LOGINชาติก่อน ด้วยชีวิตที่เลือกไม่ได้ทำให้นางต้องกลายเป็นหญิงคณิกาอันดับหนึ่งในเมืองหลวง ถึงแม้เป็นคณิกาชั้นสูงที่ขายศิลป์ไม่ขายเรือนร่าง แต่ก็ไม่พ้นถูกผู้คนหยามเหยียด เหยียบย่ำ และต้องสิ้นใจอย่างโดดเดี่ยวไร้คนเหลียวแล ชาตินี้สวรรค์ให้โอกาสนางลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งในร่างของคุณหนูตระกูลขุนนาง แต่ชะตากรรมกลับเล่นตลก เมื่อชีวิตใหม่นี้ไม่ได้สวยงามเหมือนคุณหนูตระกูลอื่น นางกลับเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของบิดา ที่ได้รับราชโองการสายฟ้าแลบส่งนางไปเป็นเจ้าสาวไกลถึงเมืองชายแดนเหนือที่หนาวเหน็บเข้ากระดูก และบุรุษที่รอร่วมหอคือแม่ทัพหนุ่มผู้แสนเย็นชาจอมปีศาจแห่งสนามรบผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จและที่สำคัญ เขาคือศัตรูคู่อาฆาตที่เกลียดชังบิดาของนาง ผู้ซึ่งคอยระแวงบุตรสาวของศัตรูเช่นนางอยู่ตลอดเวลา ชีวิตในจวนแม่ทัพแดนเหนือที่เต็มไปด้วยความอึดอัด ทั้งอำนาจของบิดาที่คอยคุกคาม และสายตาหวาดระแวงของสามีที่จับจ้องอยู่ตลอดเวลาสถานการณ์เหล่านี้ ล้วนกดดันให้นางต้องเลือกทางรอด แต่หญิงคณิกาที่เคยผ่านความตายมาแล้วเช่นนางมีหรือจะยอมจำนนง่ายๆ? วิชาจากหอคณิกาในชาติก่อนถึงคราวต้องงัดมาใช้จนหมดหน้าตัก!นางพร้อมจะใช้ทั้งเสน่ห์ มารยา และทุกกลเม็ดที่มีเพื่อหลอมละลายหัวใจน้ำแข็งของแม่ทัพแดนเหนือผู้นี้ให้จงได้!!
View Moreท่ามกลางความมืดมิดที่เหน็บหนาว กลิ่นธูปหอมฉุนกึกผสมผสานกับกลิ่นชาดทาปากลอยแตะจมูก สติสัมปชัญญะที่เคยแตกซ่านค่อยๆ หลอมรวมกันอีกครั้ง ร่างกายที่ควรจะแหลกเหลวจากการถูกทุบตีและทรมานจนสิ้นใจ กลับสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเป็นจังหวะเนิบนาบ ราวกับกำลังนั่งอยู่บนพาหนะที่เคลื่อนตัวไปข้างหน้า
‘ไป๋เหมย’ พยายามสูดลมหายใจเข้าปอด แต่ความเจ็บปวดร้าวลึกลับแล่นพล่านจากหน้าอกจนต้องนิ่วหน้า นางจำได้แม่นยำว่าตนเองสิ้นใจไปแล้ว สิ้นใจอย่างโดดเดี่ยวและแสนทรมาน ในห้องเก็บของในเรือนร้างไร้ผู้คน อันมืดมิดและหนาวเหน็บของหอคณิกาอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง
นางคือคณิกาชั้นสูงผู้เลอโฉม ฉลาดหลักแหลม และเป็นที่หมายปองของบุรุษทั่วทั้งเมือง ทักษะการร่ายรำและเล่นพิณของนางสะกดทุกสายตาให้หยุดนิ่ง นางเป็นที่โปรดปรานของเหล่าคหบดีและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ร่ำรวย
แต่ความโดดเด่นนั้นกลับกลายเป็นหอกแหลมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงตนเอง นางกลายเป็นที่ขัดหูขัดตาของ ‘ลี่ถิง’ คณิกาคู่แข่งที่ริษยาจนหน้ามืดตาบอด และยิ่งไปกว่านั้น นางยังกลายเป็นหนามยอกอกของฮูหยินเอกแห่งจวนเสนาบดีผู้หนึ่ง ที่หึงหวงสามีจนแทบคลุ้มคลั่ง
ภาพเหตุการณ์ในคืนแห่งความทุกข์ทรมานยังคงฉายชัดในความทรงจำ
คืนนั้น ขณะที่นางกำลังจะพักผ่อน ร่างของนางถูกชายฉกรรจ์ชุดดำนับสิบคนบุกเข้ามาจับกุม พวกมันทุบตีนางอย่างทารุณไร้ความปรานี ก่อนจะลากนางลงมายังห้องเก็บของเรือนร้างไร้ผู้คนของหอคณิกาหลังเก่า ที่ถูกทิ้งร้างไว้นานไม่มีคนดูแล และที่สำคัญที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ร่างที่บอบช้ำถูกเหวี่ยงลงบนพื้นหินชื้นแฉะ กลิ่นคาวเลือดของตนเองคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
“นังหญิงต่ำช้า ใบหน้านี้ใช่หรือไม่ ที่ใช้ยั่วยวนสามีของข้าให้หลงใหลจนหลงลืมภรรยาแต่ง” เสียงแหลมของฮูหยินผู้นั้นตวาดลั่น พร้อมกับฝ่าเท้าที่กระทืบลงบนฝ่ามือของนางจนกระดูกแทบแหลกละเอียด
“โอ๊ย ฮูหยินจาง ได้โปรดเมตตาด้วย ข้ามิเคยคิดแย่งชิงสามีผู้ใด ข้าเป็นเพียงคณิกาขายศิลป์ มีหน้าที่เพียงดีดพิณและร่ายรำเท่านั้น หาได้เคยทอดกายหลับนอนกับบุรุษใดไม่” ไป๋เหมยร้องครวญคราง น้ำตาอาบสองแก้มที่บวมช้ำ
“หุบปาก นังตัวดี เป็นเจ้ามิใช่หรือที่ออดอ้อนขอใต้เท้าจางให้รับตัวเจ้าไปเลี้ยงดูนอกเรือน ทั้งที่ดินและทรัพย์สมบัติที่เจ้าขอ ล้วนเป็นสิ่งที่ใต้เท้ายินดีจัดเตรียมมอบให้เจ้าทั้งสิ้น โดยที่ภรรยาแต่งไม่เคยรับรู้”
‘ลี่ถิง’ คณิกาคู่แข่งก้าวออกมาจากมุมมืด กล่าวโป้ปดใส่ร้ายนางอย่างหน้าไม่อาย รอยยิ้มแสยะร้ายกาจปรากฏบนใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มอย่างงดงาม ขณะที่ฮูหยินจางได้ยินดังนั้น ใบหน้าอวบอูมกลับถมึงทึงด้วยความโกรธจัด
“ฮูหยินโปรดใจเย็นเถอะเจ้าค่ะ ขังนางไว้ที่นี่สักคืนให้นางหลาบจำ พรุ่งนี้ข้าจะปล่อยตัวนางออกไปเอง” ลี่ถิงหันไปพูดจาประจบสอพลอฮูหยินจาง
ฮูหยินผู้นั้นพูดจาข่มขู่ไป๋เหมยอีกสองสามประโยค ก่อนตบหน้านางแล้วคนทั้งคู่ก็สะบัดตัวเดินจากไป
“ไม่ ปล่อยข้า ปล่อยข้าไปเถอะ ขอร้องล่ะ”
เสียงกรีดร้องอ้อนวอนของนางดังสะท้อนกำแพงหิน แต่ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ บานประตูเหล็กถูกปิดสนิท พร้อมกับเสียงลั่นดาลที่ดังกึกก้อง ตัดขาดแสงสว่างและอิสรภาพของนางนับแต่วินาทีนั้น
ความทรมานในห้องเก็บของแห่งนั้น คือนรกบนดินที่แท้จริง วันแรกๆ นางเอาแต่กรีดร้องและทุบประตูจนมือทั้งสองข้างแตกยับ เลือดสีสดไหลซึมออกมาอาบปลายนิ้ว
“ช่วยด้วย มีใครอยู่ข้างนอกหรือไม่ ช่วยข้าด้วย ข้าอยู่ทางนี้”
เสียงแหบพร่ากรีดร้องจนลำคอแทบฉีกขาด เลือดสีจางซึมขึ้นที่มุมปาก แต่เสียงนั้นกลับดังก้องและสะท้อนกลับมาเพียงความว่างเปล่า ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าของผู้ใด มีเพียงความเงียบสงัดที่บาดลึกถึงกระดูก ไหนลี่ถิง บอกว่าจะให้คนมาปล่อยนางอย่างไรเล่า
นางหารู้ไม่ว่า หอจุ้ยฟางในเวลานี้ ‘ลี่ถิง’ คณิกาคู่แข่งได้วางแผนกำจัดนางไว้อย่างแนบเนียนไร้ร่องรอย
ตั้งแต่รุ่งสาง ลี่ถิงจงใจให้สาวใช้ของตนลอบเข้าไปขโมยเครื่องประดับชิ้นงามและเสื้อผ้าบางส่วนของไป๋เหมย นำไปทิ้งเป็นร่องรอยไว้ที่ประตูเมืองด้านหลัง พร้อมกับปล่อยข่าวลือหนาหูไปทั่วหอนางโลมว่า
‘ไป๋เหมย หอบเงินทองหนีตามบัณฑิตหนุ่มตกยากหน้าตาหล่อเหลาไปตั้งแต่กลางดึก’
ข่าวลือฉาวโฉ่นี้แพร่สะพัดอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง ประกอบกับข้าวของที่หายไป ทำให้แม่เล้าและทุกคนในหอต่างปักใจเชื่อและด่าทอนางว่าเนรคุณ ไร้ความละอาย ไม่มีผู้ใดคิดจะออกตามหา หรือเอะใจถึงการหายตัวไปอย่างกะทันหันของนางเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีผู้ใดเฉียดกรายเข้าไปใกล้ห้องเก็บของในเรือนร้างแห่งนั้น ลี่ถิงได้ลอบเรียกชายร่างยักษ์ผู้เป็นหัวหน้าเวรยามประจำหอจุ้ยฟางมาพบอย่างลับๆ ที่หลังจวน นางยัดถุงแพรที่หนักอึ้งใส่มือของเขา พร้อมกับรอยยิ้มที่เคลือบอาบไปด้วยยาพิษ
“สิบวันนับจากนี้ ห้ามเจ้าและลูกน้องลงไปเดินตรวจตราแถวเรือนร้างเก่าฝั่งตะวันตกเป็นอันขาด”
ลี่ถิงเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด
“เหตุใดจึงไปไม่ได้เล่าแม่นางลี่ถิง ที่นั่นเปลี่ยวและมืดทึบ หากมีขโมยลอบเข้ามา...”
ลี่ถิง แสร้งทำสีหน้าหวาดกลัว “นักพรตที่เพิ่งมาตรวจดูฮวงจุ้ยเอ่ยเตือนว่า ทิศนั้นมีไอสังหารและวิญญาณอาฆาตสิงสู่ เมื่อครู่เพิ่งจะมีการทำพิธีปัดเป่าและโรยผงกำมะถันสะกดวิญญาณเอาไว้ หากพวกเจ้าเฉียดกรายเข้าไป ระวังภัยร้ายจะมาถึงตัว ข้าเพียงมิอยากให้พวกเจ้าเดินเพ่นพ่าน ไปเหยียบย่ำทำลายข้าวของทำพิธีเหล่านั้นจนเกิดเรื่องใหญ่”
นางปรายตามองถุงเงินในมือชายร่างยักษ์ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงยั่วยวน
“หากเจ้าหรือลูกน้องบังเอิญได้ยินเสียงลมพัดลอดช่องกำแพง คล้ายเสียงคนร้องโหยหวนหรือเสียงทุบกำแพงดั่งวิญญาณร้าย ก็จงทำหูทวนลมเสีย ถือว่าเงินถุงนี้คือค่าปิดหูปิดตา ซื้อความสบายใจและต่อดวงชะตาให้พวกเจ้า เข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่?”
หัวหน้าเวรยาม รีบเก็บถุงเงินเข้าพกเสื้อและพยักหน้ารับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ ความโลภบังตาจนละทิ้งหน้าที่ ไม่คิดจะตั้งคำถาม หรือแม้แต่จะให้ลูกน้องเฉียดกรายเข้าไปใกล้พื้นที่ต้องห้ามนั้นอีกเลย
เมื่อเซียวจิ้งเฉินกลับมาถึงจวนด้วยความเหนื่อยล้าเขาก็ถูกอาหลันเข้ามารายงานตามแผน ทันทีที่ได้ยินว่าภรรยารักรออยู่และมีของจะมอบให้ ความเหนื่อยอ่อนก็มลายหายไปจนสิ้น ชายหนุ่มรีบก้าวเท้าฉับๆ มุ่งหน้าไปยังเรือนของหวังอวี้หลานทันที โดยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่ามีใครบางคนกำลังนอนรอเขาอยู่ในเรือนซางอิงภายในเรือนของหวังอวี้หลาน หญิงสาวเตรียมน้ำชาและขนมรสเลิศไว้รอรับสามีอย่างเอาอกเอาใจ นางปรนนิบัติเขาให้เปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดใหม่ที่นางตั้งใจตัดเย็บให้ เซียวจิ้งเฉินรู้สึกอิ่มเอมใจจนลืมสิ้นทุกสิ่ง เขารวบร่างอ้อนแอ้นของภรรยาเข้ามาสวมกอดจากทางด้านหลังพร้อมกับกดจุมพิตที่ขมับอย่างแสนรัก“เจ้าช่างแสนดีกับข้าเหลือเกินอวี้หลาน”หวังอวี้หลานแสร้งทำเป็นถอนหายใจยาว แววตาที่สดใสพลันหม่นแสงลงเล็กน้อยจนเซียวจิ้งเฉินสังเกตเห็น“เจ้าเป็นอะไรไป หรือว่าชุดที่ข้าใส่ดูไม่ดี”“มิใช่เจ้าค่ะท่านพี่ ชุดนี้เหมาะกับท่านมาก เพียงแต่...” หวังอวี้หลานเว้นจังหวะ“ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ข้ารู้สึกว่ามีของบางอย่างในเรือนหายไป ข้ากำลังพยายามสืบหาความจริงอยู่ ทรัพย์สินบ
เมื่อเห็นว่าแม่ทัพหนุ่มเอาแต่บ่ายเบี่ยง ข้าหลวงหลี่ผู้เฒ่าจึงใช้แผนมัดมือชก อาศัยข้ออ้างเรื่องงานราชการ จัดฉากให้บุตรีของตนได้พบปะและคอยปรนนิบัติชงชาให้เซียวจิ้งเฉินอยู่บ่อยครั้ง ข่าวลือถูกกระพือโหมไปทั่วเมืองว่าคุณหนูหลี่คือว่าที่นายหญิงแห่งจวนแม่ทัพ ข้าหลวงหลี่ถึงขั้นตระเตรียมการเพื่อปูทางให้บุตรีอย่างออกหน้าออกตาและเพื่อเป็นการตอกย้ำสิทธิ์ขาดนั้น เขาได้ส่งชุยเอ๋อร์ สาวใช้คนสนิทที่รู้ใจบุตรีที่สุด ให้ล่วงหน้าเข้ามาอยู่ในจวนแม่ทัพในฐานะสาวใช้ห้องข้าง เพื่อคอยปรนนิบัติเรื่องบนเตียงและดูแลความเรียบร้อยก่อนที่คุณหนูหลี่จะแต่งเข้ามาเซียวจิ้งเฉินที่ไม่อยากหักหน้าข้าหลวงมณฑลจนเสียการใหญ่ จึงต้องจำใจรับชุยเอ๋อร์เข้ามาไว้ในจวนอย่างเสียมิได้ แต่เขาไม่เคยเรียกใช้นางให้มาปรนนิบัติบนเตียงเลยสักครั้งทุกอย่างดำเนินไปตามหมากที่ข้าหลวงหลี่วางไว้ คุณหนูหลี่เฝ้ารอวันที่จะได้สวมชุดมงคลสีแดง นั่งเกี้ยวแปดคนหามเข้าจวนแม่ทัพอย่างสมเกียรติทว่าความฝันอันแสนหวานกลับถูกทุบจนแหลกสลายไม่มีชิ้นดี!เมื่อจู่ๆ ราชโองการจากเมืองหลวงก็ถูกส่งมาอย่างเร่ง
ความโปรดปรานและการปกป้องอย่างออกหน้าออกตาของท่านแม่ทัพทำให้บ่าวไพร่ทุกคนในจวนต่างตระหนักรู้ซึ้งถึงอำนาจของนายหญิงแห่งเรือนอันหนิง ยามนี้นอกเหนือจากเซียวจิ้งเฉินแล้ว หวังอวี้หลานคือผู้ที่มีอำนาจเด็ดขาดที่สุดในจวน ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะหายใจแรงเมื่ออยู่ต่อหน้านางแม้สถานการณ์ที่ชายแดนจะเริ่มตึงเครียดและกิจการที่ค่ายทหารหลวงจะรัดตัวจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน แต่เซียวจิ้งเฉินก็ไม่เคยใช้สิ่งเหล่านั้นมาเป็นข้ออ้างในการละเลยภรรยาทุกๆ วัน ไม่ว่าจะงานยุ่งเหยิงเพียงใด ทันทีที่จัดการเรื่องสำคัญเสร็จสิ้น แม่ทัพหนุ่มจะต้องควบม้า กลับมาที่จวนเพื่อพบหน้านางให้จงได้ หากวันใดที่เขาสามารถจัดการงานได้เร็ว เขาจะกลับมาร่วมโต๊ะอาหารเย็นร่วมกับนางหรือวันที่ภารกิจรัดตัวจนไม่อาจหลีกเลี่ยงและจำเป็นต้องนอนค้างแรมที่ค่ายทหาร เขาก็ยังดื้อดึงที่จะปลีกตัวขี่ม้ากลับมาที่จวนในยามพลบค่ำ เพียงเพื่อจะได้มาโอบกอดร่างนุ่มนิ่มของนางไว้ในอ้อมแขนสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนผมของนางให้ชื่นใจ และเอ่ยคำร่ำลาก่อนจะควบม้าฝ่าความมืดกลับไปที่ค่ายทหารอีกครั้ง การกระทำอันแสนดื้อรั้น
เมื่อก้าวเข้ามาถึงภายในห้องนอนที่คุ้นเคย...เซียวจิ้งเฉินค่อยๆ วางร่างที่ไม่ได้สติของหวังอวี้หลานลงบนเตียงกว้างอย่างเบามือที่สุด เขาสั่งให้สาวใช้สองสามคนรีบไปเตรียมน้ำอุ่นและผ้าสะอาดมาเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นาง เนื่องจากชุนเถาสาวใช้คนสนิทของหวังอวี้หลานได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการตกลาดเขาและกำลังได้รับการรักษาอยู่อีกเรือนหนึ่ง เขาจึงให้สาวใช้รุ่นราวคราวเดียวกันที่ดูหน่วยก้านฉลาดเฉลียวให้เข้ามาปรนนิบัติดูแลข้างเตียงแทนกระโปรงสีฟ้าซึ่งขาดวิ่นชุ่มด้วยเลือด ทำให้หัวใจของแม่ทัพหนุ่มปวดร้าวราวกับถูกคีมเหล็กบีบรัด เขาก้าวถอยหลังออกมาปล่อยให้เหล่าสาวใช้จัดการทำความสะอาดร่างกายและเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่ให้นางระหว่างที่รอคอยท่านหมอ ภาพเหตุการณ์เมื่อช่วงหัวค่ำยังคงตามหลอกหลอนอยู่ในห้วงความคิดของเซียวจิ้งเฉิน มือหนาที่เปื้อนคราบเลือดของนางกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนหากมิใช่เพราะความภักดีของชุนเถาและองครักษ์ผู้หนึ่งที่รอดตายจากการถูกซุ่มโจมตี ทั้งสองคนตะเกียกตะกายฝืนสังขารที่เต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ กลับมาแจ้งข่าวร้ายที่ค่ายทหารได้ทันเวลา เขาคงไม่มีว
เมื่อย้อนมองกลับไปในชาติภพที่แล้ว นางเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่อ่อนแอและน่าเวทนา ไร้ซึ่งบ้านให้พักพิง ไร้ญาติขาดมิตรให้พึ่งพา เป็นเพียงสินค้าชิ้นหนึ่งที่ถูกต้อนเข้าสู่กรงทองอันโสมมของหอคณิกาตั้งแต่อายุยังน้อย ต้องจำทนมีชีวิตตกลงไปในวังวนแห่งตัณหาและเล่ห์เหลี่ยมมารยาอย่างไม่มีทางเลือก นางต้องปั้นห
เมื่อหวังอวี้หลานกวาดสายตาไล่เรียงลงมา แม้สภาพร่างกายจะดูอิดโรยไร้เรี่ยวแรง แต่ความหลวมโพรกของชุดเจ้าสาว ก็ไม่อาจซ่อนเร้นทรวดทรงสะคราญของดรุณีวัยแตกเนื้อสาวไว้ได้มิดชิด ส่วนเว้าส่วนโค้งที่เริ่มผลิบานตามวัยยังคงเด่นชัด อกอิ่มหยัดชูเย้ายวน เอวคอดกิ่วบอบบางราวกับกิ่งหลิวที่พร้อมจะลู่ตามลม สะท้อนให้เห็น
เซียวจิ้งเฉิน แม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังทหารนับแสน ไม่แม้แต่จะปรายตามองสตรีในชุดมงคลสีแดงที่ยืนสั่นเทาอยู่ตรงหน้าเขารู้ดีว่านางคือหมากที่ฮ่องเต้ส่งมาให้เขา เป็นบุตรีของศัตรูที่เขาชิงชังเข้าไส้ สตรีที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้ แค่ให้ที่ซุกหัวนอนในจวนก็ถือว่าเมตตามากแล้ว“เริ่มพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเสียที ข้าไม่มีเว
ตลอดการเดินทางรอนแรมร่วมเดือนจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่แดนเหนืออันหนาวเหน็บ หวังอวี้หลานต้องทนอุดอู้ซ่อนตัวอยู่ในรถม้าคันใหญ่ที่บุด้วยนวมหนา เพื่อต้านทานพายุหิมะและสภาพอากาศอันเลวร้ายเมื่อขบวนเดินทางมาถึงโรงเตี๊ยมจุดพักม้า หน้าเมืองเป่ยยวน มามาก็ออกคำสั่งเด็ดขาด บังคับให้เจ้าของร่างที่มีสภาพเกือบไร้วิ

















