تسجيل الدخول-เช้าวันใหม่-
อากาศอันแสนสดใสในยามเช้าไม่ได้ทำให้หลิวหรงผิงรู้สึกสดชื่นขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย เพราะฝันบ้าๆ เมื่อคืนนี้ที่ทำเอานางนอนเบิกตาโพลงไม่หลับไม่นอนจนเกือบจะรุ่งสาง
หญิงสาวเอาแต่นั่งหาวหวอดอยู่บนเก้าอี้หินอ่อนในศาลาริมสระน้ำหน้าเรือนพักของตน รอบสระมีกอบัวขึ้นกระจายอยู่ประปรายสลับกับฝูงปลาตัวน้อยที่แหวกว่ายไปมา
ดวงตาเรียวหงส์มีหยาดน้ำตาคลอรื้อเล็กน้อยด้วยความง่วงงุนจากการนั่งหาวมาตั้งแต่เช้าตรู่ นางนั่งเท้าคางกับขอบศาลาพลางขบคิดถึงสิ่งที่ได้พบเจอในห้วงฝันเมื่อคืนอย่างไม่ตก
‘สรุปก็คือฝันจริงๆ แต่กลับเหมือนเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงกับเจ้าของร่างนี้มาก่อน ตกลงแล้วข้าควรปล่อยผ่านไป หรือจะสืบหาความจริงดีล่ะ’
“นี่ซิ่วอิง ข้าแต่งงานกับจวิ้นอ๋องมานานเท่าใดแล้วนะ”
“เกือบสามเดือนได้แล้วเพคะ พระชายาถามไปทำไมหรือเพคะ”
“ข้าลืมน่ะ แต่ว่าสามเดือนเลยหรือ”
“ใช่แล้วเพคะ” เด็กสาวพยักหน้ารับคำก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานในมือของตัวเองต่อไป
‘หากต้องอุดอู้อยู่แต่ในนี้ต่อไปข้าคงได้กลายเป็นคนบ้าจริงๆ เข้าสักวันแน่ๆ’ หลิวหรงผิงคิดในใจอย่างท้อแท้
“หากเป็นเมื่อก่อน คุณชายใหญ่คงพาพระชายาออกไปเที่ยวเล่นที่งานเทศกาลโคมไฟแล้วนะเพคะ แต่เวลานี้ท่านออกเรือนแล้วช่างน่าเสียดายจริงๆ” ซิ่วอิงเปรยขึ้นมา
“เสียดายเรื่องอะไร แล้วงานโคมไฟนี่คือที่ไหนกันหรือ”
“ก็งานเทศกาลโคมไฟที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในตัวเมืองหลวงอย่างไรเล่าเพคะ”
“มีของแบบนั้นด้วยหรือ ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ออกไปเที่ยวกันเถอะ”
“ไปไม่ได้นะเพคะ” เสี่ยวเถาที่กำลังเด็ดกลีบดอกไม้อยู่รีบหยุดมือทันควันก่อนจะหันมาค้านเสียงดัง
“เพราะเหตุใดเล่า”
“ท่านออกเรือนแล้ว หากจะไปที่ใดก็ต้องให้ท่านอ๋องเป็นคนพาไปเท่านั้นเพคะ”
“ไปเองก็ได้นี่ เห็นหรือไม่ว่าข้ามีขา” พูดจบนางก็ชี้นิ้วลงที่เรียวขาของตนเองเพื่อบ่งบอกว่าขาทั้งสองข้างยังอยู่ครบ และนางก็ยังเดินเหินได้ปกติ
“โธ่...พระชายา ท่านเป็นสตรีที่แต่งงานมีเรือนแล้ว ไม่ว่าจะก้าวขาออกจากจวนไปที่ใดก็ต้องรายงานท่านอ๋องก่อนทุกเรื่องนะเพคะ”
“ใช่แล้วเพคะ แล้วบ่าวก็เชื่อด้วยว่าท่านอ๋องไม่มีทางอนุญาตอย่างแน่นอน”
พูดจบบ่าวสาวทั้งสองก็ก้มหน้าลงตามเดิม พลางลงมือเด็ดกลีบดอกไม้เพื่อเตรียมนำไปทำเป็นเครื่องหอมสำหรับผสมน้ำอาบต่อ
ฝ่ายหลิวหรงผิงที่กำลังเบื่อหน่ายเต็มทนพลันตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ไม่ว่าอย่างไรวันนี้นางก็ต้องหาทางออกไปจากจวนหลังนี้ให้ได้
‘ไม่สิ... ขอแค่ได้ก้าวขาออกไปพ้นประตูจวนแค่นี้นางก็ดีใจน้ำตาไหลแล้ว’
คิดได้ดังนั้นร่างบางก็ลุกพรวดพราดขึ้นมาทันที ทำเอาสาวใช้คนสนิททั้งสองสะดุ้งสุดตัว รีบลุกขึ้นตามแทบไม่ทัน
“พระชายาจะไปไหนหรือเพคะ”
“ข้าจะไปหาท่านอ๋อง”
หญิงสาวเอ่ยบอกเสียงดังฉะฉานก่อนจะรีบก้าวเท้าฉับๆ ไปตามระเบียงทางเดินที่ทอดยาวมุ่งสู่เรือนใหญ่อย่างรวดเร็ว
ซิ่วอิงรีบวิ่งตามพระชายาของนางไปติดๆ ส่วนเสี่ยวเถาที่เห็นดังนั้นก็รีบกวาดข้าวของวางกองไว้บนโต๊ะแล้ววิ่งตามไปอีกคน
“พระชายาอย่าไปเลยนะเพคะ หากท่านอ๋องพบท่านเข้าต้องเกิดเรื่องใหญ่อีกแน่ๆ เลย”
“ทำไมล่ะ ข้าแค่จะขอออกไปเที่ยวชมงานหากชาวบ้านรู้ว่าจวิ้นอ๋องให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้ ถึงกับพาพระชายามาเที่ยวชมงานด้วยกันชื่อเสียงของเขาต้องดีขึ้นมากแน่ๆ ชาวบ้านคงดีใจไม่น้อยเลย”
“แต่ว่าพระชายา...” นางยกมือขึ้นหยุดสาวใช้ของตนที่กำลังจะเปิดปากบ่น
“พอแล้วๆ ไม่ลองขอก็ไม่รู้ไม่ใช่หรือ”
เมื่อทั้งสามเดินมาถึงหน้าเรือนใหญ่กลับถูกสาวใช้สองคนที่ยืนเฝ้าประตูเข้ามาขวางทางเอาไว้ทันที
“หากไม่มีคำสั่งของท่านอ๋อง ผู้ใดก็ห้ามเข้า” สาวใช้ผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงห้วนกระด้างทั้งยังใช้สายตาดูแคลนจับจ้องมาที่หลิวหรงผิงอย่างเสียมารยาท
‘ดูท่าคงจะถูกเสี้ยมสอนให้แสดงกิริยาไร้หัวนอนปลายเท้าแบบนี้ใส่ข้าสินะ’ หลิวหรงผิงคิดในใจก่อนจะสวมบทสตรีเสียสติทันที
“ข้าจะเข้าไปหาสามี”
นางแกล้งทำตัวโวยวายออกแรงผลักสาวใช้ทั้งสองคนให้พ้นทาง
“อุ๊ย โอ๊ย! นี่ท่าน”
“ถอยไปนะ! อย่าบังอาจมาแตะต้องพระชายาของข้า” เสี่ยวเถาและซิ่วอิงรีบถลาเข้ามาเอาตัวเข้าแทรกยืนกางปีกขวางบ่าวพวกนั้นไว้ทันที
หลิวหรงผิงหันไปมองผลงานของสองบ่าวคู่ใจพลางแสยะยิ้มอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็อาศัยจังหวะชุลมุนสับเกียร์หมาวิ่งพรวดเข้าไปในเรือนใหญ่อย่างรวดเร็ว
ทว่าด้านนอกห้องตำรา องครักษ์คนสนิททั้งสองของจวิ้นอ๋องที่กำลังยืนเฝ้าอยู่พลันสะดุ้ง เมื่อหันไปเห็นหลิวหรงผิงวิ่งหน้าตั้งตรงดิ่งมาทางนี้ พวกเขาไม่ทันได้เตรียมตั้งรับเพื่อสกัดกั้นก็ถูกร่างบางพุ่งเข้าชนและออกแรงผลักเต็มๆ จนทั้งสองคนผงะหงายถอยกรูดไปด้วยความตื่นตกใจ
สององครักษ์หนุ่มได้แต่ยืนอึ้งมองหน้ากันเลิกลัก
‘พระชายาที่ดูบอบบางถึงเพียงนี้ เหตุไฉนถึงได้มีเรี่ยวแรงมหาศาลปานวัวปานควายเช่นนี้กันนะ’
“เหตุใดเจ้าไม่จับนางไว้เล่าหานเฟิง”
“เจ้ากล้าแตะต้องพระชายางั้นหรือ” หานเฟิงหันขวับไปต่อความกับตงหยางทันทีทำเอาเขาเองก็เถียงไม่ออกเช่นกัน ทั้งคู่รีบวิ่งเข้าไปด้านในตามหลังของหลิวหรงผิงไปติดๆ
"ในใจของข้า... เจ้าคือภรรยาเพียงคนเดียว และอาเฟยคือผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของข้าตลอดไป เช่นนี้แล้วเจ้ายังคิดจะทิ้งพวกเราไปอีกหรือ"น้ำตาที่หลิวหรงผิงพยายามสะกดกลั้นไว้พังทลายลงมาเป็นสาย นางมองดูราชโองการในมือสลับกับใบหน้าของชายหนุ่มที่ยอมสยบแทบเท้านางเพื่อร้องขอความรักความรักที่เขาโยนเกราะกำบังอันแน่นหนาที่สุดมาปกป้องนางทำให้นางซาบซึ้ง ทว่าลึกๆ ในใจของหญิงสาวจากศตวรรษที่ 21 ก็ยังคงกรีดร้องด้วยสัจธรรมอันโหดร้าย"ท่านพี่... ท่านช่างแสนดีกับข้าเหลือเกิน" นางเอ่ยปนสะอื้น"แต่ท่านคิดบ้างหรือไม่ การที่ท่านกักขังพวกนางไว้ให้ไร้รัก ไร้สิทธิ์ ไร้ทายาทมันไม่เท่ากับเป็นการสร้างศัตรูที่เคียดแค้นข้าและอาเฟยเพิ่มขึ้นอีกร้อยเท่าพันทวีหรือเพคะ และสำหรับข้า… การที่ต้องแบ่งปันพื้นที่บ้านหลังนี้กับสตรีที่ข้ารู้ดีว่าท่านต้องรับผิดชอบชีวิตพวกนางตามหน้าที่ มันคือการทรมานใจกันไปชั่วชีวิต"องค์รัชทายาทนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะโน้มตัวเข้าไปสวมกอดร่างบางไว้แน่นหนา ซบใบหน้าลงบนซอกคอของนาง"ข้ารู้... ข้ารู้ว่ามันไม่ยุติธรรมต่อเจ้า" เขาซุกหน้าสะอื้นเบาๆ"แต่นี่คือโลกของข้า ผิงเอ๋อ... ข้าปล่อยเจ้าไปไม่ได้จริงๆ หากเจ
"หึ!... ข้าในยามนั้นยังไม่ใจกล้าและเจ้าแผนการเท่าเขาเลยเสียด้วยซ้ำ"ฮ่องเต้ทรงถอนพระทัยยาวพลางเคาะพระดัชนีลงบนเทียบรายชื่อสีแดงชาดบนโต๊ะทรงงานเสียงดัง กึก... กึก..."ในตอนแรก ข้านึกว่าเขาจะดื้อรั้นแข็งทื่อจนยอมหักไม่ยอมงอเพื่อสตรีเพียงคนเดียวเหมือนพวกคนเขลาทั่วไป ทว่าที่ไหนได้… เขากลับยอมถอยหนึ่งก้าวเพื่อกลืนสตรีตระกูลใหญ่เหล่านั้นเข้ามา แล้วใช้อำนาจที่มีผนึกอำนาจพวกนางให้อยู่ในกรงขังที่เขาเป็นผู้คุมกฎแต่เพียงผู้เดียว"ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรเทียบรายชื่อนั้นด้วยสายตาว่างเปล่าและยากจะหยั่งถึง"การรับชายารองและอนุในครั้งนี้ ขุนนางเหล่านั้นคิดว่าตนเองได้ส่งลูกสาวมาเสวยสุขและกุมอำนาจร่วมกับมังกร... แต่แท้จริงแล้วลูกชายของข้ากลับตลบหลังใช้ลูกสาวของพวกเขามาเป็นตัวประกันทางการเมืองเพื่อคานอำนาจพวกนั้นเสียเองต่างหาก""ยอมทำตามประเพณีเพื่อปิดปากราชสำนักแต่ในขณะเดียวกันก็กางปีกปกป้องเมียรักและลูกชายหัวแก้วหัวแหวนได้อย่างหมดจด... ช่างเป็นหมากที่ไร้ช่องโหว่และเหี้ยมเกรียมสิ้นดี”"องค์รัชทายาททรงปรีชาสามารถยิ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ แผ่นดินนี้ภายใต้การปกครองของพระองค์ในวันข้างหน้าย่อมต้องเกรียงไกรและมั่นคงดั
กลิ่นหมึกและกระดาษอบอวลไปทั่วห้องทรงพระอักษรฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรพระโอรสผู้เย็นชาที่กำลังคุกเข่าอยู่อย่างสงบนิ่ง เบื้องพระพักตร์ขององค์เหนือหัวคือม้วนเทียบรายชื่อหญิงงามจากตระกูลใหญ่ที่ฮองเฮาส่งมา"เจ้ามาพบข้าด้วยเรื่องสตรีเหล่านี้ใช่หรือไม่"ฮ่องเต้ตรัสทำลายความเงียบขึ้นมาเป็นคำแรก สุรเสียงราบเรียบทว่าทรงอำนาจและยากจะหยั่งถึง"ฮองเฮารายงานข้าว่าเจ้าต่อต้านอย่างหนัก... รัชทายาท เจ้าเป็นผู้ชนะในศึกรุ่ยอ๋อง ทว่าเจ้าจะพ่ายแพ้พังพินาศเพียงเพราะเรื่องสตรีฝ่ายในไม่ได้ จารีตนี้มีมาแต่โบราณก็เพื่อค้ำจุนราชบัลลังก์ของตัวเจ้าเองทั้งสิ้น""ลูกทราบดีพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ"องค์รัชทายาททูลตอบพลางประสานมือถวายบังคม สุรเสียงเรียบนิ่งทว่าหนักแน่นและกังวานไปทั่วห้องทรงพระอักษร"ลูกไม่ได้มาเพื่อปฏิเสธสมรสพระราชทาน ลูกยินดีจะรับสตรีจากทั้งสองตระกูลเข้าสู่ตำหนักบูรพาตามจารีตประเพณีทุกประการ"ฮ่องเต้เลิกพระขนงขึ้นด้วยความแปลกพระทัย"โอ้? แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้เจ้าถึงอาละวาดจนฮองเฮาต้องปวดหัวกันเล่า""เพราะลูกต้องการข้อแลกเปลี่ยนพ่ะย่ะค่ะ" องค์รัชทายาทเงยพระพักตร์ขึ้นสบตาผู้เป็นบิดาอย่างไม่เกรงกลัว"ลูกยอมรับพว
"เจ้าพูดอะไรออกไป" มู่อิงเถารีบขยับเข้าไปใกล้ พลางจ้องมองใบหน้าเพื่อนรักเขม็ง"ข้าบอกเขาว่า… ให้เขาทำเพื่อตัวเองและอาเฟย และข้ามีวิธีของข้าเอง"พูดจบนางก็ถอนหายใจยาว แววตาที่ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างดูหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด"พยัคฆ์อย่างเขา... ไวต่อกลิ่นอายอันตรายเสมอ พอได้ยินเช่นนั้นเขาคงสั่งเพิ่มกำลังทหารเพื่อกักบริเวณข้าทันที เป็นการบีบบังคับกลายๆ ไม่ให้ข้าก้าวขาออกจากตำหนักบูรพาแห่งนี้แม้แต่ก้าวเดียว"มู่อิงเถาสูดหายใจเข้าลึก ใบหน้างามซีดเผือดลงทันใดเมื่อตระหนักถึงความจริงอันโหดร้าย"นี่มันไม่ใช่การอารักขาธรรมดาแล้วนะหรงผิง... แต่มันคือกรงขังทองคำชัดๆ องค์รัชทายาทกำลังใช้กำลังทหารทั้งหมดที่มีเพื่อล่ามเจ้าไว้ใต้ปีกของเขา แล้วหากกองกำลังทหารหนาแน่นถึงเพียงนี้ แผนการเดินทางไปหุบเขาซีหยวนในอีกสามเดือนข้างหน้า เจ้าจะเริ่มลงมือได้อย่างไรกัน"หลิวหรงผิงไม่ได้ตอบคำถาม นางเพียงแต่ลดสายตาลงมองฝ่ามือของตนเองที่กำลังสั่นเทาเล็กน้อย"ถึงอย่างไร ข้าก็แค่ย้อนถามเจ้าไปอย่างนั้น วันก่อนข้าก็ย้ำกับเจ้าไปแล้วเรื่องของอาเฟย... เจ้าทำใจทิ้งเด็กค
“ท่านพี่ ในเมื่อจารีตของที่นี่กักขังท่านไว้และกำลังจะบดขยี้ข้า ข้าก็คงต้องขอเลือกเส้นทางของข้าเอง เพื่อให้ท่านได้เป็นฮ่องเต้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยไม่มีข้าเป็นจุดอ่อนอีกต่อไป”องค์รัชทายาทตะลึงงันกับสิ่งที่ได้ยินนางเอ่ยออกมา ดวงตาคู่คมเบิกกว้างพลางจ้องมองใบหน้าหวานของหญิงสาวที่เพิ่งเอ่ยวาจาคล้ายการลาจาก หัวใจของเขาบีบรัดรุนแรงจนแทบหยุดหายใจ"เจ้าหมายความว่าอย่างไร" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก มือหนาเอื้อมไปจับบ่าทั้งสองข้างของนางเอาไว้แน่น"มีวิธีของเจ้าเองอย่างนั้นหรือ ผิงเอ๋อ... เจ้ากำลังคิดจะทำอะไร!”หลิวหรงผิงไม่ได้หลบสายตา นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของสวามีด้วยแววตาที่นิ่งสงบอย่างน่าใจหาย"ท่านเพียงแต่รับรู้ไว้ว่าจากนี้ไปจงทำเพื่อตัวท่านเองและเพื่ออาเฟย อย่าทำให้เขาต้องลำบาก ส่วนตัวข้าๆ มีวิธีของข้าเอง""วิธีของเจ้าคืออะไร ตอบข้ามา!" ชายหนุ่มคาดคั้น เวลานี้เสียงของเขาเริ่มสั่นด้วยความกลัว…. กลัวว่าจะเสียนางไปอีกครั้ง"เจ้าจะหนีข้าไปอีกอย่างนั้นหรือ เจ้าคิดว่าแผ่นดิ
ภายในนั้นนอกจากตำรายาโบราณ กลับมีม้วนกระดาษผ้าไหมสีแดงชาดหรูหราขอบทองคำ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของทางตำหนักเหยียนเหอ ตำหนักส่วนพระองค์ของฮองเฮาซุกซ่อนอยู่ชั้นล่างสุดชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะดึงม้วนผ้าไหมนั้นขึ้นมาคลี่ออกทันที แสงเทียนสาดส่องกระทบตัวอักษรหวัดสีทองที่เรียงรายอยู่ด้านใน‘รายชื่อบุตรีขุนนางผู้เพียบพร้อม เพื่อคัดเลือกตำแหน่งชายารองและอนุ’ไล่มาตั้งแต่บุตรีมหาเสนาบดีซ้ายไปจนถึงบุตรีแม่ทัพรักษาพระนคร หัวใจขององค์รัชทายาทพลันกระตุกวูบ เมื่อพอจะรับรู้ความจริงทุกอย่างที่ทำให้นางแปรเปลี่ยนไปสัญลักษณ์ตราประทับสีแดงฉานของฮองเฮาที่มุมกระดาษ เปรียบเสมือนตราบาปที่เหยียบย่ำหัวใจของภรรยาเขาอย่างทารุณ"ฮองเฮา!"สุรเสียงขององค์รัชทายาทแหบพร่าและสั่นเทาด้วยความโกรธจัดที่ปะทุขึ้นในอก ลำคอแกร่งปรากฏเส้นเลือดปูดโป่ง พระหัตถ์หนาบีบม้วนเทียบเชิญคัดเลือกชายารองในมือแน่นจนกระดาษยับย่นแทบแหลกคามือเขารู้ทันทีว่าเหตุใดนางจึงได้ทำตัวแปลกแยกและโศกเศร้าถึงเพียงนี้นางได้รับแรงกดดันและคำข่มขู่จากแม่เลี้ยงใจยักษ์ของเขามาโดยตรงอย่างหลีกเ







