Masukมู่หลี่เฉียงชี้ให้หมิงจิ้นเหอดูร้านค้าเล็กๆ ที่เพิ่งเปิดใหม่หน้าค่าย
“ได้ยินนายกองเกา กับนายกองซ่งชมว่า อาหารอร่อยราวกับภัตตาคาร ท่านแม่ทัพจะลองไหม ”
จวิ้นอ๋องในยามอยู่ในหมู่ทหารไม่ชอบให้ใครเรียกเขาว่า ท่านอ๋อง ทุกคนขานนามเขาเพียง ‘ท่านแม่ทัพ’ และไม่ต้องใช้คำราชาศัพท์เพื่อความสะดวกในยามสู้รบ เหล่าทหารที่เคียงบ่าเคียงไหล่มาทุกสมรภูมิต่างให้ความเคารพและจงรักภักดีกับแม่ทัพหมิงอย่างสุดหัวใจ
“เอาสิ”
เขามาอยู่ภาคเหนือที่เป็นแถบภูเขา มีช่วงอากาศหนาวเย็นแทบครึ่งปี ช่วงหนาวจัดมีหิมะปกคลุมขาวโพลนทั่วเทือกเขา ในฤดูร้อนและใบไม้ผลิในทะเลสาบและแม่น้ำก็มีปลานานาชนิดให้เอามาทำอาหาร เขาจึงชอบการอยู่ที่นี่ เรื่องอาหารการกินเขาล้วนไม่เรื่องมาก แม้บางครั้งจะคิดถึงอาหารเลิศรสในวัง แต่เมื่อเทียบกับบรรยากาศอันงดงามและไร้ความกดดันก็ต้องยอมแลก
จะว่าเป็นร้านก็ไม่กระไรนัก เรียกว่าเป็นเพิงจะดีกว่า แต่กลิ่นอาหารที่อบอวลอยู่ทั่วบริเวณกลับส่งกลิ่นหอมชวนให้น้ำลายหก เถ้าแก่ที่เดินออกมาต้อนรับดูสุภาพอ่อนน้อม
“ผู้น้อยคารวะท่านแม่ทัพ ไม่ทราบว่าท่านอยากจะรับประทานอาหารประเภทใด ที่นี่เรามีแม่ครัวฝีมือดี ข้าน้อยรับประกันว่าท่านจะพอใจในรสชาติ”
แม่ทัพหมิงนั่งโต๊ะริมสุดไม่ไกลจากม้าที่ผูกไว้ เพราะโต๊ะที่เหลือทั้งในและนอกชายคา ล้วนมีผู้จับจองไว้หมดแล้ว คนทั้งหมดในร้านหันมามองเขาแล้วค้อมศีรษะก่อนจะหันไปรับประทานอาหารต่อ
“เอาอาหารที่เจ้าคิดว่า ดีที่สุดในร้านมาสักสามอย่างกับชาหนึ่งกา” ชายหนุ่มหย่อนร่างลงบนเก้าอี้หัวโล้นแล้วมองสำรวจรอบร้านเล็กๆ
“ดีนะ ที่เรายังมีที่นั่ง” มู่หลี่เฉียงที่นำม้าไปผูกแล้ว เดินมานั่งด้านข้าง
“เพิ่งเปิดก็ขายดีเพียงนี้ เห็นทีคำอวดอ้างของเถ้าแก่ไม่น่าจะเกินเลย”
โต๊ะที่ตั้งเรียงไว้เจ็ดโต๊ะมีคนนั่งอยู่เต็มทุกเก้าอี้ เมื่ออาหารถูกลำเลียงมาขึ้นโต๊ะ กลิ่นหอมที่โชยมาเข้าจมูกนั้นทำบุรุษทั้งสองต้องกลืนน้ำลาย
“ลงมือกันเถอะ ท่านแม่ทัพ” มู่หลี่เฉียงจับตะเกียงจ่อที่จานรอ
“ดี”
จวิ้นอ๋อง คีบผัดผักเข้าปากเพียงคำแรกก็ทำให้หวนคิดถึงรสชาติอาหารในวัง ความกลมกล่อมและกรอบนุ่มของผักช่างคล้ายกับที่นั่น
‘นี่คงไม่ใช่แม่ครัวจากวังออกมาทำเองหรอกนะ’
เขาทั้งคิดทั้งกินจนกระทั่งข้าวหมดถ้วย
“เถ้าแก่เอาข้าวเพิ่มอีกชาม”
เถ้าแก่หวังรีบกระวีกระวาดถือชามข้าวมาส่ง “นี่ขอรับ ข้าน้อยบอกแล้วว่า ท่านจะต้องติดใจ”
ท่านแม่ทัพเพียงพยักหน้าน้อยๆ รับข้าวไปพุ้ยใส่ปากโดยไม่กล่าวสิ่งใด รองแม่ทัพมู่ก็หันไปขอข้าวเพิ่มเช่นกัน เขามีสีหน้าพออกพอใจกับรสชาติอาหารอย่างชัดเจน
หลังออกจากร้าน มู่หลี่เฉียงยังคงชมรสชาติอาหารไม่ขาดปาก
“สมแล้วกับที่นายกองทั้งสองชมแล้วชมอีกว่าอร่อยทุกอย่าง เจ้าสองคนบอกว่า ถ้าพลาดเข้าร้านนี้หนึ่งครั้ง ต่อไปก็ต้องมาอีก ไม่ผิดจริงๆ”
หมิงจิ้นเหอยิ้มพลางพยักหน้า “ข้านึกว่าเป็นฝีมือแม่ครัวในวังซะอีก เห็นทีวันหลังอาจจะต้องขอพบแม่ครัวสักหน่อย หากนางทำอาหารได้อร่อยทุกอย่าง บางทีอาจจะต้องติดต่อนางไปเป็นแม่ครัวที่จวน”
“ร้านนี้เปิดเฉพาะตอนเช้ากับตอนเที่ยง ตกบ่ายอาหารก็หมดแล้ว หากท่านทัพมาไม่ทันก็คงจะอดเช่นกัน” รองแม่ทัพมู่รีบกล่าวเตือน “โชคดีวันนี้เราออกมาก่อนเที่ยง”
แม่ทัพหมิงกลับค่ายไปดูการฝึกซ้อมทหารตลอดบ่าย หลังจากการศึกที่เพิ่งผ่านพ้น เขาให้เหล่าทหารฝึกน้อยลงเพื่อเป็นการพักผ่อนร่างกายจากการกรำศึก ด้านหลังจวนแม่ทัพเป็นเนินเขาขนาดย่อมที่ต่อเนื่องถึงเชิงเขา มีบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่เขาให้ทหารไปทำรั้วไม้ไผ่ล้อมไว้เป็นบ่อน้ำพุร้อนส่วนตัวเพื่อใช้แช่ผ่อนคลายความเมื่อยล้า
ส่วนบ่อที่ไกลออกไปทางทิศตะวันออก อนุญาตให้เหล่าทหารและชาวบ้านเข้ามาใช้ได้
...การแช่น้ำพุร้อนทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าอย่างยิ่ง สมควรแบ่งปันให้ชาวบ้านได้ใช้บ้าง...
หลังจากตรงไปแช่บ่อน้ำพุร้อนอยู่พักใหญ่ พ่อบ้านเกามาเชิญเขาไปรับประทานอาหาร ชายหนุ่มมองเห็นอาหารบนโต๊ะ เขาไพล่นึกถึงอาหารที่เพิงเล็กตอนเที่ยงวัน รสชาติที่ยังคงติดที่ปลายลิ้นทำให้เขารับประทานอาหารที่จวนได้น้อยกว่าปกติ
“ท่านอ๋อง รสชาติไม่ถูกใจหรือพะยะค่ะ ” พ่อบ้านเกาที่ติดตามรับใช้มาตั้งแต่จวนจวิ้นอ๋องในเมืองหลวงจนถึงจวนแม่ทัพ กังวลจนต้องถามออกมา
“วันนี้ข้าได้ลิ้มอาหารรสเลิศจึงยังนึกถึงอยู่กระมัง”
“เป็นร้านใดหรือพะยะค่ะ ” เมืองนี้มีภัตตาคารเพียงสองแห่ง ซึ่งเขาก็ไม่เคยเห็นท่านอ๋องจะกล่าวชมรสชาติอาหารเลยสักครั้ง
“เพิงที่เปิดใหม่หน้าค่าย ข้าไปกับมู่หลี่เฉียงเมื่อตอนเที่ยง สั่งมาหลายจาน รสชาติเหมือนในวังเลยทีเดียว”
“กระหม่อมต้องลองไปดู จะได้ให้แม่ครัวปรับปรุงรสชาติเช่นเดียวกับที่ท่านอ๋องทรงโปรดพะยะค่ะ”
“ดีสิ พรุ่งนี้ข้าเองก็จะลองไปอีกครั้ง อยากรู้ว่า แม่ครัวร้านนี้จะทำอร่อยทุกอย่างจริงหรือไม่ ”
เมื่อเห็นแม่ทัพหมิงควบม้าไปที่ร้านอาหารหน้าค่ายในตอนเที่ยงพร้อมรองแม่ทัพมู่ได้สองสามวัน บรรดานายทหารต่างติดตามออกมาเพื่อชิมอาหารร้านนี้ด้วย ทำให้โต๊ะเก้าอี้ไม่พอต้อนรับ เถ้าแก่เหอเจ้าของร้านอาหารจึงได้ออกมาขอโทษขอโพยแขกผู้มีเกียรติทุกคนด้วยตนเอง
“ร้านข้าน้อยเป็นเพียงเพิงเล็กๆ ขอรับ เอาไว้มีเงินทุนมากกว่านี้ก็จะเปิดให้ใหญ่ขึ้น ทุกท่านจะได้สะดวกขอรับ”
มู่หลี่เฉียงหันไปมองหน้าผู้บังคับบัญชาของตน
“ท่านแม่ทัพ ไม่คิดจะอุปถัมภ์ร้านนี้สักหน่อยหรือขอรับ ”
“เจ้าหมายถึงอันใด ”
“ให้เถ้าแก่เหอกู้ยืมสิขอรับ ดอกเบี้ยน่าจะดีเชียวล่ะ”
“ลองดูไปสักพักก่อน หากว่าแม่ครัวผู้นี้ทำอาหารได้ถูกใจข้า เงินไม่ใช่ปัญหา ข้ายินดีจะให้พวกเขากู้ยืม”
หลังแม่ทัพหมิงรับประทานอาหารเสร็จ เขาก็เห็นว่าด้านหลังยังมีคนยืนรอที่จะเข้ามานั่งต่ออยู่อีกนับสิบคน ชายหนุ่มจึงประเมินว่ากิจการของเถ้าแก่เหอดูแล้วน่าจะร่ำรวยแน่...หากคนผู้นี้มากู้ยืมเงิน ทุนก็คงไม่สูญและยังจะได้รับประทานอาหารที่ถูกใจทุกวัน
ตกบ่ายร้านอาหารก็ปิดเพราะวัตถุดิบหมด เถ้าแก่เหอ ภรรยา และ บุตรสาวทั้งสองก็มานั่งหารือกันที่หลังร้าน
“เป็นอย่างไรบ้าง รายได้ของร้านเราวันนี้” เหอเจียอียิ้มน้อยๆ
“เยอะมาก เปิดกิจการไปอีกไม่นานพวกเราคงจะร่ำรวยกันใหญ่แน่” ผู้เป็นภรรยาของเถ้าแก่เหอก้มหน้ามองดูสมุดบัญชีแล้วยิ้มหวาน
“เก็บเงินพวกนี้ไว้ก่อน หน้าที่ของท่านตอนนี้คือต้องบากหน้าไปกู้ยืมเงินของท่านแม่ทัพให้ได้” บุตรสาวคนโตทำหน้าจริงจัง
“รออีกสักหน่อยเถิด ให้ท่านแม่ทัพติดใจในรสชาติอาหารจนไม่อาจจะปฏิเสธเราได้เสียก่อน”
“อีกกี่วันดี ”
“รอดูเหตุการณ์อีกสักสิบวันก็แล้วกัน”
“ได้! ข้าจะแสดงฝีมือให้เต็มที่ เอาให้เขาไม่มีทางปฏิเสธได้เลย” สีหน้าของเหอเจียอีแสดงความมุ่งมั่น
วันต่อมา หมิงจิ้นเหอก็ตื่นแต่เช้ามาที่เพิงสกุลเหอเพื่อรอรับประทานอาหารเช้า เขาติดใจในฝีมือการทำอาหารของแม่ครัวร้านนี้จนต้องมาทุกวัน
“ท่านแม่ทัพ ตอนเย็นท่านสั่งให้คนมาซื้ออาหารที่นี่ แล้วตอนเช้ายังจะมานั่งกินอีก ทำเช่นนี้เหมาร้านไปเลยดีหรือไม่ ” มู่หลี่เฉียงผู้เป็นสหายเอ่ยเย้า
หมิงจวิ้นเหอทำหน้าตึง
“ทีเจ้าเล่า ตื่นมาแต่เช้าเช่นกันมิใช่หรือ เหตุใดไม่กินอาหารที่จวน ”
คนร่างกำยำกว่ายิ้มยียวน
“ข้าก็อยากกินของอร่อยเหมือนกันนี่ ได้ข่าวว่าซาลาเปาไส้เนื้อของที่นี่ต้องต่อคิวถึงจะได้กิน ข้าเลยเร่งรีบออกมา คิดๆ อยู่ว่าถ้าซื้อทันจะเหมาไปฝากท่านสักเข่ง”
“หึ! รอเจ้าซื้อไปฝากก็คงเย็นชืด สู้ข้ามานั่งกินที่นี่ไม่ดีกว่าหรือ ”
ทั้งสองเข้าไปนั่งที่โต๊ะด้านใน เถ้าแก่เหอมองเห็นบุรุษทั้งสองก็ยิ้มกว้าง เข้าไปค้อมศีรษะต้อนรับ
....อีกไม่นาน คงต้องถ่อสังขารไปกู้เงินที่จวนท่านแม่ทัพเสียแล้ว...
ภาพแม่ทัพ รองแม่ทัพและผู้ติดตาม มานั่งรอรับประทานอาหารเช้า กลายเป็นภาพคุ้นตาของเถ้าแก่เหอและภรรยา
หลังจากนั้นสิบวัน เถ้าแก่เหอก็ตรงไปที่จวนแม่ทัพ เพื่อขอพบหมิงจิ้นเหอ ทหารยามได้ยินว่าเป็นเจ้าของร้านอาหารที่เจ้านายของตนโปรดปรานก็รีบเข้าแจ้งพ่อบ้านให้รับทราบ
“หือ เถ้าแก่เหอหรือ พวกเจ้ารีบไปเชิญเขาเข้ามา”
ฮูหยินผู้เฒ่าก็ทำเช่นกัน นางรีบกล่าวขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาให้หลานทุกคนร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง “ท่านแม่ น่ายินดีนัก หลานๆ ของพวกเรามาคราวเดียวถึงสี่คนเลยขอรับ” ใต้เท้าฟ่านจับมือมารดาข้างหนึ่ง จับมือภรรยาข้างหนึ่ง “ท่านพี่ ช่างเป็นเรื่องมงคลของจวนเรานัก”พระสนมหยางเวียนอุ้มทารกทีละคนด้วยความตื่นเต้น แววตาของพระนางเปี่ยมสุขล้นใต้เท้าฟ่านและฟ่านฮูหยินนึกอัศจรรย์ในบุตรีของตนที่สามารถคลอดเจ้าเด็กทารกทั้งสี่คนนี้ออกมาได้อย่างปลอดภัยบรรดาปู่ย่าตายายล้วนคิดถึงภาพที่จะได้จูงมือเล็กของหลานๆ เดินเล่นในเทศกาลประจำปีอย่างมีความสุข“ต่อไปข้าก็จะได้ซื้อโคมไฟเพื่อให้เด็กๆ ทั้งสี่เดินถือเล่นในงานเทศกาลแล้ว ช่างน่าตื่นใจนัก ข้ามีหลานคราวเดียวถึงสี่คน” ใต้เท้าฟ่านพึมพำอย่างเปี่ยมสุข พลางหันไปดูหน้าฟ่านหลี่เจี๋ย“ใช่ๆ ข้าก็จะได้ซื้อขนมในยามที่พวกเขางอแงด้วยขอรับ” ฟ่านหลี่เจี๋ยเองก็ตื่นเต้นที่จะมีหลานตัวน้อยเมื่อกงกงกราบทูลฮ่องเต้ พระองค์มีใบหน้าอึมครึมเล็กน้อย‘เจ้าห้า แม้แต่เรื่องลูก เจ้าก็ยังไม่ไว้หน้าข้า นับว่ายังดีที่เรื่องภรรยา...ข้ามีได้มากกว่าเจ้า’มู่หลี่เฉียงที่เดินทางมาถึงเมืองห
เหอหงเซ่อที่อาสามาเฝ้าหน้าห้องในคืนอภิเษกได้ยินเสียงนั้นแล้วอมยิ้ม แอบส่งสายตายั่วยวนให้สามีที่แฝงกายอยู่ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ นางบอกนางกำนัลคนอื่นให้ไปรอที่เรือนถัดไป หากต้องการก็จะไปเรียกใช้รอจนค่อนคืนถึงยามเปลี่ยนเวรของทั้งสองสามีภรรยา องครักษ์ฉินผู้น้องที่เห็นพี่ชายแว่บตามร่างของเหอหงเซ่อหายไปทางห้องนอนของนางก็ได้แต่ถอนใจด้วยความอิจฉา‘พอมีภรรยาก็ลืมน้อง พี่ชายเลว แต่ก่อนเฝ้าเวรยามด้วยกันจนรุ่งสาง เดี๋ยวนี้หมดเวรก็รีบไปทันที’ฉินผู้พี่ผลุบเข้าไปในห้องนอนของภรรยาได้รีบระบายความอัดอั้นจากการต้องทนฟังเสียงของท่านอ๋องและพระชายาปลอดรักกันทันที“หงเซ่อ เจ้าว่าเราสองคนคืนนี้ควรจะนอนหรือไม่ ”“เรื่องนี้ ข้าแล้วแต่ท่านพี่เจ้าค่ะ”ผ่านไปหลายเดือน ครรภ์ของฟ่านซิ่วอิงอุ้ยอ้ายนัก ชินอ๋องหมิงจิ้นเหอเชิญหมอหลวงที่เก่งกาจหลายท่านมาตรวจดูคนล้วนยินดีกับชีพจรมงคลที่มีหลายชีพจร“สัมผัสได้ สองชีพจร พะยะค่ะ”“สัมผัสได้ สามชีพจร พะยะค่ะ”“เอาแน่ๆ ตรวจให้ละเอียดและชัดเจน บุตรของข้าจะมีกี่คนก็ได้ ขอแค่นางปลอดภัยก็พอ” น้ำเสียงดุดันของชินอ๋องลั่นวังหมอหลวงตัวสั่นงันงก เชื่อแน่ว่า อย่างน้อยก็มีสองชีพจรอยู่ในคร
การสมรสครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ฮองไทเฮา ญาติผู้พี่ของใต้เท้าฟ่านสมหวังในการวางฐานอำนาจเท่านั้น หากแต่ยังเป็นเครื่องรับประกันความปลอดภัยของคนในตระกูลอีกด้วย...ด้วยฐานะของเขยผู้นี้ทำให้ผู้อื่นยากจะแตะต้องคนสกุลฟ่านแล้ว...ฮ่องเต้จูงพระหัตถ์พระมารดานำหน้าฮองเฮาเข้ามาในวังจวิ้นอ๋อง ครั้งนี้พระองค์ไม่ต้องห่วงเรื่องการลอบสังหาร เพราะวังของจวิ้นอ๋องแม้แต่นกตัวเดียวก็ไม่อาจบินผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาตบรรดานายทหารระดับสูงล้วนพร้อมหน้ามาอวยพรแก่แม่ทัพหมิง สุราอาหารล้วนจัดมาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอาหารตำรับชาววังที่ฮ่องเต้พระราชทานมา และยังมีอาหารพิเศษจากภัตตาคารสกุลเหอที่เถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยนำลูกน้องมาทำถึงในวัง ทำให้แขกเหรื่อปลาบปลื้มกับความอร่อยเลิศ“งานอภิเษกสมรสครั้งนี้ จะว่าไปเป็นรองแต่เพียงการอภิเษกของฮ่องเต้เท่านั้น สมแล้วที่เป็นงานมงคลของแม่ทัพใหญ่ของแคว้น” มู่หลี่เฉียงหันไปมองรอบๆ ในใจก็หวังให้มีมือสังหารมาสร้างความปั่นป่วนบ้าง“สายตาเจ้าดูไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นเลยนะรองแม่ทัพ”“ข้ากำลังภาวนาให้มีนักฆ่าโผล่มาสร้างความวุ่นวายบ้างนะ คุณชายจิน” สีหน้าของมู่หลี่เฉียงเคร่งขรึมจินวั่งซูห
หากไม่พูดถึงเรื่องราวระหว่างเขากับนางที่เกิดขึ้นในพยัคฆ์เหิน เขาก็ทำใจกล่อมแกล้มลืมมันไป แต่ครั้นมีผู้มาสะกิดบาดแผลนี้ เขาก็จุกถึงคอหอยฟ่านซิ่วอิงช่างหลอกลวงได้เจ็บแสบนัก ตั้งแต่วางผงนิทราเขาในหอนางโลม หลอกให้จ่ายเงินไถ่หนี้ แสร้งเป็นสาวใช้อุ่นเตียง โกหกว่าจำต้องไปแต่งงานตามท่านย่าขอร้องเมื่อทบทวนย้อนหลังก็พบว่า ล้วนเป็นนางวางแผนให้เขาต้องรีบตามมา ยามที่นางหึงหวงก็ยังจับเขาวางยาให้ไร้เรี่ยวแรง แล้วพอเขาคิดจะแก้แค้นนางบ้าง นางกลับสารภาพว่า ตั้งครรภ์บุตรให้เขาแล้ว“คุณหนูของพวกเจ้าช่างเป็นดาวพิฆาตข้าเสียจริง”“ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ควรทำให้คุณหนูเกิดความแค้นเพคะ”ครั้นได้ยินเถ้าแก่เนี้ยเหอเตือนสติ ท่านอ๋องก็พลันสำนึกได้ว่า...ตนเองไม่ควรทำให้ฟ่านซิ่วอิงโมโหแม้ว่านางจะเป็นดาวเคราะห์ของเขา แต่ขณะเดียวกัน นางก็เป็นดั่งแก้วล้ำค่าจะวางไว้ในมือก็กลัวจะตกแตก จะอมไว้ในปากก็กลัวจะละลาย...พระชายาเอกของตน ช่างร้ายกาจจนผู้อื่นยากจะเท่าเทียม...“เจ้า....” ท่านอ๋องกำหมัดแน่น จ้องมองสองสามีภรรยาเขม็ง “ได้! ข้าจะไปคิดบัญชีกับนางก็แล้วกัน”ในเมื่อไม่กล้าลงมือกับคนของนาง เอาไว้ไปจัดการกับต้นตอแผนการดีกว่า ค
“นางพึงใจในวังของเจ้า และคืนที่เจ้าช่วยเหลือนาง เหล่าข้าราชสำนักและข้าราชบริพารทั้งหลายต่างเห็นกันทั่วหน้า เรื่องซุบซิบนินทาเช่นนี้ยากจะลบล้างมลทินให้นางได้ จึงจำเป็นต้องเป็นเจ้า” องค์ชายเก้าถึงกับผงะ คืนนั้นเพราะเห็นแก่ชีวิตของนาง จึงยอมทุ่มพละกำลังแบกนางขึ้นหลัง กว่าจะส่งนางไปถึงตำหนักด้านในได้ถึงกับเข่าทรุด‘นี่ข้า ทำคุณได้โทษโปรดสัตว์ได้บาปแท้ๆ เชียว’เมื่อเห็นว่า ชะตากรรมนี้คงหลีกไม่ได้แล้ว ก็ได้วางแผนให้นางไปอยู่ในเรือนด้านใน ปลูกผัก เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ในที่ดินเปล่า เอาไว้เลี้ยงดูตัวนางเองก็แล้วกัน‘ช่างเถิด คิดเสียว่า มีสัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นในวังอีกตัว’ “จวิ้นอ๋อง เจ้าคงไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้วสิ์ ” ฮ่องเต้ยิ้มพระสรวลมองพระอนุชาคนโปรด “พระราชโองการเท่านั้น พะยะค่ะ”ฮ่องเต้หยิบม้วนราชโองการที่เตรียมไว้ยื่นให้กงกง“กงกง เจ้ารีบจัดการยามนี้เลย น้องชายเราใจจะขาดแล้ว”“กระหม่อมจะเร่งมือให้เร็วที่สุด พะยะค่ะ”ฮ่องเต้ทรงหันมายิ้มให้จวิ้นอ๋อง หากไม่มีน้องชายผู้นี้ โอกาสฟ้าเปิดย่อมหาได้ยากยิ่ง“ข้าทำแบบนี้ เจ้าพอใจหรือยัง ”“ขอบพระทัย พะยะค่ะ”
ไม่เพียงแต่พูด ชายหนุ่มยังยกขึ้นมาดมให้นางดู เขาดมแล้วก็มองนางด้วยสายตากรุ้มกริ่ม“ดมแล้วข้าก็คิดถึงแต่เจ้า มิได้สนใจสตรีอื่นใดอีก”จางเลี่ยงหวงหน้าแดงระเรื่อ ยื่นหน้าไปจูบริมฝีปากสามีเบาๆ“ท่านพี่...ท่านน่ารักยิ่งนัก”“นี่ควรเป็นคำชมของข้ามิใช่หรือน้องหญิง ” เขาลูบไล้แผ่นหลังเปลือยเปล่าของนางต่ำลงไปจนถึงบั้นท้ายแล้วบีบเบาๆ ก่อนจะผงกศีรษะขึ้นจูบนางอย่างเรียกร้อง“เป็นเพราะข้าต้องอดกลั้น คืนนี้เจ้าจึงต้องทำหน้าที่ฮูหยินให้เต็มที่ ข้าจะได้ไม่มีแรงไปที่นั่นอีก”มือใหญ่ทั้งสองข้างบีบไปตามร่างกายของนางเบาๆจางเลี่ยงหวงกดคอสามีให้ก้มลงจูบนาง ยกขาเรียวขึ้นเหนี่ยวเอวของเขาไว้ มู่หลี่เฉียงครางฮึ่มฮั่มในลำคอก่อนจะเริ่มทำให้นางอ่อนแรงอีกครั้ง หลังเหตุการณ์วันนั้น เสนาบดีฟ่านจึงให้พ่อบ้านไปทูลเชิญจวิ้นอ๋องถึงวังให้เสด็จมาเสวยพระยาหารค่ำที่จวนสกุลฟ่าน ใบหน้าของจวิ้นอ๋องระบายด้วยรอยยิ้ม มิคาดว่า จินวั่งซูจะทำหน้าหนาติดตามมา “ข้าเป็นผู้อารักขาคุณหนูฟ่าน ท่านควรเชิญข้าไปด้วยจึงจะถูก” พ่อบ้านสกุลฟ่านจนด้วยคำพูดจึงได้แต่รับคำ หลังเสวยแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าและ
“นี่เจ้า....” จวิ้นอ๋องโมโหแทบจะบีบคอนาง “เจ้าเห็นแก่เงินห้าสิบตำลึงถึงกับลอบทำร้ายข้า” เหอเจียอีถึงกับทำตาโต “โอ้โห! ตั้งห้าสิบตำลึงเชียวนะเจ้าคะ ข้าต้องทำอาหารกี่พันจานถึงจะได้เงินขนาดนี้” “เจ้ากล้าลอบวางยาข้า ไม่กลัวโทษเลยงั้นหรือ ” เขาทำหน้าถมึงถึง “แต่ท่านก็ไ
จวิ้นอ๋อง มองดูภัตตาคารแห่งใหม่ที่สร้างเสร็จแล้วอย่างงุนงง ขนาดของร้านใหญ่กว่าเพิงเดิมหลายเท่า ดูสวยงามและโอ่อ่าพอสมควร ถ้าจะว่าไปน่าจะใช้เวลาอีกสักเดือนถึงจะเสร็จ “หลี่เฉียง ข้าว่า ที่นี่สร้างเสร็จเร็วเหนือกว่าคาดไว้มาก” มู่หลี่เฉียงที่คันปากอยากจะเล่าอยู่แล้ว เขารีบบรรย
คุณหนูฟ่านหรือชื่อปลอมคือเหอเจียอี ถึงกับกลั้นหัวเราะจนตัวโยนเมื่อเห็นนายกองซ่งควบม้ากลับค่ายพยัคฆ์เหินจนฝุ่นตลบ “คุณหนูเจ้าคะ ดูเหมือนนายกองผู้นั้นจะถูกส่งมาดูตัวคุณหนูนะเจ้าคะ” เหอหงเซ่อน้องสาวอุปโลกน์ยิ้มกลั้วหัวเราะ “ข้าเห็นมานั่งเมียงๆ มองๆ จ้องประตูทางเข้าครัวอยู่นานสองนานแล
หมิงจิ้นเหอรู้สึกแปลกใจที่ระยะหลังเขาได้พบคุณชายคหบดีหลายตระกูลมารับประทานอาหารที่เพิงขายอาหารเล็กๆ แห่งนี้“หลี่เฉียง เจ้าดูสิ เหตุใดคุณชายพวกนั้นระเห็จออกมาที่นี่ ร้านในตัวเมืองมีถมเถมิใช่หรือ”“ทีท่านยังติดใจในรสชาติอาหารร้านนี้ แล้วผู้อื่นจะไม่ชื่นชอบได้อย่างไร เรื่องของปากท้อง ล้







