FAZER LOGINฟางหรงจับชิงเหยากินตลอดทั้งตัวด้วยฤทธิ์ยาและแรงอารมณ์กรุ่นโกรธจนผ่านไปเนิ่นนานราวสองชั่วยามจึงยอมผ่อนปรน ด้วยเห็นถึงความเหนื่อยล้าไร้ซึ่งเรี่ยวแรงของนาง
สองร่างซึ่งเหน็ดเหนื่อยจากกิจกรรมรักอันหนักหน่วงยาวนาน หยุดพักอิงแอบแนบซบกันอย่างเมื่อยล้า
หากเพียงไม่นานนักก็มีเสียงผู้คนดังเข้ามาใกล้บริเวณห้องบรรทมของฟางหรง เขาจึงลุกขึ้นมาแต่งกายทันที พร้อมเอาผ้าห่มขึ้นคลุมปกปิดร่างกายชิงเหยาเอาไว้จนมิดชิด
“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง หม่อมฉันมีเรื่องจะกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ” เมิ่งสินจงองครักษ์และคนสนิทของฟางหรงเอ่ยขึ้นมาจากภายนอก
“มีเรื่องอะไร” ฟางหรงถามกลับไป
“คือทางคุณหนูใหญ่เสิ่นกับเสิ่นฮูหยินแจ้งมาว่าคุณหนูรองสกุลเสิ่นหายตัวไปพ่ะย่ะค่ะ” สินจงรายงาน ฟางหรงได้ยินดังนั้นก็หันไปมองร่างแบบบางที่เหน็ดเหนื่อยหลับใหลไม่ได้สติอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง
“บอกพวกเขาไปว่า นางอยู่กับข้านี่แหละ ให้พวกเขาออกไปรอที่โถงรับรอง แล้วข้าจะพานางออกไปเอง” ฟางหรงตอบ ทำให้ผู้ที่อยู่ด้านนอกต่างตกตะลึงไปตามๆกัน
โดยนอกห้องบรรทมนั้นมีรั่วเหริน เสิ่นฮูหยิน เหรินฮองเฮา เหล่าฮูหยินและบุตรสาวขุนนางสหายของรั่วเหรินและเสิ่นฮูหยินตามมาด้วยอีกสามสี่คน
ซึ่งคนกลุ่มนี้ถูกชักจูงมาโดยสองแม่ลูกสกุลเสิ่นที่ตั้งใจเรียกพวกเขาให้มาช่วยกันติดตามค้นหาตัวชิงเหยานั่นเอง
“ฮือ..ฮือ ท่านแม่ ท่านได้ยินหรือไม่เจ้าคะว่าชิงเหยาอยู่ในห้องบรรทมของท่านอ๋องตามลำพัง ทั้งยังไม่ให้ผู้ใดเข้าไปรบกวนด้วย” รั่วเหรินร่ำไห้ตีโพยตีพายเพราะถูกแย่งคู่หมั้นไป
“โธ่ เหรินเอ๋อ อย่าเพิ่งร้องไห้เสียใจไปเลยลูก เดี๋ยวเรารอฟังความจากท่านอ๋องและเหยาเอ๋อดูก่อนดีกว่าว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น อาจไม่มีอะไรดั่งที่เจ้าคิดก็เป็นได้” เสิ่นฮูหยินโอบกอดปลอบโยนบุตรสาว
ขณะเดียวกัน ผู้ที่ร่วมเดินทางมาด้วยต่างซุบซิบนินทากันไปต่างๆนานา รั่วเหรินจึงส่งเสียงร้องไห้ดังขึ้นไปอีก
ด้านเหรินฮองเฮาที่ทรงร่วมทางมาด้วยก็ตรัสอะไรไม่ออกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้แต่เดินนำหน้าทุกคนไปยังโถงรับรองของตำหนักที่พำนักของชินอ๋อง เพื่อรอไต่ถามเรื่องราวให้ชัดเจน
ฟางหรงมองไปที่ชิงเหยาซึ่งยังคงหลับใหลอยู่ ก่อนจะตัดสินใจปลุกนางให้ตื่นขึ้นมารอรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า
“ชิงเหยา เสิ่นชิงเหยา ตื่นได้แล้ว แผนการของเจ้าบรรลุผลแล้ว” ฟางหรงเอ่ยเรียก พร้อมเขย่าแขนชิงเหยาที่ยังคงงัวเงียและเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการถูกฟางหรงเคี่ยวกรำนานนับชั่วยาม
ชิงเหยาค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นมองไปยังที่มาของเสียง ก่อนจะเห็นเงาร่างสูงใหญ่ของฟางหรงยืนจับจ้องมองมาที่นางอยู่ก่อนแล้ว
เมื่อนางได้สติตื่นรู้ก็สะดุ้งขยับกายขึ้นมานั่งพร้อมเอามือกระชับผ้าห่มขึ้นมาห่อคลุมกายเอาไว้แน่น หลังรับรู้ได้ถึงไอเย็นที่พัดผ่านเข้ามากระทบร่างแบบบางเปลือยเปล่า
ฟางหรงเผลอไผลมองร่างงามที่โผล่แวบขึ้นมาเพียงชั่วครู่พร้อมกลืนน้ำลายไปอึกหนึ่ง ก่อนจะตั้งสติและเอ่ยปากออกไป
“รีบแต่งตัวซะ ถึงเวลาที่เจ้าต้องออกไปยอมรับผิดในเรื่องที่เจ้าก่อเอาไว้ได้แล้ว” ฟางหรงกล่าวเสียงเข้มพร้อมมองสบตานาง นัยน์ตาคมลึกดูเคร่งขรึมสุดจะหยั่งได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“ข้านะรึ? ทำผิดก่อเรื่องเอาไว้ เป็นท่านนั่นแหละที่หาเรื่องให้ข้าทั้งยังล่วงเกินข้าอีกด้วย” ชิงเหยาเอ่ยอย่างไม่พอใจ จับจ้องมองไปที่ฟางหรงตาเขม็ง
“ฮึ เจ้านี่ช่างหน้าด้านหน้าทนเสียจริง ลอบเข้ามาหาข้าถึงในห้องนอน เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลอบวางยาข้า ที่สำคัญยังกล้าเอ่ยกับข้าอย่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอีก” ฟางหรงต่อว่าชิงเหยาน้ำเสียงดุดัน
“ที่ต่ำที่สูงงั้นเหรอ? ท่าน...” ชิงเหยาตั้งใจจะเอ่ยสวนกลับไป แต่ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า..
‘นางเข้ามาในวังหลวงเพื่อร่วมงานเลี้ยงตำหนักในและนี่คงอยู่ในพื้นที่เขตวังหลวงเช่นกัน’
‘ผู้ที่มีถิ่นพำนักกระทั่งห้องบรรทมในวังหลวง ซึ่งดูจากรูปร่างหน้าตาการแต่งกายรวมทั้งคำกล่าวของบุรุษตรงหน้าแล้ว หากไม่ใช่เชื้อพระวงศ์..จะเป็นผู้ใดไปได้เล่า’
ชิงเหยาคิดได้ก็ถึงกับสะดุ้ง นึกตกใจในเรื่องไม่คาดฝันนี้ ก่อนจะพยายามคิดทบทวนเรื่องราวในภาพความทรงจำของชิงเหยาว่าบุรุษที่อยู่เบื้องหน้านางเป็นผู้ใด
‘นี่นางปีนขึ้นเตียงผู้ใดกัน!!’
เมื่อแต่งตัวเสร็จ สำรวจสภาพร่างกายตัวเองดีแล้วชิงเหยาจึงออกมาและพบว่าฟางหรงกำลังพูดคุยสั่งงานอะไรคนสนิทอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักนางไม่ได้เดินเข้าไปหาเขาเพียงแค่ยืนรออยู่ตรงนั้น หลังฟางหรงสั่งงานสินจงเสร็จจึงกลับมาหาชิงเหยาและนำทางนางตรงไปยังโถงรับรองแขกของตำหนักชินอ๋อง “มาแล้วเหรอนังลูกไม่รักดี” เสนาบดีเสิ่นที่ถูกเชิญตัวมาจากการเข้าเฝ้าสนทนากับฝ่าบาทก่อนหน้านี้ตะคอกด่าบุตรสาวคนรองด้วยน้ำเสียงและสีหน้าท่าทางดุดันหลังจากเขาทราบเรื่องงามหน้าบอกเล่าโดยฮูหยินและบุตรสาวคนโตที่แต่งเรื่องใส่สีตีไข่มากมายแต่ยังไม่ทันที่เสนาบดีเสิ่นจะได้เอ่ยอันใดต่อ ฟางหรงก็เดินกระแอมกระไอส่งเสียงดังขึ้นมาให้เขารู้ตัว รู้จักระงับอารมณ์เสียก่อน “ถวายบังคมชินอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีเสิ่นหันไปถวายความเคารพนบนอบต่อฟางหรงซึ่งพยักหน้าตอบรับเล็กน้อยจากนั้นฟางหรงก็เดินไปนั่งประจำที่ประทับด้านบนกลางโถงรับรองแขกซึ่งยามนี้มี
ยามนี้ตะเกียงในห้องนอนต่างถูกจุดขึ้นมาสว่างไสวโดยทั่ว ไม่เหมือนกับก่อนหน้านี้ที่จุดเพียงเสาหลักภายในห้องเท่านั้น ทำให้นางได้พิจารณารูปร่างหน้าตาของบุรุษที่ล่วงเกินนางได้อย่างชัดเจนมากขึ้น‘ช่างหล่อเหลารูปงามยิ่งนัก ดูสง่าผ่าเผย ราวกับมีรัศมีบางอย่างแผ่กระจายอยู่โดยรอบ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ’‘เอ๊ะ...แต่ว่า ไม่ ไม่นะ ไม่ใช่แล้ว นี่ข้า..ข้าไปล่วงเกินชินอ๋องเข้างั้นเหรอ? ได้ยังไงกัน?’ในที่สุดชิงเหยาก็คิดทบทวนและตระหนักได้ว่าบุรุษที่อยู่เบื้องหน้านางคือผู้ใด“ท่านคือชินอ๋อง พระอนุชาของฝ่าบาทงั้นหรือ?” ชิงเหยาหลุดปากถามออกไปโดยไม่รู้ตัว“ฮึ ในที่สุดเจ้าก็สำนึกรู้ได้ เลิกเสแสร้งทำตัวเป็นคนโง่งมไร้เดียงสาแล้วงั้นสิ” ฟางหรงเอ่ย น้ำเสียงเจือความถากถางเย้ยหยันอย่างชัดเจนชิงเหยากำหมัดแน่นเจ็บใจที่ถูกกล่าวหา แต่นางก็ไม่มีหลักฐานใดมายืนยันว่าเรื่องเหล่านี้นางไม่ได้เป็นผู้ก่อ อีกทั้งยังไม่รู้ที่มาที่ไปว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรด้วย“ขออภัยเพคะที่หม่อมฉันทำตัวโง่งมในสายตาของท่านอ๋อง แต่หม่อมฉันขอยืนยันว่
ฟางหรงจับชิงเหยากินตลอดทั้งตัวด้วยฤทธิ์ยาและแรงอารมณ์กรุ่นโกรธจนผ่านไปเนิ่นนานราวสองชั่วยามจึงยอมผ่อนปรน ด้วยเห็นถึงความเหนื่อยล้าไร้ซึ่งเรี่ยวแรงของนางสองร่างซึ่งเหน็ดเหนื่อยจากกิจกรรมรักอันหนักหน่วงยาวนาน หยุดพักอิงแอบแนบซบกันอย่างเมื่อยล้า หากเพียงไม่นานนักก็มีเสียงผู้คนดังเข้ามาใกล้บริเวณห้องบรรทมของฟางหรง เขาจึงลุกขึ้นมาแต่งกายทันที พร้อมเอาผ้าห่มขึ้นคลุมปกปิดร่างกายชิงเหยาเอาไว้จนมิดชิด “ขออภัยพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง หม่อมฉันมีเรื่องจะกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ”เมิ่งสินจงองครักษ์และคนสนิทของฟางหรงเอ่ยขึ้นมาจากภายนอก “มีเรื่องอะไร” ฟางหรงถามกลับไป “คือทางคุณหนูใหญ่เสิ่นกับเสิ่นฮูหยินแจ้งมาว่าคุณหนูรองสกุลเสิ่นหายตัวไปพ่ะย่ะค่ะ” สินจงรายงาน ฟางหรงได้ยินดั
‘ภาพที่เห็นเมื่อครู่คืออะไรกัน’ ชิงหยูในร่างของชิงเหยาคิดอย่างสับสน ก่อนจะเดินสะเปะสะปะไปจนเห็นอ่างกระเบื้องเคลือบบรรจุน้ำเอาไว้ เธอจึงเดินตรงไปหมายจะล้างหน้าล้างตาให้รู้สึกสดชื่นขึ้น ‘ผู้หญิงคนนี้ ใครกัน ตัวเรางั้นเหรอ’ ชิงหยูเอ่ยกับตัวเองที่เห็นเป็นเงาสะท้อนอยู่บนผิวน้ำหญิงสาวอายุ 16 ปีหน้าตาสะสวยคล้ายคลึงกับตัวเธอเมื่อราว 3 ปีก่อน กำลังจ้องมองกลับมาพร้อมสีหน้างงงวยสงสัยไม่ต่างกับความรู้สึกของเธอในขณะนี้ เมื่อชิงหยูกะพริบตาหญิงสาวผู้นั้นก็กะพริบตาม เมื่อชิงหยูยกมือขึ้นมาหยิกแก้มนวลของตัวเองแรงๆไปทีหนึ่งก็... “โอ๊ยยยย เจ็บบ ฉันไม่ได้ฝันไปนี่นา” ชิงหยูรู้ตัวแล้วว่าหญิงสาววัยเยาว์ในภาพสะท้อนคือตัวเธอเอง ‘นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน เราตายแล้วย้อนเวล
ณ.ตำหนักที่พำนักของชินอ๋องหรือฉินฟางหรง พระอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันที่ปกครองแคว้นฉิน คุณหนูรองเสิ่น เสิ่นชิงเหยากำลังนอนหลับใหลไม่ได้สติราวกับร่างไร้วิญญาณอยู่ภายในห้องบรรทมของชินอ๋อง วันนี้ที่ตำหนักในมีการเชื้อเชิญเหล่าบรรดาฮูหยินและบุตรสาวขุนนาง ผู้มียศถาบรรดาศักดิ์เข้ามาร่วมงานเลี้ยงชมดอกเหมยดูภายนอกเหมือนเป็นดั่งเช่นงานเลี้ยงสังสรรค์ธรรมดางานหนึ่ง หากแต่ความจริงแล้วกลับมีความนัยคือต้องการเสาะหาพระสนมที่เหมาะสมคู่ควรเข้าสู่ตำหนักใน โดยงานวันนี้มีเหรินฮองเฮาหรือเหรินจื่อรั่วทรงเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดงาน เสิ่นชิงเหยาหรือคุณหนูรองเสิ่นบุตรสาวเสนาบดีกรมคลังเสิ่นอี้ถังได้รับเชิญมาร่วมงานเลี้ยงนี้ด้วยพร้อมกับพี่สาวต่างมารดา คุณหนูใหญ่เสิ่น เสิ่นรั่วเหรินและมารดาของนาง เสิ่นหนิงฮวาฮูหยินใหญ่ของท่านเสนาบดีกรมคลัง ชิงเหยาเป็นบุตรสาวคนรองของตระกูลที่เกิดจากฮูหย







