LOGIN“สมรสพระราชทานงั้นหรือ? ท่านพ่อหรือว่าฮ่องเต้ทรงคิดจะส่งคนเข้ามาในตระกูลของเรา”
“ก็คงจะเป็นเช่นนั้น ยังดีที่ทรงยอมให้เจ้าแต่งงานกับคุณชายฟ่าน” จีฝู่กั๋วกงโล่งใจ หากมิอาจผลักดันให้จีลี่อิงแต่งกับฟ่านหลี่เจี๋ยได้ก็คงต้องพยายามหาวิธีปฏิเสธฮ่องเต้ไปก่อน
“เข้าแผนของเราพอดี” จีเซียงอี๋ปรบมือด้วยความยินดี “พี่อิงอิงท่านก็ได้เจ้าบ่าวตามต้องการแล้ว”
จีลี่อิงทำหน้าคว่ำ “ข้ามิได้ต้องการ แต่ตระกูลเราจำเป็นต้องมีคนผู้นี้ต่างหาก”
“แผนของฮ่องเต้เริ่มแล้ว งานของตระกูลจีก็คงต้องเริ่มเช่นกัน” ฝู่กั๋วกงจึงนำ จีลี่อิงไปยังห้องลับที่พวกนางไม่เคยได้เข้าไป ท่านจีเปิดกลไกในห้องแล้วนำกล่องไม้ขนาดเล็กออกมา
“นี่คือ....”
“ตระกูลจีของเรารักษาของล้ำค่าสิ่งนี้มาทุกชั่วอายุคน ตรามังกรคู่” เมื่อท่านจีเปิดกล่องออก ปรากฏหยกขาวก้อนใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมใหญ่กว่ากำปั้น เขาหงายด้านล่างให้บุตรีได้เห็นรอยแกะสลัก
จีลี่อิงทำหน้าฉงน นางมิเคยได้ยินเรื่องตรามังกรคู่มาก่อน “มันคืออะไรหรือท่านพ่อ?”
“ในตระกูลของเรากำหนดให้วิชาเคลื่อนย้ายร่างมอบให้เฉพาะบุตรคนโต ส่วนบุตรีคนโตนั้นมีหน้าที่เก็บรักษาตรามังกรคู่ ตรานี้ตระกูลจีได้รับมอบจากห้าตระกูลใหญ่ในต้นราชวงศ์เพื่อเป็นสิ่งยืนยันว่าหากตระกูลหมิงไม่สามารถบริหารบ้านเมืองได้ ทั้งห้าตระกูลยินดีให้ตระกูลจีขึ้นครองราชย์แทน”
ท่านหญิงจีได้ฟังก็เหงื่อตก “นี่มิใช่ว่าพวกเรามีโอกาสถูกฮ่องเต้กำจัดได้ทุกเมื่อหรอกหรือท่านพ่อ?”
“ที่ผ่านมา ผู้ที่รู้เรื่องนี้นอกจากคนในราชวงศ์ระดับสูงแล้วก็มีทายาทสายตรงของอีกห้าตระกูล ฮ่องเต้องค์ก่อนจำกัดอำนาจของพวกเราด้วยการห้ามมิให้คนตรูลจีเข้าไปเป็นขุนนาง ทว่ายามนี้เห็นทีฮ่องเต้หมิงเฟยหลงจะทรงหันมาสนใจตระกูลเราอีกคราแล้ว”
“ท่านพ่อต้องการให้ข้าทำเช่นใด?”
“ที่เก็บตรามังกรคู่ต้องเก็บเป็นความลับ มีเพียงพ่อกับเจ้าเท่านั้นที่รู้ได้ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับความเป็นความตายของตระกูลจี การให้เสี่ยวหลุนไปอยู่ในกองทัพพยัคฆ์เหินก็เพื่อล่อให้ฮ่องเต้หันมาสนใจตระกูลเรา อีกไม่นานแล้วผู้ที่คิดโค่นบัลลังก์จะปรากฏ”
จีลี่อิงนึกถึงบทกลอนคำทำนาย “ข้าควรทำเช่นใดกับคุณชายฟ่านเล่า?”
“เจ้าต้องจับตามองเขาไว้ให้ดี เขาคงได้รับคำสั่งมาจากฮ่องเต้ให้สืบหาของสิ่งนี้เป็นแน่ อย่าลืมสืบสอบนิสัยใจคอคนผู้นี้ไว้ด้วย เราจะได้รับมือได้ถูกทาง”
“เจ้าค่ะ”
ท่านชายจีหลุนที่อยู่เมืองพยัคฆ์เหินได้รับข่าวจากทางบ้านก็รู้สึกแปลกใจที่แผนการของน้องสาวสำเร็จรวดเร็วยิ่ง การได้รับสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้ดู น่าเคลือบแคลงใจ ‘เห็นทีเรื่องนี้คงเล่าทางจดหมายโดยละเอียดไม่ได้’
อีกสองเดือนน้องสาวของเขาก็ต้องแต่งงานกับฟ่านหลี่เจี๋ยแล้ว ยามนั้นไม่แน่ใจว่าตัวเขาจะลากลับบ้านได้หรือไม่? รองแม่ทัพอาวุโสประชุมสถานการณ์ชายแดนฝั่งตะวันตกตัวเขาอาจจะต้องไปร่วมทัพที่เมืองฉู่จิ้งที่ตั้งค่ายทหารสำคัญ ท่านชายจีจึงเขียนจดหมายฝากม้าเร็วกลับเมืองหลวงเพื่อแจ้งให้ครอบครัวได้ทราบ
จวนตระกูลฟ่านเกิดความปั่นป่วนทันทีที่ได้รับพระบรมราชโองการ นายท่านกับฮูหยินใหญ่มองหน้ากันด้วยความตื่นตะลึง จู่ๆ ฮ่องเต้ก็พระราชทานการสมรสให้กับบุตรชายคนโตอย่างไม่คาดฝัน ทั้งสองทั้งหนักใจและดีใจ หนักใจที่คิดว่าการสมรสครั้งนี้คงต้องมีเบื้องหลัง ดีใจที่บุตรชายจะได้แต่งงานโดยไม่อาจบิดพริ้ว
ฟ่านหลี่เจี๋ยหน้าซีดเผือด ‘เหตุใดข้าจึงขว้างงูไม่พ้นคอเล่า? อุตส่าห์ชี้นำฮ่องเต้ให้หันไปหาองค์ชายมาแต่งกับท่านหญิงจีแล้วนี่นา’
อดีตมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายรับม้วนราชโองการที่ทำด้วยผ้าไหมเนื้อดีจากอู๋กงกงแล้วก็มอบก้อนตำลึงทองให้เป็นการขอบคุณที่นำข่าวดีเข้าจวน
“การแต่งงานครั้งนี้จะมีเรื่องอันตรายแอบแฝงหรือไม่?” ฮูหยินผู้เฒ่าหันมาสอบถามลูกชาย
“ท่านแม่ ไม่ว่าฮ่องเต้ทรงมีประสงค์สิ่งใด ข้าว่าเสี่ยวเจี๋ยคงจะรับมือได้”
ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปมองหน้าหลานชายที่ดูครุ่นคิดสงบนิ่ง “เช่นนั้นก็ฝากเรื่องนี้ให้เจ้าดูแลก็แล้วกัน ย่าแก่แล้วแค่หวังจะได้อุ้มเหลนที่เกิดจากเจ้า”
ใต้เท้าฟ่านเห็นอาการของบุตรชายดูไม่ค่อยตื่นตระหนกก็รู้สึกคลายใจ ภารกิจที่ฮ่องเต้มอบหมายครานี้คงจะไม่หนักหนา มิฉะนั้นบุตรชายคงจะขอคุยส่วนตัวกับเขาแล้ว
“แม่คงต้องเตรียมจวนเพื่อรองานแต่งของเจ้าอย่างเร่งด่วน” ฮูหยินใหญ่ยิ้มแย้มยินดี นางคิดถึงยันต์ที่ได้มาจากวัดหยกสวรรค์ ‘ช่างศักดิ์สิทธิ์เสียนี่กระไร เห็นทีข้าต้องไปไหว้ขอบคุณเทพไท้ที่นั่น’
ตรงกันข้ามกับจินวั่งซูที่ได้รับข่าวดีที่แฝงเรื่องร้ายนี้แล้ว ถึงกับเอาพัดงูดำตบอกผ่าง! “เอ๊ะ! เจ้าได้รับสมรสพระราชทานงั้นหรือ?”
“อืม....ข้าชนะพนันแล้ว” เขายื่นใบสัญญาให้กับสหายด้วยสีหน้าราบเรียบ จินวั่งซูสังเกตสีหน้าของฟ่านหลี่เจี๋ยแล้วได้แต่ทึ่งที่ใบหน้านั้นไม่บ่งบอกว่าดีใจหรือเสียใจที่ถูกบังคับให้แต่งงาน
“เอาเถิดๆ ว่าแต่ เจ้าต้องแต่งงานกับสตรีนางใดเล่า?”
“ท่านหญิงจีลี่อิง”
“หา!”
“นี่มิใช่มังกรเจ้าเล่ห์ผู้นั้นวางแผนสิ่งใดไว้ดอกหรือ?”
“เป็นอย่างที่เจ้าคาด” คุณชายใหญ่ฟ่านกล่าวเพียงเท่านั้น หากเขาไม่พูดต่อจินวั่งซูก็รู้ว่าไม่ควรเซ้าซี้ เรื่องนี้อาจจะใหญ่กว่าที่จะคาดถึง
“เจ้าเคยเห็นหน้านางหรือยัง?”
“ยัง”
“ดี! เช่นนั้นข้าจะพาเจ้าไปดูหน้านาง” จินวั่งซูตบรวบพัดในมือ ในที่สุดก็มีสิ่งที่เขาจะเข้าไปยุ่งได้แล้ว “เจ้าตามข้ามา”
จินวั่งซูพาฟ่านหลี่เจี๋ยไปแอบอยู่บนต้นไม้ข้างจวน “เจ้าพาข้ามาซุ่มอยู่บนต้นไม้เพื่อแอบดูนางเช่นนั้นหรือ?”
“ข้าเคยได้ยินสาวใช้วังจีคุยกันที่ร้านน้ำชานกกระจิบว่า นางมักจะมาฝึกวิทยายุทธ์ที่สวนแห่งนี้ในยามเย็น”
“เรื่องเช่นนี้เจ้าก็ยังรู้ด้วย” ฟ่านหลี่เจี๋ยเลื่อมใสสหายผู้นี้ยิ่งนัก
“ข้าก็บอกเจ้าแล้วว่าเรื่องของชาวบ้านคืองานของข้า”
หน้าท้องของนางนูนชัดขึ้น ล่วงเข้าเดือนที่ห้า ฟ่านหลี่เจี๋ยที่ได้กลายเป็นท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายคนสำคัญยังต้องเดินทางไปราชการแต่เช้า ทว่ากำชับมิให้ผู้ใดรบกวนฮูหยินน้อยที่นอนพักผ่อนอยู่บนเตียงจนตะวันแผดกล้า ฮูหยินผู้เฒ่าตื่นเต้นยิ่งกว่าทุกคน คอยกำชับเรื่องอาหารกับพ่อครัวเป็นพิเศษ แต่ละวันก็คอยไล่ให้ลูกสะใภ้ออกไปหาอาหารบำรุงหลานสะใภ้ ความหวังที่จะได้เป็นย่าทวดนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม ขณะเดียวกันก็ให้บ่าวออกไปส่งข่าวที่วังสามพยัคฆ์เรียกร้องให้แฝดสี่ที่วัยจวนจะสามขวบมาเยี่ยมท่านยายและท่านยายทวดที่จวน พระชายาฟ่านซิ่วอิงเห็นว่าพี่สะใภ้ครรภ์โตขึ้นจึงพยายามพาโอรสและธิดามาให้ท่านหญิงจีได้ซึมซับความสุขของการเลี้ยงเด็ก ต้าลู่โอรสองค์โตเป็นผู้มีความเป็นผู้นำอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่มาเยือนจวนตระกูลฟ่านก็มักจะเดินเอามือไพล่หลังสำรวจห้องต่างๆ ราวกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาตรวจตราความเรียบร้อย ท่าทีของเขาทำเอาฮูหยิน ผู้เฒ่าอดอมยิ้มมิได้ “เจ้าดูสิ ต้าลู่ยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนชินอ๋อง ทั้งท่าทางและการทำสีหน้า เดินไปที่ใดล้วนข่มให้บ่าวและสาวใช้เกรงกลัวกันได้ทั่วหน้า” ฮูหยิน
เจดีย์หยกสวรรค์สีขาวกระจ่างตาในคืนพระจันทร์เต็มดวง ทุกคนต้องเดินขึ้นบันไดสูงชันเพื่อไปยังฐานของเจดีย์ที่ตั้งตระหง่าน นับตั้งแต่พิธีสมโภชการตั้งเมืองหมิงเป็นเมืองหลวงของแคว้นก็ยังไม่เคยมีพิธีสำคัญที่จัดบนนี้มาก่อน หลังจากฮ่องเต้ทรงทราบข้อตกลงของสี่ตระกูลใหญ่จากท่านฝู่กั๋วกงแล้วทรงยินดียิ่งนัก ทรงระมัดระวัง มิยอมเอ่ยเรื่องนี้กับผู้ใด สั่งการเพียงให้องครักษ์ทั้งหมดในวังเตรียมตัวให้พร้อม และยังมอบหมายให้ฟ่านหลี่เจี๋ยไปจัดเตรียมมือปราบทั้งหมดที่มิได้เข้าเวรตรวจตราเมืองเตรียมกำลังเอาไว้ท่านผู้เฒ่าจากสี่ตระกูลเดินขึ้นบันไดสูงโดยมีบุตรและบุตรีจากแต่ละตระกูลคอยพยุงฮ่องเต้ทรงสั่งให้ท่านอ๋องเก้าโดยเสด็จ ด้านล่างรอบเจดีย์ถูกล้อมโดยผู้อารักขานับพันคน และมีพลธนูซุ่มอยู่โดยรอบอีกนับร้อย“งานนี้จะผิดพลาดมิได้เลย ฤกษ์ดีนี้ร้อยปีจึงมีครั้ง หากเลยคืนนี้ไปไม่รู้ว่าหยกหยินหยางจะทำให้เจดีย์หยกสวรรค์เปิดออกได้หรือไม่?”เมื่อบุคคลสำคัญที่จะร่วมพิธีเดินขึ้นไปด้านหน้าเจดีย์พร้อมกันแล้ว ท่านฝู่กั๋วกงจึงหันไปหาชายาเอกหวังที่ยืนอยู่ข้างตน “เจ้าอย่าให้คบไฟดับเด็ดขาด”ท่านผู้เฒ่าจากแต่ละตระกูลพร้อม
สาวใช้ที่ทำตัวผลุบๆ โผล่ๆ อยู่เรือนคนใช้หลังเล็ก ค่อยๆ ย่องออกมาพร้อมห่อผ้าสีดำขนาดใหญ่ในมือ นางเดินวนไปข้างเรือนแล้วหยิบเอาพลั่วติดมือไปด้วย หลังจากแอบมองเวรยามในจวนเดินผ่านไปแล้วก็วิ่งรี่ไปอิงแอบกับต้นใม้ใหญ่ที่อยู่ห่างเรือนออกไปเล็กน้อย เงาตะคุ่มๆ ที่ออกมาจากต้นไม้ใหญ่ต้นถัดไปคือ ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง “เจ้ามาแล้วหรือ? เอาของที่ว่ามาด้วยหรือไม่?” “เอามาแล้ว อยู่นี่” นางชูห่อผ้านั้นให้บุรุษดู “ดี!” ทั้งสองค่อยๆ ลัดเลาะไปยังสวนหลังเรือนที่ไม่ค่อยมีผู้คนเดินผ่าน ฝ่ายชายรับเอาพลั่วนั่นขุดลงตรงโคนต้น แล้วยื่นมารับห่อผ้าจากสตรี จากนั้นจึงหย่อนลงไปในหลุม พวกเขาทั้งสองช่วยกันกลบจนมิดชิด “เสร็จแล้ว เจ้าไม่น่าขโมยมันออกมาด้วยเลยจริงๆ หากมีคนจับได้ว่าของชิ้นนี้มาวังท่านอ๋องสี่มีหวังเจ้าถูกสั่งประหารเป็นแน่” “แค่ฝังไว้ก็จะช่วยข้าได้จริงหรือ?” “เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้หรอก แต่หากเจ้ายังขืนเก็บไว้กับตัวก็ไม่แน่” “เจ้าแน่ใจนะว่าจะไม่มีผู้ใดรู้ว่าข้าซ่อนของที่ขโมยมาไว้ที่นี่” “สวนนี้ไม่มีคนมาดูแลนานแล้ว
ท่านฝู่กั๋วกงนั่งดูดวงดาวอย่างเคร่งเครียด ในเมื่อชะตาเกิดของฟ่านหลี่เจี๋ยมีส่วนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชะตาของบุตรสาวคนรองแล้ว ก็ยังเหลือสิ่งสุดท้ายที่ต้องทำให้สำเร็จคือการผนึกตรามังกรคู่ หลังจากการรวมหยินหยางของสองสามีภรรยาทำให้หยกสวรรค์ปรากฎ นับว่าวาสนาชะตาเกิดของเจ้าก้อนแป้งน้อยในท้องจีลี่อิงย่อมเป็นมงคลอย่างยิ่ง “ท่านพ่อ เป็นอย่างไรบ้าง? ข้าเห็นท่านนั่งคร่ำเคร่งมาสองคืนแล้วนะเจ้าคะ” จีเซียงอี๋ยกถาดยาบำรุงมาส่งให้บิดา “ท่านดื่มเสียหน่อยเถิดนี่ก็ดึกดื่นแล้ว” “ยิ่งดึกดวงดาวยิ่งชัดเจน หากไม่รอยามนี้คงยากจะได้เห็นสิ่งที่หลบซ่อนอยู่” “สิ่งใดหรือเจ้าคะ?” “การโคจรที่ผิดปกติของดวงดาวน่ะสิ” ฝู่กั๋วกงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า “การดูดวงดาวและทำนายทายทักที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษตระกูลจีนับว่าเป็นดาบสองคมอย่างแท้จริง หากใช้ได้เหมาะสมกับสถานการณ์และบุคคลก็ย่อมเกิดประโยชน์” “อย่างไรหรือท่านพ่อ?” “หากเจ้าใช้ทำนายในสิ่งที่จะมีผู้สูญเสียผลประโยชน์ก็อาจจะกลายเป็นภัยร้ายเหมือนที่ท่านปู่เจ้าได้ประสบอย่างไรเล่า?”
“ท่านพี่ ท่านไม่รีบเข้าเฝ้าเช้านี้ดอกหรือ?” “ข้าแจ้งขอลาไปแล้ว เรื่องของเจ้ายามนี้สำคัญยิ่ง ส่วนเรื่องในราชสำนักยามนี้ยังมีผู้คอยดูแลแทนข้าอยู่ เจ้าเองก็นอนอีกสักหน่อยเถิด ยามสายค่อยอาบน้ำกินข้าว” สามีบังคับให้ท่านหญิงจีนอนต่ออีกสักพัก ครั้นแดดสายสาดถึงห้องนอนเขาจึงปลุกให้นางตื่น “ท่านพี่ ข้าไม่เป็นไรจริงๆ เจ้าค่ะ” นางเอ่ยด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ ท่านพี่มิยินยอมให้สาวใช้เข้าใกล้นาง เขาอุ้มนางลงอาบน้ำเช็ดถูเนื้อตัวนางอย่างเบามือ สระผมด้วยความเอาใจใส่ “เจ้าหอมแล้ว” เขายื่นจมูกโด่งเป็นสันมาคลอเคลียผิวแก้มที่เปื้อนไอน้ำของนาง ทั้งใช้นิ้วสางผมให้สักครู่ก็หันมาจูบแก้ม สักหน่อยก็จูบขมับ “ท่านพี่เจ้าคะ ทำเช่นนี้เมื่อใดข้าจะอาบน้ำเสร็จเสียที” “ข้าสระผมให้เจ้าแล้ว ลืมไปว่าข้าเองก็ควรจะอาบด้วย” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเปลื้องเสื้อผ้าพาดไว้ด้านข้างแล้วหย่อนร่างมาแนบชิด “ให้ข้าสระผมให้ท่านพี่ดีหรือไม่?” ท่านหญิงจีเงยหน้าขึ้นเอ่ยเอาใจ นางลืมไปว่าท่านพี่ผู้เป็นบัณฑิตหน้าตายผู้นี้ หากได้คืบก็มักจะเอาศอก ดีว่ายามนี้เขาเอาแต่พึมพำ
“เห็น เหมือนจะมีแสงออกจากฟูกนี้ด้วย” ปานเหมยกุ้ยมองหน้า ปานหวงหลาน “เจ้าว่าในนี้มีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่หรือไม่?” ปานเหมยกุ้ยมองซ้ายมองขวา ยามนี้คุณชายใหญ่อุ้มฮูหยินน้อยออกไปนั่งสูดอากาศที่ศาลาริมน้ำ มีเพียงนางสองพี่น้องอยู่ในห้อง “ค้นดูเร็ว!” ปานหวงหลานรีบบอกญาติผู้พี่ พวกนางทั้งสองเลาะตะเข็บฟูกด้านหนึ่งแล้วล้วงหา เพราะความที่เคยซุกซ่อนสิ่งสำคัญไว้ในหมอนทำให้สองพี่น้องอดระแวงมิได้ “ข้าเจอแล้ว!” ปานหวงหลานคลำไปดูกระดาษที่พับไว้แผ่นหนึ่ง เมื่อนางดึงออกมาดู สองพี่น้องถึงกับชะงัก ยันต์นั้นเรืองแสงขึ้นอีกแวบหนึ่ง “เก็บไว้ที่เดิมเถิด ยันต์นี้คงเป็นของศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่” ปานเหมยกุ้ยเห็นดังนั้นก็เกิดความเลื่อมใส นางหยิบเอาเข็มและด้ายมาส่งให้ญาติผู้น้อง “สิ่งนี้อาจจะทำให้ฮูหยินน้อยฟื้นก็ได้” สองพี่น้องเย็บช่วยกันครู่หนึ่งก็เรียบร้อย ทั้งสองสบตาเป็นเชิงเตือนอีกฝ่ายว่าห้ามบอกผู้ใด เมื่อเห็นแดดเริ่มแรง ฟ่านหลี่เจี๋ยจึงอุ้มร่างภรรยากลับมายังห้องนอน วางนางลงบนฟูกที่ปูใหม่ กลิ่นไอแดดให้ความสดชื่นและรู้สึกถึงความร้อนที่ยังแผ่กระจายอยู่ในเนื้อ







