LOGINกึก กึก
แรงสั่นสะเทือนจากพื้นกระดานไม้ปลุกให้สติสัมปชัญญะที่ล่องลอยกลับมาเข้ารูปเข้ารอยอีกครั้ง
ความเจ็บปวดจากการถูกทุบตีและความหิวโหยหายเป็นปลิดทิ้ง ไป๋เหมยสะดุ้งสุดตัว สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ สองมือบางรีบยกขึ้นคลำตามใบหน้าและลำตัวของตนเอง ร่างกายนี้เต่งตึงด้วยความเยาว์วัย แต่กลับดูซูบซีด และผอมบาง นางสวมใส่ชุดผ้าไหมเนื้อดี สวมเครื่องประดับหรูหรา และที่สำคัญ นางยังมีชีวิตอยู่!
เมื่อสายตาปรับเข้ากับแสงสว่างได้ สิ่งแรกที่นางเห็นคือ ‘ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงสด’ ที่ปักลายนกยวนยางคู่ด้วยดิ้นทอง กลิ่นธูปหอมและกลิ่นชาดที่คุ้นเคยลอยแตะจมูก แสงสลัวลอดผ่านผืนผ้าเข้ามาให้เห็นสภาพแวดล้อมแคบๆ นางกำลังนั่งอยู่ภายในเกี้ยวเจ้าสาวที่ตกแต่งอย่างวิจิตร แต่บรรยากาศรอบกายกลับหนาวเหน็บจนจับขั้วหัวใจเสียงล้อเกวียนและเสียงม้าดังกุกกักอยู่ภายนอก
นางไม่ได้อยู่ในห้องเก็บของนั่นอีกต่อไปแล้ว เกี้ยวเจ้าสาวกำลังมุ่งหน้าไปสู่สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง สวรรค์ได้รับฟังคำสาบานของนาง และประทานชีวิตใหม่ให้นางได้ทวงคืนโชคชะตาแล้วอย่างนั้นหรือ
ฉับพลันนั้นเอง ความทรงจำสายหนึ่งที่ไม่ใช่ของนางก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับทำนบแตก
ความเจ็บปวดจู่โจมจนนางต้องยกมือขึ้นกุมขมับ มือที่เคยเรียวสวยและผ่านการบำรุงด้วยน้ำอบน้ำปรุงชั้นดีของคณิกา บัดนี้กลับผอมแห้งซีดเซียวราวกับกระดาษ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแม้แต่จะยกแขนเสื้อขึ้น
‘หวังอวี้หลาน’ นั่นคือชื่อของเจ้าของร่างนี้ บุตรีสายรองของหวังจงหมิง เสนาบดีกรมขุนนาง ผู้มีอำนาจล้นฟ้าในหมู่ขุนนางพลเรือนในเมืองหลวง แต่นางกลับเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานการเมือง ฮ่องเต้ผู้หวาดระแวงอำนาจของหวังจงหมิง ทรงมีราชโองการสายฟ้าแลบ บีบบังคับให้เขาส่งบุตรีผู้นี้ เดินทางรอนแรมมาไกลนับพันลี้ เพื่อแต่งงานสมรสพระราชทานกับ ‘เซียวจิ้งเฉิน’ แม่ทัพใหญ่ผู้พิทักษ์อุดร
แม่ทัพเซียวผู้นั้น ชายผู้มีฉายาว่า ‘แม่ทัพพยัคฆ์อุดร’ โหดเหี้ยม เย็นชา และอำมหิต ไม่เคยปรานีผู้ใด และที่สำคัญเขาคือศัตรูตัวฉกาจทางการเมืองของบิดานาง
หวังอวี้หลาน ทราบดีว่าการแต่งงานครั้งนี้มิใช่การส่งตัวเจ้าสาว แต่เป็นการส่งนางมาเป็นตัวประกันยังชายแดนทุรกันดาร เพื่อเป็นหมากให้บิดาผู้ที่ไม่เคยชายตามองนางที่เป็นเพียงบุตรีสายรองแม้แต่น้อย
ความรักและความทะนุถนอมทั้งหมดล้วนถูกมอบให้แก่บุตรชายสองคนอันเกิดจากฮูหยินเอก นางต้องเติบโตมาอย่างเงียบเชียบราวกับวิญญาณไร้ตัวตน แต่เมื่อวัยปักปิ่นมาเยือน รูปโฉมที่งดงามสะพรั่งกลับกลายเป็นดาบสองคม บิดาผู้เย็นชาเพิ่งจะเล็งเห็นมูลค่าของลูกสาวนอกสายตาผู้นี้ เขาหมายมั่นจะใช้นางเป็นหมากชั้นดีในการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ เพื่อขยายอำนาจบารมีของตนเองในราชสำนัก
แต่เหนือฟ้ายังมีฟ้า ฮ่องเต้ทรงล่วงรู้ทันถึงแผนการอันมักใหญ่ใฝ่สูงนี้ จึงชิงตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการออกราชโองการสายฟ้าแลบ พระราชทานสมรสให้นางแต่งให้กับท่านแม่ทัพแดนเหนือผู้โหดเหี้ยม ราชโองการฉบับนั้นทำเอาบิดานางโกรธเกรี้ยวจนแทบกระอักเลือดที่สูญเสียหมากสำคัญไป
ส่วนหวังอวี้หลาน ที่หวาดกลัวและดื้อรั้น ยืนกรานว่าจะไม่ยอมแต่งงานและขู่จะฆ่าตัวตาย นางตรอมใจจนล้มป่วย ร้องไห้จนสายตาฝ้าฟาง ปฏิเสธข้าวน้ำประท้วงบิดา แต่บิดาผู้เห็นแก่อำนาจ กลับสั่งให้คนจับนางมัด จับกรอกยา แล้วยัดใส่ขบวนเจ้าสาวรอนแรมมาชายแดนอย่างไร้เยื่อใย
ด้วยร่างกายที่เจ็บป่วยและอ่อนแอเป็นทุนเดิม บวกกับความตรอมใจที่ถูกบิดาทอดทิ้ง หวังอวี้หลานสิ้นลมหายใจไปอย่างเงียบๆ ระหว่างการเดินทางฝ่าพายุหิมะเข้าสู่ด่านอุดร โดยที่ไม่มีบ่าวไพร่คนใดในขบวนรับรู้เลยแม้แต่น้อย
“พระโพธิสัตว์ ท่านได้ยินคำขอของข้าจริงๆ แล้วสินะ” ไป๋เหมยพึมพำเสียงแหบพร่าภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดง ริมฝีปากที่แห้งผากเหยียดยิ้มหยันให้กับโชคชะตา
แม้ร่างนี้จะอ่อนแอราวกับกิ่งหลิวที่พร้อมจะหักโค่นในสายลม แต่ฐานะ ‘ฮูหยินของแม่ทัพใหญ่’ คือเกราะคุ้มภัยชั้นดีที่นางไม่เคยมีในชาติ ที่แล้ว ในเมื่อสวรรค์เมตตาประทานชีวิตที่สองให้นาง ในเมื่อนางคือหวังอวี้หลานแล้วนับตั้งแต่วินาทีนี้ นางจะไม่ยอมเป็นสตรีที่ถูกรังแกจนตายอีกต่อไป นางจะกอบโกยทุกอำนาจ ทุกความสุข และเหยียบย่ำทุกคนที่กล้าขวางทางนาง
“คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ”
เสียงเรียกแผ่วเบาที่เจือไปด้วยเสียงสะอื้นดังมาจากข้างหน้าต่างเกี้ยว ดึงสติของหวังอวี้หลานให้กลับมาสู่ปัจจุบัน นางจำได้จากความทรงจำของร่างเดิมว่านั่นคือ ‘ชุนเถา’ สาวใช้คนสนิทเพียงคนเดียวที่ยอมติดตามนางมาตกระกำลำบากที่นี่
“ชุนเถา” หวังอวี้หลานเค้นเสียงตอบกลับ แม้จะเบาหวิวแต่ก็ทำให้คนด้านนอกชะงักไป
“คุณหนู ฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ บ่าว...บ่าวคิดว่าคุณหนูจะ...” ชุนเถาร้องไห้โฮโผเข้าเกาะขอบหน้าต่างเกี้ยว
“หุบปากเดี๋ยวนี้ นังบ่าวชั้นต่ำ!!”
เสียงตวาดของมามา หญิงรับใช้ชราที่ถูกส่งมาจากจวนเสนาบดีเพื่อคุมตัวเจ้าสาว ดังแทรกขึ้นมา
“ร้องห่มร้องไห้ในวันมงคลเช่นนี้ อยากถูกโบยจนตายหรืออย่างไร ตอนนี้ขบวนเข้าสู่เมืองชายแดนแล้ว อีกไม่ถึงครึ่งก้านธูปก็จะถึงหน้าจวนท่านแม่ทัพ หากพวกเจ้าทำกิริยาสามหาวให้ใต้เท้าต้องเสียหน้า ข้าจะสั่งคนถลกหนังพวกเจ้าเสีย”
“แต่…แต่คุณหนูของข้าตัวเย็นเฉียบมาตั้งแต่เมื่อคืน ซ้ำยังไม่ได้ดื่มน้ำสักหยด” ชุนเถาเถียงเสียงสั่น
“เป็นหน้าที่ของสตรีที่ต้องแต่งงานเพื่อตระกูล ต่อให้ต้องคลานเข้าจวนแม่ทัพ นางก็ต้องคลานเข้าไป” มามาผู้นั้นตอกกลับอย่างเย็นชา
หวังอวี้หลานนั่งนิ่งอยู่ภายในเกี้ยว แววตาที่เคยอ่อนแอของร่างเดิมบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจใบมีดซ่อนคม นางจดจำน้ำเสียงเย่อหยิ่งของมามาผู้นี้ไว้ในใจ ชาติก่อนนางเป็นเพียงคณิกาจึงต้องก้มหัวให้ผู้คนที่คอยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนาง แต่ชาตินี้ นางคือฮูหยินแม่ทัพ อำนาจที่นางกำลังจะมีในชาตินี้ นางจะค่อยๆ กำจัดคนกำเริบเสิบสานทิ้งทีละคน
คิ้วเข้มของแม่ทัพหนุ่มขมวดเข้าหากันทันที “ขุนนางเฒ่า แซ่จางผู้นั้นน่ะหรือ”“เจ้าค่ะ”นางพยักหน้ารับ นำความจริงในอดีตชาติที่เคยเห็นพวกมันเสพสุขด้วยเงินบาป มาผนวกเข้ากับเรื่องแต่งไว้“ใต้เท้าจางผู้นี้เจ้าเล่ห์นัก เขาไม่ยอมลงมือเองให้แปดเปื้อน เขามักจะใช้ ‘ลี่ถิง’ อนุภรรยาคนโปรดของเขาเป็นผู้คอยส่งข่าว ดูต้นทาง และสอดแนมการเคลื่อนไหวของขุนนางฝ่ายอื่น สตรีผู้นี้อดีตเคยเป็นคณิกาจากหอโคมเขียว นางจึงเชี่ยวชาญเรื่องการใช้มารยาหลอกล่อและลอบสืบความลับจากบุรุษยิ่งนัก”หวังอวี้หลานช้อนตาขึ้นมองสามีด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว“หากท่านพี่เกิดความกังขาในเรื่องนี้ ท่านสามารถส่งทหารลับไปลักพาตัวอนุที่ชื่อลี่ถิง มาสอบปากคำได้ นางเป็นเสมือนเงาของใต้เท้าจาง ย่อมกุมความลับและเส้นทางการเงินอันดำมืดของเขาไว้ทั้งหมด”เมื่อเอ่ยจบ ริมฝีปากบางของนางก็ลอบยกยิ้มขึ้นในมุมมืดที่เซียวจิ้งเฉินมองไม่เห็น‘ลี่ถิง ชาติที่แล้วเจ้าใช้อำนาจฮูหยินเอกของเสนาบดีจางมาเข่นฆ่าข้าอย่างโหดเหี้ยม ชาตินี้ข้าก็จะขอยืมมือบุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นผู้นี้ ลากคอเจ้าออ
รุ่งเช้าวันต่อมา แสงตะวันสาดส่องเข้ามาในห้องหวังอวี้หลานยังคงแสร้งทำเป็นอ่อนเพลียจากอาการป่วย แม้สีหน้าจะดูมีเลือดฝาดขึ้นบ้างจากยาบำรุงที่หมอชราสั่งให้ แต่นัยน์ตายังคงแฝงความกังวล เซียวจิ้งเฉินที่ตื่นขึ้นมาก่อน มองดูสาวใช้กำลังใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดใบหน้าและมือให้นางอย่างเบามือ“ท่านพี่” อวี้หลานเรียกเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาสองมือเล็กเอื้อมไปกุมมือหนาของเขาไว้แน่น ดวงตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสับสน“เมื่อคืนท่านบอกว่า จะไม่ถือสาเรื่องที่ข้าเป็นคนตระกูลหวัง และจะเชื่อใจข้า ท่านพูดจริงใช่หรือไม่เจ้าคะ?”เซียวจิ้งเฉิน รีบดึงร่างบางเข้ามากอด“แน่นอนสิอวี้หลาน ข้าเป็นชายชาติทหาร คำพูดหนักแน่นดั่งหินผา ข้าเชื่อใจเจ้าและรักเจ้าด้วยชีวิต เหตุใดจึงยังกังวลอยู่อีก หืม?”หวังอวี้หลานไล่สาวใช้ออกจากห้องทั้งหมด สูดลมหายใจลึก ราวกับกำลังรวบรวมความกล้าหาญทั้งหมดที่มี นางช้อนสายตาขึ้นมองเขา“ถ้าเช่นนั้น ข้ามีความลับอีกเรื่องหนึ่ง เป็นความลับที่สำคัญ ที่ข้าจำต้องแจ้งแก่ท่านพี่เจ้าค่ะ”ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย“ค
ในค่ำคืนนั้น เหล่าขุนนางฉ้อฉลสวมใส่เสื้อผ้าไหมเนื้อดี นั่งโอบกอดสตรีงามและดื่มด่ำกับสุราเลิศรสที่ซื้อหามาด้วยเงินทองที่ขูดรีดมาจากราษฎร เมื่อสุราเข้าปาก สติสัมปชัญญะก็เริ่มเลือนราง พวกมันเริ่มโอ้อวดถึงความมั่งคั่งและแผนการยักยอกเงินงบประมาณจากคลังเสบียงหลวงในตอนนั้น หวังอวี้หลานทำเพียงรินสุราและแย้มยิ้มเอาใจ นางไม่ได้ใส่ใจเรื่องการเมืองโสมมพวกนี้ แต่กลับมีประโยคหนึ่งที่สลักลึกลงในความทรงจำ เมื่อรองเสนาบดีจ้าวเวยทุบจอกสุราลงบนโต๊ะด้วยความหงุดหงิด แล้วสบถถึงบุคคลผู้หนึ่ง‘ไอ้คนแซ่หลินผู้นั้นมันรนหาที่ตาย! ใต้เท้าหวังอุตส่าห์เมตตาแบ่งเศษเนื้อให้มันกิน แต่มันกลับทำตัวเป็นคนดี ปฏิเสธการลงนามในบัญชีรับรองเสบียง! แล้วยังมีบัญชีที่หายไปอีก สวรรค์ช่างสรรหาเรื่องให้ข้าลำบากยิ่งนัก’‘หลินจื่อเซวียน’ ที่ถูกกล่าวถึง คือข้าราชการชั้นผู้น้อย ซึ่งบัดนี้ได้ลาออกจากราชการด้วยเหตุผลที่ต้องการกลับไปรักษาอาการป่วยที่บ้านเกิด ผู้เคยขัดขวางและปฏิเสธการเข้าร่วมขวนการของจ้าวเวย“ท่านรองเสนาบดีจ้าวโปรดระงับโทสะ บัญชีลับเล่มนั้นพวกเราจัดการปิดปากคนขโ
“อวี้หลาน ข้าไม่เคยเกลียดเจ้า นั่นมันเป็นเพียงอดีต...”เขาพยายามจะแทรก แต่นางยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเขาเบาๆ“แต่ไม่ว่าท่านพี่จะเคยรังเกียจข้าหรือไม่ นับตั้งแต่วันที่ข้าสวมชุดมงคลสีแดง ก้าวเท้าเข้าสู่จวนพยัคฆ์อุดร และกลายมาเป็นคนของตระกูลเซียวแล้ว ข้าก็ได้ปฏิญาณกับตนเองว่า ข้าจะขอจงรักภักดีและมอบชีวิตนี้ให้กับท่านแต่เพียงผู้เดียว!” แววตาของนางเด็ดเดี่ยวและหนักแน่น“แต่ว่า ข้ากลับรู้สึกผิดและทรมานใจมาตลอด ที่ฝ่ายครอบครัวของข้าที่เมืองหลวง ทำเรื่องสกปรกผิดต่อฮ่องเต้ ผิดต่อแผ่นดิน และที่เลวร้ายที่สุด คือพวกเขาพยายามดึงท่านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย!”เซียวจิ้งเฉินเงียบกริบ รอฟังคำสารภาพจากปากนางอย่างใจจดใจจ่อ“เมื่อหลายคืนก่อน ทหารลับของท่านพ่อลอบเข้ามาหาข้า”หวังอวี้หลานแสร้งทำตัวสั่นเทา ซุกหน้าลงกับอกเขาอีกครั้ง“ท่าน...ท่านพ่อสั่งให้ข้า ใช้ความไว้ใจที่ท่านมี ลอบขโมยบัญชีลับที่เป็นหลักฐานการฉ้อราษฎร์บังหลวง หากข้าไม่ทำตาม ท่านพ่อจะจัดการกับมารดาของข้าที่อยู่เมืองหลวงเจ้าค่ะ”“โธ่ อวี้หลานของข้า เจ้าต้องหวาดกลัวถึงเพียงใด
“พูดมา”น้ำเสียงของเซียวจิ้งเฉินเยือกเย็นจนน่าขนลุก“นายของเจ้าสั่งให้เจ้ามาทำสิ่งใดที่จวนของข้า และเจ้าข่มขู่อันใดฮูหยินของข้าบ้าง หาไม่แล้ว ข้าจะให้คนแล่เนื้อเจ้าทีละชิ้นไปต้มแกงให้สุนัขในค่ายทหารกิน!”ทหารลับผู้นั้นตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด มันละล่ำละลักสารภาพออกมาจนหมดสิ้น“นายท่านหวังกำลังถูกฮ่องเต้สืบสวนเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวง บัญชีลับที่เป็นหลักฐานชิ้นเดียว ถูกส่งมาให้ท่านแม่ทัพเซียวตรวจสอบ นายท่านจึงสั่งให้ข้ามาข่มขู่คุณหนู ให้ใช้ความใกล้ชิดลอบเข้าไปขโมยบัญชีเล่มนั้นมาจากท่านแม่ทัพเซียวให้จงได้!”“แล้วถ้าฮูหยินของข้าไม่ทำตามเล่า?” ชายหนุ่มเค้นเสียงลอดไรฟัน ใบหน้าถมึงทึง“นายท่านฝากมาขู่ว่า หากคุณหนูไม่ยอมทำตาม หรือคิดจะทรยศ นายท่านจะจัดการกับฮูหยินรอง ข้า...ข้าเพียงแค่ทำตามคำสั่ง โปรดละเว้นชีวิตข้าน้อยด้วย!”คำสารภาพทุกถ้อยคำตรงกับที่ชุนเถารายงานไม่มีผิดเพี้ยน!เส้นเลือดที่ขมับของเซียวจิ้งเฉินเต้นตุบๆ ด้วยความโกรธแค้นที่พุ่งทะยานถึงขีดสุดไอ้สุนัขเฒ่าแซ่หวัง! มันเห็นบุตรีของตนเองเป็นเพียงเค
“ฮือ...ท่านแม่ทัพโปรดระงับโทสะ บ่าวยอมรับโทษทัณฑ์ทุกประการ แต่ขอท่านแม่ทัพอย่าบอกฮูหยินนะเจ้าคะ ว่าบ่าวเป็นคนปริปากแพร่งพราย”ชุนเถาร้องไห้สะอึกสะอื้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและเริ่มเล่าความเท็จที่ถูกร้อยเรียงไว้อย่างแยบยล“เมื่อหลายคืนก่อน มีทหารลับจากเมืองหลวงลอบเข้ามาในเรือนอันหนิงเจ้าค่ะ คนผู้นั้นเป็นคนของนายท่านหวังบิดาของฮูหยิน ทหารผู้นั้นข่มขู่ฮูหยิน ว่าบัดนี้นายท่านหวัง กำลังถูกฮ่องเต้สืบสวน จึงบีบบังคับให้ฮูหยิน ลอบเข้าไปขโมยของสำคัญบางอย่างจากท่านแม่ทัพ แต่ข้าไม่รู้ว่าของสำคัญสิ่งนั้นคืออะไร แล้วส่งมันกลับไปให้นายท่านหวังเจ้าค่ะ”“อะไรนะ!” เซียวจิ้งเฉินเบิกตากว้าง“แต่ฮูหยินไม่ยอมทำตามเจ้าค่ะ!” ชุนเถารีบอธิบายต่อเพื่อปูทางสู่ความน่าสงสาร“ฮูหยินกล่าวว่า ตอนนี้นางเป็นคนของตระกูลเซียว จะให้นางเนรคุณหักหลังสามีได้อย่างไร แต่ทหารลับผู้นั้นกลับข่มขู่ว่า หากฮูหยินไม่นำของชิ้นนั้นมาแลก นายท่านจะจัดการกับมารดาบังเกิดเกล้าของฮูหยินที่เมืองหลวงเจ้าค่ะ”“ฮูหยินมืดแปดด้าน ไม่อาจทรยศท่านแม่ทัพ และก็ไม่อาจทนอยู่เป็นหมากให้นายท่านหวังข
เมื่อย้อนมองกลับไปในชาติภพที่แล้ว นางเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่อ่อนแอและน่าเวทนา ไร้ซึ่งบ้านให้พักพิง ไร้ญาติขาดมิตรให้พึ่งพา เป็นเพียงสินค้าชิ้นหนึ่งที่ถูกต้อนเข้าสู่กรงทองอันโสมมของหอคณิกาตั้งแต่อายุยังน้อย ต้องจำทนมีชีวิตตกลงไปในวังวนแห่งตัณหาและเล่ห์เหลี่ยมมารยาอย่างไม่มีทางเลือก นางต้องปั้นห
เมื่อหวังอวี้หลานกวาดสายตาไล่เรียงลงมา แม้สภาพร่างกายจะดูอิดโรยไร้เรี่ยวแรง แต่ความหลวมโพรกของชุดเจ้าสาว ก็ไม่อาจซ่อนเร้นทรวดทรงสะคราญของดรุณีวัยแตกเนื้อสาวไว้ได้มิดชิด ส่วนเว้าส่วนโค้งที่เริ่มผลิบานตามวัยยังคงเด่นชัด อกอิ่มหยัดชูเย้ายวน เอวคอดกิ่วบอบบางราวกับกิ่งหลิวที่พร้อมจะลู่ตามลม สะท้อนให้เห็น
เซียวจิ้งเฉิน แม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังทหารนับแสน ไม่แม้แต่จะปรายตามองสตรีในชุดมงคลสีแดงที่ยืนสั่นเทาอยู่ตรงหน้าเขารู้ดีว่านางคือหมากที่ฮ่องเต้ส่งมาให้เขา เป็นบุตรีของศัตรูที่เขาชิงชังเข้าไส้ สตรีที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้ แค่ให้ที่ซุกหัวนอนในจวนก็ถือว่าเมตตามากแล้ว“เริ่มพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเสียที ข้าไม่มีเว
ตลอดการเดินทางรอนแรมร่วมเดือนจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่แดนเหนืออันหนาวเหน็บ หวังอวี้หลานต้องทนอุดอู้ซ่อนตัวอยู่ในรถม้าคันใหญ่ที่บุด้วยนวมหนา เพื่อต้านทานพายุหิมะและสภาพอากาศอันเลวร้ายเมื่อขบวนเดินทางมาถึงโรงเตี๊ยมจุดพักม้า หน้าเมืองเป่ยยวน มามาก็ออกคำสั่งเด็ดขาด บังคับให้เจ้าของร่างที่มีสภาพเกือบไร้วิ







