ามือของนางจนกระดูกแทบแหลกละเอียด
“โอ๊ย ฮูหยินจาง ได้โปรดเมตตาด้วย ข้ามิเคยคิดแย่งชิงสามีผู้ใด ข้าเป็นเพียงคณิกาขายศิลป์ มีหน้าที่เพียงดีดพิณและร่ายรำเท่านั้น หาได้เคยทอดกายหลับนอนกับบุรุษใดไม่” ไป๋เหมยร้องครวญคราง น้ำตาอาบสองแก้มที่บวมช้ำ
“หุบปาก นังตัวดี เป็นเจ้ามิใช่หรือที่ออดอ้อนขอใต้เท้าจางให้รับตัวเจ้าไปเลี้ยงดูนอกเรือน ทั้งที่ดินและทรัพย์สมบัติที่เจ้าขอ ล้วนเป็นสิ่งที่ใต้เท้ายินดีจัดเตรียมมอบให้เจ้าทั้งสิ้น โดยที่ภรรยาแต่งไม่เคยรับรู้”
‘ลี่ถิง’ คณิกาคู่แข่งก้าวออกมาจากมุมมืด กล่าวโป้ปดใส่ร้ายนางอย่างหน้าไม่อาย รอยยิ้มแสยะร้ายกาจปรากฏบนใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มอย่างงดงาม ขณะที่ฮูหยินจางได้ยินดังนั้น ใบหน้าอวบอูมกลับถมึงทึงด้วยความโกรธจัด
“ฮูหยินโปรดใจเย็นเถอะเจ้าค่ะ ขังนางไว้ที่นี่สักคืนให้นางหลาบจำ พรุ่งนี้ข้าจะปล่อยตัวนางออกไปเอง” ลี่ถิงหันไปพูดจาประจบสอพลอฮูหยินจาง
ฮูหยินผู้นั้นพูดจาข่มขู่ไป๋เหมยอีกสองสามประโยค ก่อนตบหน้านางแล้วคนทั้งคู่ก็สะบัดตัวเดินจากไป
“ไม่ ปล่อยข้า ปล่อยข้าไปเถอะ ขอร้องล่ะ”
เสียงกรีดร้องอ้อนวอนของนางดังสะท้อนกำแพงหิน แต่ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ บานประตูเหล็กถูกปิดสนิท พร้อมกับเสียงลั่นดาลที่ดังกึกก้อง ตัดขาดแสงสว่างและอิสรภาพของนางนับแต่วินาทีนั้น
ความทรมานในห้องเก็บของแห่งนั้น คือนรกบนดินที่แท้จริง วันแรกๆ นางเอาแต่กรีดร้องและทุบประตูจนมือทั้งสองข้างแตกยับ เลือดสีสดไหลซึมออกมาอาบปลายนิ้ว
“ช่วยด้วย มีใครอยู่ข้างนอกหรือไม่ ช่วยข้าด้วย ข้าอยู่ทางนี้”
เสียงแหบพร่ากรีดร้องจนลำคอแทบฉีกขาด เลือดสีจางซึมขึ้นที่มุมปาก แต่เสียงนั้นกลับดังก้องและสะท้อนกลับมาเพียงความว่างเปล่า ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าของผู้ใด มีเพียงความเงียบสงัดที่บาดลึกถึงกระดูก ไหนลี่ถิง บอกว่าจะให้คนมาปล่อยนางอย่างไรเล่า
นางหารู้ไม่ว่า หอจุ้ยฟางในเวลานี้ ‘ลี่ถิง’ คณิกาคู่แข่งได้วางแผนกำจัดนางไว้อย่างแนบเนียนไร้ร่องรอย
ตั้งแต่รุ่งสาง ลี่ถิงจงใจให้สาวใช้ของตนลอบเข้าไปขโมยเครื่องประดับชิ้นงามและเสื้อผ้าบางส่วนของไป๋เหมย นำไปทิ้งเป็นร่องรอยไว้ที่ประตูเมืองด้านหลัง พร้อมกับปล่อยข่าวลือหนาหูไปทั่วหอนางโลมว่า
‘ไป๋เหมย หอบเงินทองหนีตามบัณฑิตหนุ่มตกยากหน้าตาหล่อเหลาไปตั้งแต่กลางดึก’
ข่าวลือฉาวโฉ่นี้แพร่สะพัดอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง ประกอบกับข้าวของที่หายไป ทำให้แม่เล้าและทุกคนในหอต่างปักใจเชื่อและด่าทอนางว่าเนรคุณ ไร้ความละอาย ไม่มีผู้ใดคิดจะออกตามหา หรือเอะใจถึงการหายตัวไปอย่างกะทันหันของนางเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีผู้ใดเฉียดกรายเข้าไปใกล้ห้องเก็บของในเรือนร้างแห่งนั้น ลี่ถิงได้ลอบเรียกชายร่างยักษ์ผู้เป็นหัวหน้าเวรยามประจำหอจุ้ยฟางมาพบอย่างลับๆ ที่หลังจวน นางยัดถุงแพรที่หนักอึ้งใส่มือของเขา พร้อมกับรอยยิ้มที่เคลือบอาบไปด้วยยาพิษ
“สิบวันนับจากนี้ ห้ามเจ้าและลูกน้องลงไปเดินตรวจตราแถวเรือนร้างเก่าฝั่งตะวันตกเป็นอันขาด”
ลี่ถิงเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด
“เหตุใดจึงไปไม่ได้เล่าแม่นางลี่ถิง ที่นั่นเปลี่ยวและมืดทึบ หากมีขโมยลอบเข้ามา...”
ลี่ถิง แสร้งทำสีหน้าหวาดกลัว “นักพรตที่เพิ่งมาตรวจดูฮวงจุ้ยเอ่ยเตือนว่า ทิศนั้นมีไอสังหารและวิญญาณอาฆาตสิงสู่ เมื่อครู่เพิ่งจะมีการทำพิธีปัดเป่าและโรยผงกำมะถันสะกดวิญญาณเอาไว้ หากพวกเจ้าเฉียดกรายเข้าไป ระวังภัยร้ายจะมาถึงตัว ข้าเพียงมิอยากให้พวกเจ้าเดินเพ่นพ่าน ไปเหยียบย่ำทำลายข้าวของทำพิธีเหล่านั้นจนเกิดเรื่องใหญ่”
นางปรายตามองถุงเงินในมือชายร่างยักษ์ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงยั่วยวน
“หากเจ้าหรือลูกน้องบังเอิญได้ยินเสียงลมพัดลอดช่องกำแพง คล้ายเสียงคนร้องโหยหวนหรือเสียงทุบกำแพงดั่งวิญญาณร้าย ก็จงทำหูทวนลมเสีย ถือว่าเงินถุงนี้คือค่าปิดหูปิดตา ซื้อความสบายใจและต่อดวงชะตาให้พวกเจ้า เข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่?”
หัวหน้าเวรยาม รีบเก็บถุงเงินเข้าพกเสื้อและพยักหน้ารับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ ความโลภบังตาจนละทิ้งหน้าที่ ไม่คิดจะตั้งคำถาม หรือแม้แต่จะให้ลูกน้องเฉียดกรายเข้าไปใกล้พื้นที่ต้องห้ามนั้นอีกเลย
ฮ่องเต้มองมาที่เขาด้วยความประหลาดใจ“ขอร้องเรา? เรื่องอันใดกัน เจ้าทุ่มเทสืบคดีนี้มานานนับปี จนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน มีสิ่งใดที่เจ้าต้องการมากกว่าความดีความชอบอีกหรือ?”“กระหม่อมขอพระราชทานอนุญาต ส่งมอบคดีนี้ หลักฐานทั้งหมด รวมถึงพยานบุคคลให้แก่องค์รัชทายาท เป็นผู้ถวายรายงานและออกหน้าจัดการตระกูลหวังในท้องพระโรงวันพรุ่งนี้พ่ะย่ะค่ะ”“อะไรนะ”ฮ่องเต้เบิกพระเนตรกว้าง ทรงผุดลุกขึ้นจากพระแท่น“เจ้าจะยกความดีความชอบอันใหญ่หลวงนี้ให้รัชทายาทงั้นหรือ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น”เซียวจิ้งเฉินประสานมือ น้อมศีรษะลง“กระหม่อมมีเหตุผลสองประการพ่ะย่ะค่ะ ประการแรก องค์รัชทายาทเพิ่งได้รับการสถาปนา พระบารมีและฐานะในราชสำนักยังไม่มั่นคงนัก เหล่าขุนนางเก่าแก่ยังคงกังขาในพระปรีชาสามารถ หากฝ่าบาททรงมอบหมายให้องค์รัชทายาทเป็นผู้เปิดโปงและจัดการกับขุนนางกังฉินที่ทุจริตโกงกินแผ่นดินเช่นหวังจงหมิง นี่จะเป็นผลงานชิ้นสำคัญ ที่จะสร้างความดีความชอบให้เป็นที่ประจักษ์ แก่ราษฎรและขุนนางทั้งปวง เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าองค์รัชทายาททรงมีความเด็ดขาดและทรงค
“ข้าน้อย อดีตนายทะเบียนคลังเสบียง หลินจื่อเซวียน ถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”“นายทะเบียนคลังเสบียงหรือ”ฮ่องเต้หรี่พระเนตรมองร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผล“เจ้าจงเล่ามาให้หมด ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น และเหตุใดสภาพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้”หลินจื่อเซวียนเงยหน้าขึ้น น้ำตาแห่งความอัดอั้นไหลอาบแก้ม เขาเริ่มพรั่งพรูความจริงทั้งหมดที่ถูกเก็บงำมานาน“ฝ่าบาท เสบียงและเงินทองที่ถูกส่งไปยังชายแดนอุดรและพื้นที่ประสบภัย ล้วนถูกรองเสนาบดีจ้าวเวยและเครือข่ายของเสนาบดีหวังยักยอกไปจนเกือบหมดสิ้นพ่ะย่ะค่ะ พวกเขานำข้าวสารเน่าเสียและทรายมาผสมเพื่อตบตา และบังคับให้ข้าน้อยที่เป็นคนจดบันทึกหน้าคลัง ลงนามรับรองในเอกสารเท็จเพื่อนำไปเบิกเงินหลวง”“เมื่อข้าน้อยปฏิเสธ ไม่ยอมร่วมมือ เขาเกรงว่าข้าจะนำเรื่องไปร้องเรียน พวกเขาก็ส่งมือสังหารตามล่าข้าน้อยจนต้องหนีตายหัวซุกหัวซุนบาดแผลบนตัวข้าน้อย ล้วนเป็นฝีมือของทหารลับที่เสนาบดีหวังส่งมาเพื่อปิดปากพ่ะย่ะค่ะ หากไม่ได้ท่านแม่ทัพเซียวส่งคนไปช่วยชีวิตไว้ ข้าน้อยคงกลายเป็นผีเฝ้าป่าไปแล้ว ฝ่าบาทโปรดให้ความเป็นธรรมแก่ราษฎรตาดำๆ ด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของข้าราชการผู้น้อย ทำเอาเซียวจิ้งเฉินรู้สึกนับถือในใจ“ท่านจะได้ทำเช่นนั้นแน่ หลินจื่อเซวียน” แม่ทัพหนุ่มให้คำมั่นในจังหวะนั้นเอง องครักษ์เงาผู้ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดก้าวออกมาประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม“เรียนท่านแม่ทัพ ข้าน้อยมีอีกข่าวหนึ่งจากเมืองหลวงที่ต้องเร่งรายงานให้ท่านทราบ เป็นเรื่องอนุของจางหย่งฟู ที่ชื่อลี่ถิงขอรับ”เซียวจิ้งเฉินปรายตามอง“ว่ามา”“ยามที่พวกเราลอบเข้าเมืองหลวงเพื่อทำภารกิจลับตามคำสั่งของท่าน สายของเราได้ลอบจับตัวอนุลี่ถิงมาเค้นสอบความจริง แต่หลังจากรีดเค้นได้เพียงไม่กี่ชั่วยาม และปล่อยตัวนางกลับไป เพื่อไม่ให้แหวกหญ้าให้งูตื่น คาดไม่ถึงว่า สองวันให้หลังกลับพบนางกลายเป็นศพอยู่ในเรือนที่ถูกเพลิงไหม้จนวอดวาย ทางการเข้าตรวจสอบและสรุปคดีว่า เป็นเพียงเหตุริษยาแย่งชิงความโปรดปรานในเรือนหลัง นางถูกเผาทั้งเป็นอย่างน่าอนาถ โดยได้จับกุมบ่าวรับใช้ของอนุอีกคนในจวนมารับโทษเป็นผู้ก่อเหตุขอรับ”องครักษ์เงาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เอ่ยข้อสันนิษฐานของตน“ข้าน้อยคาดว่าจิ้งจอกเฒ่าจางหย่งฟูคงระแคะระคายเรื่องนี้ จึงชิงลงมือฆ่าปิดปากอนุลี่ถิงอย่างโหดเหี้ยมเสียก่อน ก
“ขอรับ!แล้วหากพบตัวหลินจื่อเซวียนแล้ว จะให้ดำเนินการเช่นไรต่อขอรับ?”“พาตัวเขามาที่จวนแม่ทัพอุดรทันที คุ้มกันเขาด้วยชีวิตของพวกเจ้า หากมีผู้ใดกล้าขัดขวางหรือลอบสังหารเขา จงสังหารพวกมันทิ้งให้หมด อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว”น้ำเสียงของแม่ทัพใหญ่เหี้ยมเกรียมและเต็มไปด้วยรังสีสังหาร“พยานปากเอกผู้นี้ คือกุญแจสำคัญที่จะใช้ล้างบางขุนนางกังฉิน และทวงคืนความยุติธรรมให้ฮูหยินของข้า ข้าจะไม่ยอมให้ข้อผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นเป็นอันขาด ไปได้”“รับบัญชา”เงาดำทั้งห้าสายประสานมือรับคำสั่ง ก่อนจะเร้นกายหายไปในความมืดอย่างรวดเร็วราวกับสายลม พุ่งทะยานออกไปปฏิบัติภารกิจที่สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งแผ่นดินเซียวจิ้งเฉินยืนเอามือไพล่หลังมองดูท้องฟ้ายามราตรีที่ไร้แสงดาว ริมฝีปากหยักลึกเหยียดยิ้มเย็นชา ไอ้สุนัขเฒ่าแซ่หวังกล้าใช้สตรีของเขาเป็นหมาก กล้าใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงผู้คนมานานเกินไปแล้วบัดนี้ เมื่อพยัคฆ์ร้ายแห่งแดนเหนือถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยไฟแห่งความแค้น มันย่อมถึงเวลาที่จิ้งจอกเฒ่าแห่งราชสำนัก จะต้องถูกฉีกทึ้งจนไม่เหลือซาก************
คิ้วเข้มของแม่ทัพหนุ่มขมวดเข้าหากันทันที “ขุนนางเฒ่า แซ่จางผู้นั้นน่ะหรือ”“เจ้าค่ะ”นางพยักหน้ารับ นำความจริงในอดีตชาติที่เคยเห็นพวกมันเสพสุขด้วยเงินบาป มาผนวกเข้ากับเรื่องแต่งไว้“ใต้เท้าจางผู้นี้เจ้าเล่ห์นัก เขาไม่ยอมลงมือเองให้แปดเปื้อน เขามักจะใช้ ‘ลี่ถิง’ อนุภรรยาคนโปรดของเขาเป็นผู้คอยส่งข่าว ดูต้นทาง และสอดแนมการเคลื่อนไหวของขุนนางฝ่ายอื่น สตรีผู้นี้อดีตเคยเป็นคณิกาจากหอโคมเขียว นางจึงเชี่ยวชาญเรื่องการใช้มารยาหลอกล่อและลอบสืบความลับจากบุรุษยิ่งนัก”หวังอวี้หลานช้อนตาขึ้นมองสามีด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว“หากท่านพี่เกิดความกังขาในเรื่องนี้ ท่านสามารถส่งทหารลับไปลักพาตัวอนุที่ชื่อลี่ถิง มาสอบปากคำได้ นางเป็นเสมือนเงาของใต้เท้าจาง ย่อมกุมความลับและเส้นทางการเงินอันดำมืดของเขาไว้ทั้งหมด”เมื่อเอ่ยจบ ริมฝีปากบางของนางก็ลอบยกยิ้มขึ้นในมุมมืดที่เซียวจิ้งเฉินมองไม่เห็น‘ลี่ถิง ชาติที่แล้วเจ้าใช้อำนาจฮูหยินเอกของเสนาบดีจางมาเข่นฆ่าข้าอย่างโหดเหี้ยม ชาตินี้ข้าก็จะขอยืมมือบุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นผู้นี้ ลากคอเจ้าออ
รุ่งเช้าวันต่อมา แสงตะวันสาดส่องเข้ามาในห้องหวังอวี้หลานยังคงแสร้งทำเป็นอ่อนเพลียจากอาการป่วย แม้สีหน้าจะดูมีเลือดฝาดขึ้นบ้างจากยาบำรุงที่หมอชราสั่งให้ แต่นัยน์ตายังคงแฝงความกังวล เซียวจิ้งเฉินที่ตื่นขึ้นมาก่อน มองดูสาวใช้กำลังใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดใบหน้าและมือให้นางอย่างเบามือ“ท่านพี่” อวี้หลานเรียกเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาสองมือเล็กเอื้อมไปกุมมือหนาของเขาไว้แน่น ดวงตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสับสน“เมื่อคืนท่านบอกว่า จะไม่ถือสาเรื่องที่ข้าเป็นคนตระกูลหวัง และจะเชื่อใจข้า ท่านพูดจริงใช่หรือไม่เจ้าคะ?”เซียวจิ้งเฉิน รีบดึงร่างบางเข้ามากอด“แน่นอนสิอวี้หลาน ข้าเป็นชายชาติทหาร คำพูดหนักแน่นดั่งหินผา ข้าเชื่อใจเจ้าและรักเจ้าด้วยชีวิต เหตุใดจึงยังกังวลอยู่อีก หืม?”หวังอวี้หลานไล่สาวใช้ออกจากห้องทั้งหมด สูดลมหายใจลึก ราวกับกำลังรวบรวมความกล้าหาญทั้งหมดที่มี นางช้อนสายตาขึ้นมองเขา“ถ้าเช่นนั้น ข้ามีความลับอีกเรื่องหนึ่ง เป็นความลับที่สำคัญ ที่ข้าจำต้องแจ้งแก่ท่านพี่เจ้าค่ะ”ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย“ค
เมื่อย้อนมองกลับไปในชาติภพที่แล้ว นางเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่อ่อนแอและน่าเวทนา ไร้ซึ่งบ้านให้พักพิง ไร้ญาติขาดมิตรให้พึ่งพา เป็นเพียงสินค้าชิ้นหนึ่งที่ถูกต้อนเข้าสู่กรงทองอันโสมมของหอคณิกาตั้งแต่อายุยังน้อย ต้องจำทนมีชีวิตตกลงไปในวังวนแห่งตัณหาและเล่ห์เหลี่ยมมารยาอย่างไม่มีทางเลือก นางต้องปั้นห
เมื่อหวังอวี้หลานกวาดสายตาไล่เรียงลงมา แม้สภาพร่างกายจะดูอิดโรยไร้เรี่ยวแรง แต่ความหลวมโพรกของชุดเจ้าสาว ก็ไม่อาจซ่อนเร้นทรวดทรงสะคราญของดรุณีวัยแตกเนื้อสาวไว้ได้มิดชิด ส่วนเว้าส่วนโค้งที่เริ่มผลิบานตามวัยยังคงเด่นชัด อกอิ่มหยัดชูเย้ายวน เอวคอดกิ่วบอบบางราวกับกิ่งหลิวที่พร้อมจะลู่ตามลม สะท้อนให้เห็น
เซียวจิ้งเฉิน แม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังทหารนับแสน ไม่แม้แต่จะปรายตามองสตรีในชุดมงคลสีแดงที่ยืนสั่นเทาอยู่ตรงหน้าเขารู้ดีว่านางคือหมากที่ฮ่องเต้ส่งมาให้เขา เป็นบุตรีของศัตรูที่เขาชิงชังเข้าไส้ สตรีที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้ แค่ให้ที่ซุกหัวนอนในจวนก็ถือว่าเมตตามากแล้ว“เริ่มพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเสียที ข้าไม่มีเว
ตลอดการเดินทางรอนแรมร่วมเดือนจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่แดนเหนืออันหนาวเหน็บ หวังอวี้หลานต้องทนอุดอู้ซ่อนตัวอยู่ในรถม้าคันใหญ่ที่บุด้วยนวมหนา เพื่อต้านทานพายุหิมะและสภาพอากาศอันเลวร้ายเมื่อขบวนเดินทางมาถึงโรงเตี๊ยมจุดพักม้า หน้าเมืองเป่ยยวน มามาก็ออกคำสั่งเด็ดขาด บังคับให้เจ้าของร่างที่มีสภาพเกือบไร้วิ







