ท่านพี่ ชาตินี้ข้าขอฝากชะตาไว้ที่จวนแม่ทัพ

ท่านพี่ ชาตินี้ข้าขอฝากชะตาไว้ที่จวนแม่ทัพ

last updateTerakhir Diperbarui : 2026-08-25
Oleh:  ธชิรินญ์Baru saja diperbarui
Bahasa: Thai
goodnovel18goodnovel
Belum ada penilaian
37Bab
444Dibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

ชาติก่อน ด้วยชีวิตที่เลือกไม่ได้ทำให้นางต้องกลายเป็นหญิงคณิกาอันดับหนึ่งในเมืองหลวง ถึงแม้เป็นคณิกาชั้นสูงที่ขายศิลป์ไม่ขายเรือนร่าง แต่ก็ไม่พ้นถูกผู้คนหยามเหยียด เหยียบย่ำ และต้องสิ้นใจอย่างโดดเดี่ยวไร้คนเหลียวแล ชาตินี้สวรรค์ให้โอกาสนางลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งในร่างของคุณหนูตระกูลขุนนาง แต่ชะตากรรมกลับเล่นตลก เมื่อชีวิตใหม่นี้ไม่ได้สวยงามเหมือนคุณหนูตระกูลอื่น นางกลับเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของบิดา ที่ได้รับราชโองการสายฟ้าแลบส่งนางไปเป็นเจ้าสาวไกลถึงเมืองชายแดนเหนือที่หนาวเหน็บเข้ากระดูก และบุรุษที่รอร่วมหอคือแม่ทัพหนุ่มผู้แสนเย็นชาจอมปีศาจแห่งสนามรบผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จและที่สำคัญ เขาคือศัตรูคู่อาฆาตที่เกลียดชังบิดาของนาง ผู้ซึ่งคอยระแวงบุตรสาวของศัตรูเช่นนางอยู่ตลอดเวลา ชีวิตในจวนแม่ทัพแดนเหนือที่เต็มไปด้วยความอึดอัด ทั้งอำนาจของบิดาที่คอยคุกคาม และสายตาหวาดระแวงของสามีที่จับจ้องอยู่ตลอดเวลาสถานการณ์เหล่านี้ ล้วนกดดันให้นางต้องเลือกทางรอด แต่หญิงคณิกาที่เคยผ่านความตายมาแล้วเช่นนางมีหรือจะยอมจำนนง่ายๆ? วิชาจากหอคณิกาในชาติก่อนถึงคราวต้องงัดมาใช้จนหมดหน้าตัก!นางพร้อมจะใช้ทั้งเสน่ห์ มารยา และทุกกลเม็ดที่มีเพื่อหลอมละลายหัวใจน้ำแข็งของแม่ทัพแดนเหนือผู้นี้ให้จงได้!!

Lihat lebih banyak

Bab 1

บทที่ 1 ข้ายังไม่อยากตาย

ท่ามกลางความมืดมิดที่เหน็บหนาว กลิ่นธูปหอมฉุนกึกผสมผสานกับกลิ่นชาดทาปากลอยแตะจมูก สติสัมปชัญญะที่เคยแตกซ่านค่อยๆ หลอมรวมกันอีกครั้ง ร่างกายที่ควรจะแหลกเหลวจากการถูกทุบตีและทรมานจนสิ้นใจ กลับสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเป็นจังหวะเนิบนาบ ราวกับกำลังนั่งอยู่บนพาหนะที่เคลื่อนตัวไปข้างหน้า

‘ไป๋เหมย’ พยายามสูดลมหายใจเข้าปอด แต่ความเจ็บปวดร้าวลึกลับแล่นพล่านจากหน้าอกจนต้องนิ่วหน้า นางจำได้แม่นยำว่าตนเองสิ้นใจไปแล้ว สิ้นใจอย่างโดดเดี่ยวและแสนทรมาน ในห้องเก็บของในเรือนร้างไร้ผู้คน อันมืดมิดและหนาวเหน็บของหอคณิกาอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง

นางคือคณิกาชั้นสูงผู้เลอโฉม ฉลาดหลักแหลม และเป็นที่หมายปองของบุรุษทั่วทั้งเมือง ทักษะการร่ายรำและเล่นพิณของนางสะกดทุกสายตาให้หยุดนิ่ง นางเป็นที่โปรดปรานของเหล่าคหบดีและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ร่ำรวย

แต่ความโดดเด่นนั้นกลับกลายเป็นหอกแหลมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงตนเอง นางกลายเป็นที่ขัดหูขัดตาของ ‘ลี่ถิง’ คณิกาคู่แข่งที่ริษยาจนหน้ามืดตาบอด และยิ่งไปกว่านั้น นางยังกลายเป็นหนามยอกอกของฮูหยินเอกแห่งจวนเสนาบดีผู้หนึ่ง ที่หึงหวงสามีจนแทบคลุ้มคลั่ง

ภาพเหตุการณ์ในคืนแห่งความทุกข์ทรมานยังคงฉายชัดในความทรงจำ

คืนนั้น ขณะที่นางกำลังจะพักผ่อน ร่างของนางถูกชายฉกรรจ์ชุดดำนับสิบคนบุกเข้ามาจับกุม พวกมันทุบตีนางอย่างทารุณไร้ความปรานี ก่อนจะลากนางลงมายังห้องเก็บของเรือนร้างไร้ผู้คนของหอคณิกาหลังเก่า ที่ถูกทิ้งร้างไว้นานไม่มีคนดูแล และที่สำคัญที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ร่างที่บอบช้ำถูกเหวี่ยงลงบนพื้นหินชื้นแฉะ กลิ่นคาวเลือดของตนเองคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

“นังหญิงต่ำช้า ใบหน้านี้ใช่หรือไม่ ที่ใช้ยั่วยวนสามีของข้าให้หลงใหลจนหลงลืมภรรยาแต่ง” เสียงแหลมของฮูหยินผู้นั้นตวาดลั่น พร้อมกับฝ่าเท้าที่กระทืบลงบนฝ่ามือของนางจนกระดูกแทบแหลกละเอียด

“โอ๊ย ฮูหยินจาง ได้โปรดเมตตาด้วย ข้ามิเคยคิดแย่งชิงสามีผู้ใด ข้าเป็นเพียงคณิกาขายศิลป์ มีหน้าที่เพียงดีดพิณและร่ายรำเท่านั้น หาได้เคยทอดกายหลับนอนกับบุรุษใดไม่” ไป๋เหมยร้องครวญคราง น้ำตาอาบสองแก้มที่บวมช้ำ

“หุบปาก นังตัวดี เป็นเจ้ามิใช่หรือที่ออดอ้อนขอใต้เท้าจางให้รับตัวเจ้าไปเลี้ยงดูนอกเรือน ทั้งที่ดินและทรัพย์สมบัติที่เจ้าขอ ล้วนเป็นสิ่งที่ใต้เท้ายินดีจัดเตรียมมอบให้เจ้าทั้งสิ้น โดยที่ภรรยาแต่งไม่เคยรับรู้”

‘ลี่ถิง’ คณิกาคู่แข่งก้าวออกมาจากมุมมืด กล่าวโป้ปดใส่ร้ายนางอย่างหน้าไม่อาย รอยยิ้มแสยะร้ายกาจปรากฏบนใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มอย่างงดงาม ขณะที่ฮูหยินจางได้ยินดังนั้น ใบหน้าอวบอูมกลับถมึงทึงด้วยความโกรธจัด

“ฮูหยินโปรดใจเย็นเถอะเจ้าค่ะ ขังนางไว้ที่นี่สักคืนให้นางหลาบจำ พรุ่งนี้ข้าจะปล่อยตัวนางออกไปเอง” ลี่ถิงหันไปพูดจาประจบสอพลอฮูหยินจาง

ฮูหยินผู้นั้นพูดจาข่มขู่ไป๋เหมยอีกสองสามประโยค ก่อนตบหน้านางแล้วคนทั้งคู่ก็สะบัดตัวเดินจากไป

 “ไม่ ปล่อยข้า ปล่อยข้าไปเถอะ ขอร้องล่ะ”

เสียงกรีดร้องอ้อนวอนของนางดังสะท้อนกำแพงหิน แต่ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ บานประตูเหล็กถูกปิดสนิท พร้อมกับเสียงลั่นดาลที่ดังกึกก้อง ตัดขาดแสงสว่างและอิสรภาพของนางนับแต่วินาทีนั้น

ความทรมานในห้องเก็บของแห่งนั้น คือนรกบนดินที่แท้จริง วันแรกๆ นางเอาแต่กรีดร้องและทุบประตูจนมือทั้งสองข้างแตกยับ เลือดสีสดไหลซึมออกมาอาบปลายนิ้ว

“ช่วยด้วย มีใครอยู่ข้างนอกหรือไม่ ช่วยข้าด้วย ข้าอยู่ทางนี้”

เสียงแหบพร่ากรีดร้องจนลำคอแทบฉีกขาด เลือดสีจางซึมขึ้นที่มุมปาก แต่เสียงนั้นกลับดังก้องและสะท้อนกลับมาเพียงความว่างเปล่า ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าของผู้ใด มีเพียงความเงียบสงัดที่บาดลึกถึงกระดูก ไหนลี่ถิง บอกว่าจะให้คนมาปล่อยนางอย่างไรเล่า

นางหารู้ไม่ว่า หอจุ้ยฟางในเวลานี้ ‘ลี่ถิง’ คณิกาคู่แข่งได้วางแผนกำจัดนางไว้อย่างแนบเนียนไร้ร่องรอย

ตั้งแต่รุ่งสาง ลี่ถิงจงใจให้สาวใช้ของตนลอบเข้าไปขโมยเครื่องประดับชิ้นงามและเสื้อผ้าบางส่วนของไป๋เหมย นำไปทิ้งเป็นร่องรอยไว้ที่ประตูเมืองด้านหลัง พร้อมกับปล่อยข่าวลือหนาหูไปทั่วหอนางโลมว่า

‘ไป๋เหมย หอบเงินทองหนีตามบัณฑิตหนุ่มตกยากหน้าตาหล่อเหลาไปตั้งแต่กลางดึก’

ข่าวลือฉาวโฉ่นี้แพร่สะพัดอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง ประกอบกับข้าวของที่หายไป ทำให้แม่เล้าและทุกคนในหอต่างปักใจเชื่อและด่าทอนางว่าเนรคุณ ไร้ความละอาย ไม่มีผู้ใดคิดจะออกตามหา หรือเอะใจถึงการหายตัวไปอย่างกะทันหันของนางเลยแม้แต่น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีผู้ใดเฉียดกรายเข้าไปใกล้ห้องเก็บของในเรือนร้างแห่งนั้น ลี่ถิงได้ลอบเรียกชายร่างยักษ์ผู้เป็นหัวหน้าเวรยามประจำหอจุ้ยฟางมาพบอย่างลับๆ ที่หลังจวน นางยัดถุงแพรที่หนักอึ้งใส่มือของเขา พร้อมกับรอยยิ้มที่เคลือบอาบไปด้วยยาพิษ

“สิบวันนับจากนี้ ห้ามเจ้าและลูกน้องลงไปเดินตรวจตราแถวเรือนร้างเก่าฝั่งตะวันตกเป็นอันขาด”

ลี่ถิงเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด

“เหตุใดจึงไปไม่ได้เล่าแม่นางลี่ถิง ที่นั่นเปลี่ยวและมืดทึบ หากมีขโมยลอบเข้ามา...”

ลี่ถิง แสร้งทำสีหน้าหวาดกลัว “นักพรตที่เพิ่งมาตรวจดูฮวงจุ้ยเอ่ยเตือนว่า ทิศนั้นมีไอสังหารและวิญญาณอาฆาตสิงสู่ เมื่อครู่เพิ่งจะมีการทำพิธีปัดเป่าและโรยผงกำมะถันสะกดวิญญาณเอาไว้ หากพวกเจ้าเฉียดกรายเข้าไป ระวังภัยร้ายจะมาถึงตัว ข้าเพียงมิอยากให้พวกเจ้าเดินเพ่นพ่าน ไปเหยียบย่ำทำลายข้าวของทำพิธีเหล่านั้นจนเกิดเรื่องใหญ่”

นางปรายตามองถุงเงินในมือชายร่างยักษ์ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงยั่วยวน

“หากเจ้าหรือลูกน้องบังเอิญได้ยินเสียงลมพัดลอดช่องกำแพง คล้ายเสียงคนร้องโหยหวนหรือเสียงทุบกำแพงดั่งวิญญาณร้าย ก็จงทำหูทวนลมเสีย ถือว่าเงินถุงนี้คือค่าปิดหูปิดตา ซื้อความสบายใจและต่อดวงชะตาให้พวกเจ้า เข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่?”

หัวหน้าเวรยาม รีบเก็บถุงเงินเข้าพกเสื้อและพยักหน้ารับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ ความโลภบังตาจนละทิ้งหน้าที่ ไม่คิดจะตั้งคำถาม หรือแม้แต่จะให้ลูกน้องเฉียดกรายเข้าไปใกล้พื้นที่ต้องห้ามนั้นอีกเลย

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya
Tidak ada komentar
37 Bab
บทที่ 1 ข้ายังไม่อยากตาย
ท่ามกลางความมืดมิดที่เหน็บหนาว กลิ่นธูปหอมฉุนกึกผสมผสานกับกลิ่นชาดทาปากลอยแตะจมูก สติสัมปชัญญะที่เคยแตกซ่านค่อยๆ หลอมรวมกันอีกครั้ง ร่างกายที่ควรจะแหลกเหลวจากการถูกทุบตีและทรมานจนสิ้นใจ กลับสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเป็นจังหวะเนิบนาบ ราวกับกำลังนั่งอยู่บนพาหนะที่เคลื่อนตัวไปข้างหน้า‘ไป๋เหมย’ พยายามสูดลมหายใจเข้าปอด แต่ความเจ็บปวดร้าวลึกลับแล่นพล่านจากหน้าอกจนต้องนิ่วหน้า นางจำได้แม่นยำว่าตนเองสิ้นใจไปแล้ว สิ้นใจอย่างโดดเดี่ยวและแสนทรมาน ในห้องเก็บของในเรือนร้างไร้ผู้คน อันมืดมิดและหนาวเหน็บของหอคณิกาอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงนางคือคณิกาชั้นสูงผู้เลอโฉม ฉลาดหลักแหลม และเป็นที่หมายปองของบุรุษทั่วทั้งเมือง ทักษะการร่ายรำและเล่นพิณของนางสะกดทุกสายตาให้หยุดนิ่ง นางเป็นที่โปรดปรานของเหล่าคหบดีและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ร่ำรวยแต่ความโดดเด่นนั้นกลับกลายเป็นหอกแหลมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงตนเอง นางกลายเป็นที่ขัดหูขัดตาของ ‘ลี่ถิง’ คณิกาคู่แข่งที่ริษยาจนหน้ามืดตาบอด และยิ่งไปกว่านั้น นางยังกลายเป็นหนามยอกอกของฮูหยินเอกแห่งจวนเสนาบดีผู้หนึ่ง ที่หึงหวงสามีจนแทบคลุ้มคลั่งภาพเหตุการณ์ในคืนแห่งความทุกข์ทรมา
Baca selengkapnya
บทที่ 2 รำลึกอดีต
ห้องเก็บของ ในเรือนหลังเก่าที่ห่างไกลผู้คนของหอจุ้ยฟาง“ฮือ ช่วยข้าที ผู้ใดก็ได้ ช่วยข้า ข้ายังไม่อยากตาย”เสียงของไป๋เหมยค่อยๆ แผ่วเบาลงจนกลายเป็นเพียงเสียงสะอื้น นางทุบประตูจนกระดูกข้อนิ้วแตกยับ เลือดสีสดอาบย้อมบานประตูเหล็กจนเป็นรอยฝ่ามือแดงฉาน แต่ในสถานที่ที่ถูกปิดตาย ซ้ำยังถูกลืมเลือนด้วยแผนการอันแยบยลและเงินตราของลี่ถิง ต่อให้นางตะโกนจนคอแตก หรือร้องไห้จนสายเลือดหลั่งริน ก็ไม่มีวันส่งไปถึงหูของผู้ใดโชคชะตาของนางถูกปิดตายไว้โดยไม่มีใครรับรู้ นางถูกทิ้งให้รอคอยความตายอย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางความหวังที่ดับวูบลงทีละน้อยความเจ็บปวดทางกายว่าแสนสาหัสแล้ว แต่ความหวาดกลัวและความโดดเดี่ยวในความมืดมิดกลับทรมานยิ่งกว่า สติสัมปชัญญะของนางเริ่มเลือนราง ภาพหลอนเริ่มปรากฏขึ้นทีละน้อยและในห้วงเวลาที่ลมหายใจเริ่มรวยริน ใกล้จะสิ้นสุดความทรมาน ภาพวันคืนเก่าๆ ที่เคยแสนสุขกลับผุดพรายขึ้นมาในห้วงความคิด ราวกับแสงหิ่งห้อยดวงสุดท้ายในคืนเดือนดับเดิมที นางมิใช่เด็กกำพร้าที่เกิดมาเพื่อเป็นนางคณิกา นางคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของครอบครัวที่อบอุ่น บิดาของนางเป็นบัณฑิตหนุ่มรูปงาม แต่ยากจน ส่วนมารดาคือคุณหนูจ
Baca selengkapnya
บทที่ 3 สวรรค์เมตตา
กึก กึกแรงสั่นสะเทือนจากพื้นกระดานไม้ปลุกให้สติสัมปชัญญะที่ล่องลอยกลับมาเข้ารูปเข้ารอยอีกครั้งความเจ็บปวดจากการถูกทุบตีและความหิวโหยหายเป็นปลิดทิ้ง ไป๋เหมยสะดุ้งสุดตัว สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ สองมือบางรีบยกขึ้นคลำตามใบหน้าและลำตัวของตนเอง ร่างกายนี้เต่งตึงด้วยความเยาว์วัย แต่กลับดูซูบซีด และผอมบาง นางสวมใส่ชุดผ้าไหมเนื้อดี สวมเครื่องประดับหรูหรา และที่สำคัญ นางยังมีชีวิตอยู่!เมื่อสายตาปรับเข้ากับแสงสว่างได้ สิ่งแรกที่นางเห็นคือ ‘ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงสด’ ที่ปักลายนกยวนยางคู่ด้วยดิ้นทอง กลิ่นธูปหอมและกลิ่นชาดที่คุ้นเคยลอยแตะจมูก แสงสลัวลอดผ่านผืนผ้าเข้ามาให้เห็นสภาพแวดล้อมแคบๆ นางกำลังนั่งอยู่ภายในเกี้ยวเจ้าสาวที่ตกแต่งอย่างวิจิตร แต่บรรยากาศรอบกายกลับหนาวเหน็บจนจับขั้วหัวใจเสียงล้อเกวียนและเสียงม้าดังกุกกักอยู่ภายนอกนางไม่ได้อยู่ในห้องเก็บของนั่นอีกต่อไปแล้ว เกี้ยวเจ้าสาวกำลังมุ่งหน้าไปสู่สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง สวรรค์ได้รับฟังคำสาบานของนาง และประทานชีวิตใหม่ให้นางได้ทวงคืนโชคชะตาแล้วอย่างนั้นหรือฉับพลันนั้นเอง ความทรงจำสายหนึ่งที่ไม่ใช่ของนางก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับทำนบแตกความเ
Baca selengkapnya
บทที่ 4 รับราชโองการ
ตลอดการเดินทางรอนแรมร่วมเดือนจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่แดนเหนืออันหนาวเหน็บ หวังอวี้หลานต้องทนอุดอู้ซ่อนตัวอยู่ในรถม้าคันใหญ่ที่บุด้วยนวมหนา เพื่อต้านทานพายุหิมะและสภาพอากาศอันเลวร้ายเมื่อขบวนเดินทางมาถึงโรงเตี๊ยมจุดพักม้า หน้าเมืองเป่ยยวน มามาก็ออกคำสั่งเด็ดขาด บังคับให้เจ้าของร่างที่มีสภาพเกือบไร้วิญญาณสวมชุดมงคลสีแดงสด คลุมหน้าด้วยผ้าแดง และสับเปลี่ยนพาหนะ ย้ายนางลงจากรถม้าที่แสนอบอุ่น มาทนนั่งหนาวเหน็บอยู่บน ‘เกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหาม’ เพื่อแห่แหนเข้าเมืองอย่างเอิกเกริก หวังสร้างภาพลักษณ์อันงดงามสมเกียรติของจวนเสนาบดีหวัง ไม่ให้ผู้ใดครหาได้อันที่จริง ธรรมเนียมการรับเจ้าสาวควรจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเมืองหลวง แต่สถานการณ์ที่เมืองเป่ยยวนแห่งชายแดนเหนือเวลานี้ตึงเครียดนัก ข้าศึกชนเผ่าเร่ร่อนจ้องจะบุกประชิดกำแพงเมืองได้ทุกเมื่อ ท่านแม่ทัพเซียวจิ้งเฉินผู้เป็นเจ้าบ่าว จึงไม่อาจละทิ้งกองทัพเพื่อเดินทางไปรับเจ้าสาวอย่างหวังอวี้หลานด้วยตนเองได้ ฮ่องเต้จึงอาศัยข้ออ้างว่ากิจของแผ่นดินสำคัญเหนือเรื่องส่วนตัว มีรับสั่งเด็ดขาดให้ขบวนเจ้าสาวของจวนเสนาบดี ต้องเป็นฝ่ายเดินทางไกลมาประกอบพิธีมงคลถึงจวนแม่ทั
Baca selengkapnya
บทที่ 5 ฮูหยินแม่ทัพ
เซียวจิ้งเฉิน แม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังทหารนับแสน ไม่แม้แต่จะปรายตามองสตรีในชุดมงคลสีแดงที่ยืนสั่นเทาอยู่ตรงหน้าเขารู้ดีว่านางคือหมากที่ฮ่องเต้ส่งมาให้เขา เป็นบุตรีของศัตรูที่เขาชิงชังเข้าไส้ สตรีที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้ แค่ให้ที่ซุกหัวนอนในจวนก็ถือว่าเมตตามากแล้ว“เริ่มพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเสียที ข้าไม่มีเวลากับเรื่องไร้สาระ”เซียวจิ้งเฉินหันไปสั่งพ่อบ้านประจำจวนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดเขารู้ดีว่า ราชโองการสมรสฉบับนี้ มิใช่รางวัลเชิดชูเกียรติ ที่โอรสสวรรค์ทรงจงใจประทานให้ หลังจากที่เขาเพิ่งกำชัยชนะจากศึกใหญ่ ฮ่องเต้จำต้องปูนบำเหน็จครั้งยิ่งใหญ่เพื่อบำรุงขวัญทหารและแสดงพระเมตตา แต่หากปล่อยให้แม่ทัพผู้กุมอำนาจทหารเรือนแสนไว้ในมือเช่นเขา ไปแต่งงานเกี่ยวดองกับบุตรสาวของแม่ทัพตระกูลอื่น หรือแม้แต่บุตรีของขุนนางตงฉินที่ซื่อสัตย์ ฐานอำนาจของเขาย่อมแข็งแกร่งและหยั่งรากลึกจนกลายเป็นที่หวาดระแวงแก่เบื้องบนฮ่องเต้ทรงเกรงกลัวทั้งอำนาจทางทหารในมือของเขาที่มากล้นจนน่าหวั่นเกรง และหวาดระแวงอิทธิพลในราชสำนักของเสนาบดีหวังผู้เป็นบิดาของสตรีผู้นี้ พระองค์จึงชิงตัดหน้า ใช้การแต่งงานเป็นหมากกระดานเพื่อสร้างความหวาดร
Baca selengkapnya
บทที่ 6 โอกาสทอง
เมื่อหวังอวี้หลานกวาดสายตาไล่เรียงลงมา แม้สภาพร่างกายจะดูอิดโรยไร้เรี่ยวแรง แต่ความหลวมโพรกของชุดเจ้าสาว ก็ไม่อาจซ่อนเร้นทรวดทรงสะคราญของดรุณีวัยแตกเนื้อสาวไว้ได้มิดชิด ส่วนเว้าส่วนโค้งที่เริ่มผลิบานตามวัยยังคงเด่นชัด อกอิ่มหยัดชูเย้ายวน เอวคอดกิ่วบอบบางราวกับกิ่งหลิวที่พร้อมจะลู่ตามลม สะท้อนให้เห็นว่าเรือนร่างนี้มีต้นทุนความงามที่สมบูรณ์แบบเพียงใดหากนางได้รับการประคบประหงมและบำรุงดูแลอย่างดีเยี่ยงบุตรีสายตรงของตระกูลใหญ่ทั่วไป นางย่อมเป็นยอดกุลสตรีที่งดงามสะพรั่งจนบุรุษ ทั่วหล้าต้องแย่งชิง แต่สภาพที่ซูบซีดขาดสารอาหารราวกับดอกไม้ที่ใกล้จะเหี่ยวเฉานี้ กลับเป็นหลักฐานชั้นดีที่ตอกย้ำว่า ตลอดเวลาที่อยู่ในจวนเสนาบดี เจ้าของร่างเดิมคงถูกทอดทิ้ง และไม่เคยได้รับการดูแลเอาใจใส่ในฐานะสายเลือดคนหนึ่งเลยแม้แต่น้อย “สวรรค์ รูปร่างหน้าตาเช่นนี้ หากได้รับการบำรุงอย่างถูกต้อง จะต้องงดงามกว่าข้าในอดีตชาติเสียอีก” นางพึมพำกับตัวเอง มุมปากเหยียดยิ้มร้ายกาจที่ขัดกับใบหน้าอ่อนหวานอย่างสิ้นเชิง“คุณหนูพูดว่าอันใดนะเจ้าคะ” ชุนเถาเช็ดน้ำตาพลางถามหวังอวี้หลานหันกลับมาหาสาวใช้คนสนิท ดวงตาที่เคยสั่นระริกด้วย
Baca selengkapnya
บทที่ 7 วางหมาก
เมื่อย้อนมองกลับไปในชาติภพที่แล้ว นางเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่อ่อนแอและน่าเวทนา ไร้ซึ่งบ้านให้พักพิง ไร้ญาติขาดมิตรให้พึ่งพา เป็นเพียงสินค้าชิ้นหนึ่งที่ถูกต้อนเข้าสู่กรงทองอันโสมมของหอคณิกาตั้งแต่อายุยังน้อย ต้องจำทนมีชีวิตตกลงไปในวังวนแห่งตัณหาและเล่ห์เหลี่ยมมารยาอย่างไม่มีทางเลือก นางต้องปั้นหน้ารอยยิ้มจอมปลอมเพื่อเอาใจบุรุษมากหน้าหลายตา ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์แลกกับเศษเงินและความอยู่รอดไปวันๆแม้ในยามที่ถูกริษยาจนถูกขังในเรือนร้าง นางก็ยังต้องตายตกไปอย่างโดดเดี่ยว ไร้ทางสู้ ไร้คนเหลียวแล เป็นเพียงความตายของสตรีชั้นต่ำ ที่ไม่มีผู้ใดจดจำ หรือเวทนาต่อโชคชะตาที่แสนรันทดนั้นทว่ายามนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างได้พลิกผันไปแล้ว ชาติกำเนิดและสถานะของนางในปัจจุบัน ช่างแตกต่างกับอดีตชาติราวฟ้ากับเหว แม้ร่างของหวังอวี้หลานจะถูกบิดาทอดทิ้งและหลอกใช้เป็นเพียงหมากทางการเมือง แต่นางก็ยังเป็นถึงบุตรีของเสนาบดีใหญ่ผู้กุมอำนาจล้นมือในราชสำนัก และที่สำคัญที่สุด ในยามนี้ นางคือนายหญิง คือ ฮูหยินแห่งจวนแม่ทัพอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรมฐานันดรศักดิ์และป้ายทองคำประจำตัวเหล่านี้ คือเสื้อเกราะชั้นยอดที่สวรรค
Baca selengkapnya
บทที่ 8 อดีตคณิกา
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมเรือนอันหนิง พร้อมกับความหนาวเหน็บ ที่ทวีคูณ หวังอวี้หลานล้มตัวลงนอนบนเตียงมงคลที่เย็นเยียบ ผ้าห่มไหมเนื้อหนาที่ชุนเถาเพิ่งนำมาห่มให้ ไม่ได้รับรู้ถึงความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย แต่หัวใจของนางกลับร้อนรุ่มด้วยไฟแห่งความทะเยอทะยานและแผนการที่กำลังก่อตัวขึ้น ภาพของแม่ทัพเซียวจิ้งเฉินผู้เย่อหยิ่งที่ทิ้งนางไว้ในคืนเข้าหอผุดขึ้นมาในหัวนางจำเขาได้อย่างชัดเจน!!!ในชาติที่แล้ว เขาคือชายที่มองนางเป็นเพียงเศษฝุ่นไร้ค่า แต่เขาหารู้ไม่ว่า ฮูหยินที่เขาเพิ่งสะบัดแขนเสื้อหมางเมินอย่างไม่ไยดีผู้นี้ แท้จริงแล้วก็คือสตรีหอคณิกาเพียงผู้เดียวที่บุรุษผู้สูงส่งเช่นเขาเคยทอดกายร่วมเตียงด้วย!! ย้อนไปในชาติที่แล้ว หอจุ้ยฟาง เมืองหลวงท่ามกลางความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวง หอจุ้ยฟาง ยืนหยัดตระหง่านในฐานะหอคณิกาอันดับหนึ่งที่เลื่องชื่อที่สุด สถานที่แห่งนี้มิใช่ซ่องนางโลมชั้นต่ำที่เต็มไปด้วยคาวโลกีย์ แต่เป็นดั่งวิมานจำลองที่รวบรวม     หญิงงามผู้เพียบพร้อมไปด้วยสติปัญญาและศิลปะวิทยาการในบรรดา
Baca selengkapnya
บทที่ 9 อย่ามาใกล้ข้า
เมื่อเสียงฆ้องตีบอกเวลาเริ่มงานเลี้ยง ไป๋เหมยปรากฏตัวขึ้นกลางพลับพลาในชุดร่ายรำสีแดงเพลิงที่ตัดกับผิวขาวผ่องประดุจหิมะ นางก้าวเดินด้วยท่วงท่าที่ราวกับลอยอยู่เหนือพื้นดิน เสียงดนตรีบรรเลงขึ้นพร้อมกับการร่ายรำที่อ่อนช้อย แฝงไปด้วยความเย้ายวน ทุกการสะบัดแขนเสื้อ ทุกการปรายตามอง ส่งผลให้ขุนนางทั้งงานแทบจะหยุดหายใจแต่เป้าหมายของนางมีเพียงหนึ่งเดียว บุรุษผู้สวมชุดคลุมสีเข้มที่นั่งนิ่งสงบอยู่ตรงตำแหน่งแขกคนสำคัญ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขาเย็นชา ไร้ความรู้สึก ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวเพียงแค่ปรายมองการแสดงประดุจมองอากาศธาตุเมื่อการร่ายรำจบลง ไป๋เหมยเยื้องย่างเข้าไปทรุดกายลงนั่งเคียงข้างโต๊ะของเซียวจิ้งเฉิน กลิ่นหอมรัญจวนจากเรือนร่างของนางลอยอวลไปแตะจมูกบุรุษรอบข้างจนพากันกลืนน้ำลาย แต่แม่ทัพหนุ่มกลับยังคงนั่งนิ่งประดุจหินผามือเรียวขาวผ่องยกป้านสุราเคลือบมังกรขึ้นอย่างแช่มช้อย นางรินสุราสีอำพันลงในจอกหยกเบื้องหน้าเขาจนส่งกลิ่นหอมกรุ่น ริมฝีปากบางแย้มยิ้มหวานหยดย้อย นัยน์ตาหงส์ทอประกายออดอ้อนยามช้อนขึ้นสบตากับร่างสูง“ท่านแม่ทัพเซียวกรำศึกเหน็ดเหน
Baca selengkapnya
บทที่ 10 ช่วยข้าด้วย
เมื่อเทยาผสมลงในป้านสุราจนหมดสิ้น คุณหนูจ้าวก็ปรับสีหน้าให้ดูอ่อนหวานเรียบร้อย นางถือถาดสุราเงินก้าวเดินออกจากหลังฉากกั้น เยื้องย่างตรงไปยังโต๊ะของแม่ทัพแดนเหนือด้วยท่วงท่าที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีเลิศ กลิ่นอายของคุณหนูในห้องหอที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ช่างแตกต่างจากกลิ่นเย้ายวนของคณิกาเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง“ท่านแม่ทัพเซียว” เสียงเล็กๆ เอ่ยเรียกพร้อมกับย่อกายลงคารวะอย่างงดงาม“งานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ บิดาของข้าตั้งใจจัดขึ้นเพื่อต้อนรับท่านโดยเฉพาะ หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ข้าในฐานะบุตรีของเจ้าภาพ ต้องขออภัยแทนบิดาด้วยเจ้าค่ะ”เซียวจิ้งเฉินละสายตาจากลานแสดงหันมามองสตรีที่ยืนอยู่ด้านข้างเขาจำได้ว่า นางคือบุตรีของจ้าวสือเหลียง ขุนนางเฒ่าที่เพิ่งส่งคณิกามาล่อลวงเขา แม้ในใจจะระแวดระวัง แต่ใบหน้าที่แสร้งทำเป็นใสซื่อและฐานะลูกสาวเจ้าภาพของนาง ก็ทำให้เขาไม่อาจแสดงท่าทีหมางเมินได้อย่างโจ่งแจ้งเช่นเดียวกับที่ทำกับไป๋เหมย“คุณหนูจ้าวเกรงใจไปแล้ว งานเลี้ยงจัดได้สมเกียรติยิ่งนัก ข้ามิมีสิ่งใดขัดข้อง” เขาเอ่ยตอบตามมารยาท“ได้ยินท่านแม่ทัพกล่าวเช่นนี้ ข้าก็เบาใจเจ้าค่ะ” น
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status