LOGINยามนี้ตะเกียงในห้องนอนต่างถูกจุดขึ้นมาสว่างไสวโดยทั่ว ไม่เหมือนกับก่อนหน้านี้ที่จุดเพียงเสาหลักภายในห้องเท่านั้น ทำให้นางได้พิจารณารูปร่างหน้าตาของบุรุษที่ล่วงเกินนางได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
‘ช่างหล่อเหลารูปงามยิ่งนัก ดูสง่าผ่าเผย ราวกับมีรัศมีบางอย่างแผ่กระจายอยู่โดยรอบ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ’
‘เอ๊ะ...แต่ว่า ไม่ ไม่นะ ไม่ใช่แล้ว นี่ข้า..ข้าไปล่วงเกินชินอ๋องเข้างั้นเหรอ? ได้ยังไงกัน?’
ในที่สุดชิงเหยาก็คิดทบทวนและตระหนักได้ว่าบุรุษที่อยู่เบื้องหน้านางคือผู้ใด
“ท่านคือชินอ๋อง พระอนุชาของฝ่าบาทงั้นหรือ?” ชิงเหยาหลุดปากถามออกไปโดยไม่รู้ตัว
“ฮึ ในที่สุดเจ้าก็สำนึกรู้ได้ เลิกเสแสร้งทำตัวเป็นคนโง่งมไร้เดียงสาแล้วงั้นสิ” ฟางหรงเอ่ย น้ำเสียงเจือความถากถางเย้ยหยันอย่างชัดเจน
ชิงเหยากำหมัดแน่นเจ็บใจที่ถูกกล่าวหา แต่นางก็ไม่มีหลักฐานใดมายืนยันว่าเรื่องเหล่านี้นางไม่ได้เป็นผู้ก่อ อีกทั้งยังไม่รู้ที่มาที่ไปว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรด้วย
“ขออภัยเพคะที่หม่อมฉันทำตัวโง่งมในสายตาของท่านอ๋อง แต่หม่อมฉันขอยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นหม่อมฉันเองก็ตกเป็นเหยื่อเช่นเดียวกัน”
ชิงเหยาเอ่ยปากพร้อมจ้องมองสบตาฟางหรงด้วยสายตาจริงจังไร้ซึ่งความเกรงกลัวใดๆทั้งสิ้น
“คิดเหรอว่าข้าจะเชื่อสตรีเช่นเจ้า ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินมาว่าบุตรีคนรองสกุลเสิ่นมีนิสัยขี้อิจฉาริษยา ทำตัวดื้อรั้นเอาแต่ใจ และมักหาเรื่องเดือดร้อนมาให้เสิ่นรั่วเหรินพี่สาวของเจ้ากับเสิ่นฮูหยินอยู่เสมอนี่”
ฟางหรงตอบกลับไปตามคำเล่าลือที่ได้ยินมานานในเมืองหลวงนี้ พลางจ้องมองพิจารณาท่าทีของชิงเหยาไปด้วย
‘จริงสินะ สองแม่ลูกคุณหนูใหญ่กับเสิ่นฮูหยินนั่น เป็นคนร้ายกาจมาแต่ไหนแต่ไร คอยแต่งเรื่องโกหกใส่ความชิงเหยามาโดยตลอดนี่’
‘เฮ้อ..ช่างน่าสงสารเจ้าของร่างเดิมจริงๆที่ถูกผู้คนด่าว่านินทาให้ร้ายผิดๆ เพราะสองแม่ลูกนั่นแท้ๆ’
‘ขนาดผู้เป็นบิดาของนางเอง เสนาบดีเสิ่นยังไม่คิดเข้าข้างปกป้องนางแต่กลับหลงเชื่อคำสองแม่ลูกนั่นหมดใจ นับประสาอะไรกับคนนอกเช่นท่านอ๋องเบื้องหน้านี่กัน’
ชิงเหยาคิดถึงเรื่องราวที่นางได้เห็นในภาพความทรงจำของเสิ่นชิงเหยาคนเดิม
“ท่านอ๋องจะทรงเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ เอาเป็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ไม่เคยเกิดขึ้นจริงก็แล้วกันเพคะ”
“เพียงท่านอ๋องทรงตรัสออกไปว่า หม่อมฉันหลงทางและมาพบเจอท่านเข้าโดยบังเอิญ จากนั้นจึงนั่งสนทนากันเรื่องพี่สาวหม่อมฉัน คู่หมั้นของท่าน ตัวท่านอ๋องและหม่อมฉันหาได้มีเรื่องลึกซึ้งใดต่อกันไม่”
“ส่วนผู้อื่นจะเชื่อหรือไม่นั้นไม่สำคัญ เพียงแค่พวกเขาเห็นแก่หน้าตาและสถานะของท่านอ๋องก็พอ”
“เช่นนี้แล้ว ย่อมไม่เกิดปัญหาใดขึ้นกับท่านอ๋องแน่นอนเพคะ” ชิงเหยาแนะนำทางออกให้เสร็จสรรพจนฟางหรงได้ยินแล้วถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียว
“เจ้าจะเสแสร้งแกล้งทำไปไยกัน ทำเป็นพูดดีเสนอแนะทางออกให้ข้าไว้วางใจไม่คิดเอาเรื่องเจ้างั้นสิ” ฟางหรงกล่าวต่อ ชิงเหยาถึงกับถอนหายใจยาวออกมาเริ่มรู้สึกเหนื่อยที่จะพูด
‘เดิมทีเจอเรื่องน่าตกใจอย่างการตายแล้วย้อนเวลามาเกิดใหม่ในร่างนี้ ทั้งยังต้องมาเจอกับเรื่องบ้าๆนี่ก็หนักหนาสาหัสมากพอแล้ว’
‘แต่นี่พอมาถึงยังไม่รู้ว่าถูกใครทำร้ายวางแผนใส่ความกัน อีกทั้งยังต้องมาเจอคนพูดจาไม่รู้เรื่องอย่างบุรุษสูงศักดิ์หน้าตายผู้นี้ด้วย’
‘ช่างเป็นโชคชะตาวาสนาที่ไม่น่ายินดีเลยสักนิด’ ชิงเหยาคิดอย่างเหนื่อยหน่ายเต็มที
“เป็นยังไง เงียบไปเลย แก้ตัวพูดไม่ออกแล้วงั้นสิ” ฟางหรงกล่าวเมื่อเห็นชิงเหยานิ่งเงียบไป
“หม่อมฉันพูดชัดเจนดีแล้ว รวมทั้งหาทางออกให้ท่านอ๋องอย่างเรียบร้อยหมดจดด้วย สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับท่านอ๋องเองแล้วล่ะเพคะ ว่าจะทำตามที่หม่อมฉันชี้แนะหรือไม่”
ชิงเหยาบอกอย่างเหนื่อยใจ ฟางหรงมองสบตานางนิ่งนานพยายามพิจารณามองนางให้ทะลุปรุโปร่ง ชิงเหยาไม่หลบสายตาจับจ้องมองเขากลับไปอย่างไม่มีอะไรที่จะต้องเกรงกลัวกันอีก
“เอาล่ะ เจ้าลุกขึ้นแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนเถอะ เดี๋ยวเราต้องออกไปเผชิญหน้ากับคนพวกนั้น ข้าจะออกไปรอเจ้าด้านนอก”
ฟางหรงเอ่ยเสียงเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ พร้อมออกไปรอชิงเหยา ปล่อยให้นางจัดการกับตัวเองให้เรียบร้อย
เมื่อเข้ามานั่งจิบชาในเรือนสกุลหานได้พักหนึ่ง ฟางหรงก็เอื้อนเอ่ยในสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้กับทุกคน“เดินทางมาเยือนเรือนสกุลหานครั้งนี้ ข้าอยากจะมาขออภัยพวกท่านที่ข้าดูแลเหยาเหยากับเสี่ยวจิวไม่ดี”“เมื่อแรกก็ทำให้นางเข้าใจผิดจึงต้องหนีมาไกลถึงเพียงนี้ ทั้งยังไม่รู้ว่านางตั้งครรภ์ปล่อยให้นางลำบากดูแลบุตรชายเพียงลำพังด้วยตนเอง ข้ารู้สึกละอายแก่ใจจริงๆ”ฟางหรงเอ่ยขออภัยจากใจจริง จนสกุลหานรับรู้ได้ถึงความตั้งใจของชินอ๋องเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ที่ยอมวางศักดิ์ศรี ลดสถานะของตนเองลงมาขออภัยพวกเขาเช่นนี้ “ข้าได้รับรู้เรื่องราวระหว่างท่านกับเหยาเอ๋อแล้วว่าเกิดจากความเข้าใจผิด”“ดังนั้นเมื่อท่านปรับความเข้าใจกับเหยาเอ๋อได้ด้วยดี พวกเราก็พร้อมยอมรับสถานะระหว่างท่านกับเหยาเอ๋อและเสี่ยวจิวด้วยเช่นกัน”นายผู้เฒ่าหานเอ่ยแทนทุกคนซึ่งพยักหน้าและส่งยิ้มให้กับฟางหรง “ขอบใจพว
หลังชิงเหยากับฟางหรงช่วยกันเตรียมมื้อเย็นจนเกือบจะเสร็จแล้วก็ให้บ่าวในเรือนมารับช่วงต่อส่วนพวกเขากลับขึ้นไปชำระล้างร่างกายผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะลงมาด้านล่างแล้วพบว่าเยว่หัวนำทุกคนกลับเรือนมาแล้ว “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้วขอรับ”เสี่ยวจิวน้อยเอ่ยทักทายพ่อแม่ด้วยรอยยิ้มมีความสุขพร้อมถือกลองป๋องแป๋งสีสันสดใสในมือวิ่งหน้าตั้งไปหาพวกเขาซึ่งฟางหรงเห็นบุตรชายวิ่งเข้ามาหาเขาเช่นนั้นก็อ้าแขนต้อนรับ พร้อมฉวยคว้าเสี่ยวจิวน้อยขึ้นมาอุ้มทันที “เสี่ยวจิว ไปเที่ยวที่ไหนมาบ้างลูก คงสนุกน่าดูเลยสินะ” ฟางหรงเอ่ยถามบุตรชายส่วนชิงเหยาเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นมาบนหน้าผากเจ้าตัวน้อยอย่างอ่อนโยน “ท่านลุงเยว่หัวพาข้าไปเที่ยวเล่นที่ตลาดในเมืองและซื้อขนมของเล่นให้เยอะแยะเลยขอรับ”เสี่ยวจิวน้อยเ
เมื่อเวลาล่วงเลยไปถึงยามหวู่(11:00 – 13:00) ชิงเหยาก็เตรียมน้ำชาพร้อมของว่างเป็นขนมเง่ปั้นหรือขนมโกฐจุฬาลัมพาเป็นขนมที่ใช้ใบเง่(ใบโกฐจุฬาลัมพา) บดผสมกับแป้งข้าวเหนียวและมันเทศนึ่งใส่น้ำผึ้งเติมแต่งรสชาติ ใส่ไส้ถั่วลิสงและงาบดหอมๆจากนั้นก็นำไปนึ่งให้สุกหอมอร่อยน่ากินด้วยรสและกลิ่นพิเศษของใบเง่ซึ่งเมื่อสุกแล้วตัวขนมเง่ปั้นจะออกมาเป็นสีเขียวเข้มแวววาวเหมือนหยก ทานคู่กับชากลีบบัวหอมระรื่นชื่นใจยิ่งนักชิงเหยานำขนมกับน้ำชามาให้ฟางหรงและตัวเองทานรองท้องไปก่อน ระหว่างที่รอทำอาหารมื้อหลักจากนั้นจึงกลับเข้าไปเตรียมมื้อกลางวันง่ายๆเป็นบะหมี่ผัดใส่เนื้อหมู กุ้งสด เห็ดหอม เห็ดหูหนูดำ พริกหวาน เมล็ดถั่วลันเตา ผักกวางตุ้ง ต้นหอมโดยชิงเหยาจัดใส่ชามและทอดไข่โปะลงไปด้านบนด้วยอีกหนึ่งฟอง ดูน่ากินและส่งกลิ่นหอมหวนชวนหิวไปทั่วนอกจากนั้นนางยังทำซุปรากบัวซี่โครงหมูใส่ถั่วลิสง เห็ดหอมและสมุนไพรมาซดเคียงกันทั้งยังมียำก้านโอซุ่นสดแต่งรสชาติเผ็ดร้อนด้วยน้ำมันพริกสูตรน้ำมันงา พร้อมปรุงรสให้ออกเปรี้ยวอมหวานสดชื่น ตบท้ายโดยการใส่ถั่วลิสงคั่วบดคล
เช้าวันรุ่งขึ้นชิงม่านกับสินจงช่วยกันดูแลท่านอ๋องน้อยของพวกเขาอย่างรู้หน้าที่เสี่ยวจิวน้อยเองก็เฉลียวฉลาดเข้าใจเรื่องราว ปล่อยให้บิดามารดาได้ใช้เวลาร่วมกันตามลำพังโดยไม่เข้าไปรบกวนพวกเขา เมื่อชิงเหยากับฟางหรงตื่นขึ้นมาพร้อมช่วยปรนนิบัติดูแลกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เรียกหาเสี่ยวจิวน้อยทันทีแต่บ่าวในเรือนมารายงานว่าเยว่หัวและคนสนิทของพวกเขาพาเสี่ยวจิวออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกรวมทั้งไปช่วยกันเปิดร้านซางเฉินในตัวเมืองแล้ว ทั้งยังฝากผ่านข้อความมาว่าให้พวกเขาสองสามีภรรยาใช้เวลาร่วมกันได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องกังวลถึงสิ่งใดอีก สองสามีภรรยาได้รับรู้ดังนั้นก็มองสบตายิ้มให้กัน เต็มใจตอบรับความปรารถนาดีที่ทุกคนมอบให้ชิงเหยาเข้าครัวทำอาหารมื้อเช้ายามสายให้ฟางหรงโดยเขาติดตามมาช่วยหยิบนู่นหยิบนี่ทำตามที่ฮูหยินสั่งไม่ห่างกายไม่นานนักมื้อเช้าซึ่งเป็นโจ๊กหมูสับเห็ดหอมใส่ไข่ลวกปาท่องโก๋ตัวยาว ซาลาเปาหมูสับ
หลังจากฟางหรงและชิงเหยาส่งเสี่ยวจิวน้อยเข้านอนแล้ว พวกเขาก็กลับมายังห้องพักของชิงเหยาซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักเมื่อเข้ามาในห้องส่วนตัวฟางหรงก็เข้าไปโอบกอดฮูหยินไว้แน่นพร้อมเอาหน้าซุกซบลงไปตรงซอกคอ พิงซบอยู่กับไหล่บอบบางของนาง“ฟางหรง..ท่านคงเดินทางเหน็ดเหนื่อยตรากตรำมามากสินะ จึงได้ซูบผอมลงเช่นนี้”ชิงเหยากล่าวพร้อมดันตัวเองออกมาเล็กน้อย ใช้สองมือเกาะกุมใบหน้าสามีให้แหงนเงยขึ้นมามองสบตากัน“ข้าทั้งเหน็ดเหนื่อยและทุกข์ใจมากจนเจ้าคาดไม่ถึงเลยล่ะ”“นับจากนี้ไปข้าคงต้องขอให้เจ้าชดเชยให้ข้ามากหน่อยจะได้หรือไม่” ฟางหรงกล่าวด้วยน้ำเสียง ท่าทีรวมทั้งแววตาดูออดอ้อนออเซาะน่าเห็นใจยิ่งนัก“เช่นนั้นก็ให้ข้าปรนนิบัติดูแลท่านเถอะ” ชิงเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน อ่อนหวานยิ่งนักฟางหรงยิ้มนัยน์ตาแพรวพราวเป็นประกาย ก่อนจะก้มหน้าลงหมายจุมพิตเชยชมนางให้หายคิดถึง“ข้าให้ม่านเอ๋อเตรียมน้ำเอาไว้แล้ว ท่านไปอาบน้ำแช่ตัวให้ผ่อนคลายลงเสียหน่อยเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะช่วยโกนหนวดเครานี่ให้ด้วย
เยว่หัวยอมแพ้ไม่คิดฝืนโชคชะตาวาสนาอีก ปล่อยให้คนที่เขารักทั้งสองคนได้มีความสุขร่วมกัน ใจเขาเองก็อิ่มเอมไปด้วย “ไม่คิดเลยนะว่าที่แท้แล้วพระชายาที่ท่านอ๋องทรงพูดให้ฟังอยู่บ่อยครั้งคือเหยาเหยา..บุตรีของสกุลหานน้องสาวข้านี่เอง” เยว่หัวเอ่ยโดยบอกสถานะตัวเองกับชิงเหยาอย่างรู้งานทุกคนต่างพากันยิ้มแย้มยินดีที่ทุกสิ่งจบลงอย่างราบรื่น ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้งที่สำคัญยังมีอ๋องน้อยทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งชินอ๋องต่อจากฟางหรงถือกำเนิดขึ้นมาเป็นเด็กชายที่น่ารักน่าเอ็นดูเฉลียวฉลาดยิ่งนักอีกคนหนึ่งด้วย“ท่านแม่ขอรับ..ข้าเรียกท่านอาฟางหรงว่าท่านพ่อได้หรือไม่ขอรับ”เสี่ยวจิวน้อยที่ได้ยินผู้ใหญ่พูดกันไปมาถึงสถานะของฟางหรง ทำให้สมองน้อยๆอันเฉลียวฉลาดรับรู้ได้ว่าบุรุษสูงใหญ่เบื้องหน้าคือผู้ให้กำเนิดเขาแต่เจ้าตัวจ้อยยังคงสับสนอยู่เล็กน้อยเนื่องจากตั้งแต่เขาจำความได้เหล่าบรรดาผู้อาวุโส แม้นกระทั่งมารดาของเขาเองยังบอกว่าบิดาของเขาได้ตายจากไปแล้วถ้าเช่นนั้นบุ
ฟางหรงฟังคำอธิบายพร้อมเหตุผลของชิงเหยาในคำกล่าวที่ว่ารั่วเหรินกับมารดานางเป็นผู้วางแผนทำร้ายชิงเหยาและวางยาเขา โดยเจตนาเข้าไปเป็นสนมของฮ่องเต้แต่ไม่มีทางได้รับเลือกแน่นอน ด้วยเหตุผลที่ถูกต้องทุกประการ ทำให้เขาประหลาดใจและพึงพอใจในความเฉลียวฉลาด รู้จักคิดพิจารณาของชิงเหยาไม่น้อย&ld
ชิงเหยารู้สึกตกใจในท่าทีและการกระทำของฟางหรงที่ดูเหมือนจะตั้งใจร่วมหอกับนาง “ท่านอ๋อง พระองค์ไม่สมควรทำเช่นนี้นะเพคะ” ชิงเหยาลุกขึ้นมานั่งพร้อมใช้สองมือยันอกแกร่งของฟางหรงเอาไว้ ไม่ยอมให้เขาได้กระทำตามต้องการ
“รสชาติแปลกประหลาดดีจริง ไม่เคยกินที่ใดมาก่อน”ฟางหรงกล่าวหลังได้ชิมอาหารฝีมือชิงเหยาสินจงพยักหน้าเห็นด้วยทั้งยังลงมือกินสเต๊กที่ชิงเหยาสอนวิธีการกินโดยใช้มีดกับส้อมมาหั่นเนื้อเป็นชิ้นพอคำ พร้อมจิ้มเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย&n
รั่วเหรินเชิดหน้าชูคอพยายามทำหน้าหนาเอาไว้เพื่อให้ได้ใช้เวลาร่วมกับฟางหรงและยั่วยวนเขากลับคืนมาหลังผิดหวังจากการคัดเลือกเข้าเป็นสนมนางในของฮ่องเต้แล้วจึงคิดทวงตำแหน่งพระชายาชินอ๋องคืนมาให้ได้ “นี่อาหารอะไรกัน







