LOGINตลอดการเดินทางรอนแรมร่วมเดือนจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่แดนเหนืออันหนาวเหน็บ หวังอวี้หลานต้องทนอุดอู้ซ่อนตัวอยู่ในรถม้าคันใหญ่ที่บุด้วยนวมหนา เพื่อต้านทานพายุหิมะและสภาพอากาศอันเลวร้าย
เมื่อขบวนเดินทางมาถึงโรงเตี๊ยมจุดพักม้า หน้าเมืองเป่ยยวน มามาก็ออกคำสั่งเด็ดขาด บังคับให้เจ้าของร่างที่มีสภาพเกือบไร้วิญญาณสวมชุดมงคลสีแดงสด คลุมหน้าด้วยผ้าแดง และสับเปลี่ยนพาหนะ ย้ายนางลงจากรถม้าที่แสนอบอุ่น มาทนนั่งหนาวเหน็บอยู่บน ‘เกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหาม’ เพื่อแห่แหนเข้าเมืองอย่างเอิกเกริก หวังสร้างภาพลักษณ์อันงดงามสมเกียรติของจวนเสนาบดีหวัง ไม่ให้ผู้ใดครหาได้
อันที่จริง ธรรมเนียมการรับเจ้าสาวควรจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเมืองหลวง แต่สถานการณ์ที่เมืองเป่ยยวนแห่งชายแดนเหนือเวลานี้ตึงเครียดนัก ข้าศึกชนเผ่าเร่ร่อนจ้องจะบุกประชิดกำแพงเมืองได้ทุกเมื่อ ท่านแม่ทัพเซียวจิ้งเฉินผู้เป็นเจ้าบ่าว จึงไม่อาจละทิ้งกองทัพเพื่อเดินทางไปรับเจ้าสาวอย่างหวังอวี้หลานด้วยตนเองได้ ฮ่องเต้จึงอาศัยข้ออ้างว่ากิจของแผ่นดินสำคัญเหนือเรื่องส่วนตัว มีรับสั่งเด็ดขาดให้ขบวนเจ้าสาวของจวนเสนาบดี ต้องเป็นฝ่ายเดินทางไกลมาประกอบพิธีมงคลถึงจวนแม่ทัพชายแดนแทน
เบื้องหลังราชโองการอันดูเปี่ยมด้วยความเสียสละนี้ แท้จริงแล้วคือหมากกระดานสำคัญที่โอรสสวรรค์ทรงวางไว้เพื่อคานอำนาจ ระหว่างสองขั้วขุนนางใหญ่ พระองค์ทรงรู้ดีว่าเสนาบดีหวังผู้เป็นบิดาของนางเกลียดชังแม่ทัพเซียวจิ้งเฉินเข้ากระดูกดำ ทั้งสองอยู่คนละขั้วอำนาจและห้ำหั่นแย่งชิงอำนาจกันมาตลอด
การจับบุตรีของเสนาบดีหวังโยนไปอยู่กลางดงศัตรู ที่เมืองเป่ยยวน จึงเป็นทั้งการเตือนสติ และสกัดกั้นไม่ให้บิดาของนางนำบุตรีไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์เพื่อขยายฐานอำนาจ ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่ขบวนจะออกเดินทาง บิดาจึงมีโทสะอย่างหนักที่สูญเสียหมากในมือ ซ้ำยังถูกบีบให้เกี่ยวดองกับศัตรูคู่อาฆาต หวังอวี้หลานจึงถูกผลักไสไล่ส่งขึ้นขบวนมาประดุจสิ่งของไร้ค่า
บรรยากาศภายนอกเริ่มอึกทึกขึ้น เสียงเกือกม้ากระทบพื้นหิน เสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิว แต่สิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดคือ ไร้ซึ่งเสียงประทัด ไร้ซึ่งดนตรีมงคล ไร้ซึ่งเสียงโห่ร้องยินดีของชาวเมือง
การสมรสพระราชทานที่ควรจะยิ่งใหญ่สมเกียรติ กลับเงียบเหงาและเย็นชาราวกับการนำนักโทษมาส่งแดนประหาร นี่คือการตบหน้าท่านเสนาบดีและฮ่องเต้ฉาดใหญ่จากท่านแม่ทัพเซียวจิ้งเฉิน
เกี้ยวเจ้าสาวถูกวางลงกระแทกพื้นอย่างไม่ออมแรงจนร่างของ หวังอวี้หลานเซถลา นางสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีอยู่น้อยนิดเพื่อทรงตัว
“เชิญเจ้าสาวลงจากเกี้ยว”
เสียงตะโกนห้วนๆ ของนายทหารหน้าจวนดังขึ้น ไม่มีแม้แต่เงาของแม่สื่อ ไม่มีการเตะประตูเกี้ยวตามธรรมเนียม
ชุนเถารีบเปิดม่านเกี้ยวและประคองผู้เป็นนายออกมา หวังอวี้หลานก้าวเท้าลงบนพื้นหิมะที่เย็นเฉียบผ่านรองเท้าผ้าไหมปักลาย ลมหนาวของแดนเหนือกรีดแทงทะลุเสื้อคลุมมงคลจนนางต้องลอบสั่นสะท้าน ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดง นางมองเห็นเพียงปลายเท้าของผู้คนที่ยืนล้อมรอบ และชายชุดเกราะสีดำทมิฬที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
กลิ่นอายสังหารที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ผู้นั้น ทำให้อากาศรอบกายคล้ายจะถูกแช่แข็ง แม้แต่ม้าศึกยังส่งเสียงร้องเบาๆ ด้วยความยำเกรง
“ท่านแม่ทัพ ราชโองการจากฝ่าบาท ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมรส”
ขันทีผู้เชิญราชโองการที่เดินทางมาพร้อมขบวนเอ่ยเสียงสั่นเครือ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพญายมแห่งชายแดน
บุรุษเบื้องเขาหน้าคือ เซียวจิ้งเฉิน แม่ทัพใหญ่แห่งแดนเหนือในวัยยี่สิบสี่ปี ชายหนุ่มผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ตระหง่านดั่งขุนเขา เรือนกายกำยำล่ำสันอัดแน่นไปด้วยพละกำลัง ไหล่กว้างและแผงอกแกร่งภายใต้ชุดเกราะสีดำแผ่ซ่านกลิ่นอายของความอันตราย ท่าทีของเขาองอาจ สง่าผ่าเผยสมชายชาตินักรบ
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนต้องหลบตา คือใบหน้าหล่อเหลาคมคายอย่างหาตัวจับยาก ที่ประดับด้วยคิ้วกระบี่พาดเฉียง รับกับดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยว นัยน์ตาสีดำคู่นั้นทั้งดุดัน เย็นชา และแฝงความหยิ่งผยองอยู่ในที ทุกการปรายตามองราวกับมีคมดาบพาดตวัดอยู่ที่ลำคอ
หากกล่าวถึงเบื้องหลังของแม่ทัพผู้นี้ ตระกูลเซียวคือสายเลือดขุนพลที่จับดาบปกป้องแผ่นดินมาหลายชั่วอายุคน ปู่และย่าล้วนล่วงลับไปตามกาลเวลา กระทั่งบิดาผู้เป็นอดีตแม่ทัพใหญ่ ก็พลีชีพกลางสมรภูมิรบเคียงข้างเขา ปัจจุบันเขาเหลือเพียงน้องชายร่วมสายเลือดเพียงคนเดียว ที่เป็นขุนนางพลเรือนระดับสูงประจำอยู่ ณ เมืองบ้านเกิดอันห่างไกลจากเมืองหลวง
น้องชายผู้นั้นแต่งงานสร้างครอบครัว และรับหน้าที่ดูแลมารดาที่เป็นม่ายแทนเขาอยู่เบื้องหลัง
สำหรับบุรุษวัยยี่สิบสี่ปี ในแคว้นนี้ถือว่าล่วงเลยวัยแต่งงานมามากแล้ว แต่เซียวจิ้งเฉินกลับยังคงครองตัวเป็นโสด ไร้ฮูหยินหรือแม้แต่สตรีอุ่นเตียง สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะในอดีต เขาเคยมีสตรีจากตระกูลขุนนางใหญ่ที่หมั้นหมายกันมาแต่เยาว์วัยที่เมืองบ้านเกิด แต่ด้วยหน้าที่ที่ต้องกรำศึกติดพันอยู่ชายแดนนานนับปี ยังไม่ทันได้จัดพิธีรับเกี้ยว คู่หมั้นของเขาก็ด่วนจากไปในเหตุการณ์โรคระบาดครั้งใหญ่เมื่อหลายปีก่อน
นับแต่นั้นมา เขาก็ฝังตัวอยู่แต่ในค่ายทหารแดนเหนือ ไม่คิดตบแต่งสตรีใด และแทบไม่ได้ก้าวเท้ากลับเมืองบ้านเกิดอีกเลย นั่นมิใช่เพียงเพราะปิดตายเรื่องความรัก แต่การกุมทหารนับแสนไว้ในมือทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตาของราชสำนัก หากเขาแต่งงานขยายอำนาจ หรือกลับไปรวมตัวกับน้องชายที่บ้านเกิด ย่อมต้องถูกดึงเข้าสู่พายุการเมืองและถูกฮ่องเต้หวาดระแวงเป็นแน่
เขาจึงยอมตกระกำลำบากและแบกรับชื่อเสียงอำมหิตอยู่ที่ชายแดนเพียงลำพัง เพื่อเป็นเกราะกำบังให้ครอบครัวของน้องชายและมารดาได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
แต่บัดนี้ ความสงบสุขของเขาถูกแทนที่ ด้วยราชโองการที่ยัดเยียดบุตรีของศัตรูมาให้ถึงหน้าจวน
“ข้ารับราชโองการ”
เสียงทุ้มต่ำและเย็นเหยียบดังขึ้นตัดบทขันทีผู้นั้นอย่างไร้ความปรานี น้ำเสียงของเขาไม่มีความยินดี ไม่มีแม้แต่ความเคารพต่อราชโองการ มีเพียงความเฉยชาที่เสียดแทงไปถึงกระดูก
“ขอรับ!แล้วหากพบตัวหลินจื่อเซวียนแล้ว จะให้ดำเนินการเช่นไรต่อขอรับ?”“พาตัวเขามาที่จวนแม่ทัพอุดรทันที คุ้มกันเขาด้วยชีวิตของพวกเจ้า หากมีผู้ใดกล้าขัดขวางหรือลอบสังหารเขา จงสังหารพวกมันทิ้งให้หมด อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว”น้ำเสียงของแม่ทัพใหญ่เหี้ยมเกรียมและเต็มไปด้วยรังสีสังหาร“พยานปากเอกผู้นี้ คือกุญแจสำคัญที่จะใช้ล้างบางขุนนางกังฉิน และทวงคืนความยุติธรรมให้ฮูหยินของข้า ข้าจะไม่ยอมให้ข้อผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นเป็นอันขาด ไปได้”“รับบัญชา”เงาดำทั้งห้าสายประสานมือรับคำสั่ง ก่อนจะเร้นกายหายไปในความมืดอย่างรวดเร็วราวกับสายลม พุ่งทะยานออกไปปฏิบัติภารกิจที่สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งแผ่นดินเซียวจิ้งเฉินยืนเอามือไพล่หลังมองดูท้องฟ้ายามราตรีที่ไร้แสงดาว ริมฝีปากหยักลึกเหยียดยิ้มเย็นชา ไอ้สุนัขเฒ่าแซ่หวังกล้าใช้สตรีของเขาเป็นหมาก กล้าใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงผู้คนมานานเกินไปแล้วบัดนี้ เมื่อพยัคฆ์ร้ายแห่งแดนเหนือถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยไฟแห่งความแค้น มันย่อมถึงเวลาที่จิ้งจอกเฒ่าแห่งราชสำนัก จะต้องถูกฉีกทึ้งจนไม่เหลือซาก************
คิ้วเข้มของแม่ทัพหนุ่มขมวดเข้าหากันทันที “ขุนนางเฒ่า แซ่จางผู้นั้นน่ะหรือ”“เจ้าค่ะ”นางพยักหน้ารับ นำความจริงในอดีตชาติที่เคยเห็นพวกมันเสพสุขด้วยเงินบาป มาผนวกเข้ากับเรื่องแต่งไว้“ใต้เท้าจางผู้นี้เจ้าเล่ห์นัก เขาไม่ยอมลงมือเองให้แปดเปื้อน เขามักจะใช้ ‘ลี่ถิง’ อนุภรรยาคนโปรดของเขาเป็นผู้คอยส่งข่าว ดูต้นทาง และสอดแนมการเคลื่อนไหวของขุนนางฝ่ายอื่น สตรีผู้นี้อดีตเคยเป็นคณิกาจากหอโคมเขียว นางจึงเชี่ยวชาญเรื่องการใช้มารยาหลอกล่อและลอบสืบความลับจากบุรุษยิ่งนัก”หวังอวี้หลานช้อนตาขึ้นมองสามีด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว“หากท่านพี่เกิดความกังขาในเรื่องนี้ ท่านสามารถส่งทหารลับไปลักพาตัวอนุที่ชื่อลี่ถิง มาสอบปากคำได้ นางเป็นเสมือนเงาของใต้เท้าจาง ย่อมกุมความลับและเส้นทางการเงินอันดำมืดของเขาไว้ทั้งหมด”เมื่อเอ่ยจบ ริมฝีปากบางของนางก็ลอบยกยิ้มขึ้นในมุมมืดที่เซียวจิ้งเฉินมองไม่เห็น‘ลี่ถิง ชาติที่แล้วเจ้าใช้อำนาจฮูหยินเอกของเสนาบดีจางมาเข่นฆ่าข้าอย่างโหดเหี้ยม ชาตินี้ข้าก็จะขอยืมมือบุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นผู้นี้ ลากคอเจ้าออ
รุ่งเช้าวันต่อมา แสงตะวันสาดส่องเข้ามาในห้องหวังอวี้หลานยังคงแสร้งทำเป็นอ่อนเพลียจากอาการป่วย แม้สีหน้าจะดูมีเลือดฝาดขึ้นบ้างจากยาบำรุงที่หมอชราสั่งให้ แต่นัยน์ตายังคงแฝงความกังวล เซียวจิ้งเฉินที่ตื่นขึ้นมาก่อน มองดูสาวใช้กำลังใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดใบหน้าและมือให้นางอย่างเบามือ“ท่านพี่” อวี้หลานเรียกเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาสองมือเล็กเอื้อมไปกุมมือหนาของเขาไว้แน่น ดวงตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสับสน“เมื่อคืนท่านบอกว่า จะไม่ถือสาเรื่องที่ข้าเป็นคนตระกูลหวัง และจะเชื่อใจข้า ท่านพูดจริงใช่หรือไม่เจ้าคะ?”เซียวจิ้งเฉิน รีบดึงร่างบางเข้ามากอด“แน่นอนสิอวี้หลาน ข้าเป็นชายชาติทหาร คำพูดหนักแน่นดั่งหินผา ข้าเชื่อใจเจ้าและรักเจ้าด้วยชีวิต เหตุใดจึงยังกังวลอยู่อีก หืม?”หวังอวี้หลานไล่สาวใช้ออกจากห้องทั้งหมด สูดลมหายใจลึก ราวกับกำลังรวบรวมความกล้าหาญทั้งหมดที่มี นางช้อนสายตาขึ้นมองเขา“ถ้าเช่นนั้น ข้ามีความลับอีกเรื่องหนึ่ง เป็นความลับที่สำคัญ ที่ข้าจำต้องแจ้งแก่ท่านพี่เจ้าค่ะ”ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย“ค
ในค่ำคืนนั้น เหล่าขุนนางฉ้อฉลสวมใส่เสื้อผ้าไหมเนื้อดี นั่งโอบกอดสตรีงามและดื่มด่ำกับสุราเลิศรสที่ซื้อหามาด้วยเงินทองที่ขูดรีดมาจากราษฎร เมื่อสุราเข้าปาก สติสัมปชัญญะก็เริ่มเลือนราง พวกมันเริ่มโอ้อวดถึงความมั่งคั่งและแผนการยักยอกเงินงบประมาณจากคลังเสบียงหลวงในตอนนั้น หวังอวี้หลานทำเพียงรินสุราและแย้มยิ้มเอาใจ นางไม่ได้ใส่ใจเรื่องการเมืองโสมมพวกนี้ แต่กลับมีประโยคหนึ่งที่สลักลึกลงในความทรงจำ เมื่อรองเสนาบดีจ้าวเวยทุบจอกสุราลงบนโต๊ะด้วยความหงุดหงิด แล้วสบถถึงบุคคลผู้หนึ่ง‘ไอ้คนแซ่หลินผู้นั้นมันรนหาที่ตาย! ใต้เท้าหวังอุตส่าห์เมตตาแบ่งเศษเนื้อให้มันกิน แต่มันกลับทำตัวเป็นคนดี ปฏิเสธการลงนามในบัญชีรับรองเสบียง! แล้วยังมีบัญชีที่หายไปอีก สวรรค์ช่างสรรหาเรื่องให้ข้าลำบากยิ่งนัก’‘หลินจื่อเซวียน’ ที่ถูกกล่าวถึง คือข้าราชการชั้นผู้น้อย ซึ่งบัดนี้ได้ลาออกจากราชการด้วยเหตุผลที่ต้องการกลับไปรักษาอาการป่วยที่บ้านเกิด ผู้เคยขัดขวางและปฏิเสธการเข้าร่วมขวนการของจ้าวเวย“ท่านรองเสนาบดีจ้าวโปรดระงับโทสะ บัญชีลับเล่มนั้นพวกเราจัดการปิดปากคนขโ
“อวี้หลาน ข้าไม่เคยเกลียดเจ้า นั่นมันเป็นเพียงอดีต...”เขาพยายามจะแทรก แต่นางยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเขาเบาๆ“แต่ไม่ว่าท่านพี่จะเคยรังเกียจข้าหรือไม่ นับตั้งแต่วันที่ข้าสวมชุดมงคลสีแดง ก้าวเท้าเข้าสู่จวนพยัคฆ์อุดร และกลายมาเป็นคนของตระกูลเซียวแล้ว ข้าก็ได้ปฏิญาณกับตนเองว่า ข้าจะขอจงรักภักดีและมอบชีวิตนี้ให้กับท่านแต่เพียงผู้เดียว!” แววตาของนางเด็ดเดี่ยวและหนักแน่น“แต่ว่า ข้ากลับรู้สึกผิดและทรมานใจมาตลอด ที่ฝ่ายครอบครัวของข้าที่เมืองหลวง ทำเรื่องสกปรกผิดต่อฮ่องเต้ ผิดต่อแผ่นดิน และที่เลวร้ายที่สุด คือพวกเขาพยายามดึงท่านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย!”เซียวจิ้งเฉินเงียบกริบ รอฟังคำสารภาพจากปากนางอย่างใจจดใจจ่อ“เมื่อหลายคืนก่อน ทหารลับของท่านพ่อลอบเข้ามาหาข้า”หวังอวี้หลานแสร้งทำตัวสั่นเทา ซุกหน้าลงกับอกเขาอีกครั้ง“ท่าน...ท่านพ่อสั่งให้ข้า ใช้ความไว้ใจที่ท่านมี ลอบขโมยบัญชีลับที่เป็นหลักฐานการฉ้อราษฎร์บังหลวง หากข้าไม่ทำตาม ท่านพ่อจะจัดการกับมารดาของข้าที่อยู่เมืองหลวงเจ้าค่ะ”“โธ่ อวี้หลานของข้า เจ้าต้องหวาดกลัวถึงเพียงใด
“พูดมา”น้ำเสียงของเซียวจิ้งเฉินเยือกเย็นจนน่าขนลุก“นายของเจ้าสั่งให้เจ้ามาทำสิ่งใดที่จวนของข้า และเจ้าข่มขู่อันใดฮูหยินของข้าบ้าง หาไม่แล้ว ข้าจะให้คนแล่เนื้อเจ้าทีละชิ้นไปต้มแกงให้สุนัขในค่ายทหารกิน!”ทหารลับผู้นั้นตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด มันละล่ำละลักสารภาพออกมาจนหมดสิ้น“นายท่านหวังกำลังถูกฮ่องเต้สืบสวนเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวง บัญชีลับที่เป็นหลักฐานชิ้นเดียว ถูกส่งมาให้ท่านแม่ทัพเซียวตรวจสอบ นายท่านจึงสั่งให้ข้ามาข่มขู่คุณหนู ให้ใช้ความใกล้ชิดลอบเข้าไปขโมยบัญชีเล่มนั้นมาจากท่านแม่ทัพเซียวให้จงได้!”“แล้วถ้าฮูหยินของข้าไม่ทำตามเล่า?” ชายหนุ่มเค้นเสียงลอดไรฟัน ใบหน้าถมึงทึง“นายท่านฝากมาขู่ว่า หากคุณหนูไม่ยอมทำตาม หรือคิดจะทรยศ นายท่านจะจัดการกับฮูหยินรอง ข้า...ข้าเพียงแค่ทำตามคำสั่ง โปรดละเว้นชีวิตข้าน้อยด้วย!”คำสารภาพทุกถ้อยคำตรงกับที่ชุนเถารายงานไม่มีผิดเพี้ยน!เส้นเลือดที่ขมับของเซียวจิ้งเฉินเต้นตุบๆ ด้วยความโกรธแค้นที่พุ่งทะยานถึงขีดสุดไอ้สุนัขเฒ่าแซ่หวัง! มันเห็นบุตรีของตนเองเป็นเพียงเค
เมื่อย้อนมองกลับไปในชาติภพที่แล้ว นางเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่อ่อนแอและน่าเวทนา ไร้ซึ่งบ้านให้พักพิง ไร้ญาติขาดมิตรให้พึ่งพา เป็นเพียงสินค้าชิ้นหนึ่งที่ถูกต้อนเข้าสู่กรงทองอันโสมมของหอคณิกาตั้งแต่อายุยังน้อย ต้องจำทนมีชีวิตตกลงไปในวังวนแห่งตัณหาและเล่ห์เหลี่ยมมารยาอย่างไม่มีทางเลือก นางต้องปั้นห
เมื่อหวังอวี้หลานกวาดสายตาไล่เรียงลงมา แม้สภาพร่างกายจะดูอิดโรยไร้เรี่ยวแรง แต่ความหลวมโพรกของชุดเจ้าสาว ก็ไม่อาจซ่อนเร้นทรวดทรงสะคราญของดรุณีวัยแตกเนื้อสาวไว้ได้มิดชิด ส่วนเว้าส่วนโค้งที่เริ่มผลิบานตามวัยยังคงเด่นชัด อกอิ่มหยัดชูเย้ายวน เอวคอดกิ่วบอบบางราวกับกิ่งหลิวที่พร้อมจะลู่ตามลม สะท้อนให้เห็น
เซียวจิ้งเฉิน แม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังทหารนับแสน ไม่แม้แต่จะปรายตามองสตรีในชุดมงคลสีแดงที่ยืนสั่นเทาอยู่ตรงหน้าเขารู้ดีว่านางคือหมากที่ฮ่องเต้ส่งมาให้เขา เป็นบุตรีของศัตรูที่เขาชิงชังเข้าไส้ สตรีที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้ แค่ให้ที่ซุกหัวนอนในจวนก็ถือว่าเมตตามากแล้ว“เริ่มพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเสียที ข้าไม่มีเว
กึก กึกแรงสั่นสะเทือนจากพื้นกระดานไม้ปลุกให้สติสัมปชัญญะที่ล่องลอยกลับมาเข้ารูปเข้ารอยอีกครั้งความเจ็บปวดจากการถูกทุบตีและความหิวโหยหายเป็นปลิดทิ้ง ไป๋เหมยสะดุ้งสุดตัว สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ สองมือบางรีบยกขึ้นคลำตามใบหน้าและลำตัวของตนเอง ร่างกายนี้เต่งตึงด้วยความเยาว์วัย แต่กลับดูซูบซีด และผอมบาง น







