Masukเมื่อก้าวเข้าไปในบ้าน เธอก็พบกับจ้าวเจียงเฟิงนั่งอยู่บนโซฟากับสามี ทั้งคู่ดูเหมือนกำลังคุยเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อย่างออกรส พอเห็นซูเยว่ถิงกับหลีฉีเฟิงเดินเข้ามา สีหน้าของจ้าวเจียงเฟิงก็ปรับเป็นยิ้มเสแสร้งทันที
“อ้าว หลานชายหลานสะใภ้กลับมากันแล้วเหรอ เป็นยังไงบ้าง วันนี้ทำงานเหนื่อยไหม” เสียงของนางเต็มไปด้วยความแหลมคมที่ฟังดูไม่จริงใจนัก
“ก็เหมือนทุกวันครับ” หลีฉีเฟิงตอบแบบไม่เต็มใจเท่าไหร่
ซูเยว่ถิงยกกล่องขึ้นเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ สดชื่นกว่าทุกวันด้วยซ้ำ”
“หมายความว่ายังไง สดชื่นกว่าทุกวัน” เซียวชุนถามออกไปด้วยความสงสัย
“วันนี้กิจการที่ร้านไปได้ดีขึ้นหน่อย เลยอยากเอาสินค้าใหม่มาให้ป้ากับลุงได้ลองใช้ดู เป็นน้ำหอมอโรม่าพร้อมเตาเผา กำลังเป็นที่นิยม ลูกค้าต่างชื่นชอบมาก” ซูเยว่ถิงตอบด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
พอได้ยินว่าเป็นของฟรี แววตาของจ้าวเจียงเฟิงกับเซียวชุนก็เปล่งประกายความโลภทันที จ้าวเจียงเฟิงรีบลุกขึ้นมารับกล่องไปจากมือซูเยว่ถิง ยิ้มกว้างออกมาโดยไม่ปิดบัง
“ของใหม่เชียวเหรอ ช่วงนี้ป้าเองก็กำลังหาของตกแต่งบ้านพอดี อันนี้ดูใช้ได้เลย ขอบใจมากนะ”
สามีของนางก็หัวเราะร่วน พลางเอ่ยเสริม “ใช่ ๆ ของแบบนี้มองก็รู้ว่าต้องเป็นของดีอย่างแน่นอน”
ซูเยว่ถิงเพียงยิ้มบาง ๆ ตอบกลับ “ค่ะ ถือว่าเป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ จากพวกเรา”
ทั้งสองไม่ทันได้สังเกตเลยว่า แววตาของหญิงสาวแท้จริงแล้วแฝงไปด้วยความเยือกเย็น น้ำหอมในกล่องนั้นไม่ได้เป็นเพียงน้ำหอมธรรมดา แต่ถูกเธอผสมยานอนหลับเข้าไปด้วย กลิ่นหอมจะค่อย ๆ ทำให้คนที่ได้กลิ่นรู้สึกง่วง เหนื่อยล้า และค่อย ๆ จมลงสู่ห้วงนิทราโดยไม่ทันรู้ตัว
จ้าวเจียงเฟิงกอดกล่องไว้แน่นราวกับกลัวใครจะแย่งไป นางหันไปยิ้มกับสามี “คืนนี้เราจะลองใช้กันเลยดีไหม บ้านเราก็ใหญ่ ห้องก็ตั้งหลายห้อง เผื่อกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วก็คงจะดี”
“ดีสิ ลองดูเลย คืนนี้น่าจะได้นอนหลับสบายขึ้น” เซียวชุนพยักหน้ารับ
หญิงสาวแสร้งทำเป็นยิ้ม “ถ้าจุดก่อนนอน รับรองว่าหลับสนิทแน่นอนค่ะ”
เมื่อได้ของแล้ว จ้าวเจียงเฟิงแทบไม่ใส่ใจซูเยว่ถิงอีก นางหันไปเปิดกล่องด้วยความตื่นเต้น ขณะเดียวกัน ซูเยว่ถิงกับหลีฉีเฟิงก็ขอตัวกลับห้อง ทุกก้าวที่เดินออกไป น้ำเสียงหัวเราะของจ้าวเจียงเฟิงกับสามียังดังตามหลังมา
หญิงสาวก้าวพ้นประตูห้องรับแขก พลันสายตาเย็นชาของเธอก็เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวขึ้นอีกครั้ง
“คืนนี้…รับรองว่าแผนการของฉันจะต้องสำเร็จแน่”
คืนนั้น ทั้งคฤหาสน์ใหญ่ตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมพัดเบา ๆ แทรกเข้ามาตามช่องหน้าต่าง และเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนที่หลับลึกเพราะผลของน้ำหอมอโรม่าผสมยานอนหลับของซูเยว่ถิง
ซูเยว่ถิงรอจนมั่นใจว่าทุกคนหลับสนิท เธอจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียง เปิดประตูห้องแล้วก้าวออกไปอย่างคล่องแคล่ว ฝีเท้าเบาเสียจนแทบไร้เสียง นิสัยเก่าของนักฆ่ายังคงติดตัว ไม่ว่ากี่ชาติกี่ภพ เธอก็ยังคงเยือกเย็นและรอบคอบเสมอ
เธอเดินตรงไปยังห้องนอนของจ้าวเจียงเฟิงกับสามี ซูเยว่ถิงใช้กิ๊บเล็ก ๆ ที่เตรียมมาไขกุญแจ เพียงไม่กี่วินาทีก็สามารถเปิดออกได้ เมื่อเข้าไปก็พบว่าทั้งสองหลับสนิท คืนนี้ทุกอย่างง่ายดายยิ่งกว่าที่คิด
ซูเยว่ถิงก้าวเข้าไปในห้องทำงาน ภายในเต็มไปด้วยข้าวของมากมายที่จ้าวเจียงเฟิงเก็บเอาไว้ ตู้เซฟเหล็กตั้งอยู่มุมห้อง แต่สิ่งที่สะดุดตาเธอมากที่สุดคือกล่องเหล็กเล็ก ๆ บนโต๊ะ เขียนตัวอักษรไว้ว่า “ส่วนตัว”
หญิงสาวเดินเข้าไปเปิดออกอย่างระมัดระวัง ทันทีที่เปิดฝากล่องก็พบว่าข้างในเต็มไปด้วยจดหมายและสมุดบันทึกหลายเล่ม เธอหยิบขึ้นมาอ่านทีละใบ เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการนัดหมาย พบปะ และเอกสารธุรกิจบางอย่างที่ดูผิดปกติ
แต่ที่ทำให้เธอชะงักคือจดหมายหนึ่งซึ่งเขียนด้วยลายมือเร่งรีบ
“…ครอบครัวของพวกเราไม่ได้รับเงินตามที่สัญญาไว้ พวกคุณถูกจับตาอยู่ทุกฝีก้าว ถ้าไม่ได้เงินเร็ว ๆ นี้ เราจะเปิดโปงทุกอย่างที่คุณทำ…”
ซูเยว่ถิงจ้องตัวหนังสือแน่นิ่ง หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย นี่ไม่ใช่จดหมายธรรมดา แต่เป็นจดหมายข่มขู่จากครอบครัวของมือสังหารสามคนนั้น คนที่เธอจัดการไปแล้วอย่างเลือดเย็นเมื่อไม่นานมานี้
สายตาของหญิงสาวแข็งกร้าวขึ้นทันที หลักฐานนี้สำคัญมาก มันสามารถใช้เชื่อมโยงได้ว่ามือสังหารพวกนั้นรับงานจากใคร
ซูเยว่ถิงเก็บจดหมายใส่ซองกระเป๋ากางเกง จากนั้นก็หันไปค้นต่อในลิ้นชักโต๊ะทำงาน เธอพบสมุดบันทึกที่บันทึกการใช้เงินก้อนใหญ่ โดยมีรายการจ่ายที่ถูกเขียนเพียงสั้น ๆ
“ค่าดำเนินการ” ตรงกับช่วงเวลาก่อนที่หลีฉีเฟิงถูกดักทำร้าย
หญิงสาวเม้มปากแน่น แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“นี่แหละ…หลักฐานที่จะลากป้าตัวดีออกมารับโทษ”
เมื่อได้สิ่งที่ต้องการ เธอจัดการเก็บทุกอย่างกลับเข้าที่ ราวกับไม่เคยมีใครเข้ามาในห้องนี้ จากนั้นก็ล็อกประตูและเดินออกไปเงียบ ๆ
ขณะเดินกลับห้องของตัวเอง ความคิดมากมายแล่นอยู่ในหัว คืนนี้ไม่เพียงได้หลักฐานสำคัญ แต่ยังยืนยันชัดเจนว่าสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่คือทางที่จะทวงคืนความยุติธรรม
ซูเยว่ถิงเปิดประตูเข้าห้องอย่างเงียบเชียบ พยายามไม่ให้เกิดเสียงใด ๆ รบกวน เธอคิดว่าในห้องยังคงมีเพียงเสียงลมหายใจของหลีฉีเฟิงที่หลับลึกเพราะน้ำหอม
แต่เมื่อเธอก้าวเข้ามา แสงจากโคมไฟหัวเตียงก็สะท้อนเข้าตา หญิงสาวชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาของหลีฉีเฟิงกำลังลืมมองตรงมาที่เธอ
บรรยากาศเงียบกริบจนได้ยินเพียงเสียงหัวใจของเธอเต้นแรง หลีฉีเฟิงนอนอยู่บนเตียง ดวงตาคมสงบ แต่แฝงความสงสัยอยู่ในแววตา เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงมองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
แท้จริงแล้ว เขาไม่ได้หลับตั้งแต่ต้น เมื่อครู่เขาดับเตาเผาน้ำหอมไปแล้วเพราะไม่ชอบกลิ่นฉุนในห้อง เขาได้ยินทุกฝีเท้าที่เธอก้าวออกไป และทุกเสียงที่เธอทำขณะกลับเข้ามา แต่ไม่รู้ว่าเธอออกไปทำอะไร
“มานอนเถอะ…คืนนี้ดึกแล้วนะ พรุ่งนี้ยังต้องไปเปิดร้านตั้งแต่เช้า” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความเอาใจใส่ ราวกับมองทะลุทุกความคิดของเธอ
“ค่ะ” ซูเยว่ถิงปรับสีหน้าให้สงบนิ่ง เดินไปหยิบผ้าห่มขึ้นคลี่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในใจของเธอ รู้ดีว่าหลักฐานที่ได้มาจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทุกอย่างเริ่มชัดเจนขึ้นแล้ว คืนนี้คือคืนแรกของแผนการที่จะคืนความยุติธรรมและปกป้องชีวิตของคนที่เธอรัก
เมื่อก้าวเข้าไปในบ้าน เธอก็พบกับจ้าวเจียงเฟิงนั่งอยู่บนโซฟากับสามี ทั้งคู่ดูเหมือนกำลังคุยเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อย่างออกรส พอเห็นซูเยว่ถิงกับหลีฉีเฟิงเดินเข้ามา สีหน้าของจ้าวเจียงเฟิงก็ปรับเป็นยิ้มเสแสร้งทันที“อ้าว หลานชายหลานสะใภ้กลับมากันแล้วเหรอ เป็นยังไงบ้าง วันนี้ทำงานเหนื่อยไหม” เสียงของนางเต็มไปด้วยความแหลมคมที่ฟังดูไม่จริงใจนัก“ก็เหมือนทุกวันครับ” หลีฉีเฟิงตอบแบบไม่เต็มใจเท่าไหร่ซูเยว่ถิงยกกล่องขึ้นเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ สดชื่นกว่าทุกวันด้วยซ้ำ”“หมายความว่ายังไง สดชื่นกว่าทุกวัน” เซียวชุนถามออกไปด้วยความสงสัย“วันนี้กิจการที่ร้านไปได้ดีขึ้นหน่อย เลยอยากเอาสินค้าใหม่มาให้ป้ากับลุงได้ลองใช้ดู เป็นน้ำหอมอโรม่าพร้อมเตาเผา กำลังเป็นที่นิยม ลูกค้าต่างชื่นชอบมาก” ซูเยว่ถิงตอบด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์พอได้ยินว่าเป็นของฟรี แววตาของจ้าวเจียงเฟิงกับเซียวชุนก็เปล่งประกายความโลภทันที จ้าวเจียงเฟิงรีบลุกขึ้นมารับกล่องไปจากมือซูเยว่ถิง ยิ้มกว้างออกมาโดยไม่ปิดบัง“ของใหม่เชียวเหรอ ช่วงนี้ป้าเองก็กำลังหาของตกแต่งบ้านพอดี อันนี้ดูใช้ได้เลย ขอบใจมากนะ”สามีของนางก็หัวเ
คืนที่คฤหาสน์หลับใหลกิจการของซูเยว่ถิงกำลังไปได้สวย วันแล้ววันเล่า ร้านเล็ก ๆ ที่เธอลงแรงจัดการด้วยตัวเองคึกคักเป็นอย่างมาก น้ำหอมอโรม่าที่เธอคิดค้นสูตรขึ้นมาใหม่กลายเป็นที่สนใจของผู้คนในเมืองอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมละมุนช่วยผ่อนคลายความเครียดหลังวันทำงานอันเหน็ดเหนื่อย ทำให้ลูกค้าหลายคนกลับมาซื้อซ้ำและบอกต่อกันปากต่อปากเช้าวันหยุด หลังจากจัดเรียงสินค้าเรียบร้อย ซูเยว่ถิงเดินไปเช็ดโต๊ะวางเทียนหอมที่หน้าร้าน พลางหันไปถามหลีฉีเฟิงที่นั่งอ่านหนังสืออยู่หลังเคาน์เตอร์“คุณหมอว่าไงบ้างคะ น้ำหอมอโรม่าแบบใหม่นี้ฉันตั้งใจผสมเป็นพิเศษ หวังว่าจะถูกใจลูกค้า”หลีฉีเฟิงวางหนังสือลง ยิ้มบาง ๆ “หอมจริง ๆ นะ กลิ่นนี้ไม่แรงเกินไป แต่ติดจมูกดี เหมาะจะจุดในห้องทำงานหรือห้องนอน ผมว่าต้องดีแน่นอน”ยังไม่ทันจบประโยค ลูกค้ากลุ่มแรกก็เข้ามาในร้าน หญิงสาวสองคนยืนดมขวดทดลองแล้วหันมาถามด้วยความสนใจ“นี่คืออะไรคะ หอมจังเลย กลิ่นมันไม่เหมือนน้ำหอมทั่วไปเลย”ซูเยว่ถิงรีบเข้าไปอธิบายด้วยรอยยิ้ม “นี่คือน้ำหอมอโรม่าค่ะ ใช้คู่กับเตาเผาเล็ก ๆ ของร้านเรา จุดเทียนใต้เตา กลิ่นหอมจะค่อย ๆ ลอยออกมา ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เหมาะส
จู่ ๆ ลูกค้าคนหนึ่งกลับเหลือบตามองซูเยว่ถิงกับหลีฉีเฟิงด้วยสายตาที่ชวนให้รู้สึกแปลกประหลาด จะว่าสงสัยก็ใช่ จะว่ายินดีก็ใช่ หรือจะเป็นสายตาที่ชื่นชมก็ไม่ผิดนัก แต่ความหลากหลายในแววตานั้นก็ทำให้ซูเยว่ถิงถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอไม่เข้าใจว่าลูกค้าคิดอะไรอยู่กันแน่“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ซูเยว่ถิงถามด้วยความสงสัย น้ำเสียงไม่แข็งแต่ก็แฝงไปด้วยการจับสังเกต“อ้อ...ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ เพียงแต่ฉันรู้สึกว่าช่วงนี้หมอหลีกับคุณซูดูสดใสขึ้นมากจริง ๆ ดูเหมือนมีความสุขกว่าแต่ก่อนเยอะเลย โดยเฉพาะหมอหลี หลายเดือนก่อนที่ฉันเจอเขาที่โรงพยาบาลยังไม่เห็นเขาสดใสเท่านี้เลยนะคะ” ลูกค้าสาวพูดพร้อมรอยยิ้ม“จะยังไงซะอีกล่ะคะ ก็เพราะหมอหลีได้ภรรยาดีอย่างไรเล่า ถึงได้มีชีวิตที่สดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” ลูกค้าอีกคนเสริม น้ำเสียงแซว ๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความจริงใจคำพูดเหล่านั้นทำเอาหลีฉีเฟิงถึงกับหน้าแดงราวกับไฟวาบขึ้นมาที่ปลายหู ความเขินอายแล่นวูบเข้ามาในอกจนไม่รู้จะหลบสายตาใครอย่างไรดี ทว่าในขณะที่เขากำลังว้าวุ่น ซูเยว่ถิงกลับยิ้มบาง ๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน เธอเพียงหันไปตอบลูกค้าด้วยท่าทีเรียบง่าย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเสี
จุดเริ่มต้นของการทวงสิทธิ์หลีฉีเฟิงยืนจ้องกุญแจรถในมืออยู่นาน แววตาเขาสั่นสะท้อนด้วยความปลาบปลื้ม ราวกับหัวใจที่แห้งผากมานานได้รับน้ำหล่อเลี้ยงเสียที เขาหันกลับไปมองหญิงสาวที่นั่งสงบอยู่บนเก้าอี้ ความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่เคยมีมาก่อนเอ่อท้นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่ทันใดนั้น เขาก้าวเข้าไปคว้าร่างซูเยว่ถิงมากอดแน่น “เยว่ถิง… ขอบคุณมากนะ” เสียงของเขาเบาแต่สั่นสะท้านด้วยความจริงใจทั้งชีวิตที่ผ่านมา หลีฉีเฟิงคุ้นชินเพียงการถูกทอดทิ้ง ถูกกดขี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีใครยืนอยู่ข้างเขา ไม่มีใครเคยคิดจะปกป้องเขาสักครั้ง กระทั่งวันนี้… วันที่ซูเยว่ถิงเข้ามาในชีวิต และทำในสิ่งที่เขาไม่กล้าลงมือ นั่นคือการทวงสิทธิ์อันชอบธรรมกลับคืนมาซูเยว่ถิงปล่อยให้เขากอดโดยไม่ผลักไส แต่ก็ไม่ยกมือกอดตอบเช่นกัน แววตาของเธอเย็นนิ่ง เธอไม่ได้ทำไปเพราะความรัก หากแต่เพราะความไม่พอใจต่อความอยุติธรรมที่ครอบครัวจ้าวเจียงเฟิงยัดเยียดให้ชายตรงหน้า“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก รถคันนี้มันควรเป็นของคุณตั้งแต่แรกแล้ว ฉันก็แค่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง… ฉันไม่ชอบให้ใครรังแกหรือเอาเปรียบเท่านั้น” ซูเยว่ถิงเอ่ยเรียบเสียงพลางดันร่างเขาออกเล็กน้อยเพ
“คุณอย่าลืมนะคะว่าซอยที่คุณผ่าน มันเปลี่ยวมาก และต่อให้เหตุผลเป็นอย่างที่คุณว่า แต่คดีนี้ก็ทำให้เส้นทางนั้นกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงไปแล้ว หากวันหนึ่งมีใครดักทำร้ายขึ้นมาจริง ๆ คุณจะรับมืออย่างไร”หลีฉีเฟิงชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยสงบสะท้อนความลังเลและสับสน“คุณพูดเหมือนกับว่ามีใครจ้องเล่นงานผมอย่างนั้น…”ซูเยว่ถิงยิ้มบาง แต่อากาศรอบตัวกลับเย็นยะเยือก“คุณเป็นหมอที่เก่งที่สุดของโรงพยาบาล เก่งจนทำให้คนบางคนไม่พอใจ คุณอาจมีศัตรูโดยไม่รู้ตัวก็ได้ บางครั้งการรักษาที่ล้มเหลว ญาติคนไข้บางรายก็อาจโทษหมอแทนที่จะโทษโชคชะตา และที่สำคัญที่สุด…” เธอหยุดเล็กน้อย ดวงตาคมกริบจ้องเขาแน่วนิ่ง “คนที่น่าสงสัยที่สุด…มักจะอยู่ใกล้ตัวที่สุด ถ้าป้าของคุณเคยทำร้ายพ่อแม่คุณจริง ๆ คุณคิดหรือว่าจะไม่มีวันคิดทำร้ายคุณ”คำพูดนั้นทำให้หลีฉีเฟิงเงียบไปชั่วขณะ เขาหลุบตาลง สองมือกำแน่นบนตัก แววตาที่เงียบสงบสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนเขาจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ“แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะ…จะให้ผมพกมีดไปด้วยทุกครั้งที่ไปทำงานหรือ”“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ” ซูเยว่ถิงปฏิเสธทันที น้ำเสียงเธออ่อนลงเล็กน้อย แต่ยังคงหนักแน่น“ฉันแค่คิดว่าคุณควรเลิกใช
รถที่ถูกพรากไปเช้าวันถัดมา แสงแดดอุ่นยามเช้าสาดลอดผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาในบ้าน บรรยากาศภายในคฤหาสน์ที่ควรจะเงียบสงบกลับถูกทำลายด้วยเสียงไซเรนรถตำรวจที่ดังแผ่ว ๆ อยู่หน้าประตูรั้วใหญ่ เสียงนั้นก้องสะท้อนเข้ามาในความเงียบของเช้า ทำให้ทุกคนในบ้านพลันรู้สึกอึดอัดราวกับมีเงาหนักถาโถมลงมาไม่นาน เสียงเคาะประตูหนักแน่นก็ดังขึ้นในความเงียบ อาเสวี่ยรีบวิ่งหน้าตื่นเข้ามาแจ้งข่าว ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก“คุณหมอครับ! ตำรวจมาขอพบ บอกว่ามีเรื่องสำคัญครับ”หลีฉีเฟิงที่เพิ่งวางถ้วยชาลงช้า ๆ เงยหน้าขึ้น แววตาสงบนิ่งเหมือนผิวน้ำแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยคลื่นที่สั่นไหว เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินออกจากห้องรับประทานอาหารอย่างสุขุม ก้าวเท้าที่มั่นคง แต่ในใจกลับรู้สึกได้ว่าความเงียบสงบในบ้านหลังนี้กำลังจะถูกกระทบเมื่อประตูเปิดออก ภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายปรากฏขึ้นตรงหน้า ทั้งคู่แต่งเครื่องแบบเรียบร้อย สีหน้าจริงจังและเคร่งเครียด ผู้ที่ดูอาวุโสกว่ายกมือเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย ก่อนเอ่ยเสียงทุ้มหยาบแต่ยังสุภาพ“คุณหมอหลีใช่ไหมครับ”“ใช่ครับ” หลีฉีเฟิงตอบเรียบ ๆ ดวงตาคมมองตรงไปโดยไม่แสดงความหวั่นไหว “มีเรื







