เข้าสู่ระบบส่วนบุตรสาวคนเล็กที่เพิ่งพ้นวัยปักปิ่น นามว่าเฉินซูฮวา แม้นรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณของนางเป็นเลิศจนกลายเป็นที่หมายตาของเหล่าบุรุษน้อยใหญ่ด้วยทั้งชาติตระกูลสูงส่ง บุญพาวาสนาหนุนนำเกิดในจวนตระกูลเฉิน จวนมหาอำนาจใหญ่อีกสกุลหนึ่งแห่งแคว้นเหม่ยกวาง ทว่าหาได้มีมันสมองไม่!!! มิสมกับเป็นบุตรสาวของนางเลยสักนิด
เฉินซูฮวาวู่วาม เอาแต่ใจ อารมณ์เหวี่ยงวีน ปากคอเราะร้าย นิสัยก้าวร้าว เกรี้ยวกราดจนเขาพูดกันปากต่อปากล่ำลือไปทั่วเมือง ทำให้มิมีบุรุษจวนใดอยากทาบทามสู่ขอไปเป็นภรรยาเพราะเกรงว่าจวนจะร้อนดั่งถูกไฟแผดเผา เห็นทีคราวนี้นางคงต้องแบกหน้าเร่ขายบุตรสาวก่อนอายุย่างยี่สิบเพื่อมิให้อับอายขายขี้หน้าตกเป็นขี้ปากของชาวบ้านแล้วกระมัง … เวลาหมุนไปประมาณครึ่งค่อนวัน พระอาทิตย์เคลื่อนคล้อยลงต่ำใกล้จะลับขอบฟ้าเต็มทีแล้ว เฉินฮูหยินได้รับแจ้งข่าวสารจากบ่าวไพร่ในเรือนที่ติดตามรถม้าของฮูหยินเอกเป่ยลี่ไปยังจวนของน้องสาวสามีตนปรากฏว่าพวกนางยังไม่ไปถึงเลยด้วยซ้ำ เลยสั่งคนออกตามหา จึงได้ทราบว่ามีเหตุการณ์ชุลมุนเกิดขึ้นระหว่างทาง “ไปตามบุตรชายของข้ามา บอกว่าข้ามีเรื่องจะพูดคุยด้วย” เฉินฮูหยินออกคำสั่งกับเหยี่ยนถิงสาวรับใช้คนสนิทของนาง “เจ้าค่ะฮูหยิน” “ท่านแม่มีเรื่องอันใดจะพูดคุยกับท่านพี่หรือเจ้าคะ” เฉินซูฮวาเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น เหตุใดมารดาของนางถึงไม่ยอมบอกอันใดกับนางสักคำเล่า! สองหัวมันก็ดีกว่าหัวเดียวมิใช่หรืิอ เผื่อนางจะได้ช่วยขบคิดร่วมแผนการให้สำเร็จยิ่งขึ้น “เจ้าอยู่เฉย ๆ เถิดซูฮวา หน้าที่ของเจ้ามีเพียงเออออมิขัดแม่ก็พอ แล้วหลังจากนั้นแม่จะจัดการเอง” “ก็ได้เจ้าค่ะ” ผ่านไปครู่หนึ่ง ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางก็เดินนำเหยี่ยนถิงเข้ามาเข้ามาในเรือนใหญ่ “ท่านแม่มีเรื่องอันใดหรือขอรับ ข้ากำลังกลุ้มใจต้องการพูดคุยปรึกษาหารือกันท่านแม่อยู่พอดีขอรับ..เหตุใดป่านนี้ถึงยังไม่มีนกพิราบแจ้งจากจวนของท่านอาว่าเป่ยลี่ถึงแล้วเล่า ข้าเป็นห่วงนางเหลือเกินขอรับท่านแม่” ใบหน้าของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางแสดงความเคร่งเครียดออกมาอย่างเห็นได้ชัด “ทีแรกแม่เองก็กลุ้มใจไม่ได้ต่างไปจากเจ้า จึงส่งบ่าวรับใช้ที่ไว้วางใจได้คนหนึ่งควบม้าเร็วไปถึงจวนสามีท่านอาเจ้า ปรากฏว่ารถม้าเป่ยลี่และรุ่นถิงยังไปไม่ถึงด้วยซ้ำ ฮูหยินเฒ่าจึงสั่งให้คนออกตามหา จึงได้พบเจอกับขบวนรถม้าที่จอดทิ้งเอาไว้พร้อมกับศพบ่าวไพร่ซึ่งล้มตายเกลื่อนกลาดด้วยคมมีด คบดาบ ปลายธนู เหลือรอดเพียงคนเดียวก็คือ เจ่อหมิง” เมื่อได้ยินมารดาพูดเช่นนั้น หัวใจของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางคล้ายกับโดนบีบรัดจนเจ็บหน่วงระทวยไปทั่วเรือนร่าง ยิ่งได้ยินถ้อยคำที่มารดาเน้นย้ำว่าบ่าวไพร่ล้มตายเกลื่อนกลาดเหลือรอดเพียงคนเดียวนั่นก็คือ เจ่อหมิง บ่าวรับใช้ในจวนตระกูลเฉิน เหลือรอดเพียงคนเดียว!! เหลือรอดเพียงคนเดียว!! นั่นแสดงว่าภรรยาของเขาเสียชีวิตแล้วเช่นนั้นหรือ… ไม่จริงใช่หรือไม่!! “ท่านแม่เหตุใดต้องล้อข้าเล่นด้วยขอรับ” ท่านแม่ทัพหัวเราะฝืดเฝื่อนในลำคอ วินาทีนี้เขาทำได้เพียงอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บรรพบุรุษ ภาวนาขอให้เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงละครงิ้วเรื่องหนึ่งที่มารดาแต่งขึ้นมาเพื่่อให้เขาคลายกังวลเลิกเป็นห่วงภรรยาเท่านั้น “ไยเจ้าต้องคิดว่าแม่เอาเรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้มาพูดเล่นด้วยเล่า เอาเถิด แม่เข้าใจ นี่อาจใช่เรื่องที่จะสามารถทำใจยอมรับได้ทันท่วงที ทุกอย่างล้วนต้องใช้เวลา เป็นเช่นนั้นเจ้าก็ลองฟังจากปากของ เจ่อหมิง หนึ่งเดียวที่รอดชีวิตออกมาจากโศกนาฏกรรมนั่นเอาเองเถิด แม่คร้านจะให้เจ้าถอนหงอก” เฉินฮูหยินทำหน้าหนักอกหนักใจ ก่อนจะเอนตัวลงบนเก้าอี้แล้วยกแขนเรียวขึ้นมาใช้ฝ่ามือกุมขมับเอาไว้คล้ายกับว่าเรื่องที่นางได้รับรู้เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสเอาการ! “เกิดอันใดขึ้นเจ่อหมิง” “คะ…คือ ตอนนั้นข้านั่งอยู่ด้านหน้ารถม้าคอยควบคุมพวกบ่าวไพร่ที่ติดตามขบวน พอถึงทางแยกฮูหยินเป่ยลี่ก็ออกคำสั่งให้หันหัวไปอีกทางหนึ่งขอรับ นางกล่าวว่าเป็นเส้นทางลัดที่สามารถลดทอนเวลาได้ประมาณหนึ่งมื้ออาหาร (ประมาณ25-30 นาที) พวกข้าไม่กล้าปฏิเสธเลยทำตามคำสั่งของฮูหยินเป่ยลี่ แต่เมื่อเข้าไปลึกเรื่อย ๆ สองริมทางรายรายล้อมด้วยต้นไม้สูงใหญ่ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นขอรับท่านแม่ทัพ..มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งราวห้าถึงสิบคนแต่งกายมิดชิด คลุมหน้าคลุมตาพุ่งเข้ามาทางรถม้าแล้วใช้คมดาบ คมมีด ศรธนูสังหารบ่าวจนตายเกลี้ยงเลยขอรับ ในระหว่างที่กำลังชุลมุนข้าโชคดีบังเอิญกลิ้งตกรถม้าแล้วหล่นลงไปข้างทาง ประจวบเหมาะกับตรงนั้นเป็นพุ่มไม้ใหญ่พวกมันจึงมองไม่เห็นข้า ทำให้ข้ารอดชีวิตกลับมาได้ขอรับ” เจ่อหมิง เล่าบอกเขาด้วยน้ำเสียงติดขัดไม่ชัดถ้อยชัดคำสักเท่าใดนัก “แล้วเป่ยลี่กับหลิ่นจินสาวรับใช้คนสนิทของนางปลอดภัยดีหรือไม่” ท่านแม่ทัพเอ่ยถามด้วยแววตาและสีหน้าที่เปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง “ฮูหยินเป่ยลี่และสาวใช้หลิ่งจินปลอดภัยดี เพราะทั้งสองรู้จักกับคนพวกนั้นขอรับท่านแม่ทัพ” “เจ้าว่าเช่นใด” “ข้าลอบมองสถานการณ์อยู่ทางด้านล่างครู่ใหญ่ ๆเลยขอรับท่านแม่ทัพ จึงได้เห็นว่าเมื่อคนกลุ่มนั้นสังหารบ่าวรับใช้จนตายหมดเกลี้ยงแล้ว หัวหน้าของพวกมันก็เดินไปเปิดประตูรับฮูหยินเป่ยลี่และสาวรับใช้ลงมาก่อนจะสวมกอดกันอย่างชิดเชื้อเกินกว่าสถานะคนรู้จักด้วยความโหยหาขอรับ ข้าจึงคิดว่า…” “เจ้าจะใส่ร้ายป้ายสีว่าเมียข้าคบชู้สู่สมเช่นนั้นหรือ! บังอาจ” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางได้ยินบ่าวรับใช้ในเรือนพาดพิงถึงภรรยาตนเช่นนั้น จึงบันดาลไฟโทสะในใจให้ลุกโชนโชติช่วงใช้ฝ่ามือหยาบกร้านกระชากอาภรณ์ของเจ่อหมิงขึ้นมาแล้วเค้นถามด้วยแววตาดุดันแผ่กระจายรังสีความน่ากลัวออกไปรอบด้าน “หาไม่ได้ขอรับท่านแม่ทัพ ข้ามิมีเจตนาจะใส่ร้ายป้ายสีฮูหยินเป่ยลี่แต่สิ่งที่ข้ากล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นความจริง ฮูหยินนัดแนะกับบุรุษผู้นั้นเพื่อจะหลบหนีไปด้วยกัน ซ้ำยังฝากจดหมายฉบับหนึ่งถึงถึงท่านแม่ทัพด้วยขอรับ” แล้วเจ่อหมิงก็ดึงจดหมายฉบับนั้นออกมาส่งให้แก่ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางที่ตอนนี้แววตาเขาคมกริบแทบจะเข่นฆ่าคนให้ขาดเป็นสองท่อน “…” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางรับจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาเปิดดูปรากฏว่าตัวอักษรทุกตัว ล้วนถูกเขียนอย่างประณีตบรรจงหมดจรด นี่คือลายมือของนางแน่แท้ไม่ผิดเพี้ยน! ไยเขาถึงจะจำตัวอักษรที่ถูกบรรจงตวัดจากปลายพู่กันของภรรยาตัวเองไม่ได้เล่า! ฝ่ามือของท่านแม่ทัพกำลังสั่นเทา เมื่อเริ่มอ่านตัวอักษรที่ถูกบรรจงเขียนในบรรทัดแรกหากจะพูดว่าเขาเข้าใจหัวอกและเข้าใจความรู้สึกของท่านแม่ทัพดีก็ย่อมได้ เพราะเขาอยู่รับใช้ท่านแม่ทัพมาตั้งแต่พอรู้ความ เขาจึงได้มั่นใจนักมั่นใจหนาว่าท่านแม่ทัพหาได้มีความสามารถมากพอที่จะตัดไฟรักต่อฮูหยินเป่ยลี่ได้เลยสักครั้งปากที่บอกว่าเกลียดนางหนักหนา ทว่าพอลับสายตาผู้คนกลับนอนซม น้ำตาไหลรินอยู่บนเตียงที่เคยใช้หลับนอนกับอีกฝ่าย ตั้งแต่เป่ยลี่จากไป ไม่เคยเลยสักครั้ง เจิ่งฟู่ไม่เคยเห็นท่านแม่ทัพหลับเต็มตาได้เลยสักครั้ง…“ขอบใจเจ้ามาก ข้าวานเจ้าอีกเรื่องเจิ่งฟู่ อยู่เฝ้าอารักขาด้านหน้าประตูเรือนอย่างกวดขันอย่าให้ผู้ใดสามารถย่างกรายเข้ามายุ่งวุ่นวายหรือสร้างความรำคาญใจแก่ข้าไม่เว้นแม้กระทั่งฮูหยินลู่ฟางเหนียนหรือท่านแม่” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางค่อนข้างมั่นใจว่าการปรากฏตัวของเป่ยลี่ในครั้งนี้ ลู่ฟางเหนียนและรุ่นถิงจะต้องไม่ยอมอยู่เฉยเป็นแน่ พวกนางคงหาหนทางทำให้เป่ยลี่ออกไปจากจวนตระกูลเฉินโดยเร็วและรีบส่งข่าวหาทั้งสองคนที่อยู่ ณ จวนสามีท่านอาหญิงให้กลับมาช่วยสมทบเป็นกำลังเสริม เพราะอย่างไรสี่หัวก็ย่อมดีกว่าสองหัว! “อ๊วก!” ขณะที่ท่านแม่ทัพกำลังยกแก้วน้ำชาขึ้นมาจิบดื่มเพื่อดับกระหาย ทว่า
กิริยาใดที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นจากนาง นางกลับทำได้ดีเสียทีเดียวราวกับมันคือตัวตนที่แท้จริงของนาง หาได้ดูฝืนเหมือนตอนที่เขาพบเจอนางครั้งแรกไม่“ท่านอาหมอมาแล้วขอรับท่านแม่ทัพ” เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทรีบเชิญท่านอาหมอซึ่งเป็นหมอหลวงประจำราชสำนักเข้าไปด้านในเพื่อตรวจดูอาการสตรีคนรักของเจ้านาย“ท่านอาหมอช่วยตรวจดูอาการของนางด้วยเถิดขอรับ จู่ ๆ นางก็เป็นลมไม่ได้สติ ข้าพยายามเรียกเท่าใดนางก็ไม่ตื่นขอรับ” เห็นได้ชัดว่าในแววตาของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางเป็นห่วงสตรีผู้นั้นมากถึงเพียงใดก็ยิ่งทำให้ลู่ฟางเหนียนรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจขึ้นไปใหญ่“เป็นเช่นใดบ้างเจ้าคะท่านอาหมอ สตรีผู้นี้ตายแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” ลู่ฟางเหนียนชะเง้อหน้าถามหมอหลวงในราชสำนักที่สามีของนางอุตส่าห์ให้ไอ้เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทแบกหน้าไปรับเขามาจากจวนเพื่อรักษาสตรีน่าเกลียดผู้นี้!หากเป่ยลี่ตายไปเสียได้ก็ดีจะได้ไม่อยู่เป็นมารหัวใจพรากความสุขในชีวิตของนาง! เสียดายนัก! ไยท่านย่าต้องเรียกตัวมารดาและน้องสาวสามีไปหาในเวลาหน้าซิ่วหน้าขวานเช่นนี้ด้วยเล่า! มิเช่นนั้นพวกนางคงจะมิยอมแม้กระทั่งให้สตรีน่าเกลียดผู้นี้ย่างกรายเข้ามาในจวนตระ
“เป่ยลี่!” นางหมดสติล้มลงไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ จะให้เขาใจไม้ไส้ระกำยืนมองดูเฉย ๆ โดยที่ไม่รู้สึกรู้สาอันใดก็หาใช่ความไม่ จริงอยู่ที่ท่านแม่ทัพโกรธแค้นในสิ่งที่นางกระทำต่อเขามากมายเพียงใด ทว่าหัวใจของเขาก็ไม่เคย ไม่เคยที่จะตัดขาดเยื่อใยรักที่มีต่อนางได้เลยสักครั้งเช่นกัน “ท่านพี่เจ้าคะ!” ลู่ฟางเหนียนพยายามรั้งตัวสามีเอาไว้ “ท่านพี่ลืมสิ้นแล้วหรือเจ้าคะว่านางทำเช่นใดกับท่านพี่บ้าง นางลักลอบได้เสียกับชายชู้แล้วพาหนีตามกันไปนะเจ้าคะ" ลู่ฟางเหนียนกลัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางและท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางผู้เป็นสามีที่กำลังพัฒนาอย่างเรื่อย ๆ จะล่าถอยหรือหยุดชะงักเพราะนางสตรีคนนี้น่ะสิการกลับมาของฮูหยินเป่ยลี่ครั้งนี้ สร้างความหวั่นอกหวั่นใจแก่ลู่ฟางเหนียนยิ่งนัก เพราะนางเกรงว่าเก้าอี้ตำแหน่งภรรยาเอกท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางของนางจะเริ่มสั่นคลอนเสียแล้ว “ปล่อย!” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางสลัดตัวลู่ฟางเหนียนให้ออกห่างกาย ก่อนจะรีบช้อนตัวเรือนร่างบอบบางของเป่ยลี่เข้าไปด้านในเรือนหอ วางนางลงบนเตียงนุ่มที่เขาไม่เคยให้สตรีนางใดเข้ามาร่วมหลับนอนด้วยกันเลยสักครั้ง “เป่ยลี่…เป็นเช่นใดบ้าง”
เป็นเช่นนั้นเสนาบดีกรมโยธาจึงมอบทรัพย์สินเงินทองให้ทั้งสองไปตั้งตัวสร้างครอบครัวด้วยกันจำนวนหนึ่ง นั่นทำให้ลู่ฟางเหนียนซึ่งตอนนั้นอายุเพียงสิบสี่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่นเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก นางจึงหาหนทางเข้าหาท่านนายอำเภออยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ กระทั่งใช้วิธีวางยาปลุกกำหนัด แสร้งร้องห่มร้องไห้ว่าตนโดนพี่เขยบังคับขืนใจ ทำให้สองพี่น้องมีปากเสียงกันอยู่สักระยะ...และในที่สุดฟางซินก็ต้องกลายเป็นหญิงหม้ายทั้ง ๆ ที่เพิ่งตบแต่งกันไม่ถึงครึ่งค่อนเดือนด้วยซ้ำทำให้ข่าวที่ว่า บุตรสาวทั้งสองคนของเสนาบดีกรมโยธาสกุลลู่ ลู่ฟางซินลูกที่เกิดจากเมียบ่าว และ บุตรสาวอีกคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านหาได้ทราบชื่อเสียงเรียงนามชัดเจนไม่ ใช้ผู้ชายร่วมกันจนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวทะเลาะเบาะแว้งใหญ่โตถูกล่ำลือไปทั่วชานเมืองในเขตการปกครองของตระกูลลู่ทว่าลู่ฟางเหนียนและมารดาของนางก็ยังไม่ยอมความ วางแผนร้าย จัดฉากว่าลู่ฟางซินแอบลักลอบได้เสียกับบ่าวในจวนตระกูลลู่ซึ่งเป็นสามีของของสาวรับใช้คนสนิทฮูหยินเอก ข่าวยิ่งโหมกระหน่ำถูกพูดกันปากต่อปากถึงการกระทำเยี่ยงหญิงในหอนางโลมของลู่ฟางซิน บุตรสาวคนโต ทำให้ท่านเสนาบดีกรมโยธ
ด้านหน้าประตูจวนกำลังชุลมุนเพราะมีเกวียนของพ่อค้าแม่ค้าจากแดนไกลเข้ามาค้าขายเครื่องประดับอัญมณีและผ้าแพรผ้าไหมสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้า นางจึงใช้จังหวะอลหม่านลักลอบเข้าไปด้านในโดยให้เจียวหลงพักอาศัยอยู่ที่บ้านใกล้ ๆ กับจวนตระกูลเฉินเพราะเกรงว่าหากพาเขาเข้าไปด้วยจะไม่เหมาะสมสักเท่าใดนักเมื่อมีเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้น ทำให้นางได้รู้ว่าตนเองจะต้องเข้มแข็งและลุกขึ้นมาต่อสู้ อย่าปล่อยให้คนใจร้ายโหดเหี้ยมพรรค์นั้นรังแกอยู่ฝ่ายเดียว...จริงอยู่คราก่อนนางอาจยินยอม ไม่โต้เถียง อยู่อย่างสงบเสงี่ยมเพื่อหวังว่าวันข้างหน้าคงได้ปรองดองกันเสียที ทว่านี่ถึงขั้นฆ่าแกง หมายหัวจะเอาชีวิต นางคงนิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หาไม่เช่นนั้นนางคงจะไม่กล้ากลับไปสู่หน้าท่านพ่อที่มีเกียรติเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหยี่ยชิงอีกตลอดชีพเป็นแน่ใบหน้ามุ่งมั่นเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังกาย กำลังใจเมื่อครู่พลันสลายหายไปในชั่วพริบตาเดียวเพราะภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าในขณะนี้สตรีผู้นั้น ลู่ฟางเหนียน ภรรยาที่ถูกแต่งเข้ามาในจวนตระกูลเฉินด้วยสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้กำลังนั่งหน้าระรื่นใช้ฝ่ามือปรนนิบัติพัดวีบีบนวดบ่าสามีอยู่ที่ชานระ
ผ่านมาหนึ่งเดือนเต็มที่ฮูหยินท่านแม่ทัพ ‘เป่ยลี่’ อาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านกลางหุบเขา โดยอาสาช่วยงานบ้านงานเรืิอน แบ่งเบาภาระท่านป้าเจียวจินที่เมตตาให้ที่พักพิงและอาหารการกินเท่าที่นางจะทำได้ โดยงานพวกนั้นก็หาได้หนักหนาเกินกำลังสตรีไม่ เพียงลงครัวเป็นลูกมือบ้างในบางครั้ง ปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดพื้นบ้าน รดน้ำต้นไม้ ให้อาหารไก่ และขอติดตามท่านป้าเจียวจินกับบุตรชายเจียวหลงขึ้นไปบนหุบเขาเพื่อหาพืชสมุนไพรลงมาทำเป็นยาหรือตากแดดขายให้กับพวกพ่อค้าแม่ค้า “ข้าใคร่อยากจะเดินทางเข้าไปในเมืองหลวงเจ้าค่ะท่านป้า” ฮูหยินเป่ยลี่อดใจรอไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว นางไม่เข้าใจเสียจริง ระยะเวลาเวลาก็ผ่านมาร่วมหนึ่งเดือนเต็มแล้ว ไยคนของท่านพี่หรือท่านพี่ถึงยังตามหาตัวนางไม่เจออีกเล่า สามีนางเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางคุมกำลังพลนับหมื่นนับแสนนาย มีเส้นมีสายมีอำนาจอยู่ทุกหัวเมือง ผู้ใดต่างก็ให้ความเคารพเขา เรื่องแค่นี้คงมิเหนือบ่ากว่าแรงไม่ใช่หรือ! เมื่อเป็นเช่นนั้นเป่ยลี่จึงตัดสินใจปลอมตัวเข้าไปในเมืองหลวงโดยอาศัยรถม้าของท่านนายอำเภอและมีเจียวหลงบุตรชายวัยสิบสามขวบของท่านป้าเจียวจินขอติดตามไปด้วยเพราะเป็







