เข้าสู่ระบบพ่อบ้านเการีบกระวีกระวาดนำเถ้าแก่เหอไปพบเจ้านายของตนที่ห้องตำรา จวิ้นอ๋องทรงโปรดอาหารร้านนี้ยิ่งนัก แม้พ่อบ้านเกาจะพยายามให้แม่ครัวในจวนแม่ทัพทำรสชาติอาหารเลียนแบบอย่างไรก็ไม่อาจทำให้ท่านอ๋องพอใจได้
ตอนเช้าท่านอ๋องเสด็จไปเพิงขายอาหารเล็กๆ นั่น กลางวันก็ยังออกจากค่ายมาเสวยอีก ตกเย็นยังสั่งให้เขาออกมาสั่งอาหารนำกลับไปที่จวนแม่ทัพ เช่นนี้แล้ว พ่อบ้านเกาจะกล้าปฏิเสธการมาขอพบของเถ้าแก่เหอได้อย่างไร
เถ้าแก่เพิงขายอาหารวัยกลางคน เดินขาสั่นน้อยๆ เข้าไปยังห้องทำงานของแม่ทัพใหญ่ แม้จะกลัวแต่ก็ต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ
“เถ้าแก่เหอ มาหาข้าถึงจวนมีธุระอันใดหรือ ”
เหอเชาแววตาสั่นระริก เขารู้กิตติศัพท์ของหมิงจิ้นเหอมานาน ยามที่ท่านแม่ทัพไปเยือนเพิงขายอาหาร เขาก็ไม่ค่อยอยากจะสบตาคนผู้นี้เท่าใดนัก ตอนนี้ต้องมายืนอยู่ต่อหน้าเพียงลำพัง แข้งขาพาลจะอ่อนเสียให้ได้
ชายวัยกลางคนคุกเข่าลง ยกมือประสานกันพร้อมค้อมศีรษะ
“ท่านแม่ทัพขอรับ ข้ามาเพื่อขอความเมตตาจากท่าน”
หมิงจิ้นเหอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “มีเรื่องอันใด ”
คนที่คุกเข่ายังไม่ยอมเงยหน้า “ก็อย่างที่ท่านเห็นสภาพเพิงขายอาหารของครอบครัวข้าน้อยนั่นล่ะขอรับ พวกเรามีเพียงแรงงานและความสามารถแต่ไม่มีเงินทุน หากยังค้าขายในเพิงนั่นต่อไปก็ยากจะลืมตาอ้าปากได้ ครอบครัวของข้าน้อยจึงได้ปรึกษาหารือกันแล้วว่า มีเพียงท่านแม่ทัพที่จะช่วยเหลือ พวกเราได้”
“ช่วยเหลืออย่างไรหรือ ”
“ข้าน้อยจะขอกู้ยืมเงินท่านแม่ทัพในการสร้างร้านใหม่ขอรับ ตรงที่พวกเราทำเพิงขายอาหารนั่น เราใช้เงินเก็บทั้งหมดขอซื้อที่ดินมาแล้ว จึงไม่มีส่วนเหลือพอจะก่อสร้าง หากว่าท่านแม่ทัพให้ครอบครัวข้าน้อยยืมเงินพวกเราจะจ่ายดอกเบี้ยพร้อมส่วนแบ่งในกิจการให้กับท่านด้วย”
“เจ้าว่ามา...”
เหอเชาที่ถูกสั่งให้เขียนแผนกิจการมาก่อนรีบควักเอากระดาษในแขนเสื้อออกมายื่นส่งให้หมิงจิ้นเหอ
แม่ทัพใหญ่อ่านข้อเสนอแล้วยิ้มน้อยๆ
“เจ้าจะให้ทั้งดอกเบี้ยและส่วนแบ่งกำไรจากร้านให้ข้า พวกเจ้ามั่นใจแล้วหรือ ทำเช่นนี้ข้าก็ได้ทั้งขึ้นทั้งล่องน่ะสิ”
“ไม่เป็นไรขอรับ ภรรยาของข้าน้อยคำนวณแล้วว่าหากขยายร้านให้ใหญ่โตและมีโต๊ะเพิ่มขึ้น รายได้ก็จะมากขึ้นด้วย ทุกวันนี้มีคนมาสั่งอาหารจากพวกเราจนแทบจะทำไม่ไหวกันอยู่แล้วขอรับ”
เถ้าแก่เหอ เงยหน้าขึ้นชี้แจงอย่างแข็งขันก่อนจะรีบก้มหน้าซ่อนความหวั่นไหวเอาไว้...ครั้งนี้นับว่าเขาทำเรื่องเสี่ยงที่สุดในชีวิตแล้ว!
แม่ทัพหมิงหรือจวิ้นอ๋องหมิงจิ้นเหอเห็นว่าตนไม่มีข้อเสียเปรียบเพราะรู้มาว่าแม่ครัวฝีมือดีที่ทำอาหารก็คือบุตรสาวของเถ้าแก่เหอผู้นี้ หากอีกฝ่ายไม่มีอัฐจะมาใช้หนี้เขาก็คิดจะยึดเอานางมาเป็นแม่ครัวที่จวนแม่ทัพ
...เงินกู้ยืมเพียงเท่านี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับท่านอ๋องอย่างเขา...
ตกลงกันเสร็จสรรพก็ให้เถ้าแก่เหอลงลายมือชื่อไว้ในสัญญา เถ้าแก่เหอมีสีหน้ายินดีอย่างยิ่งเขากลับบ้านไปพร้อมกับเงินและสัญญาฉบับนั้น
“ดีมากท่านพ่อ” เหอเจียอีพยักหน้าชมเชย
“คุณหนูขอรับ ท่านจะทำให้ข้าน้อยหัวใจวาย โทษฐานหลอกลวงท่านแม่ทัพ ประหารเลยทีเดียวนะขอรับ”
พ่อบ้านเหอที่โดนบังคับให้สวมบทบาทเถ้าแก่เพิงขายอาหารถึงกับเหงื่อตก แม้ช่วงวัยรุ่นเขาจะเคยเลือดร้อนชิงไถ่ตัวแม่นางหงผู้โด่งดังจากหอคณิกาตัดหน้าคุณชายตระกูลพานจนถูกอีกฝ่ายตามราวี แต่ยังไม่น่ากลัวเท่าครั้งนี้
….เขากล้าโกหกแม่ทัพใหญ่ ฉายาปีศาจภูเขา ไม่รู้ว่าหากถูกจับได้ จะถูกนำตัวไปทารุณเช่นใดบ้าง ....
“เอาเถอะน่าพ่อบ้านเหอ ข้าจะรับผิดชอบชีวิตน้อยๆ ของท่านเอง” คุณหนูฟ่านที่ใช้ชื่อปลอมๆ ว่าเหอเจียอี ยิ้มขำๆ “ท่านแม่ล่ะ ท่านคิดว่ายังไง ”
ภรรยาของเถ้าแก่เหอ อดีตหญิงแม่นางหงจางลี่แห่งหอเทียบจันทราหันไปปลอบสามี
“ท่านพี่ ท่านต้องเชื่อใจคุณหนู ข้าว่า ครั้งนี้ คุณหนูต้องทำสำเร็จ”
“มาถึงขั้นนี้เราต้องขยายร้านให้ใหญ่โตอีกหน่อย พอจะต้อนรับบรรดาคุณชายจากเมืองพยัคฆ์เหินให้มาแสดงงิ้วช่วยข้า”
“พี่เจียอี ท่านช่างยอดเยี่ยม” จินหงเซ่อบ่าวรับใช้ประจำตัวฟ่านซิ่วอิงค้อมคำนับล้อเลียน
“เจ้ากล่าวเกินไปแล้ว น้องหงเซ่อ” เหอเจียอีหัวเราะร่วน “หากไม่ได้เจ้าคอยเป็นลูกมือทำอาหารช่วยข้า เห็นทีข้าคงลุกไม่ขึ้นไปหลายวัน เราขายดีขนาดนี้ คงต้องเพิ่มคนงานในครัว”
ในแต่ละวันคนทั้งสี่ต้องช่วยกันทำอาหาร หลังเที่ยงจึงปิดร้านค้า ที่ไม่เปิดขายเยอะเพราะเป้าหมายมีเพียงท่านแม่ทัพเท่านั้น เมื่อเปิดได้สิบกว่าวันชื่อเสียงของร้านก็ทำให้หมิงจิ้นเหอเข้ามารับประทานอาหารถึงที่ร้าน
ยิ่งแม่ทัพหนุ่มสั่งอาหารเพิ่มพิเศษในรอบค่ำ เหอเจียอีจึงเห็นว่าต้องรีบดำเนินการตามแผนขั้นต่อไป
ผลพลอยได้จากการเปิดเพิงขายอาหารในครั้งนี้ นอกจากจะทำให้หมิงจิ้นเหอมาติดกับดักแล้ว นางยังเห็นโอกาสในการหารายได้เพิ่มจากการทำร้านอาหารอีกด้วย
...ดียิ่งนัก นางคิดจะดักคนแต่กลับได้ทั้งคนและเงินทอง...
ที่ดินหน้าค่ายบริเวณนี้ ฟ่านซิ่วอิงให้พ่อบ้านเหอซื้อไว้ นางสร้างเพียงเพิงพักเล็กๆ เพื่อให้ดูเป็นครอบครัวที่เพิ่งมาตั้งรกราก เมื่อได้กู้เงินจากหมิงจิ้นเหอนางจึงลงมือก่อสร้างร้านที่ใหญ่และโอ่อ่ากว่าเดิม
ไม่นานนักการก่อสร้างร้านค้าใหม่ของครอบครัวสกุลเหอก็เริ่มขึ้น เมื่อลูกค้าทั้งหลายเห็นว่ากิจการของพวกเขาก้าวหน้าก็ยิ่งมาอุดหนุนกันมาก
ที่สำคัญ เหอเจียอี บุตรสาวและแม่ครัวคนงามของเพิงขายอาหาร ยอมออกมาปรากฏตัวให้เหล่าลูกค้าได้เห็น กลายคำเล่าลือทั้งรสชาติและความงาม
ทหารหนุ่มที่พากันได้ยลโฉมนางต่างพากันกลับไปคุยเรื่องนี้ที่ค่ายพยัคฆ์เหินอย่างออกรสออกชาติ ไม่นานนักเรื่องนี้ก็ไปเข้าหูมู่หลี่เฉียง
“จริงหรือนี่ ข้าไปกินอาหารที่นั่นมาเกือบเดือนไม่เห็นจะเคยเจอเหอเจียอีเลยสักครั้ง เห็นทีต้องรีบไปดูเสียหน่อย”
เที่ยงวันต่อมา หลังจากรับประทานอาหารเที่ยงที่เพิงขายอาหารกับหมิงจิ้นเหอเสร็จ เขาก็เอ่ยปากให้ท่านแม่ทัพกลับไปก่อน ส่วนตัวเขาขอนั่งจิบน้ำชาอยู่อีกสักพัก หมิงจิ้นเหอไม่สนใจ เขารีบควบม้ากลับค่ายพร้อมผู้ติดตาม ปล่อยให้สหายอยู่ต่อ
พอทำอาหารจานสุดท้ายเสร็จ เหอเชาก็รีบเข้าไปกระซิบเหอเจียอีให้รู้ว่ามู่หลี่เฉียงยังไม่ยอมกลับ ได้ยินว่าจะรอดูหน้านางเสียก่อน
“ดี! ในที่สุดปลาก็กินเหยื่อ เดี๋ยวข้าจะออกไปให้เขาได้ยลโฉมเสียหน่อย”
หญิงสาวแสร้งเดินออกมาจากด้านหลังร้าน ไปนั่งพักจิบน้ำชาที่โต๊ะริมหน้าต่างที่เปิดกว้างไว้
มู่หลี่เฉียงมองเห็นหญิงสาวงดงามใบหน้าแฉล้มก็ตกตะลึง
‘ดีจริงที่บอกให้ท่านแม่ทัพกลับไปก่อน ในเมื่อข้าได้เห็นโฉมงามก่อน ย่อมต้องมีโอกาส’
รองแม่ทัพหนุ่มติดใจในความงามของเหอเจียอี เขาต้องหาทางกีดกันมิให้หมิงจิ้นเหอกับนางได้พบกัน ท่านแม่ทัพของเขารูปงามสง่ายิ่ง ส่วนเหอเจียอีก็งดงามไร้ที่ติ หากว่าคนทั้งสองพบกัน บุรุษร่างใหญ่คล้ายหมีอย่างเขาก็คงไม่อาจจะเป็นคู่แข่งของท่านแม่ทัพได้
มู่หลี่เฉียงคิดแล้วก็ครึ้มอกครึ้มใจควบม้ากลับค่ายทหารไป
หงจางลี่ภรรยาของเหอเชาเห็นอาการของรองแม่ทัพหนุ่มก็รู้แล้วว่าแผนกระตุ้นจวิ้นอ๋องน่าจะได้ผล
“คุณหนูเจ้าคะ รองแม่มู่ดูเหมือนจะชอบท่านเข้าให้แล้ว”
“แค่นี้ยังไม่พอหรอก ข้าว่าคงต้องหาตัวกระตุ้นให้มากกว่านี้ จนกว่าเขาจะรู้สึกร้อนรนเพราะข้า”
ระหว่างการก่อสร้างร้านอาหารใหม่ แม่ทัพหมิงแวะเวียนไปดูความก้าวหน้าของกิจการทุกวันตามที่เถ้าแก่เหอเรียนเชิญเอาไว้ ลูกค้าของร้านยังคงเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ร้านของนางปิดเร็วขึ้นกว่าเดิม นางจึงเปลี่ยนเวลาเปิดร้านโดยเริ่มจากยามซื่อ (09.00-10.59) ไปถึงเที่ยงวันเท่านั้น
แม่ทัพหมิงจึงต้องส่งทหารออกมาจองโต๊ะตั้งแต่ต้นยามซื่อ เพราะเถ้าแก่เหออ้างว่า ลูกค้ามาตลอดเวลาเขาไม่สามารถห้ามลูกค้าไม่ให้นั่งโต๊ะที่บอกว่า ท่านแม่ทัพจองได้
มู่หลี่เฉียงติดสอยห้อยตามหมิงจิ้นเหอมาเพิงขายอาหารทุกครั้งแต่ก็ขอกลับทีหลังจนแม่ทัพหนุ่มรู้สึกสงสัย
“ที่ร้านเถ้าแก่เหอมีอันใด เจ้าจึงให้ข้ากลับก่อนเสียทุกครั้ง”
“ท่านแม่ทัพ ข้าก็แค่อยากนั่งจิบชาชมทิวทัศน์อีกสักหน่อย ไม่มีอันใดดอก ท่านมีงานมากก็กลับไปก่อนเถิด ข้าได้ยินว่าช่วงบ่าย เถ้าแก่เหอจะเริ่มทำขนมออกมาวางขาย เอาไว้ข้าเข้าคิวซื้อแล้วจะเอาไปฝากท่านกินยามบ่ายไม่ดีหรือไร ”
“ก็ดี ถ้าเช่นนั้น ข้ากลับก่อนก็แล้วกัน” หมิงจิ้นเหอไม่ได้เชื่อในสิ่งที่สหายบอกนัก แต่ไม่อยากจะซักไซ้ไล่เลียง “อย่าลืมขนมส่วนของข้านะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าก็ทำเช่นกัน นางรีบกล่าวขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาให้หลานทุกคนร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง “ท่านแม่ น่ายินดีนัก หลานๆ ของพวกเรามาคราวเดียวถึงสี่คนเลยขอรับ” ใต้เท้าฟ่านจับมือมารดาข้างหนึ่ง จับมือภรรยาข้างหนึ่ง “ท่านพี่ ช่างเป็นเรื่องมงคลของจวนเรานัก”พระสนมหยางเวียนอุ้มทารกทีละคนด้วยความตื่นเต้น แววตาของพระนางเปี่ยมสุขล้นใต้เท้าฟ่านและฟ่านฮูหยินนึกอัศจรรย์ในบุตรีของตนที่สามารถคลอดเจ้าเด็กทารกทั้งสี่คนนี้ออกมาได้อย่างปลอดภัยบรรดาปู่ย่าตายายล้วนคิดถึงภาพที่จะได้จูงมือเล็กของหลานๆ เดินเล่นในเทศกาลประจำปีอย่างมีความสุข“ต่อไปข้าก็จะได้ซื้อโคมไฟเพื่อให้เด็กๆ ทั้งสี่เดินถือเล่นในงานเทศกาลแล้ว ช่างน่าตื่นใจนัก ข้ามีหลานคราวเดียวถึงสี่คน” ใต้เท้าฟ่านพึมพำอย่างเปี่ยมสุข พลางหันไปดูหน้าฟ่านหลี่เจี๋ย“ใช่ๆ ข้าก็จะได้ซื้อขนมในยามที่พวกเขางอแงด้วยขอรับ” ฟ่านหลี่เจี๋ยเองก็ตื่นเต้นที่จะมีหลานตัวน้อยเมื่อกงกงกราบทูลฮ่องเต้ พระองค์มีใบหน้าอึมครึมเล็กน้อย‘เจ้าห้า แม้แต่เรื่องลูก เจ้าก็ยังไม่ไว้หน้าข้า นับว่ายังดีที่เรื่องภรรยา...ข้ามีได้มากกว่าเจ้า’มู่หลี่เฉียงที่เดินทางมาถึงเมืองห
เหอหงเซ่อที่อาสามาเฝ้าหน้าห้องในคืนอภิเษกได้ยินเสียงนั้นแล้วอมยิ้ม แอบส่งสายตายั่วยวนให้สามีที่แฝงกายอยู่ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ นางบอกนางกำนัลคนอื่นให้ไปรอที่เรือนถัดไป หากต้องการก็จะไปเรียกใช้รอจนค่อนคืนถึงยามเปลี่ยนเวรของทั้งสองสามีภรรยา องครักษ์ฉินผู้น้องที่เห็นพี่ชายแว่บตามร่างของเหอหงเซ่อหายไปทางห้องนอนของนางก็ได้แต่ถอนใจด้วยความอิจฉา‘พอมีภรรยาก็ลืมน้อง พี่ชายเลว แต่ก่อนเฝ้าเวรยามด้วยกันจนรุ่งสาง เดี๋ยวนี้หมดเวรก็รีบไปทันที’ฉินผู้พี่ผลุบเข้าไปในห้องนอนของภรรยาได้รีบระบายความอัดอั้นจากการต้องทนฟังเสียงของท่านอ๋องและพระชายาปลอดรักกันทันที“หงเซ่อ เจ้าว่าเราสองคนคืนนี้ควรจะนอนหรือไม่ ”“เรื่องนี้ ข้าแล้วแต่ท่านพี่เจ้าค่ะ”ผ่านไปหลายเดือน ครรภ์ของฟ่านซิ่วอิงอุ้ยอ้ายนัก ชินอ๋องหมิงจิ้นเหอเชิญหมอหลวงที่เก่งกาจหลายท่านมาตรวจดูคนล้วนยินดีกับชีพจรมงคลที่มีหลายชีพจร“สัมผัสได้ สองชีพจร พะยะค่ะ”“สัมผัสได้ สามชีพจร พะยะค่ะ”“เอาแน่ๆ ตรวจให้ละเอียดและชัดเจน บุตรของข้าจะมีกี่คนก็ได้ ขอแค่นางปลอดภัยก็พอ” น้ำเสียงดุดันของชินอ๋องลั่นวังหมอหลวงตัวสั่นงันงก เชื่อแน่ว่า อย่างน้อยก็มีสองชีพจรอยู่ในคร
การสมรสครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ฮองไทเฮา ญาติผู้พี่ของใต้เท้าฟ่านสมหวังในการวางฐานอำนาจเท่านั้น หากแต่ยังเป็นเครื่องรับประกันความปลอดภัยของคนในตระกูลอีกด้วย...ด้วยฐานะของเขยผู้นี้ทำให้ผู้อื่นยากจะแตะต้องคนสกุลฟ่านแล้ว...ฮ่องเต้จูงพระหัตถ์พระมารดานำหน้าฮองเฮาเข้ามาในวังจวิ้นอ๋อง ครั้งนี้พระองค์ไม่ต้องห่วงเรื่องการลอบสังหาร เพราะวังของจวิ้นอ๋องแม้แต่นกตัวเดียวก็ไม่อาจบินผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาตบรรดานายทหารระดับสูงล้วนพร้อมหน้ามาอวยพรแก่แม่ทัพหมิง สุราอาหารล้วนจัดมาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอาหารตำรับชาววังที่ฮ่องเต้พระราชทานมา และยังมีอาหารพิเศษจากภัตตาคารสกุลเหอที่เถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยนำลูกน้องมาทำถึงในวัง ทำให้แขกเหรื่อปลาบปลื้มกับความอร่อยเลิศ“งานอภิเษกสมรสครั้งนี้ จะว่าไปเป็นรองแต่เพียงการอภิเษกของฮ่องเต้เท่านั้น สมแล้วที่เป็นงานมงคลของแม่ทัพใหญ่ของแคว้น” มู่หลี่เฉียงหันไปมองรอบๆ ในใจก็หวังให้มีมือสังหารมาสร้างความปั่นป่วนบ้าง“สายตาเจ้าดูไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นเลยนะรองแม่ทัพ”“ข้ากำลังภาวนาให้มีนักฆ่าโผล่มาสร้างความวุ่นวายบ้างนะ คุณชายจิน” สีหน้าของมู่หลี่เฉียงเคร่งขรึมจินวั่งซูห
หากไม่พูดถึงเรื่องราวระหว่างเขากับนางที่เกิดขึ้นในพยัคฆ์เหิน เขาก็ทำใจกล่อมแกล้มลืมมันไป แต่ครั้นมีผู้มาสะกิดบาดแผลนี้ เขาก็จุกถึงคอหอยฟ่านซิ่วอิงช่างหลอกลวงได้เจ็บแสบนัก ตั้งแต่วางผงนิทราเขาในหอนางโลม หลอกให้จ่ายเงินไถ่หนี้ แสร้งเป็นสาวใช้อุ่นเตียง โกหกว่าจำต้องไปแต่งงานตามท่านย่าขอร้องเมื่อทบทวนย้อนหลังก็พบว่า ล้วนเป็นนางวางแผนให้เขาต้องรีบตามมา ยามที่นางหึงหวงก็ยังจับเขาวางยาให้ไร้เรี่ยวแรง แล้วพอเขาคิดจะแก้แค้นนางบ้าง นางกลับสารภาพว่า ตั้งครรภ์บุตรให้เขาแล้ว“คุณหนูของพวกเจ้าช่างเป็นดาวพิฆาตข้าเสียจริง”“ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ควรทำให้คุณหนูเกิดความแค้นเพคะ”ครั้นได้ยินเถ้าแก่เนี้ยเหอเตือนสติ ท่านอ๋องก็พลันสำนึกได้ว่า...ตนเองไม่ควรทำให้ฟ่านซิ่วอิงโมโหแม้ว่านางจะเป็นดาวเคราะห์ของเขา แต่ขณะเดียวกัน นางก็เป็นดั่งแก้วล้ำค่าจะวางไว้ในมือก็กลัวจะตกแตก จะอมไว้ในปากก็กลัวจะละลาย...พระชายาเอกของตน ช่างร้ายกาจจนผู้อื่นยากจะเท่าเทียม...“เจ้า....” ท่านอ๋องกำหมัดแน่น จ้องมองสองสามีภรรยาเขม็ง “ได้! ข้าจะไปคิดบัญชีกับนางก็แล้วกัน”ในเมื่อไม่กล้าลงมือกับคนของนาง เอาไว้ไปจัดการกับต้นตอแผนการดีกว่า ค
“นางพึงใจในวังของเจ้า และคืนที่เจ้าช่วยเหลือนาง เหล่าข้าราชสำนักและข้าราชบริพารทั้งหลายต่างเห็นกันทั่วหน้า เรื่องซุบซิบนินทาเช่นนี้ยากจะลบล้างมลทินให้นางได้ จึงจำเป็นต้องเป็นเจ้า” องค์ชายเก้าถึงกับผงะ คืนนั้นเพราะเห็นแก่ชีวิตของนาง จึงยอมทุ่มพละกำลังแบกนางขึ้นหลัง กว่าจะส่งนางไปถึงตำหนักด้านในได้ถึงกับเข่าทรุด‘นี่ข้า ทำคุณได้โทษโปรดสัตว์ได้บาปแท้ๆ เชียว’เมื่อเห็นว่า ชะตากรรมนี้คงหลีกไม่ได้แล้ว ก็ได้วางแผนให้นางไปอยู่ในเรือนด้านใน ปลูกผัก เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ในที่ดินเปล่า เอาไว้เลี้ยงดูตัวนางเองก็แล้วกัน‘ช่างเถิด คิดเสียว่า มีสัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นในวังอีกตัว’ “จวิ้นอ๋อง เจ้าคงไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้วสิ์ ” ฮ่องเต้ยิ้มพระสรวลมองพระอนุชาคนโปรด “พระราชโองการเท่านั้น พะยะค่ะ”ฮ่องเต้หยิบม้วนราชโองการที่เตรียมไว้ยื่นให้กงกง“กงกง เจ้ารีบจัดการยามนี้เลย น้องชายเราใจจะขาดแล้ว”“กระหม่อมจะเร่งมือให้เร็วที่สุด พะยะค่ะ”ฮ่องเต้ทรงหันมายิ้มให้จวิ้นอ๋อง หากไม่มีน้องชายผู้นี้ โอกาสฟ้าเปิดย่อมหาได้ยากยิ่ง“ข้าทำแบบนี้ เจ้าพอใจหรือยัง ”“ขอบพระทัย พะยะค่ะ”
ไม่เพียงแต่พูด ชายหนุ่มยังยกขึ้นมาดมให้นางดู เขาดมแล้วก็มองนางด้วยสายตากรุ้มกริ่ม“ดมแล้วข้าก็คิดถึงแต่เจ้า มิได้สนใจสตรีอื่นใดอีก”จางเลี่ยงหวงหน้าแดงระเรื่อ ยื่นหน้าไปจูบริมฝีปากสามีเบาๆ“ท่านพี่...ท่านน่ารักยิ่งนัก”“นี่ควรเป็นคำชมของข้ามิใช่หรือน้องหญิง ” เขาลูบไล้แผ่นหลังเปลือยเปล่าของนางต่ำลงไปจนถึงบั้นท้ายแล้วบีบเบาๆ ก่อนจะผงกศีรษะขึ้นจูบนางอย่างเรียกร้อง“เป็นเพราะข้าต้องอดกลั้น คืนนี้เจ้าจึงต้องทำหน้าที่ฮูหยินให้เต็มที่ ข้าจะได้ไม่มีแรงไปที่นั่นอีก”มือใหญ่ทั้งสองข้างบีบไปตามร่างกายของนางเบาๆจางเลี่ยงหวงกดคอสามีให้ก้มลงจูบนาง ยกขาเรียวขึ้นเหนี่ยวเอวของเขาไว้ มู่หลี่เฉียงครางฮึ่มฮั่มในลำคอก่อนจะเริ่มทำให้นางอ่อนแรงอีกครั้ง หลังเหตุการณ์วันนั้น เสนาบดีฟ่านจึงให้พ่อบ้านไปทูลเชิญจวิ้นอ๋องถึงวังให้เสด็จมาเสวยพระยาหารค่ำที่จวนสกุลฟ่าน ใบหน้าของจวิ้นอ๋องระบายด้วยรอยยิ้ม มิคาดว่า จินวั่งซูจะทำหน้าหนาติดตามมา “ข้าเป็นผู้อารักขาคุณหนูฟ่าน ท่านควรเชิญข้าไปด้วยจึงจะถูก” พ่อบ้านสกุลฟ่านจนด้วยคำพูดจึงได้แต่รับคำ หลังเสวยแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าและ
“นี่เจ้า....” จวิ้นอ๋องโมโหแทบจะบีบคอนาง “เจ้าเห็นแก่เงินห้าสิบตำลึงถึงกับลอบทำร้ายข้า” เหอเจียอีถึงกับทำตาโต “โอ้โห! ตั้งห้าสิบตำลึงเชียวนะเจ้าคะ ข้าต้องทำอาหารกี่พันจานถึงจะได้เงินขนาดนี้” “เจ้ากล้าลอบวางยาข้า ไม่กลัวโทษเลยงั้นหรือ ” เขาทำหน้าถมึงถึง “แต่ท่านก็ไ
จวิ้นอ๋อง มองดูภัตตาคารแห่งใหม่ที่สร้างเสร็จแล้วอย่างงุนงง ขนาดของร้านใหญ่กว่าเพิงเดิมหลายเท่า ดูสวยงามและโอ่อ่าพอสมควร ถ้าจะว่าไปน่าจะใช้เวลาอีกสักเดือนถึงจะเสร็จ “หลี่เฉียง ข้าว่า ที่นี่สร้างเสร็จเร็วเหนือกว่าคาดไว้มาก” มู่หลี่เฉียงที่คันปากอยากจะเล่าอยู่แล้ว เขารีบบรรย
คุณหนูฟ่านหรือชื่อปลอมคือเหอเจียอี ถึงกับกลั้นหัวเราะจนตัวโยนเมื่อเห็นนายกองซ่งควบม้ากลับค่ายพยัคฆ์เหินจนฝุ่นตลบ “คุณหนูเจ้าคะ ดูเหมือนนายกองผู้นั้นจะถูกส่งมาดูตัวคุณหนูนะเจ้าคะ” เหอหงเซ่อน้องสาวอุปโลกน์ยิ้มกลั้วหัวเราะ “ข้าเห็นมานั่งเมียงๆ มองๆ จ้องประตูทางเข้าครัวอยู่นานสองนานแล
หมิงจิ้นเหอรู้สึกแปลกใจที่ระยะหลังเขาได้พบคุณชายคหบดีหลายตระกูลมารับประทานอาหารที่เพิงขายอาหารเล็กๆ แห่งนี้“หลี่เฉียง เจ้าดูสิ เหตุใดคุณชายพวกนั้นระเห็จออกมาที่นี่ ร้านในตัวเมืองมีถมเถมิใช่หรือ”“ทีท่านยังติดใจในรสชาติอาหารร้านนี้ แล้วผู้อื่นจะไม่ชื่นชอบได้อย่างไร เรื่องของปากท้อง ล้







