หน้าหลัก / แฟนตาซี / ธรรมจักรทมิฬ / ตอนที่ 3: ปราสาทศิลาลอย และขุนพลหน้ากากอสุรา

แชร์

ตอนที่ 3: ปราสาทศิลาลอย และขุนพลหน้ากากอสุรา

ผู้เขียน: Wanderer
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-19 21:21:37

สายหมอกยามเช้าที่ปกคลุมเชิงเขาพายัพหนาทึบเสียจนสิงขรแทบมองไม่เห็นปลายเท้าของตนเอง ความชื้นแฉะในอากาศไม่ได้นำมาซึ่งความสดชื่น แต่กลับหอบเอาความเย็นเยือกที่บาดลึกไปถึงกระดูก หลังจากแยกจาก เฒ่าคำ ที่หมู่บ้านรวงข้าวสีเลือด ชายหนุ่มก็มุ่งหน้าขึ้นสู่ที่สูงตามเส้นทางวิบากที่คดเคี้ยวไปตามหน้าผาชัน เป้าหมายของเขาตั้งตระหง่านอยู่เหนือหัวใจของหมอกร้าย...

“ปราสาทศิลาลอย” มหาปราสาทที่สร้างขึ้นจากศิลาแลงและศิลาขาว ซึ่งดูเหมือนจะลอยละล่องอยู่บนก้อนเมฆด้วยอำนาจอาคมของเจ้าเมืองผู้บ้าคลั่ง

ดาบเหล็กน้ำพี้ที่ผ่านการหลอมรวมเศษบารมีมาแล้วส่องแสงเรืองรองจางๆ อยู่ในฝัก ราวกับมันกำลังสั่นพ้องกับอันตรายที่รออยู่เบื้องหน้า สิงขรหยุดพักที่กองไฟสีนวลจางๆ อีกครั้งที่หน้าตีนสะพานหินข้ามเหว ณ ที่นั่น มาลี สตรีในชุดสไบนิลปรากฏกายขึ้นอีกครั้งจากความว่างเปล่า

“ทางข้างหน้าคือด่านทดสอบความคู่ควรของท่าน... สิงขร” เธอเปรยขึ้นขณะที่ดวงตาข้างที่เปิดอยู่จ้องมองไปยังยอดปราสาท “เจ้าพระยาพายัพไม่ได้ครอบครองเพียงเศษธรรมจักร แต่เขายังครอบครองความกลัวของเหล่านักรบที่พ่ายแพ้ เขาเฝ้าคอยใครสักคนที่จะมาเติมเต็ม ‘ร่างกาย’ ที่ไม่สมบูรณ์ของเขา”

สิงขรขมวดคิ้ว “เขาต้องการร่างกายไปทำไม?”

“เพื่อก้าวข้ามความเป็นมนุษย์... เขาเชื่อว่าการต่อเติมแขนขาของวีรบุรุษเข้ากับร่างของตน จะทำให้เขามีพลังทัดเทียมกับพระนางมณีรัตน์ผู้เป็นแม่” มาลีเลือนหายไปพร้อมกับทิ้งคำเตือนสุดท้ายไว้

“ระวังขุนพลหน้าหน้ากากอสุราที่เฝ้าสะพานให้ดี มันไม่ใช่คน... แต่คือความพยาบาทที่ยังเดินได้”

สิงขรก้าวเดินข้ามสะพานหินที่แคบและลื่น พื้นด้านล่างคือเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ทันทีที่เขาเดินมาถึงกึ่งกลางสะพาน เสียงกระดิ่งลมดังกังวานขึ้นหนึ่งครั้ง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงโปร่งในชุดเกราะบางลายกนกสีดำ ที่ใบหน้าสวมหน้ากากยักษ์ถมเงินที่แยกเขี้ยวดูน่าสยดสยอง ในมือของมันถือ “ดาบสะบัดชัย” สองเล่มที่มีความยาวผิดปกติ

มันคือ “ขุนพลหน้ากากอสุรา” ผู้เฝ้าทวาร ผู้ทำหน้าที่คัดกรองผู้ที่จะเข้าไปในปราสาท

“ไม่มีใคร... ข้ามผ่านสะพานแห่งคำสาปนี้ไปได้... โดยยังมีศีรษะติดอยู่บนบ่า” เสียงของมันดังก้องออกมาจากใต้หน้ากากเหล็ก

ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขุนพลหน้ากากอสุราพุ่งเข้าหาด้วยท่วงท่าที่รวดเร็วราวกับเงา ดาบคู่ของมันตวัดไขว้เป็นรูปกากบาท สิงขรยกดาบขึ้นรับเสียงโลหะปะทะกันดัง แคร้ง! ประกายไฟกระเด็นวูบวาบ แรงปะทะนั้นมหาศาลจนสิงขรต้องถอยหลังไปหลายก้าว

สิงขรรู้ทันทีว่าความเร็วของศัตรูตัวนี้ต่างจากทวารบาลศิลาที่เขาเคยเจอที่ทุ่งสังหารย่างสิ้นเชิง เขารีบตั้งสมาธิ รวบรวมพลังจากรอยสักยันต์ที่แผ่นหลัง ความร้อนพุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง เขาใช้ท่วงท่า "มวยคาดเชือก" ผสมผสานกับวิชาดาบ หลบคมดาบที่พุ่งเข้าใส่จุดตายอย่างต่อเนื่อง

ขุนพลอสุราเริ่มร่ายรำดาบในท่า “อินทรีสยายปีก” ดาบคู่ของมันหมุนวนจนกลายเป็นจักรผัน สิงขรถูกบีบให้ถอยร่นไปจนเกือบถึงขอบเหว ในจังหวะที่คมดาบเล่มหนึ่งกำลังจะปักเข้าที่ขั้วหัวใจ สิงขรตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ เขาไม่หลบ แต่กลับพุ่งสวนเข้าไปในวงดาบนั้นโดยใช้ฝักดาบกระแทกเข้าที่ข้อมือของศัตรูเพื่อเบี่ยงวิถี

ปึก!

ขุนพลหน้ากากอสุราชะงักไปชั่วพริบตา สิงขรไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เขาชักดาบเหล็กน้ำพี้ที่เรืองแสงทองออกมาแล้วตวัดฟันเฉียงจากล่างขึ้นบน แสงของดาบกรีดผ่านชุดเกราะสีดำจนแตกกระจาย เผยให้เห็นว่าภายใต้เกราะนั้น... ไม่มีร่างกายมนุษย์ มีเพียงหมอกสีดำที่รวมตัวกันเป็นรูปทรง

“พวกเจ้ามันก็แค่เศษเสี้ยวของอดีตที่หลงยุค!” สิงขรตะโกน พร้อมกับร่ายอาคมใส่ดาบจนเปลวเพลิงสีทองลุกโชนขึ้นมา

เขาใช้ท่าไม้ตายที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากนิมิต “ธรรมจักรประหาร” โดยการหมุนตัวเหวี่ยงดาบเป็นวงกลมขนาดใหญ่ พลังงานสีทองระเบิดออกจากตัวดาบเป็นรูปกงล้อพุ่งเข้าหาขุนพลหน้ากากอสุรา อสุรายักษ์พยายามยกดาบคู่ขึ้นป้องกัน แต่อนุภาพของพลังธรรมจักรที่อัดแน่นอยู่ในเหล็กน้ำพี้นั้นรุนแรงเกินกว่าที่อาคมมืดจะต้านทานได้

ตูม!!!

ร่างของขุนพลหน้ากากอสุราแตกสลายกลายเป็นละอองธุลีสีดำไปตามสายลม สะพานหินสั่นสะเทือนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาสงบนิ่ง สิงขรทรุดเข่าลงหอบหายใจอย่างหนัก บาดแผลที่หัวไหล่มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย แต่นั่นเป็นเพียงค่าธรรมเนียมเล็กน้อยสำหรับชัยชนะครั้งนี้

เขามองไปที่พื้นดินที่อสุรกายสลายไป พบกับสิ่งของชิ้นหนึ่งวางอยู่ มันคือ “หน้ากากอสุราถมเงิน” ซึ่งเมื่อสัมผัสแล้ว สิงขรรู้สึกได้ถึงความว่องไวที่เพิ่มขึ้นในจิตวิญญาณ และเหนือสิ่งอื่นใด เขาได้รับ “เศษบารมีขุนพล” จำนวนมาก ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เขารู้สึกได้ว่าร่างกายแข็งและ ‘ตบะ’ แกร่งขึ้นอีกระดับ

ที่ปลายสุดของสะพาน ประตูไม้สักแกะสลักมหึมาของปราสาทศิลาลอยค่อยๆ เลื่อนเปิดออกเองอย่างช้าๆ ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดที่น่าขนลุก ราวกับปากของอสุรกายที่อ้าออกเพื่อรอรับอาหารมื้อถัดไป

สิงขรลุกขึ้นยืน จัดการพันผ้าพันแผลที่หัวไหล่อย่างลวกๆ เขามองลึกเข้าไปในความมืดเบื้องหลังประตูนั้น ที่นั่นเขาเห็นเงาของทหารเกราะศิลาจำนวนนับร้อยยืนเรียงรายอยู่ตามกำแพงเมือง และที่จุดสูงสุดของปราสาท... เงาของชายผู้มีแขนนับสิบข้างกำลังนั่งจ้องมองลงมาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความกระหาย

“เจ้าพระยาพายัพ... ข้ากำลังไปหาท่าน”

เขาก้าวเดินผ่านประตูมหาปราสาทเข้าไป เสียงรองเท้าโลหะกระทบพื้นศิลาแลงดังสะท้อนไปมาท่ามกลางความเงียบงัน การบุกตะลุยเข้าสู่ปราสาทศิลาลอยเพื่อชิงเศษธรรมจักรชิ้นแรกได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 23: คำสัตย์กลางเพลิง และรัศมีธรรมแห่งวีรบุรุษ

    ภายใต้แผ่นฟ้าที่มืดมิดดุจผืนกำมะหยี่สีดำสนิทซึ่งถูกฉาบด้วยสีเลือดนก ดวงจันทร์สีแดงก่ำค่อยๆ ขยับเลื่อนมาสถิตอยู่เหนือยอดหอคอยแหลมคมของปราสาทชายแดนประหนึ่งดวงตาสีเลือดของอสุรกายยักษ์ที่กำลังจับจ้องลงมายังพื้นพิภพด้วยความกระหายบรรยากาศภายในลานประลองชายป่าพลันเงียบสงัดลงอย่างน่าใจหาย จนได้ยินเพียงเสียงฟืนในกองไฟพุ่งปะทุเป็นประกายไฟและเสียงหวีดหวิวของลมกรดที่หอบเอาเกสรสีชาดมาโปรยปรายประดุจฝนแห่งคำสาป เหล่านักรบเดนตายจากทั่วสารทิศกว่าร้อยชีวิตที่มีทั้งแผลเป็นท่วมกายและชุดเกราะที่ผ่านการกรำศึกหนัก ต่างพากันลุกขึ้นยืนและจัดแถวอย่างเป็นระเบียบราวกับถูกดึงดูดด้วยอำนาจลึกลับ แววตาของพวกเขาสะท้อนแสงไฟ มีทั้งความตื่นกลัวในอำนาจเทพเจ้าและความบ้าบิ่นที่พร้อมจะแลกชีวิตเพื่อชื่อเสียงในตอนจบสิงขรก้าวเดินอย่างมั่นคงขึ้นไปยืนบนแท่นศิลาสูงตระหง่านใจกลางลานประลอง ในมือของเขากุม จอกเหล้าสังหาร ที่บรรจุน้ำอมฤตสีแดงเข้มข้นไว้จนปริ่มขอบ ของเหลวภายในนั้นสั่นไหวและส่งไอสังหารมหาศาลออกมาจนทำให้นักรบที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับต้องเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกคลื่นเหียน ทว่าสิงขรกลับยืนนิ่งมั่นคงประดุจเสาหลักศิลา แสงสี

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 22: ลานประลองชายป่า และการกลับมาของสหายร่วมศึก

    พายุทรายสีแดงขุ่นม้วนตัวเป็นเกลียวพัดกรรโชกผ่านทุ่งหญ้าที่แห้งกรังและบิดเบี้ยวจนดูคล้ายเส้นผมของซากศพที่โผล่พ้นดิน ลมหายใจของแผ่นดินทิศใต้เต็มไปด้วยกลิ่นไอระเหยของสนิมเหล็กและเกสรของดอกไม้ปีศาจ สิงขรควบม้าศึกวารินพยศฝ่าม่านหมอกสีชาดที่หนาทึบจนแทบมองไม่เห็นทาง จนกระทั่งเขาเดินทางมาถึง “ลานประลองชายป่า” พื้นที่ราบกว้างใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาสูงชันซึ่งมองเห็นปราสาทชายแดนอันเป็นที่สถิตของพญามารราหูตั้งเด่นอยู่ไกลลิบๆ ประหนึ่งมงกุฎหนามบนยอดเขาที่อาบไปด้วยสีสันของวันสิ้นโลกที่นี่คือจุดนัดพบที่ถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารสงครามว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพียงแห่งเดียวในทุ่งกัลปพฤกษ์เลือดที่ความแค้นส่วนตัวจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นเกียรติยศชั่วคราว เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการยุติลมหายใจที่วิปริตของเทพเจ้าผู้คุ้มคลั่งก่อนที่โลกนี้จะเน่าเฟะไปจนเสียสิ้นบรรยากาศภายในลานประลองเต็มไปด้วยความกดดันที่เข้มข้นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ กลิ่นอายของน้ำมันลับดาบและคราบเขม่าจากเตาหลอมเหล็กโชยอบอวล ขุนศึกจากทั่วสารทิศ—ไม่ว่าจะเป็นนักรบเดนตายจากหัวเมืองเหนือ หรือขุนพลไร้สังกัดจากชายแดน

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 21: หมู่บ้านรวงข้าวสีชาด และวิญญาณที่ถูกจองจำ

    หลังจากกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าที่ด่านพระกาฬจางหายไปภายใต้แสงอัสดงสีเลือด ขุนอัคคีได้มอบ “จอกเหล้าสังหาร” ให้แก่สิงขร มันเป็นเครื่องทองเหลืองเก่าแก่หนักอึ้ง สลักลายราหูอมจันทร์ที่ดูดุดันและทรงอำนาจ ทว่าจอกนั้นกลับแห้งขอดและไร้ซึ่งชีวิต นายกองหน้าบากกำชับด้วยเสียงอันหนักแน่นว่า หากสิงขรปรารถนาจะเข้าร่วม "เทศกาลสงคราม" เพื่อท้าทายพญามารราหู เขาต้องนำจอกนี้ไปบรรจุน้ำอมฤตสีแดงจากใจกลางหมู่บ้านที่ล่มสลายเสียก่อน เพราะนั่นคือเครื่องดื่มชนิดเดียวที่คนคลั่งจะยอมเปิดประตูต้อนรับสิงขรและวายุมุ่งหน้าเข้าสู่เขต “หมู่บ้านรวงข้าวสีชาด” ซึ่งในอดีตเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่มั่งคั่งที่สุดของดินแดนทิศใต้ แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาเบื้องหน้าในยามนี้กลับกลายเป็นทุ่งนาที่รวงข้าวไม่ได้เป็นสีทองอร่ามอีกต่อไป แต่มันบิดเบี้ยว กลายเป็นสีแดงคล้ำเข้มดุจเลือดนก และมีหนามแหลมคมงอกออกมาคล้ายเข็มพิษที่รอจังหวะทิ่มแทงผู้ที่ย่างกรายเข้าไป บ้านเรือนไม้ใต้ถุนสูงหลายหลังพังทลายลงมาครึ่งซีก ถูกปกคลุมด้วยเยื่อใยสีชมพูหนาเตอะที่ขยับไหวตามจังหวะลมคล้ายปอดของสิ่งมีชีวิตที่กำลังหายใจรวยรินกลิ่นอายความตายที่นี่รุนแรงและฉุนกึกจนวาริน

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 20: เสียงเพรียกจากเงามืด และบททดสอบแห่งด่านพระกาฬ

    ท่ามกลางเสียงคำรามแหลมสูงดุจเสียงกรีดร้องของมนุษย์ที่ปนเปไปกับเสียงเห่าหอนกระโชกโฮกฮากของฝูงสุนัขยักษ์หัวคนซึ่งกำลังตะเกียกตะกายพยายามจะปีนข้ามแนวกั้นเพลิงหน้าด่านพระกาฬ สิงขรรู้สึกได้ถึงความกดดันที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง ลมกรรโชกพัดเอาละอองสีชาดปลิวว่อนไปทั่วสมรภูมิ เปลวไฟจากคบเพลิงของทหารเพลิงสะท้อนกับคมดาบเหล็กน้ำพี้จนเกิดเงาเต้นระบำบนพื้นดินสีแดงเดือด ดูราวกับวิญญาณร่ายรำอยู่บนกองฟอน ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ความโกลาหลกำลังจะเริ่มขึ้น บรรยากาศรอบกายของสิงขรกลับพลันหยุดนิ่งลงอย่างประหลาดจนน่าขนลุกเสียงการปะทะและเสียงโห่ร้องของเหล่านักรบเพลิงค่อยๆ เบาบางลงคล้ายถูกกลืนหายไปในหมอกควันหนาทึบ แสงไฟสีส้มที่เคยร้อนระอุกลับกลายเป็นสีฟ้าสลัวที่เยือกเย็นประดุจแสงจันทร์วันดับ และที่ข้างกองไฟที่เพิ่งจะมอดดับลงเบื้องหลังสิงขร ร่างของสตรีในชุดสไบสีนิลผู้คุ้นตาปรากฏกายขึ้นอีกครั้งอย่างไร้ที่มามาลี นั่งอยู่ในท่าพับเพียบอย่างสง่างามท่ามกลางซากปรักหักพังของสงคราม ใบหน้าซีกที่งดงามของนางอาบด้วยแสงไฟสีนวล ขณะที่ซีกที่ถูกบดบังด้วยผ้าคลุมนั้นดูลึกลับจนยากจะหยั่งถึง ดวงตาข้างที่เปิดอยู่ของนางจ้องมองมาที

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 19: ด่านพระกาฬ และกองทหารเพลิงกั้นนรก

    หลังจากการอำลามาลินที่หุบเขาไร้ชื่อ สิงขรและวายุก็ออกเดินทางลงสู่ทิศใต้อย่างต่อเนื่อง ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ทัศนียภาพรอบกายเริ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างน่าใจหาย ดินที่เคยเป็นสีน้ำตาลอ่อนเริ่มกลายเป็นสีแดงเข้มดุจโลหิตที่แห้งกรัง ต้นไม้ที่มีสีเขียวขจีหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงซากไม้ยืนต้นที่กิ่งก้านบิดเบี้ยวดูคล้ายมือของคนบาปที่กำลังชูขึ้นฟ้าเพื่อขอความเมตตา ลมที่พัดผ่านกายสิงขรเริ่มหอบเอาละอองเกสรแดงฉานที่แฝงไปด้วยกลิ่นคาวสนิมเหล็กและความร้อนระอุที่กัดกินผิวหนัง"ข้างหน้านั่นคือ 'ด่านพระกาฬ'..." วายุชี้ไปยังป้อมปราการหินทรายสีแสดขนาดมหึมาที่ตั้งขวางหุบเขาลึกดุจกำแพงยักษ์ที่แยกโลกคนเป็นออกจากนรกคนตาย ประตูไม้มะค่าขนาดยักษ์ถูกปิดตายและเสริมด้วยแผ่นเหล็กหนาเตอะที่จารึกอาคมกันไฟไว้จนทั่ว "มันเป็นปราการด่านสุดท้ายที่กั้นระหว่างความปกติของมณฑลจันทรา และความวิปลาสของทุ่งกัลปพฤกษ์เลือด"เมื่อสิงขรควบม้าวารินพยศเข้าไปใกล้ด่าน เขาไม่ได้พบกับความเงียบเหงาที่ควรจะเป็นในดินแดนล่มสลาย แต่เขากลับได้ยินเสียงกึกก้องของกลองรบที่ตีจังหวะหนักแน่น ผสานไปกับการสวดชัยมงคลคาถาในสำเนียงที่ดุดันและกระแทกกระทั้น บนกำแพง

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 18: ครรภ์อสุรกาย และปราการเถาวัลย์โลหิต

    สิงขรก้าวย่างเข้าสู่ปากถ้ำที่ดูราวกับปากของอสุรกายขนาดยักษ์ที่อ้าค้างไว้ ความมืดมิดภายในมิได้ให้ความรู้สึกสงบเหมือนถ้ำทั่วไป แต่มันกลับเต็มไปด้วยไอความร้อนที่ระอุออกมาพร้อมกับกลิ่นฉุนกึกของสปอร์กัลปพฤกษ์เลือดที่ลอยฟุ้งดุจละอองหิมะสีแดงผนังถ้ำที่ควรจะเป็นหินศิลาแลงกลับถูกปกคลุมด้วยชั้นเนื้อเยื่อเหนียวหนืดสีชมพูเข้มที่เต้นตุบๆ ตามจังหวะราวกับชีพจรของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พิภพ“ระวังฝีเท้าด้วย สิงขร...” วายุกระซิบผ่านจิตจางๆ ร่างกึ่งโปร่งแสงของเขามัวหมองลงเมื่อต้องสัมผัสกับไอพิษเข้มข้น “พื้นถ้ำนี้ไม่ใช่ดินธรรมดา แต่มันคือ ‘ซากบุญ’ ที่ถูกย่อยสลายจนกลายเป็นอาหารของโรคร้าย อย่าให้ผิวหนังของเจ้าสัมผัสกับน้ำหนองสีม่วงที่ไหลอยู่ตามร่องหินเด็ดขาด”สิงขรนำผ้าขึ้นมามัดปิดจมูกและปากไว้แน่น เขาหยดน้ำค้างแสงจันทร์ลงบนใบดาบเหล็กน้ำพี้ แสงสีเขียวมรกตที่แผ่ออกมาช่วยขับไล่หมอกสีแดงรอบตัวให้จางลงพอที่จะมองเห็นทางเดินสลัวๆ ยิ่งเขาเดินลึกเข้าไป เสียงหัวใจของเขาดูเหมือนจะเต้นสอดประสานไปกับเสียงชีพจรของถ้ำอย่างน่าประหลาดทันใดนั้น เพดานถ้ำเบื้องบนก็ขยับไหว!“เถาวัลย์กินคน” เส้นสายสีแดงสดขนาดเท

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status