หน้าหลัก / แฟนตาซี / ธรรมจักรทมิฬ / ตอนที่ 3: ปราสาทศิลาลอย และขุนพลหน้ากากอสุรา

แชร์

ตอนที่ 3: ปราสาทศิลาลอย และขุนพลหน้ากากอสุรา

ผู้เขียน: Wanderer
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-19 21:21:37

สายหมอกยามเช้าที่ปกคลุมเชิงเขาพายัพหนาทึบเสียจนสิงขรแทบมองไม่เห็นปลายเท้าของตนเอง ความชื้นแฉะในอากาศไม่ได้นำมาซึ่งความสดชื่น แต่กลับหอบเอาความเย็นเยือกที่บาดลึกไปถึงกระดูก หลังจากแยกจาก เฒ่าคำ ที่หมู่บ้านรวงข้าวสีเลือด ชายหนุ่มก็มุ่งหน้าขึ้นสู่ที่สูงตามเส้นทางวิบากที่คดเคี้ยวไปตามหน้าผาชัน เป้าหมายของเขาตั้งตระหง่านอยู่เหนือหัวใจของหมอกร้าย...

“ปราสาทศิลาลอย” มหาปราสาทที่สร้างขึ้นจากศิลาแลงและศิลาขาว ซึ่งดูเหมือนจะลอยละล่องอยู่บนก้อนเมฆด้วยอำนาจอาคมของเจ้าเมืองผู้บ้าคลั่ง

ดาบเหล็กน้ำพี้ที่ผ่านการหลอมรวมเศษบารมีมาแล้วส่องแสงเรืองรองจางๆ อยู่ในฝัก ราวกับมันกำลังสั่นพ้องกับอันตรายที่รออยู่เบื้องหน้า สิงขรหยุดพักที่กองไฟสีนวลจางๆ อีกครั้งที่หน้าตีนสะพานหินข้ามเหว ณ ที่นั่น มาลี สตรีในชุดสไบนิลปรากฏกายขึ้นอีกครั้งจากความว่างเปล่า

“ทางข้างหน้าคือด่านทดสอบความคู่ควรของท่าน... สิงขร” เธอเปรยขึ้นขณะที่ดวงตาข้างที่เปิดอยู่จ้องมองไปยังยอดปราสาท “เจ้าพระยาพายัพไม่ได้ครอบครองเพียงเศษธรรมจักร แต่เขายังครอบครองความกลัวของเหล่านักรบที่พ่ายแพ้ เขาเฝ้าคอยใครสักคนที่จะมาเติมเต็ม ‘ร่างกาย’ ที่ไม่สมบูรณ์ของเขา”

สิงขรขมวดคิ้ว “เขาต้องการร่างกายไปทำไม?”

“เพื่อก้าวข้ามความเป็นมนุษย์... เขาเชื่อว่าการต่อเติมแขนขาของวีรบุรุษเข้ากับร่างของตน จะทำให้เขามีพลังทัดเทียมกับพระนางมณีรัตน์ผู้เป็นแม่” มาลีเลือนหายไปพร้อมกับทิ้งคำเตือนสุดท้ายไว้

“ระวังขุนพลหน้าหน้ากากอสุราที่เฝ้าสะพานให้ดี มันไม่ใช่คน... แต่คือความพยาบาทที่ยังเดินได้”

สิงขรก้าวเดินข้ามสะพานหินที่แคบและลื่น พื้นด้านล่างคือเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ทันทีที่เขาเดินมาถึงกึ่งกลางสะพาน เสียงกระดิ่งลมดังกังวานขึ้นหนึ่งครั้ง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงโปร่งในชุดเกราะบางลายกนกสีดำ ที่ใบหน้าสวมหน้ากากยักษ์ถมเงินที่แยกเขี้ยวดูน่าสยดสยอง ในมือของมันถือ “ดาบสะบัดชัย” สองเล่มที่มีความยาวผิดปกติ

มันคือ “ขุนพลหน้ากากอสุรา” ผู้เฝ้าทวาร ผู้ทำหน้าที่คัดกรองผู้ที่จะเข้าไปในปราสาท

“ไม่มีใคร... ข้ามผ่านสะพานแห่งคำสาปนี้ไปได้... โดยยังมีศีรษะติดอยู่บนบ่า” เสียงของมันดังก้องออกมาจากใต้หน้ากากเหล็ก

ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขุนพลหน้ากากอสุราพุ่งเข้าหาด้วยท่วงท่าที่รวดเร็วราวกับเงา ดาบคู่ของมันตวัดไขว้เป็นรูปกากบาท สิงขรยกดาบขึ้นรับเสียงโลหะปะทะกันดัง แคร้ง! ประกายไฟกระเด็นวูบวาบ แรงปะทะนั้นมหาศาลจนสิงขรต้องถอยหลังไปหลายก้าว

สิงขรรู้ทันทีว่าความเร็วของศัตรูตัวนี้ต่างจากทวารบาลศิลาที่เขาเคยเจอที่ทุ่งสังหารย่างสิ้นเชิง เขารีบตั้งสมาธิ รวบรวมพลังจากรอยสักยันต์ที่แผ่นหลัง ความร้อนพุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง เขาใช้ท่วงท่า "มวยคาดเชือก" ผสมผสานกับวิชาดาบ หลบคมดาบที่พุ่งเข้าใส่จุดตายอย่างต่อเนื่อง

ขุนพลอสุราเริ่มร่ายรำดาบในท่า “อินทรีสยายปีก” ดาบคู่ของมันหมุนวนจนกลายเป็นจักรผัน สิงขรถูกบีบให้ถอยร่นไปจนเกือบถึงขอบเหว ในจังหวะที่คมดาบเล่มหนึ่งกำลังจะปักเข้าที่ขั้วหัวใจ สิงขรตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ เขาไม่หลบ แต่กลับพุ่งสวนเข้าไปในวงดาบนั้นโดยใช้ฝักดาบกระแทกเข้าที่ข้อมือของศัตรูเพื่อเบี่ยงวิถี

ปึก!

ขุนพลหน้ากากอสุราชะงักไปชั่วพริบตา สิงขรไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เขาชักดาบเหล็กน้ำพี้ที่เรืองแสงทองออกมาแล้วตวัดฟันเฉียงจากล่างขึ้นบน แสงของดาบกรีดผ่านชุดเกราะสีดำจนแตกกระจาย เผยให้เห็นว่าภายใต้เกราะนั้น... ไม่มีร่างกายมนุษย์ มีเพียงหมอกสีดำที่รวมตัวกันเป็นรูปทรง

“พวกเจ้ามันก็แค่เศษเสี้ยวของอดีตที่หลงยุค!” สิงขรตะโกน พร้อมกับร่ายอาคมใส่ดาบจนเปลวเพลิงสีทองลุกโชนขึ้นมา

เขาใช้ท่าไม้ตายที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากนิมิต “ธรรมจักรประหาร” โดยการหมุนตัวเหวี่ยงดาบเป็นวงกลมขนาดใหญ่ พลังงานสีทองระเบิดออกจากตัวดาบเป็นรูปกงล้อพุ่งเข้าหาขุนพลหน้ากากอสุรา อสุรายักษ์พยายามยกดาบคู่ขึ้นป้องกัน แต่อนุภาพของพลังธรรมจักรที่อัดแน่นอยู่ในเหล็กน้ำพี้นั้นรุนแรงเกินกว่าที่อาคมมืดจะต้านทานได้

ตูม!!!

ร่างของขุนพลหน้ากากอสุราแตกสลายกลายเป็นละอองธุลีสีดำไปตามสายลม สะพานหินสั่นสะเทือนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาสงบนิ่ง สิงขรทรุดเข่าลงหอบหายใจอย่างหนัก บาดแผลที่หัวไหล่มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย แต่นั่นเป็นเพียงค่าธรรมเนียมเล็กน้อยสำหรับชัยชนะครั้งนี้

เขามองไปที่พื้นดินที่อสุรกายสลายไป พบกับสิ่งของชิ้นหนึ่งวางอยู่ มันคือ “หน้ากากอสุราถมเงิน” ซึ่งเมื่อสัมผัสแล้ว สิงขรรู้สึกได้ถึงความว่องไวที่เพิ่มขึ้นในจิตวิญญาณ และเหนือสิ่งอื่นใด เขาได้รับ “เศษบารมีขุนพล” จำนวนมาก ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เขารู้สึกได้ว่าร่างกายแข็งและ ‘ตบะ’ แกร่งขึ้นอีกระดับ

ที่ปลายสุดของสะพาน ประตูไม้สักแกะสลักมหึมาของปราสาทศิลาลอยค่อยๆ เลื่อนเปิดออกเองอย่างช้าๆ ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดที่น่าขนลุก ราวกับปากของอสุรกายที่อ้าออกเพื่อรอรับอาหารมื้อถัดไป

สิงขรลุกขึ้นยืน จัดการพันผ้าพันแผลที่หัวไหล่อย่างลวกๆ เขามองลึกเข้าไปในความมืดเบื้องหลังประตูนั้น ที่นั่นเขาเห็นเงาของทหารเกราะศิลาจำนวนนับร้อยยืนเรียงรายอยู่ตามกำแพงเมือง และที่จุดสูงสุดของปราสาท... เงาของชายผู้มีแขนนับสิบข้างกำลังนั่งจ้องมองลงมาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความกระหาย

“เจ้าพระยาพายัพ... ข้ากำลังไปหาท่าน”

เขาก้าวเดินผ่านประตูมหาปราสาทเข้าไป เสียงรองเท้าโลหะกระทบพื้นศิลาแลงดังสะท้อนไปมาท่ามกลางความเงียบงัน การบุกตะลุยเข้าสู่ปราสาทศิลาลอยเพื่อชิงเศษธรรมจักรชิ้นแรกได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 90 : ชุมชนหอคอย และกลไกมรณะแห่งชนเผ่าเขี้ยวเขา

    กำแพงศิลาสีซีดเผือดของ "ชุมชนหอคอย" ตั้งตระหง่านทะลุม่านหมอกสีเทาหมองของแดนทมิฬใต้เงา มันไม่ใช่เพียงปราสาทหรือเมืองธรรมดา ทว่ามันคืออนุสาวรีย์แห่งความโศกเศร้าและความเคียดแค้นที่ถูกสลักเสลาขึ้นจากเศษซากของอารยธรรมที่ถูกทอดทิ้ง สถาปัตยกรรมของมันเต็มไปด้วยลวดลายก้นหอยและประติมากรรมรูป "เขี้ยวเขา" อันเป็นสัญลักษณ์ของชนพื้นเมืองที่เชื่อว่าการงอกของเขี้ยวบนร่างกายคือพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทว่าในสายตาของมหาโพธิ์ทอง สิ่งเหล่านั้นคือความวิปริตที่ต้องถูกชำระล้างด้วยเปลวเพลิงสิงขรและมาลินหมอบซ่อนตัวอยู่หลังซากรูปปั้นสิงโตหินที่ถูกทุบทำลายจนเหลือเพียงครึ่งซีก สายตาของสิงขรทอดมองผ่านช่องแคบๆ ไปยังลานกว้างหน้าประตูใหญ่ของเมือง ที่นั่นเนืองแน่นไปด้วย "นักรบเผ่าเขี้ยวเขา" พวกมันสวมหน้ากากไม้ที่สลักลวดลายบิดเบี้ยว ร่างกายสูงใหญ่และเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่อัดแน่นไปด้วยความเกลียดชังชั่วกัปชั่วกัลป์ ในมือของพวกมันถือดาบโค้งคู่และง้าวศิลาที่อาบเวทมนตร์สีทองหม่น เสียงสวดมนต์ที่ฟังดูคล้ายเสียงครวญครางและสาปแช่งดังประสานกันเป็นจังหวะที่ชวนให้ขนลุก"ทางเข้าหลักถูกปิดตายด้วยกองกำลังที่พร้อมจะสับเราเป็นชิ้นๆ" สิ

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 89: รอยเท้าแห่งผู้สละทิ้ง และสมาคมผู้แสวงบุญแห่งเงามืด

    ความร้อนระอุจากคลื่นเพลิงของ "โกเลมเตาหลอมวิญญาณ" เพิ่งจะจางหายไปจากผืนหญ้าสีเทาหมอง ทว่าความหวาดหวั่นยังคงเกาะกุมอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ สิงขรและมาลินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นจากหลังป้ายสุสานศิลาขนาดยักษ์ที่ใช้เป็นที่กำบัง ชายหนุ่มปัดเศษเถ้าถ่านที่ปลิวมาเกาะตามเสื้อคลุมหนังที่ขาดวิ่นของตน สายตาคมกริบประดุจพญาเหยี่ยวทอดมองผ่านม่านหมอกสีหม่นไปยังทิศตะวันออก ที่ซึ่งมีแสงสีทองอันคุ้นเคยสว่างไสวทะลุความมืดมิดของ "แดนทมิฬใต้เงา"ทัศนียภาพรอบกายของพวกเขาในยามนี้ ช่างแตกต่างจากมัชฌิมโลกที่พวกเขาเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ได้เปิดกว้างรับแสงตะวันหรือแสงจันทร์ ทว่ามันถูกบดบังด้วย "เงามืดขนาดยักษ์" ที่บิดเบี้ยวและหนักอึ้ง มันคือเงาสะท้อนของมหาโพธิ์ทอง ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่บัดนี้กลายเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งการกดขี่ ยางไม้สีคล้ำประดุจเลือดเสียหยดทะลักลงมาจากรอยแตกของกิ่งก้านที่ไร้ใบเบื้องบน ร่วงหล่นลงมาสู่ผืนดินแห่งนี้ราวกับหยาดน้ำตาแห่งความทุกข์ทรมานที่ไม่มีวันเหือดแห้งพื้นดินที่พวกเขาย่ำเดินนั้นอ่อนนุ่มและชื้นแฉะ ไม่ใช่เพราะหยาดฝน แต่เป็นเพราะมันซึมซับเอาความโศกเศร้าและเศษซากของดวงวิญญาณน

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 88: ทุ่งสุสานศิลา และมหึมาเตาหลอมวิญญาณ

    เมื่อปลายนิ้วที่เย็นเฉียบของสิงขรและมาลินแตะลงบนท่อนแขนที่เหี่ยวแห้งของ มิคศิรา ประสาทสัมผัสทั้งมวลก็พลันดับวูบลง ไม่ใช่การเดินทางผ่านมิติด้วยแสงสว่าง หรือสายลมที่พัดพา ทว่ามันคือการถูกดูดกลืนให้จมดิ่งลงสู่ "ห้วงลึก" ที่มืดมิดและหนาวเหน็บจนถึงแก่นวิญญาณ ราวกับถูกกระชากลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ไร้ซึ่งแสงตะวันความรู้สึกแรกที่ปลุกสิงขรให้ฟื้นคืนสติ คือกลิ่นของดินปืน ขี้เถ้า และความโศกเศร้าที่ลอยอวลอยู่ในอากาศหนาทึบ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ความมืดสนิท ทว่ากลับเป็นทัศนียภาพที่งดงามทว่าน่าขนลุกจนแทบหยุดหายใจสิงขรและมาลินไม่ได้ยืนอยู่ใต้ดินอีกต่อไป พวกเขากำลังยืนอยู่บนเนินเขาหญ้าแห้งแล้งที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา แต่สิ่งที่ปกคลุมทุ่งกว้างแห่งนี้ไม่ใช่ต้นไม้หรือดอกไม้ ทว่ามันคือ "ป้ายหลุมศพศิลา" นับแสนตั้งเรียงรายระเกะระกะไปทั่วทุกสารทิศ ป้ายวิญญาณเหล่านั้นโปร่งแสงและเรืองแสงสีฟ้าอมเขียวอ่อนๆ ประดุจแสงหิ่งห้อยที่กำลังไว้อาลัยแด่คนตาย"ทุ่งสุสานศิลา"เหนือทุ่งสุสานแห่งนี้ ท้องฟ้าไม่ได้เป็นสีเทาหรือสีเลือดเหมือนในมัชฌิมโลก แต่มันถูกปกคลุมด้วย "ม่านเงาขนาดยักษ์" ที่

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 87: นครหลวงเถ้าถ่านที่หลับใหล และความลับแห่งแดนทมิฬใต้เงา

    กลิ่นคาวเลือดที่เคยคละคลุ้งในวังบาดาลเริ่มเจือจางลงเมื่อร่างของ มฆวาน ราชันย์โลหิต แตกสลายกลายเป็นเพียงเศษน้ำแข็งสีชาด ทว่าแรงดึงดูดอันมืดมิดที่แผ่ออกมาจาก "แขนที่เหี่ยวเฉา" ของมิคศิราซึ่งห้อยอยู่บนแท่นบูชานั้น กลับรุนแรงยิ่งกว่ามนตราใดๆ ที่สิงขรเคยพานพบ มันไม่ใช่แรงดึงดูดทางกายภาพ แต่มันคือเสียงกระซิบไร้สัพสำเนียงที่ดึงรั้งจิตวิญญาณ ราวกับกำลังเพรียกหาให้เขาก้าวข้ามขอบเหวแห่งความว่างเปล่าสิงขรยื่นมือซ้ายที่สั่นสะท้านออกไป ปลายนิ้วห่างจากแขนของครึ่งเทพเพียงคืบ ไอเย็นจากเวทมนตร์ดวงดาวในกายของเขาปะทะกับม่านพลังงานสีดำสนิทที่ห่อหุ้มแขนนั้น บังเกิดเสียงซ่าเบาๆ ประดุจน้ำหยดลงบนเหล็กวิูดร้อนจัด"สิงขร..."เสียงเรียกอันแผ่วเบาของมาลินดึงสติของเขากลับมา หญิงสาวเดินกะเผลกเข้ามาจับไหล่เขาไว้แน่น แววตาของนางเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นเมื่อมองลึกเข้าไปในความมืดที่แผ่ออกมาจากรังไหม "อย่าแตะมันนะ... ข้าสัมผัสได้ถึงความตายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าพิษมรณะชาด มันเป็นดินแดนที่ไม่มีแม้แต่แสงสว่างจอมปลอมของทวยเทพ หากเจ้ายื่นมือเข้าไปในสภาพที่ร่างกายแหลกเหลวเช่นนี้... วิญญาณของเจ้าจะถูกฉีกกระชากจนไม่ได้กลับมาเกิดอ

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 86: ปีกโลหิตที่ร่วงหล่น และพายุเหมันต์ผสานวิญญาณ

    ละอองเลือดที่สาดกระเซ็นจากการปะทะ ถูกความร้อนของเพลิงโลหิตแผดเผาจนกลายเป็นหมอกควันสีแดงคลุ้งไปทั่ววิหารบาดาล มฆวาน ราชันย์โลหิต ผู้สยายปีกสีดำขลับที่หยาดเยิ้มไปด้วยเลือดลอยตระหง่านอยู่เหนือพื้นศิลา ท่าทีหยิ่งผยองของมันทวีความบ้าคลั่งขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อรับรู้ว่าพิธีกรรม ถูกขัดขวาง"เมื่อเจ้าปฏิเสธที่จะมอบเลือดให้แก่ข้าแต่โดยดี... ข้าก็จะบดขยี้เจ้าและคั้นมันออกมาจากซากศพของเจ้าเอง!"มฆวานคำรามลั่น มันตวัด ตรีศูลศิลาโลหิต กลางอากาศ สร้างรอยแยกมิติสีแดงฉานก่อนจะสาดคลื่นเพลิงโลหิตลงมาประดุจห่าฝนอุกกาบาต!ซูม! ซูม! ซูม!สิงขรกัดฟันกลิ้งหลบอย่างทุลักทุเล เปลวเพลิงที่ตกลงกระทบพื้นวิหารไม่ได้ดับมอดลง แต่มันลุกลามและแผดเผาอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ในการยืนหยัดของสิงขรลดน้อยลงทุกขณะ ร่างกายที่บอบช้ำและพละกำลังที่เหือดหายทำให้ความเร็วของเขาตกลงอย่างเห็นได้ชัด ดาบจันทราทมิฬในมือหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาทั้งลูก"ถ้าปล่อยให้มันบินอยู่แบบนี้ ข้าโดนย่างสดแน่!" สิงขรหอบหายใจอย่างหนักมาลินที่แอบอยู่หลังซากเสาหินพยายามจะใช้หน้าไม้เพลิงยิงสกัด แต่มฆวานเพียงแค่สะบัดปีก คลื่นลมผสมเลือดก็กระแทกลูกศรของนางจนหักสะบ

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 85: พิธีกรรมนับถอยหลัง และหยาดน้ำตาผลึกบริสุทธิ์

    ลานกว้างหน้าแท่นบูชาแห่ง "วิหารโลหิต" สั่นสะเทือนด้วยแรงกดดันที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างอันใหญ่โตมโหฬารของ "มฆวาน ราชันย์โลหิต" กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศทวีความรุนแรงขึ้นจนแทบจะจับตัวเป็นก้อนหยดลงมา ท้องฟ้าใต้บาดาลถูกย้อมด้วยสีแดงฉานประดุจบาดแผลที่เปิดกว้างของจักรวาลสิงขรยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าอสุรกายร้าย ร่างกายของเขาโอนเอนประดุจต้นไม้ที่ถูกพายุโหมกระหน่ำ บาดแผลจากการสู้รบกับเทพธิดามาลินียังคงส่งเสียงกรีดร้องผ่านความเจ็บปวด ทว่ามือที่กำด้าม "ดาบจันทราทมิฬ" กลับมั่นคงและเยือกเย็น ไอสังหารสีน้ำเงินสว่างวาบตัดกับความมืดมิดและสีเลือดของวิหาร"เลือดของเจ้า... ช่างมีกลิ่นหอมหวนของความตาย" มฆวานแสยะยิ้มจนเห็นเขี้ยวแหลมคม มันกระแทก "ตรีศูลศิลาโลหิต" ลงบนพื้นศิลา!ตึง!!!เปลวไฟสีแดงเลือด—เพลิงโลหิต—ลุกพรึบขึ้นล้อมรอบตัวมัน ก่อนที่มันจะพุ่งทะยานเข้าหาสิงขรด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดตัวที่เทอะทะ ตรีศูลขนาดยักษ์ถูกง้างขึ้นและฟาดกวาดเป็นแนวนอน หมายจะตัดร่างของ ผู้ไร้บุญให้ขาดเป็นสองท่อนสิงขรเบิกตากว้าง เขายกดาบจันทราทมิฬขึ้นต้านรับอย่างทุลักทุเลเคร้ง!แรงปะทะนั้นมหาศาลเกินบรรยาย! สิงขรถูกกระแ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status