LOGINหลีฉีเฟิงยืนจ้องกุญแจรถในมืออยู่นาน แววตาเขาสั่นสะท้อนด้วยความปลาบปลื้ม ราวกับหัวใจที่แห้งผากมานานได้รับน้ำหล่อเลี้ยงเสียที เขาหันกลับไปมองหญิงสาวที่นั่งสงบอยู่บนเก้าอี้ ความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่เคยมีมาก่อนเอ่อท้นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่
ทันใดนั้น เขาก้าวเข้าไปคว้าร่างซูเยว่ถิงมากอดแน่น “เยว่ถิง… ขอบคุณมากนะ” เสียงของเขาเบาแต่สั่นสะท้านด้วยความจริงใจ
ทั้งชีวิตที่ผ่านมา หลีฉีเฟิงคุ้นชินเพียงการถูกทอดทิ้ง ถูกกดขี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีใครยืนอยู่ข้างเขา ไม่มีใครเคยคิดจะปกป้องเขาสักครั้ง กระทั่งวันนี้… วันที่ซูเยว่ถิงเข้ามาในชีวิต และทำในสิ่งที่เขาไม่กล้าลงมือ นั่นคือการทวงสิทธิ์อันชอบธรรมกลับคืนมา
ซูเยว่ถิงปล่อยให้เขากอดโดยไม่ผลักไส แต่ก็ไม่ยกมือกอดตอบเช่นกัน แววตาของเธอเย็นนิ่ง เธอไม่ได้ทำไปเพราะความรัก หากแต่เพราะความไม่พอใจต่อความอยุติธรรมที่ครอบครัวจ้าวเจียงเฟิงยัดเยียดให้ชายตรงหน้า
“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก รถคันนี้มันควรเป็นของคุณตั้งแต่แรกแล้ว ฉันก็แค่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง… ฉันไม่ชอบให้ใครรังแกหรือเอาเปรียบเท่านั้น” ซูเยว่ถิงเอ่ยเรียบเสียงพลางดันร่างเขาออกเล็กน้อยเพื่อสบตา
“แต่ถ้าไม่มีคุณ… ผมก็คงไม่มีวันกล้าไปทวงคืนด้วยตัวเอง”
“ตราบใดที่เรายังเป็นสามีภรรยากันอยู่ ฉันจะปกป้องดูแลคุณเอง และฉันจะทวงคืนทุกอย่างที่ควรเป็นของคุณกลับมาให้ได้” คำพูดหนักแน่นของเธอ ดังก้องราวคำสัญญาที่สะท้อนอยู่ในความเงียบของห้อง
หลีฉีเฟิงรู้สึกหัวใจเต้นแรง ความอบอุ่นเอ่อล้นจนแทบกลั้นไม่อยู่ “ครับ… ผมเองก็จะไม่ยอมปล่อยให้คุณต่อสู้อยู่ฝ่ายเดียวอีกต่อไป ผมก็จะพยายามเหมือนกัน”
ซูเยว่ถิงเห็นแววตาเข้มแข็งขึ้นของเขา ใจก็คลายความกังวลลงเล็กน้อย เธอไม่พูดอะไรอีก เพียงพยักหน้าเบา ๆ ตอบรับคำมั่นนั้น “อืม”
ความจริงแล้ว รถคันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น… และพวกเขาก็ทำได้สำเร็จ แต่ยังมีอีกมากที่ต้องทวงคืน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ดิน เงินทอง และทรัพย์สินทั้งหลายที่จ้าวเจียงเฟิงกอดรัดไว้โดยอ้างว่าดูแลแทน ซูเยว่ถิงวางแผนจะดึงคืนกลับมาทีละอย่าง ๆ จนกระทั่งอีกฝ่ายไม่เหลือแม้เศษซาก
ชาติที่แล้ว แม้เธอจะไม่ใช่คนดี เป็นเพียงนักฆ่าที่รับคำสั่งลงมือ แต่ในใจลึก ๆ เธอไม่เคยยอมศิโรราบต่อความอยุติธรรมเลยสักครั้ง การถูกหัวหน้าที่เคารพผลักตกตึกจนดับดิ้นนั้นเป็นความคับแค้นฝังใจ… พอชาตินี้ต้องมาเห็นหลีฉีเฟิงถูกเหยียบย่ำสารพัดอีก ความรู้สึกยอมไม่ได้ก็ยิ่งสุมไฟแรงกล้าในอก
“ผมจะไปทำงานแล้ว คุณจะออกไปพร้อมกันเลยหรือเปล่า” หลีฉีเฟิงถามพลางตรวจอุปกรณ์การแพทย์ในกระเป๋าอย่างรอบคอบ ก่อนสะพายขึ้นบ่า
“ฉันก็ว่าจะไปที่ร้านตั้งแต่เช้าเหมือนกันค่ะ ต้องรีบทำเทียนหอมเพิ่ม เมื่อวานเอาไปส่งที่โรงแรมตั้งเยอะ” เธอตอบเรียบง่าย
“งั้นคุณไปเตรียมตัวเถอะ ผมจะรอตรงนี้” เขาพยักหน้าให้ภรรยา
ซูเยว่ถิงหันกลับไปจัดการตัวเอง พอเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองก็ออกจากบ้านพร้อมกัน เดินตรงไปยังรถคันเล็กสีดำที่เพิ่งทวงคืนมาได้
รถคันนั้นจอดสงบอยู่ในโรงรถ แม้สภาพจะซีดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ยังใช้งานได้ดี หลีฉีเฟิงคิดในใจว่าวันนี้หลังเลิกงานจะให้ช่างช่วยตรวจเช็กสภาพสักหน่อย อย่างน้อยก็ควรดูแลรักษาให้มันอยู่คู่เขาไปได้นานที่สุด
เมื่อได้จับพวงมาลัยอีกครั้ง หัวใจเขาเหมือนได้กลับมามีชีวิตชีวา รถคันนี้ไม่ใช่แค่พาหนะ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ว่าเขาไม่ถูกย่ำยีอีกต่อไป นับจากนี้ การเดินทางไปทำงานหรือกลับบ้านจะสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น
“เดี๋ยวผมไปส่งคุณที่ร้านเทียนหอมก่อนนะ” เขาพูดพลางเปิดประตูรถให้เธอ
“ขอบคุณค่ะ” ซูเยว่ถิงยกยิ้มบางส่งให้
ชายหนุ่มขับรถพาภรรยาไปถึงร้านเทียนหอมทันที คนแถวนั้นพอเห็นคุณหมอที่เคยปั่นจักรยาน วันนี้กลับมาขับรถยนต์ ก็พากันฮือฮา บ้างชื่นชมว่ารถคันนี้สมฐานะคุณหมอมากกว่า บ้างซุบซิบว่าเคยเห็นเซียวปี้เฉินขับคันเดียวกันอยู่บ่อย ๆ จนเกิดคำถามขึ้นว่า… รถนี้ตกลงแล้วเป็นของใครกันแน่
“รถใหม่เหรอคะคุณหมอ วันแรกก็ขับมาส่งภรรยาถึงร้านเลย น่ารักจังเลยค่ะ” ลูกค้าประจำร้านเอ่ยทักอย่างอารมณ์ดี เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเห็นเขาขับรถมาก่อน
“ไม่ใช่รถของผมหรอกครับ เป็นรถทางราชการให้ใช้ ในฐานะหมอของโรงพยาบาล” หลีฉีเฟิงตอบด้วยรอยยิ้มสุภาพ
“แต่ว่าคุณหมอขับรถยนต์แบบนี้ดีกว่าปั่นจักรยานเหมือนเมื่อก่อนเยอะเลยนะคะ ทั้งสะดวก ทั้งรวดเร็ว แถมยังปลอดภัยกว่าด้วย” ลูกค้าอีกคนเสริมขึ้น
“ใช่เลย ก่อนหน้านี้ฉันยังได้ยินว่าซอยแถวบ้านคุณหมอมีคนถูกฆ่าตายตั้งสามคนแน่ะ ดีแล้วที่คุณหมอเปลี่ยนมาขับรถยนต์ อย่างน้อยคุณหมอกับภรรยาก็จะได้เดินทางปลอดภัยขึ้น” ลูกค้าสาวเจ้าเดิมพูดด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“ก็เพราะอย่างนี้แหละค่ะ ถึงต้องให้คุณหมอได้รถกลับมาใช้ ตอนนี้บ้านเมืองน่ากลัวเกินไปจริง ๆ” ซูเยว่ถิงเอ่ยบ้าง น้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น
ลูกค้าอีกคนหนึ่งที่ฟังบทสนทนาของเพื่อน ๆ อยู่เงียบ ๆ ก็ถอนหายใจเบา ๆ ราวกับกำลังระบายความกังวลที่อัดแน่นอยู่ในอก “นั่นสินะคะ ฉันเองก็กลัว ๆ อยู่เหมือนกัน ไม่กล้าออกไปไหนตอนกลางคืนเลยค่ะ” เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย แฝงทั้งความหวาดหวั่นและความไม่มั่นใจ
“ไม่ออกไปไหนตอนกลางคืนก็ดีแล้วแหละค่ะ อย่างน้อยก็ปลอดภัยไว้ก่อน” ซูเยว่ถิงเอ่ยเตือน น้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น แววตาที่มองลูกค้าเต็มไปด้วยความห่วงใย
เมื่อก้าวเข้าไปในบ้าน เธอก็พบกับจ้าวเจียงเฟิงนั่งอยู่บนโซฟากับสามี ทั้งคู่ดูเหมือนกำลังคุยเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อย่างออกรส พอเห็นซูเยว่ถิงกับหลีฉีเฟิงเดินเข้ามา สีหน้าของจ้าวเจียงเฟิงก็ปรับเป็นยิ้มเสแสร้งทันที“อ้าว หลานชายหลานสะใภ้กลับมากันแล้วเหรอ เป็นยังไงบ้าง วันนี้ทำงานเหนื่อยไหม” เสียงของนางเต็มไปด้วยความแหลมคมที่ฟังดูไม่จริงใจนัก“ก็เหมือนทุกวันครับ” หลีฉีเฟิงตอบแบบไม่เต็มใจเท่าไหร่ซูเยว่ถิงยกกล่องขึ้นเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ สดชื่นกว่าทุกวันด้วยซ้ำ”“หมายความว่ายังไง สดชื่นกว่าทุกวัน” เซียวชุนถามออกไปด้วยความสงสัย“วันนี้กิจการที่ร้านไปได้ดีขึ้นหน่อย เลยอยากเอาสินค้าใหม่มาให้ป้ากับลุงได้ลองใช้ดู เป็นน้ำหอมอโรม่าพร้อมเตาเผา กำลังเป็นที่นิยม ลูกค้าต่างชื่นชอบมาก” ซูเยว่ถิงตอบด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์พอได้ยินว่าเป็นของฟรี แววตาของจ้าวเจียงเฟิงกับเซียวชุนก็เปล่งประกายความโลภทันที จ้าวเจียงเฟิงรีบลุกขึ้นมารับกล่องไปจากมือซูเยว่ถิง ยิ้มกว้างออกมาโดยไม่ปิดบัง“ของใหม่เชียวเหรอ ช่วงนี้ป้าเองก็กำลังหาของตกแต่งบ้านพอดี อันนี้ดูใช้ได้เลย ขอบใจมากนะ”สามีของนางก็หัวเ
คืนที่คฤหาสน์หลับใหลกิจการของซูเยว่ถิงกำลังไปได้สวย วันแล้ววันเล่า ร้านเล็ก ๆ ที่เธอลงแรงจัดการด้วยตัวเองคึกคักเป็นอย่างมาก น้ำหอมอโรม่าที่เธอคิดค้นสูตรขึ้นมาใหม่กลายเป็นที่สนใจของผู้คนในเมืองอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมละมุนช่วยผ่อนคลายความเครียดหลังวันทำงานอันเหน็ดเหนื่อย ทำให้ลูกค้าหลายคนกลับมาซื้อซ้ำและบอกต่อกันปากต่อปากเช้าวันหยุด หลังจากจัดเรียงสินค้าเรียบร้อย ซูเยว่ถิงเดินไปเช็ดโต๊ะวางเทียนหอมที่หน้าร้าน พลางหันไปถามหลีฉีเฟิงที่นั่งอ่านหนังสืออยู่หลังเคาน์เตอร์“คุณหมอว่าไงบ้างคะ น้ำหอมอโรม่าแบบใหม่นี้ฉันตั้งใจผสมเป็นพิเศษ หวังว่าจะถูกใจลูกค้า”หลีฉีเฟิงวางหนังสือลง ยิ้มบาง ๆ “หอมจริง ๆ นะ กลิ่นนี้ไม่แรงเกินไป แต่ติดจมูกดี เหมาะจะจุดในห้องทำงานหรือห้องนอน ผมว่าต้องดีแน่นอน”ยังไม่ทันจบประโยค ลูกค้ากลุ่มแรกก็เข้ามาในร้าน หญิงสาวสองคนยืนดมขวดทดลองแล้วหันมาถามด้วยความสนใจ“นี่คืออะไรคะ หอมจังเลย กลิ่นมันไม่เหมือนน้ำหอมทั่วไปเลย”ซูเยว่ถิงรีบเข้าไปอธิบายด้วยรอยยิ้ม “นี่คือน้ำหอมอโรม่าค่ะ ใช้คู่กับเตาเผาเล็ก ๆ ของร้านเรา จุดเทียนใต้เตา กลิ่นหอมจะค่อย ๆ ลอยออกมา ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เหมาะส
จู่ ๆ ลูกค้าคนหนึ่งกลับเหลือบตามองซูเยว่ถิงกับหลีฉีเฟิงด้วยสายตาที่ชวนให้รู้สึกแปลกประหลาด จะว่าสงสัยก็ใช่ จะว่ายินดีก็ใช่ หรือจะเป็นสายตาที่ชื่นชมก็ไม่ผิดนัก แต่ความหลากหลายในแววตานั้นก็ทำให้ซูเยว่ถิงถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอไม่เข้าใจว่าลูกค้าคิดอะไรอยู่กันแน่“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ซูเยว่ถิงถามด้วยความสงสัย น้ำเสียงไม่แข็งแต่ก็แฝงไปด้วยการจับสังเกต“อ้อ...ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ เพียงแต่ฉันรู้สึกว่าช่วงนี้หมอหลีกับคุณซูดูสดใสขึ้นมากจริง ๆ ดูเหมือนมีความสุขกว่าแต่ก่อนเยอะเลย โดยเฉพาะหมอหลี หลายเดือนก่อนที่ฉันเจอเขาที่โรงพยาบาลยังไม่เห็นเขาสดใสเท่านี้เลยนะคะ” ลูกค้าสาวพูดพร้อมรอยยิ้ม“จะยังไงซะอีกล่ะคะ ก็เพราะหมอหลีได้ภรรยาดีอย่างไรเล่า ถึงได้มีชีวิตที่สดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” ลูกค้าอีกคนเสริม น้ำเสียงแซว ๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความจริงใจคำพูดเหล่านั้นทำเอาหลีฉีเฟิงถึงกับหน้าแดงราวกับไฟวาบขึ้นมาที่ปลายหู ความเขินอายแล่นวูบเข้ามาในอกจนไม่รู้จะหลบสายตาใครอย่างไรดี ทว่าในขณะที่เขากำลังว้าวุ่น ซูเยว่ถิงกลับยิ้มบาง ๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน เธอเพียงหันไปตอบลูกค้าด้วยท่าทีเรียบง่าย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเสี
จุดเริ่มต้นของการทวงสิทธิ์หลีฉีเฟิงยืนจ้องกุญแจรถในมืออยู่นาน แววตาเขาสั่นสะท้อนด้วยความปลาบปลื้ม ราวกับหัวใจที่แห้งผากมานานได้รับน้ำหล่อเลี้ยงเสียที เขาหันกลับไปมองหญิงสาวที่นั่งสงบอยู่บนเก้าอี้ ความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่เคยมีมาก่อนเอ่อท้นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่ทันใดนั้น เขาก้าวเข้าไปคว้าร่างซูเยว่ถิงมากอดแน่น “เยว่ถิง… ขอบคุณมากนะ” เสียงของเขาเบาแต่สั่นสะท้านด้วยความจริงใจทั้งชีวิตที่ผ่านมา หลีฉีเฟิงคุ้นชินเพียงการถูกทอดทิ้ง ถูกกดขี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีใครยืนอยู่ข้างเขา ไม่มีใครเคยคิดจะปกป้องเขาสักครั้ง กระทั่งวันนี้… วันที่ซูเยว่ถิงเข้ามาในชีวิต และทำในสิ่งที่เขาไม่กล้าลงมือ นั่นคือการทวงสิทธิ์อันชอบธรรมกลับคืนมาซูเยว่ถิงปล่อยให้เขากอดโดยไม่ผลักไส แต่ก็ไม่ยกมือกอดตอบเช่นกัน แววตาของเธอเย็นนิ่ง เธอไม่ได้ทำไปเพราะความรัก หากแต่เพราะความไม่พอใจต่อความอยุติธรรมที่ครอบครัวจ้าวเจียงเฟิงยัดเยียดให้ชายตรงหน้า“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก รถคันนี้มันควรเป็นของคุณตั้งแต่แรกแล้ว ฉันก็แค่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง… ฉันไม่ชอบให้ใครรังแกหรือเอาเปรียบเท่านั้น” ซูเยว่ถิงเอ่ยเรียบเสียงพลางดันร่างเขาออกเล็กน้อยเพ
“คุณอย่าลืมนะคะว่าซอยที่คุณผ่าน มันเปลี่ยวมาก และต่อให้เหตุผลเป็นอย่างที่คุณว่า แต่คดีนี้ก็ทำให้เส้นทางนั้นกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงไปแล้ว หากวันหนึ่งมีใครดักทำร้ายขึ้นมาจริง ๆ คุณจะรับมืออย่างไร”หลีฉีเฟิงชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยสงบสะท้อนความลังเลและสับสน“คุณพูดเหมือนกับว่ามีใครจ้องเล่นงานผมอย่างนั้น…”ซูเยว่ถิงยิ้มบาง แต่อากาศรอบตัวกลับเย็นยะเยือก“คุณเป็นหมอที่เก่งที่สุดของโรงพยาบาล เก่งจนทำให้คนบางคนไม่พอใจ คุณอาจมีศัตรูโดยไม่รู้ตัวก็ได้ บางครั้งการรักษาที่ล้มเหลว ญาติคนไข้บางรายก็อาจโทษหมอแทนที่จะโทษโชคชะตา และที่สำคัญที่สุด…” เธอหยุดเล็กน้อย ดวงตาคมกริบจ้องเขาแน่วนิ่ง “คนที่น่าสงสัยที่สุด…มักจะอยู่ใกล้ตัวที่สุด ถ้าป้าของคุณเคยทำร้ายพ่อแม่คุณจริง ๆ คุณคิดหรือว่าจะไม่มีวันคิดทำร้ายคุณ”คำพูดนั้นทำให้หลีฉีเฟิงเงียบไปชั่วขณะ เขาหลุบตาลง สองมือกำแน่นบนตัก แววตาที่เงียบสงบสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนเขาจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ“แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะ…จะให้ผมพกมีดไปด้วยทุกครั้งที่ไปทำงานหรือ”“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ” ซูเยว่ถิงปฏิเสธทันที น้ำเสียงเธออ่อนลงเล็กน้อย แต่ยังคงหนักแน่น“ฉันแค่คิดว่าคุณควรเลิกใช
รถที่ถูกพรากไปเช้าวันถัดมา แสงแดดอุ่นยามเช้าสาดลอดผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาในบ้าน บรรยากาศภายในคฤหาสน์ที่ควรจะเงียบสงบกลับถูกทำลายด้วยเสียงไซเรนรถตำรวจที่ดังแผ่ว ๆ อยู่หน้าประตูรั้วใหญ่ เสียงนั้นก้องสะท้อนเข้ามาในความเงียบของเช้า ทำให้ทุกคนในบ้านพลันรู้สึกอึดอัดราวกับมีเงาหนักถาโถมลงมาไม่นาน เสียงเคาะประตูหนักแน่นก็ดังขึ้นในความเงียบ อาเสวี่ยรีบวิ่งหน้าตื่นเข้ามาแจ้งข่าว ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก“คุณหมอครับ! ตำรวจมาขอพบ บอกว่ามีเรื่องสำคัญครับ”หลีฉีเฟิงที่เพิ่งวางถ้วยชาลงช้า ๆ เงยหน้าขึ้น แววตาสงบนิ่งเหมือนผิวน้ำแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยคลื่นที่สั่นไหว เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินออกจากห้องรับประทานอาหารอย่างสุขุม ก้าวเท้าที่มั่นคง แต่ในใจกลับรู้สึกได้ว่าความเงียบสงบในบ้านหลังนี้กำลังจะถูกกระทบเมื่อประตูเปิดออก ภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายปรากฏขึ้นตรงหน้า ทั้งคู่แต่งเครื่องแบบเรียบร้อย สีหน้าจริงจังและเคร่งเครียด ผู้ที่ดูอาวุโสกว่ายกมือเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย ก่อนเอ่ยเสียงทุ้มหยาบแต่ยังสุภาพ“คุณหมอหลีใช่ไหมครับ”“ใช่ครับ” หลีฉีเฟิงตอบเรียบ ๆ ดวงตาคมมองตรงไปโดยไม่แสดงความหวั่นไหว “มีเรื







