Se connecter“ข้าว่าเจ้าพูดไม่รู้เรื่องแล้วนะเทียนเอ๋อร์ ลามปามถึงท่านแม่ข้าแบบนี้ข้าไม่ชอบเลย”
“แล้วเวลาที่ข้านัดกับพี่ใหญ่ ทำไมเจ้ายังบอกให้ข้ายกเลิกนัดเพื่อเจ้าเลย แบบนั้นไม่ลามปามถึงพี่ชายของข้าหรือ” ย้อนถามเสียงสั่นเครือ ข่มกลั้นน้ำตาเต็มที่เมื่อถูกคนรักตะคอกใส่เสียงดัง
“เขาก็แค่พี่ชาย แต่นี่ท่านแม่ของข้านะ”
“เจ้าเห็นแก่ตัวที่สุด จะพี่หรือมารดาก็เป็นคนในครอบครัวเหมือนกัน เจ้าก็รู้ว่าพี่ใหญ่เลี้ยงดูข้ามาตั้งแต่ข้ายังเล็ก เขาก็เปรียบเสมือนพ่อของข้าเหมือนกัน”
“ถ้าข้าเห็นแก่ตัวมากนักก็ไม่ต้องมาคบกัน เราเลิกกันเลยไหมเทียนเอ๋อร์”
เจอคำถามแสนเจ็บปวดของคนรักเข้าให้ น้ำตาที่ฝืนกลั้นไว้ก็เล็ดลอดออกมาจากดวงตา เขากล้าพูดคำว่าเลิกออกมาง่าย ๆ ได้ขนาดนี้เลยหรือ แค่ไม่เข้าใจกันเรื่องมารดาแค่นี้เขาถึงกับขอเลิกนางเลยหรือ
เขาคิดว่าคบกันไปจะมีแต่ความสุขสดใส โลกกลายเป็นสีชมพูอย่างเดียวหรือไร ขนาดว่าพี่ชายนางกับพี่สะใภ้รักกันหวานชื่นดี ก็ยังมีทะเลาะกันเรื่องหยุมหยิมได้เกือบทุกวัน
“ทำไมเงียบเล่า ตอบข้ามาสิเทียนเอ๋อร์”
“หลินเกิง.. เจ้ากล้าพูดคำว่าเลิกออกมาง่ายๆ แบบนี้เลยหรือ” กลั้นสะอื้นถามออกไป
“ใช่ ข้าไม่ชอบผู้หญิงที่ก้าวร้าวท่านแม่ของข้า เราเลิกกันเถิด แต่ถ้าเจ้ารักข้า ไม่อยากเลิกกับข้า ก็รับปากมาก่อนว่าจะไม่พูดถึงท่านแม่ในทางที่ไม่ดีแบบนี้อีก”
“..คำก็ท่านแม่ สองคำก็ท่านแม่ อยากเลิกก็เลิกสิ ลาก่อนไอ้ลูกแหง่” คำพูดแทงใจให้เจ็บปวดเปลี่ยนเป็นโมโห กอปรกับความอัดอั้นที่ค้างคา จึงตอบกลับไปแรง ๆ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนี
เมื่อมั่นใจว่าห่างจากเขามามากพอแล้ว ก็ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้จะเป็นจะตายด้วยความเสียใจท่ามกลางความมืดสลัวของท้องฟ้า
เขาเป็นรักแรกของนาง นางตกหลุมรักเขาทันทีตั้งแต่เห็นหน้ากันครั้งแรก จึงหาทางเข้าไปตีสนิทและเป็นฝ่ายเริ่มจีบเขาก่อน นางรักเขามากเพราะเขาคือบุรุษในอุดมคติทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องนิสัยลูกแหง่ของเขานี่แหละ แต่ก็พยายามมองข้ามข้อเสียเพียงข้อเดียวนั้นไป แต่สุดท้ายก็ไปกันไม่รอดจนได้
นางนั่งกอดเข่าปล่อยให้น้ำตาไหลริน หวังว่าน้ำตาที่เสียไปจะขับไล่ความเศร้าโศกให้หมดไปจากใจได้
........................
แคว่ก ๆ ๆ แคว่ก ๆ ๆ
ต้าเทียนเอ๋อร์ลุกจากที่นอนและเดินไปหานกสื่อสารที่กระพือปีกเกาะอยู่ตรงขอบหน้าต่างห้องพัก แล้วหยิบจดหมายตรงขาของมันมาเปิดอ่าน
‘เรื่องท่านหลางเจ้าแน่ใจแล้วหรือ ถ้าเจ้าไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำนะเทียนเอ๋อร์ ข้าจะหาทางแก้ไขเอง’
เห็นข้อความในจดหมายแล้วใจก็ยิ่งสะท้าน ไม่ว่าอย่างไรพี่ชายของนางก็ยังคิดถึงความรู้สึกของนางก่อนเสมอ นางเดินไปที่โต๊ะหยิบพู่กันและกระดาษเขียนตอบกลับไป
‘อย่าคิดมาก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า ข้าไม่อยากมีพี่ชายที่อ่อนแอ เลิกคิดมากแล้วกลับมาพี่ชายคนเดิมของข้าได้แล้ว’
แม้จะยังเศร้าเสียใจกับความรักอยู่ แต่เรื่องของนางก็แค่ขี้เล็บเมื่อเทียบกับเรื่องของครอบครัว ดังนั้นนางจะมาทำตัวอ่อนแอไม่ได้เด็ดขาด จะต้องเข้มแข็งเพื่อพี่ชายบ้าง
‘พรุ่งนี้เขาจะมารับข้าที่นี่ ต้าเกอไม่ต้องส่งจดหมายหรือแวะมาหาข้านะ เสร็จธุระกับเขาแล้วข้าจะส่งข่าวถึงท่านเอง’ เขียนข้อความที่เต็มไปด้วยความอับอายขายหน้าลงไปอีกประโยค แล้วพับจดหมายใส่กระบอกตรงขานกสื่อสารและส่งมันออกไป
ไม่ถึงชั่วยามนกสื่อสารตัวเดิมก็บินกลับมาหานางอีกครั้งพร้อมจดหมายฉบับใหม่
‘ความจริงท่านหลางเป็นเจ้านายที่ดีมากเลยนะ ชีวิตของเขาก็ไม่ต่างกับเรานักหรอก ไม่มีพ่อแม่ มีแค่พี่สาวคนเดียว แต่น่าเศร้ากว่าเราเพราะนางตายไปแล้ว เขาต้องปากกัดตีนถีบสู้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก มีทุกวันนี้ได้ก็ด้วยสองมือของตัวเอง เขาอาจจะดูเหมือนนักเลงมากกว่าพ่อค้าหัวหน้าคุ้ม แต่เชื่อเถอะว่าเขาเป็นบุรุษที่ดีคนหนึ่งเลยทีเดียว
ข้อเสียเพียงข้อเดียวของเขาก็คือเรื่องเจ้าชู้มากรักนี่แหละ แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนโสดที่มีฐานะ เขาจะควงใครก็ได้อยู่แล้ว.. เจ้าก็อย่าไปหลงเสน่ห์เขาเสียเล่า เพราะพี่ไม่อยากเห็นเจ้าต้องมาตบตีแย่งชิงเขากับสตรีนางอื่นที่หน้าคุ้ม’
ต้าเทียนเอ๋อร์ค่อย ๆ พับจดหมายใส่ในลิ้นชัก.. สิ่งที่นางอยากได้คือความรักความจริงใจ ไม่ใช่ความรักแบบปรนเปรอด้วยเงินทอง หรือความรักแบบที่เพิ่งหลุดมือไปเพราะเหตุผลสุนัข ๆ.. คิดแล้วน้ำตาก็พานจะไหลออกมาอีกครั้ง
......................
บ้านของพี่สาวซินหลาง
“น้าหลาง!” หลันฮวาอุทานด้วยความตื่นตกใจ เมื่อเห็นน้าชายสุดที่รักยืนอยู่หน้าประตูรั้ว
“ตกใจอะไรนักหนาเสี่ยวฮวา นี่น้านะไม่ใช่ผี” ผู้เป็นน้าหยอกเอินหลานสาวคนเล็กขณะเดินเข้าบ้าน
“นึกว่าเป็นผีน้าหลางจริง ๆ นั่นแหละ ก็น้าหลางเล่นไม่กลับบ้านมาเป็นอาทิตย์แล้วนี่ คิดถึงน้าหลางจังเลย” แล้วหญิงสาวก็โผเข้ากอดน้าชายด้วยความรักและคิดถึง
“ไม่กลับแต่ก็จดหมายคุยกันเกือบทุกวันไม่ใช่หรือ”
“มันจะเหมือนกันได้ยังไง ข้าอยากให้ท่านกลับบ้านทุกวันมากกว่าเขียนจดหมายคุยกันนะ”
เมื่อจัดการนางอยู่หมัดแล้วก็รีบอุ้มนางไปที่เตียง วางลงอย่างทะนุถนอม มองบุปผาดอกงามที่นอนหายใจระรินด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าอย่างไม่มีปิดบังต้าเทียนเอ๋อร์สะท้านอายระคนขัดเคืองใจตัวเองอยู่บ้าง ที่หลงระเริงกับความวาบหวามหวั่นไหวที่เขามอบให้ อยากขัดขืนแต่ก็ไม่กล้าเพราะกลัวเขาจะเล่นงานพี่ชายของตน นางหาข้ออ้างบอกกับใจตัวเองทั้งที่ลึก ๆ นั้นแอบคิดว่าไม่ใช่เพราะพี่ชายหรอก แต่เป็นเพราะนางเองนั่นแหละที่โหยหา“กอดข้าสิเอ่อร์เอ๋อร์”เสียงกระซิบข้างหูสั่นพร่าก่อนจะถูกเลียเบา ๆ ทำให้นางสะดุ้งวาบ เผลอตอบสนองต่อความต้องการของเขาทันควัน เมื่อรู้สึกตัวก็เผลอชะงักเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะทำตาม ปล่อยเนื้อปล่อยใจไปกับเขา“อา..” ครางสะท้านแผ่วเบาเมื่อความเจ็บแปลบเล็กน้อยสายหนึ่งเปลี่ยนเป็นความเสียวซ่าน.. ทั่วเรือนร่างของนางวาบหวาม ร้อนรุ่มไปทุกอณูที่เขาไล่สัมผัส เพลิดเพลินจนไม่รู้ตัวว่าอาภรณ์หลุดจากร่างไปตั้งแต่เมื่อใด รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เห็นเขายืนขึ้นปลดอาภรณ์ของตัวเองนางสะท้านอายต่อสายตาพราวระยับที่เต็มไปด้วยแววตัณหาจนสุดจะสู้สายตา จึงเลื่อนมองต่ำที่ลูกกระเดือกกลางลำคอ..แม่เจ้า! แค่ลูกกระเดือกทำ
“จะให้ข้าทำอย่างไรเล่าเสี่ยวเอ๋อร์ มันเป็นความต้องการของท่านหลาง”“แต่ข้าไม่ต้องการ!”พี่ชายมองหน้าน้องสาวด้วยสายตาขึ้งเครียดกังวล“แล้วเจ้าจะขัดคำสั่งเขาหรือ”สายตาและคำถามของพี่ชายทำให้อาการตึงตังของหญิงสาวเพลาลง นางหลับตาสูดลมหายใจลึก ๆ เข้าปอด.. มันมาถึงขั้นนี้แล้ว นางกลายเป็นสตรีของเขาไปแล้ว นางจะต้องทนทำตามคำสั่งของเขาไปอีกสองเดือนเพื่อพี่ชาย นางต้องทำให้ได้“ข้าเข้าใจแล้ว..” มองเรือนหลังเล็กกะทัดรัดแต่ดูสวยงามและเงียบสงบ เรือนหลังนี้น่าจะเป็นเรือนที่อยู่หลังในสุดภายในคุ้มซินหลางแห่งนี้ “ข้าต้องอยู่ที่นี่ใช่ไหมต้าเกอ”“ใช่ คิดว่าอยู่ได้ไหมเสี่ยวเอ๋อร์ ถ้าเจ้าอยู่ไม่ได้ข้าจะไปขอร้องท่านหลางให้เขาเปลี่ยนเรือนให้เจ้า” เรือนหลังนี้อยู่ห่างจากเรือนหลังอื่นมาก ได้ยินว่าเป็นเรือนหลังโปรดของท่านหลาง ในยามที่ท่านต้องการความเป็นส่วนตัว ตัดขาดจากความวุ่นวาย ท่านมักจะมาพักอยู่ที่เรือนหลังนี้แต่ความเป็นส่วนตัวแบบนี้ถ้าถึงยามค่ำคืน น้องสาวของเขาต้องรู้สึกกลัวอยู่บ้างไม่มากก็น้อย“จะไปขอร้องเขาทำไม ท่านมีสิทธิ์ต่อรองเขาขนาดนั้นเชียวหรือ”“ข้าก็คิดว่าน่าจะพูดได้”“ถ้าท่านพูดได้จริง เขาคงไม่ทำก
หัวใจที่แข็งแกร่งดั่งหินผาสะท้านวาบ มองไปที่หญิงสาวบนเตียงแล้วยิ่งปวดใจ ที่นางเพ้อแบบนี้ก็เพราะเขาเป็นต้นเหตุสินะ“..นางร้องไห้”“เจ้าค่ะ”“..เพราะข้าสินะ” รำพันเบา ๆ แล้วรีบดึงสติให้กลับมาสุขุมเยือกเย็นดั่งซินหลางคนเดิม “รีบเช็ดตัวให้นางเถิด” บอกกับหญิงสาวและเฝ้ามองนางปรนนิบัติคนป่วยอย่างเอาใจใส่.. แล้วคิ้วหนาก็ค่อย ๆ ขมวดมุ่น หรี่ตามองจ้องคนที่นอนนิ่งอย่างจับผิด “เสี่ยวปา”“ท่านหลาง”“ส่งผ้ามาให้ข้า ข้าจะเช็ดตัวให้นางเอง”เสี่ยวปาไม่กล้ายื่นผ้าในมือให้แม้จะเกรงกลัวเขาอยู่เป็นนิจ นั่นเพราะคนป่วยที่นอนซมไร้สติอยู่บนเตียงเป็นสตรีนั่นเอง“แต่นางเป็นสตรี.. บุรุษสตรีที่ไม่ใช่คู่สามีภรรยากันไม่ควรถูกเนื้อต้องตัวกันนะเจ้าคะ” เตือนสติเขาเสียงเบาหวิว ใบหน้าหวาดหวั่นแดงซ่านอย่างสะท้านอาย“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้ากับนางไม่ใช่สามีภรรยากัน” บุรุษรูปงามแสร้งถามเสียงดัง มองร่างระหงอวบอิ่มที่นอนอยู่บนเตียงไปด้วย.. กระตุกยิ้มมุมปากอย่างผู้มีชัยเมื่อเห็นเปลือกตาที่ปิดสนิทขยับไหว ปากที่ประกบกันก็เผลอเม้มเข้าหากัน แม้จะเพียงแค่เล็กน้อยแต่เขาก็มองเห็นชัดเจนกว่าในตอนแรกมากทีเดียวที่แท้นางก็แค่แกล้งหลับอยู
เขารีบเดินไปเปิดตู้ หยิบชุดผาวที่ใส่ง่ายที่สุดออกมา “ไปหาหมอกันเถิด อาการเจ้าไม่ดีเลย”“ใส่ชุดชั้นในให้ข้าก่อน” รีบท้วงคนที่กำลังสวมเสื้อให้“จะใส่ทำไม เสียเวลา เอาผ้าห่มคลุมอีกชั้นก็ดูไม่ออกแล้ว”หญิงสาวไม่มีสิทธิ์โต้ใด ๆ เพราะไร้เรี่ยวแรงและปวดศีรษะเจียนระเบิด ไม่มีอารมณ์จะเถียงเขาสักนิด ได้แต่ยอมอยู่นิ่ง ๆ ให้เขาทำอะไรกับตัวเองด้วยสติที่ไม่เต็มร้อยนัก......................สถานพยาบาลฉิ่งหยา“นางเป็นอย่างไรบ้างหมอฉิ่ง” ซินหลางถามอาการของหญิงสาวหลังจากเห็นหมอฉิ่งวางแขนนางลงและห่มผ้าให้หมอฉิ่งบอกให้ผู้ช่วยออกไปจากห้องเพื่อเตรียมยา รอจนนางปิดประตูสนิทแล้วจึงมองหน้าหนุ่มใหญ่ผู้สง่างาม ผู้เป็นเจ้าของคุ้มการค้าซินหลางที่ยิ่งใหญ่“ท่านหลางนี่นะ..” พูดพร้อมกับส่ายศีรษะ สายตาติดตำหนิ “ทำไมไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาเสียบ้าง นางบอบบางดั่งปุยนุ่นท่านน่าจะรู้ดีที่สุด” หมอฉิ่งตำหนิเสียงเบา“ข้าก็ถนอมนางอย่างที่สุดแล้วนะท่านหมอ” บุรุษวัยกลางคนรีบแก้ตัวจริงจัง เขาถนอมนางที่สุด ละมุนละม่อมอย่างที่ไม่เคยทำกับสตรีใดมาก่อนด้วยซ้ำ“ถ้าท่านถนอมนางจริงนางคงไม่ป่วยหนักขนาดนี้ ร่างกายของนางบอบบาง จิตใจก็กำล
เขาเร่งทะยานสะโพกสอบหนักหน่วงแล้วกลับมาแผ่วเบาเพื่อยั่วเย้าให้นางคลั่ง เหงื่อกาฬของเขาแตกพลั่กแม้มีไอความเย็นครอบคลุม แต่ความร้อนก็ไม่ได้ทำให้ความกระสันในตัวสาวน้อยลดถอยลงบุรุษไร้พันธะวัยสี่สิบปลาย ๆ อย่างเขาทำงานเยี่ยงกรรมกรมาตั้งแต่แตกหนุ่มจนกระทั่งปัจจุบัน พละกำลังจึงเหลือล้น มีแรงขับเคลื่อนเหลือเฟือ เหงื่อแตกแค่นี้ยิ่งส่งผลดีต่อร่างกายเขาออกแรงบดขยี้แต่ก็ยังทะนุถนอมร่างนุ่มในอ้อมแขน ทำให้นางสุขสะท้านจนสาสมแล้วจึงทำตามใจตัวเอง เมื่อใกล้จะระเบิดก็รีบชักอาวุธคู่กายออกมาพ่นพิษด้านนอก นึกโกรธตัวเองที่หลงใหลสาวเจ้าจนลืมเตรียมวิธีป้องกัน แต่รอบหน้าไม่มีพลาดแน่เสร็จสมอารมณ์หมายแล้วจึงค่อย ๆ หย่อนสะโพกงามลงบนตั่ง มองนางที่หน้าตาบูดบึ้งแต่แดงก่ำยิ้ม ๆ ก่อนจะเฉไฉไปมองทางอื่นเมื่อถูกเขม้นใส่อย่างไม่พอใจ“สมใจแล้วก็ไปให้พ้นจากตัวข้าเสียที!” เทียนเอ๋อร์ตะคอกเสียงขุ่น เมื่อคนตัวโตนั้นยังกอดขาของนางไว้ แต่แทนที่เขาจะรีบทำตามกลับออกแรงกอดแน่นขึ้นกว่าเดิมพร้อมทำสีหน้ายียวนใส่อีก“ไม่ปล่อยหรอก เพราะข้ายังไม่สมใจอยากเลย” แล้วหนุ่มใหญ่ก็ชันเข่าที่นั่งทับไว้ โถมกายหนาลงบนร่างบาง โอบรัดไว้ในอ้อมแขนแล
“พี่เจ้าบอกว่าเจ้ายังเรียนอยู่” เริ่มชวนคุยเพื่อให้นางคลายกังวลนางมองหน้าเขา “ใช่” ตอบห้วน ๆ “เจ้าค่ะ” เห็นแววตาลุ่มลึกเขม้นใส่ก็ลดน้ำเสียงให้อ่อนลง“ด้านไหน”“สมุนไพร จะถามไปทำไมเจ้าคะ” แค่นเสียงถามไม่พอใจเล็กน้อย“ผู้ใหญ่ถามก็ตอบดี ๆ ชักสีหน้าแบบนี้ไม่น่ารักเลย”“เฉพาะผู้ใหญ่อย่างท่านนี่แหละที่ข้าไม่อยากทำตัวน่ารักด้วย”เหล้าร้อนในกาถูกยกดื่มกรอกปากอึกใหญ่เกือบครึ่งกาก่อนจะวางลง“งั้นก็ไม่ต้องตอบ เปลี่ยนมาทำอย่างอื่นแทนก็แล้วกัน”หญิงสาวรีบกระถดตัวหนีคนที่ลุกพรวดพราดมานั่งลงข้างกาย แต่เขาไวกว่ามาก ร่างเล็ก ๆ ของนางจึงถูกเขาตรึงเอาไว้ใต้ร่างหนา“จะทำอะไรน่ะ! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!” ตวาดเสียงตื่นตระหนกตกใจ“ก็รู้ ๆ กันอยู่ ไม่เห็นต้องถาม” ปลายจมูกโด่งเป็นสันฉวยโอกาสแนบลงบนแก้มแดงปลั่งขณะตอบเสียงทุ้ม นางตื่นตระหนกไม่ได้ทำให้เขาหวาดหวั่นแต่อย่างใด เพราะเชื่อว่าจะจัดการนางอยู่หมัดได้ในไม่ช้า “คิดถึงหน้าพี่ชายของเจ้าเอาไว้สิ แล้วเจ้าจะได้คำตอบ”ร่างที่พยายามดิ้นรนสุดฤทธิ์หยุดกึกดั่งถูกจี้จุด จุกจนพูดไม่ออก ไร้คำย้อนแย้งใด ๆ.. รีบหลับตาลงแล้วปล่อยให้เขาเริ่มรุกรานเรือนร่างแข็งทื่อของตนแรก







