LOGINบทสวดที่มู่หรูเหยาเคยเห็นบรรดานางเอกนั่งคัดเวลาถูกคนร้ายลงโทษคือสิ่งที่นางต้องนั่งท่องไปด้วย บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบสงบมีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านเข้ามาเบา ๆ จากหน้าต่างไม้และเสียงนกร้องไกล ๆ กลิ่นธูปจาง ๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศช่วยทำให้จิตใจสงบอย่างแท้จริงเสี่ยวชุ่ยนั่งอยู่ด้านข้างและสวดมนต์ไปพร้อมกับฮูหยินของนาง เมื่อลืมตาขึ้นข้างหนึ่งเห็นมู่หรูเหยายังคงนั่งอยู่อย่างสงบก็รู้สึกชื่นชมอดคิดไม่ได้ว่านายหญิงของนางช่างอดทนเก่ง นั่งอยู่นานขนาดนี้ก็ยังไม่บ่นสักคำ กระทั่งเมื่อเวลาผ่านไป แม้แต่ตัวนางที่ทนลำบากได้ก็เริ่มรู้สึกปวดขา ปวดหลัง จนต้องขยับตัวไปมาเพื่อบรรเทาอาการล้าเมื่อหันไปมองฮูหยินอีกครั้ง พบว่าคนที่ตนนับถือตอนนี้กำลังนั่งคอพับ ศีรษะเอนเล็กน้อยราวกับกำลังหลับฝันดีเสี่ยวชุ่ยส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะลงมือปลุกอีกฝ่าย “ฮูหยินเจ้าคะ ตื่นเถอะเจ้าค่ะ”มู่หรูเหยาสะดุ้งก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยท่าทีงุนงง “ข้าหลับไปหรือ”“เจ้าค่ะ หลับสนิทเลยด้วยเจ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยยิ้มเจื่อนมู่หรูเหยายกมือขึ้นนวดขมับก่อนจะพึมพำเบา ๆ “เมื่
“ฮูหยิน เรามาถูกทางหรือเจ้าคะ” สาวใช้ซึ่งเดินตามมาทีหลังอดถามไม่ได้ คนถูกถามกวาดตามองไปรอบ ๆ แม้ว่าที่นี่จะมีไฟจุดนำทางแต่กลับร้างเหมือนไร้ผู้คน “ข้าเคยได้ยินมาว่าวัดอวิ๋นซานแม้จะอยู่บนเขาแต่ก็มีชาวบ้านศรัทธาและขึ้นมาถือศีลกินเจอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ที่นี่เงียบมากเกินไป หรือเราจะมาผิดที่เจ้าคะ” “โยมมาหาใครกันหรือ” สตรีทั้งสองแทบจะกรีดร้องเมื่อได้ยินเสียงลอยมาตามลม พอหันไปมองก็พบกับไต้ซือและศิษย์ตัวน้อยเดินมาด้วยกัน หญิงสาวถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่ไม่ใช่ผี “ไต้ซือ ข้ามู่หรูเหยามาถือศีลบนเขาอวิ๋นซาน ทางจวนแม่ทัพจางคงแจ้งเรื่องมาแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” ไต้ซือยิ้มก่อนจะส่ายหน้า “เรามาผิดจริง ๆ ด้วยเจ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยที่เห็นไต้ซือส่ายหน้าหันไปบอกฮูหยินของตน “จิตใจบริสุทธิ์อยู่ที่ใดก็บริสุทธิ์” คิ้วสวยขมวดเข้าหากัน ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายอยากจะสื่อเท่าใดนัก หรือหมายจะถึงถือศีลวัดไหนก็ไม่ต่างกัน? “เช่นนั้นไต้ซือ ข้าถือศีลที่นี่ได้ใช่ไหมเจ้าคะ” ไต้ซือยิ้มและพยักหน้า “จะดีหรือเจ้าคะฮูหยิน” เสี่ยวชุ่ยจับแขนเ
หลังจากเดินทางอย่างทรมานมาหลายชั่วยาม ในที่สุดรถม้าก็หยุดลง มู่หรูเหยาถอนหายใจยาวเหมือนยกภูเขาออกจากอก ขณะที่นางและสาวใช้กำลังเตรียมตัวลงจากรถม้า ลมเย็นของภูเขาพัดผ่านเข้าหน้าจนรู้สึกขนลุก“พวกเจ้าสองคนเดินขึ้นเขาไปทางนี้ ใช้เวลาอีกสองชั่วยามก็คงถึง หากโชคดีพวกท่านอาจจะไปถึงได้ก่อนมืด แต่ถ้าไม่ถึงก็จุดไฟเสียไม่เช่นนั้นสัตว์ป่าคงได้มาคาบเอาไปกิน” จบคำพูดที่น่ากลัว คนขับรถม้าก็ฟาดแส้ใส่สะโพกม้าและรถม้าก็วิ่งออกไป ไม่สนสตรีทั้งสองซึ่งดูจะงุนงงกับสิ่งที่เพิ่งจะได้ยิน“เดี๋ยวก่อนสิ จะให้พวกข้าขนของทั้งหมดนี้ขึ้นเขากันสองคนหรือ!” เสี่ยวชุ่ยตะโกนไล่หลังจนอีกฝ่ายตอบกลับมา“คนที่จ้างข้ามาบอกว่าข้ามีหน้าที่แค่นี้ อีกเจ็ดวันข้าจะกลับมารับ” บอกแค่นั้นก็ตีแส้ใส่ม้าเร่งฝีเท้าออกไปไกลจนลับสายตาปล่อยให้สาวใช้ต่อว่าตามหลัง ไม่ต่างจากมู่หรูเหยาที่กำลังสาปแช่งสามีใจร้ายอยู่ในใจดวงตากลมมองไปยังทางเดินรกร้างซึ่งน่าจะทอดตัวยาวจนถึงยอดเขาอวิ๋นซานที่นางต้องไป แถมยังใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วยาม‘นี่มันไม่มากเกินไปหน่อยหรือ!’เห็นหนท
ตลอดการเดินทาง ภายในรถม้าสั่นโคลงเคลงจนแทบจะเอาของที่อยู่ในท้องเมื่อเช้าออกมาจนหมด เสี่ยวชุ่ยที่เห็นนายหญิงหน้าซีดคลายมีอาการจะอาเจียนจึงยื่นถุงสมุนไพรให้สูดดม“โชคดีที่เมื่อเช้าพ่อบ้านหม่าเตือนข้าให้นำถุงสมุนไพรติดมาด้วย ฮูหยินสูดดมเสียหน่อยอาการจะได้ดีขึ้น”เมื่อได้รับถุงหอมที่ภายในบรรจุสมุนไพรมาสูดดม อาการวิงเวียนก็คล้ายจะดีขึ้น มู่หรูเหยาจึงเปิดม่านเพื่อทอดสายตาออกไปมองด้านนอกสายลมจากความเร็วของรถม้าที่วิ่งตีเข้ามาที่ใบหน้า ยามสายลมพัดผ่านผ้าโปร่งสีขาวก็จะพลิ้วไปตามลม เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามราวกับเทพธิดา หากแต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครเคยค้นพบไข่มุกเม็ดงามเม็ดนี้ นอกเสียจากจวนตระกูลมู่และตระกูลจางเพราะความงามนี้ถูกกักตัวไว้ในเรือนหลังของตระกูลมู่ถึงสิบห้าปีเต็มป่ารกสองข้างทางที่ผ่านมาทำเอามู่หรูเหยาได้แต่ถามตนเองว่านางยังเป็นถึงฮูหยินเอกของแม่ทัพจริง ๆ น่ะหรือ ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิดใจ พลันความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว หรือบางทีอีกฝ่ายอาจหลอกนางมาที่นี่เพื่อสังหารทิ้งทั้งหมดอาจจะเป็นอุบายก็เป็นได้!จางเจิ้นอู่อาจจะจ้าง
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็ถึงวันที่จะต้องเดินทางไปเขาอวิ๋นซาน มู่หรูเหยาสวมอาภรณ์สีขาวทั้งตัว แต่กลับมิได้ลดทอนความงามของนางในมือของเสี่ยวชุ่ยมีห่อผ้าสำหรับเดินทาง เนื่องจากเส้นทางต้องเดินเท้า หีบไม้จึงไม่เหมาะที่จะนำติดตัวไป“ข้าได้ยินสาวใช้พูดกันว่าท่านแม่ทัพไปค้างที่เรือนของอนุหลินติดกันถึงสองคืน จากนั้นจึงออกไปลาดตระเวนชายแดนด้านนอกเจ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยเอามือป้องปากกระซิบกับมู่หรูเหยา ขณะจัดห่อผ้าให้เข้าที่เข้าทางสาวใช้ของนางดูจะร้อนใจเรื่องนี้มาก ต่างจากมู่หรูเหยาที่ไม่คิดจะสนใจ ใครจะสนใจบุรุษที่มักมากอย่างเขากัน“ดีแล้วที่ไม่มาเรือนนี้” เหตุผลแรกเลยคือนางไม่ใช่ภรรยาตัวจริงของเขา มีแค่ร่างกายนี้ต่างหากที่ใช่ ยิ่งไปกว่านั้นการอยู่ใกล้จางเจิ้นอู่มันอันตรายกับชีวิตเกินไป ไม่รู้อีกฝ่ายจะหน้ามืดทำร้ายอะไรกันอีก อย่าอยู่ใกล้กันเป็นดีที่สุดขนาดวันนี้เป็นวันเดินทางไปสร้างกุศลของมู่หรูเหยาแท้ ๆ แต่เหมือนสวรรค์จะยังตัดใจจากนางไม่ได้ ไม่ยอมปล่อยให้ไปสู่ทางสงบง่าย ๆ ด้วย ก่อนออกเดินทางเพียงไม่นาน หญิงสาวยังต้องเผชิญกับการก่อกวนครั้งสุ
“เจ้าช่วยไปบอกท่านแม่ทัพว่าข้าเจ็บหนักเป็นเพราะว่าถูกเขาทรมานโดยไร้ซึ่งความผิด แม้แต่คำขอโทษก็ยังไม่มีให้ข้า” ที่หญิงสาวมั่นใจว่านางไม่ผิด ก็เพราะเขาไม่มีหลักฐานจึงต้องจับนางไปทรมานในคุกใต้ดินเพื่อเค้นความจริง หากจางเจิ้นอู่มีหลักฐาน... คงจัดการนางไปนานแล้ว “เป็นเช่นนั้นเองหรือ” มู่หรูเหยาสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงสตรีที่ไม่คุ้นหู เสียงนั้นใกล้เสียจนนางตกใจที่มีคนเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว ” ไว้ข้าจะบอกให้ท่านแม่ทัพมาขอโทษเจ้าด้วยตัวเองดีหรือไม่” สตรีในอาภรณ์สีเขียวหม่นเดินมาหยุดอยู่หน้านาง นัยน์ตาล้ำลึกมองตรงมายังมู่หรูเหยา มีตัวละครที่ไม่รู้จักปรากฏออกมาอีกหรือ คิ้วเรียวยาวดั่งกิ่งหลิวขมวดเข้าหากัน ไม่แน่ใจว่าคนตรงหน้ามาดีหรือมาร้าย เป็นมิตรหรือเป็นศัตรูของเจ้าของร่างนี้กันแน่ หรือว่า... จะเป็นอนุอีกคนของจางเจิ้นอู่!? เห็นท่าทางคุณหนูดูสับสนเช่นนั้น เสี่ยวชุ่ยจึงรีบเข้ามาช่วย “คารวะแม่นางเหมยอิงเจ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยย่อคำนับเสร็จก็หันไปกระซิบอธิบายให้นายหญิงของตนฟังเพื่อ







