LOGIN...........
[5]
แม่ผัวตัวแสบ
...........
รถยนต์คันงามมุ่งหน้าสู่สำนักงานเขต ที่ครั้งหนึ่งละอองดาวกับวาโยเคยมาจดทะเบียนสมรส ระหว่างที่รถยังเคลื่อนตัวไปตามถนนที่คับคั่งด้วยยวดยานพาหนะ สองสามีภรรยาไม่ได้เอ่ยวาจาแต่อย่างใด ได้แต่ปล่อยให้ความเงียบงันผูกขาดการสนทนา ทว่ายี่สิบนาทีถัดมา ละอองดาวก็ทนไม่ไหว เอ่ยถามถึงสิ่งที่อยากรู้เพื่อความแน่ใจ
“คุณโย...ได้เปิดกล่องของขวัญดูหรือเปล่าคะ”
น้ำเสียงแหบพร่าเพราะประหม่าของละอองดาวทำให้วาโยละสายตาจากถนนเบื้องหน้ามามองหล่อนชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับไป
“เปิดแล้ว” เขาตอบให้จบๆ ด้วยต้องการตัดปัญหา ไม่ว่าอะไรจะอยู่ในนั้น ก็ไม่อาจทำให้เขาเลิกล้มความตั้งใจได้หรอก
“แล้ว...คิดยังไงคะ ชอบหรือเปล่า” ริมฝีปากงามคลี่ยิ้มอย่างมีความหวัง ใจชื้นขึ้นมาหน่อยที่อย่างน้อยเขาก็รู้แล้วว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ บางทีเขาอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ เธอยอมรับเลยละว่าพอแม่สามีเอ่ยให้คิด เธอก็เริ่มคิดจริงๆ มันสองจิตสองใจ ทั้งอยากหย่าและไม่อยากหย่า
วาโยถอนหายใจแรงๆ อย่างอึดอัด หล่อนจะถามหาสวรรค์วิมานอะไร
“ฟังนะละอองดาว ไม่ว่าเธอจะเอาอะไรใส่ลงไปในนั้น มันก็ไม่ทำให้ฉันเปลี่ยนใจได้ ยังไงวันนี้ฉันก็จะหย่า และฉันก็จะเอาใบหย่าไปให้คนรักของฉันทันที”
เสมือนประกาศิตจากเจ้านายผู้สูงศักดิ์ ซึ่งไพร่สามัญเช่นละอองดาวไม่อาจทักท้วงได้ หัวใจแห้งเหี่ยวพลันบวมเป่งขึ้นมา เพราะความเจ็บอัดแน่นจวนจะปริแตก รอยเสน่หาที่เคยมีถูกย่ำยีให้ป่นปี้ด้วยวาจาสามีที่รัก
“ค่ะ หย่า...ก็หย่า” ตอบออกไปแล้วหัวใจเหมือนหยุดเต้น สองฝ่ามือวางทาบบนหน้าท้องอย่างหวงแหน ก่อนจะรีบตักตวงอากาศเข้าปอดเพื่อผ่อนคลายความอึดอัดข้างในอก
“ก็ดี พูดง่ายๆ อย่างนี้ก็ดีแล้ว เธอจะฝืนให้มันได้อะไรขึ้นมา ในเมื่อยังไงซะ ไม่วันนี้พรุ่งนี้ เราก็ต้องหย่ากันอยู่ดี”
“แต่มันไม่น่าจะเป็นแบบนี้ อย่างน้อยคุณก็น่าจะเห็นแก่...” เธอยั้งคำพูดได้ทันก่อนจะเอ่ยบางอย่างออกไป ในเมื่อ ‘ลูก’ ไม่มีความหมายใดๆ ต่อเขา ฉะนั้น นับจากวินาทีข้างหน้า คำว่า ‘เรา’ ก็คงไม่จำเป็น
รถยนต์คันงามแล่นฝ่าการจราจรมาจนถึงสำนักงานเขต วาโยจอดรถนิ่งสนิทแล้วรีบลงจากรถอย่างไว ขณะที่ละอองดาวพยุงสังขารที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวย ลงจากรถด้วยความทุลักทุเล
“เธอเป็นอะไรมากหรือเปล่า” ถามเพราะเห็นท่าทางไม่ค่อยสู้ดีของภรรยา ฉับพลันหัวใจแข็งแกร่งก็ไหวยวบเพียงเพราะสบตากับละอองดาว หล่อนเป็นอะไรไปนะ เจ็บไข้ยังไม่หายดีใช่ไหม
“ปะ...เปล่า เปล่านี่คะ ดาวแค่เวียนหัวนิดหน่อย”
เธอปฏิเสธความห่วงใยที่เขาส่งมา ไม่มีประโยชน์ที่จะรับไว้ในเมื่อเป็นเพียงความห่วงใยตามมารยาท ไม่ใช่ห่วงใยดังเช่นคนรักพึงรู้สึกต่อกัน
วาโยแสดงน้ำใจด้วยการพยุงร่างอ่อนแรงขึ้นไปบนอาคารสำนักงาน เส้นขนบนร่างของละอองดาวลุกชูชัน เพียงเพราะแลเห็นป้ายหน้าห้องของนายทะเบียน
พวกเธอเดินเข้าไปในห้องที่เปิดแอร์เย็นเฉียบ สมองเธอขาวโพลน โสตประสาทไม่ได้ยินเสียงใดๆ นอกจากเสียงสามีที่รักเอ่ยแจ้งความประสงค์กับเจ้าหน้าที่ แว่วเสียงอีกฝ่ายถามกลับมาว่าแน่ใจหรือไม่ว่าจะจดทะเบียนหย่า และเมื่อสามีบอกว่า...แน่ใจ หยาดน้ำตาของภรรยาก็ร่วงกราวลงบนฝ่ามือที่ประสานไว้บนตัก
“พยานล่ะครับ” เจ้าหน้าที่ถาม
“เอ่อ...รบกวนได้ไหมครับ เรารีบมาก จนบอกใครไม่ทัน ผมยินดีจ่ายค่าเสียเวลา”
“มันไม่ใช่แบบนั้นนะครับคุณ เราก็มีระเบียบของเรา”
“ขอโทษด้วยนะคะ แต่หนูขอรบกวนจริงๆ เรารีบมากจนไม่ได้บอกใคร”
เจ้าหน้าถอนหายใจอย่างระอา ก่อนจะลุกออกจากห้องไปชั่วครู่ และกลับเข้ามาอีกครั้ง พร้อมกับชายหญิงมีอายุคู่หนึ่งที่มาทำธุระที่สำนักงานเขตพอดี
“ถ้าอยากจ่ายค่าเสียเวลา ก็จ่ายให้สองคนนี้แล้วกัน พวกเขายินดี”
“ขอบคุณนะคะ” ละอองดาวยกมือไหว้เจ้าหน้าที่ ก่อนจะหันไปไหว้ลุงกับป้าที่ดูจากการแต่งกาย คงเป็นชาวบ้านหาเช้ากินค่ำที่เห็นเงินมีค่ามากกว่าสิ่งใด
“เอาละ เรามาเริ่มกันที่สัญญาข้อตกลงการหย่า”
“เราตกลงหย่าด้วยดี เราไม่มีลูก และเธอไม่ต้องการอะไรใดๆ จากผม”
“อย่างนั้นเหรอครับ” เจ้าหน้าที่ถามละอองดาวเพื่อความแน่ใจ
“ค่ะ”
เจ้าหน้าที่กรอกแบบฟอร์มสัญญาข้อตกลงการหย่า ก่อนจะให้ทั้งสองเซ็น เมื่อเสร็จก็ถึงเวลาของการลงนามในทะเบียนหย่า ละอองดาวเริ่มอาการไม่ค่อยดี น้ำลายในปากรสชาติแปร่งปร่ามากขึ้นทุกขณะ
“เอ่อ...แน่ใจไหมครับว่าจะจดทะเบียนหย่าจริงๆ ผมว่าคุณภรรยาดูอาการไม่ค่อยดีเลย” เจ้าหน้าที่วัยใกล้เกษียณท้วงถามคนเป็นสามี ขณะเดียวกันเอกสารสองแผ่นก็ถูกยื่นมาตรงหน้าทั้งสอง พร้อมๆ กับปากกา
วาโยไม่มีคำตอบให้คำถามนั้น มีเพียงเสียงลากเส้นเป็นลายเซ็นคุ้นตา ปรากฏที่ส่วนท้ายของหน้ากระดาษ เขาลงชื่อบนใบหย่าอย่างว่องไว แม้ว่าลึกๆ แล้วจะวูบโหวงในอกกับการกระทำของตัวเองก็ตาม
“ฉะ...ฉะ...ฉัน...” ละอองดาวส่ายหน้าช้าๆ เสียงสั่นขาดห้วงหลุดลอดจากริมฝีปากที่เคลือบสีชาดดิบดี
วาโยจ้องใบหน้าที่กลบไว้ด้วยเครื่องสำอาง อย่างไม่อยากจะเชื่อว่ามาถึงขนาดนี้ เจ้าหล่อนยังจะอิดออด แค่เซ็นชื่อลงไปแกรกเดียว เขาก็จะได้นำใบหย่าไปให้สตรีที่เขารักแล้ว
“อะไรอีกล่ะ อย่าบอกนะว่าเธอจะไม่เซ็น!” เขาคุกคามภรรยาด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างกระด้าง เจ้าหน้าสูงวัยจำต้องกระแอมเพื่อเตือนสติคนเป็นสามี
“ใช่! ดาวไม่หย่าแล้ว ดาว...ดาวอยากเข้าห้องน้ำ!” บอกเขาอย่างรีนร้อน อาการคลื่นเหียนพุ่งโจมตีเธออีกแล้ว
“ไม่ได้! เซ็นเดี๋ยวนี้นะ!”
...........ส่งท้าย...........นอกเขตรั้วอัลลอยด์ลวดลายอ่อนช้อยงดงาม ร่างอวบอิ่มของใครบางคนยืนนิ่งอยู่ข้างรั้ว ดวงตาคู่คมเฝ้ามองความสุขของทุกคนที่นั่งอยู่ในสวนด้วยรอยยิ้มและคราบน้ำตาเช่นกัน กว่าหนึ่งปีที่เธอไม่ได้พบพาน ลาจากพวกเขาไปราวกับล้มหายตายจาก พยายามซ่อนตัวจากทุกโอกาสที่พี่ชายคนดีจะล่วงรู้ว่าเธออยู่ที่ไหน แต่ในที่สุดเธอก็หวนกลับมาจนได้ กลับมาพร้อมกับเครื่องเตือนใจ ที่มีตัวตน“ขอให้พี่โยกับพี่ดาวมีความสุขมากๆ นะคะ อรทำบาปไว้กับพวกพี่มากมายเหลือเกิน ตอนนี้ตราบาปที่ว่ามันกำลังตามมาลงทัณฑ์อรแล้ว แต่อรจะ ไม่ต่อสู้กับมัน อรจะยอมรับความจริงและอยู่ต่อไปให้ได้ เหมือนอย่างที่พี่นุตเคยบอกอร หนูนุตคนดี...ขอให้หนูเป็นที่รักของทุกๆ คนแทนผู้หญิงอีกคนที่มีชื่อเหมือนหนูด้วย ขอให้ความสุขอยู่กับหนูและทุกๆ คนตลอดไป ลาก่อนนะคะ...ลาก่อน...”ร่างอวบอิ่มในชุดกระโปรงหลวมๆ สีเดียวกับเรือนผม ผละจากรั้วสูงของบ้านจตุรศิลป์ เรือนผมสีนิลสนิทกระจายทั่วแผ่นหลัง บางส่วนปลิวพลิ้วไปกับสายลมอ่อนบางในยามสายของวัน“เรากล
“พอแล้วๆ เดี๋ยวลูกแหวะนมออกมาพอดี”เมื่อภรรยาเตือน วาโยก็หยุดการกระทำ เขาวางแม่หนูน้อยลงกลางเสื่อ ก่อนจะยกแก้วน้ำหวานขึ้นมาดื่มพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง“ยัยหนูนะยัยหนู หนูไม่อยากเดินบ้างเหรอลูก หนูขวบเศษแล้วนะ”ละอองดาวท้วงแม่หนูน้อยที่ยิ้มเผล่มาให้แทนคำตอบ พลางปัดเศษใบหญ้าที่ติดตามถุงเท้าคู่น้อยให้ลูกสาว เมื่อครู่เล่นคลานบนพื้นจนมอมแมม ยัยจอมซนเอ๊ย“ดาว ฉันว่า...เดี๋ยวฉันพายัยนุตไปด้วยดีกว่า เดี๋ยวมานะ”“เอ้า! จะพาไปไหนคะคุณโย”วาโยโปรยยิ้มอย่างมีความหวังให้ละอองดาว เขาอุ้มลูกสาวหายขึ้นไปบนตึกใหญ่และกลับลงมาในเวลาเพียงไม่กี่นาที และเพียงแค่ดวงตาของละอองดาวมองเห็นบางอย่างบนตัวลูก ก็ต้องยกมือขึ้นปิดริมฝีปาก ไม่อย่างนั้นคงได้หลุดเสียงสะอื้นวาโยเดินเข้ามาหาภรรยาที่รัก ละอองดาวลุกขึ้นยืนทั้งรีบปาดน้ำตาให้แห้งหาย แต่มันก็ยังไม่หยุดไหล และดูเหมือนว่าจะซึมออกมาจากหน่วยตาสีสนิมของสามีเช่นกัน“ดาว...ดูสิ ฉัน...ฉันสวมรองเท้าให้ลูกแล้วนะ ทำไม...เธอไ
จุมพิตหวานล้ำประดุจลำนำเพลงรักที่ขับขานอย่างอ่อนหวาน ก่อนจะเร่งเร้าจังหวะขึ้นตามแรงส่งของคนทั้งสอง ละอองดาวยอมละทิ้งความขุ่นเคืองทั้งหลายทั้งปวง เพื่อที่เธอจะได้รับเอาความสุขหวานล้ำที่สามีกำลังจะมอบให้ บทเพลงสวาทจึงเริ่มต้นตั้งแต่ตะวันเริ่มสาดแสงแต้มแต่งขอบฟ้า ส่วนจะสิ้นสุดตอนไหนของวันนั้น คงต้องให้นางฟ้าตัวน้อยๆ ในเปลเป็นคนตัดสิน เพราะเมื่อใดที่แม่หนูนุตคนดีส่งเสียงร้องไห้โยเยแล้วละก็ เห็นทีว่าสวรรค์บนดินของบิดามารดาคงต้องพังลงเพียงชั่วพริบตาเป็นแน่แท้...........หนึ่งปีผ่านไปสายลมแห่งฤดูกาลเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทว่ามิสามารถพัดพาเอาความสุขออกไปจากรั้วจตุรศิลป์ มวลความสุขจึงลอยอ้อยอิ่งอยู่ทั่วทุกตารางนิ้วของตัวบ้าน ทั้งบนระเบียง ในห้องนอน ในห้องครัว ในสวนสวย ทุกที่ที่สมาชิกในบ้านปรากฏตัวอยู่จะมีเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้ได้ยินได้เห็นอยู่เสมอบัดนี้คุณนายวิภากำลังเห่อหลานชายตัวน้อยที่สะใภ้คนโปรดเพิ่งให้กำเนิด เจ้าหนูคนดีอายุได้เพียงหนึ่งเดือนเศษๆ ห่างจากหลานสาวราวขวบปี ซึ่งตอนนี้หลานสาวตัวน้อยกำลังถึงวัยน่ารักน่าชังแต่ก็ซุกซนเอาการ แต
แล้วตอนนี้เรื่องบาดหมางในใจทั้งหลายก็ได้สะสางไปแล้วจนเกือบหมด หล่อนน่าจะอภัยให้เขาเสียที เพราะพอได้มาอยู่ใกล้ๆ แบบนี้ บอกตรงๆ ว่าชักจะทนร่างกายดื้อด้านของตัวเองไม่ไหว มันคอยแต่จะสั่งให้เขาทำอะไรต่อมิอะไรคุณภรรยาอยู่ร่ำไป โอย...อยู่ใกล้หล่อนแล้วเขาอดใจไม่ได้เลย“นั่นมันเรื่องของคุณนะคุณโย ปล่อยฉันก่อนสิตาบ้าเอ๊ย! มากอดอะไรแน่นอย่างนี้ หายใจไม่ออก” ละอองดาวดิ้นขลุกขลักเท่าที่จะทำได้ แต่ยิ่งดิ้นอ้อมแขนแกร่งก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นไปอีก“อย่าดิ้นนะดาว พอเถอะ ฉันจะอดใจไม่ไหวแล้วนะ!” วาโยร้องบอกเสียงขรม หน้าอกอวบหยุ่นขนาดเกินมาตรฐานของภรรยา กำลังยั่วต่อมหื่นของเขาอย่างหนัก ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้แม่หนูนุตเป็นเจ้าของมันอยู่ละก็ เขาจะคลุกวงในเสียให้รู้แล้วรู้รอด อดอยากปากแห้งมานานแล้ว“ปล่อยก่อนสิ แล้วจะหยุดดิ้น” ละอองดาวต่อรอง แต่สามีหนุ่มกลับส่ายหน้า “แล้วฉันจะหยุดดิ้นได้ไงก็ฉันหายใจไม่ออกนี่” เธอชี้แจง สามีหนุ่มเลยจำต้องปล่อยอย่างงอนๆ เขาลุกขึ้นนั่งแล้วดึงผ้าที่พันรอบศีรษะทิ้งไปอย่างเคืองๆ“เฮ้ย! คุณจะดึงออกทำไม แผลหาย
...........[24]วันชื่นคืนสุข...........เรือนไม้หอม วันเดียวกัน เวลาสามทุ่มเศษๆคุณแม่คนสวยกำลังพิจารณาลูกน้อยที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่ในเปล หยาดน้ำตาของคนเป็นแม่รินไหลเงียบๆ เมื่อคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ป่านนี้นิลอรจะเป็นอย่างไรบ้าง หล่อนหายไปอยู่ที่ไหน ไปทำงานอะไร แล้วทำไมถึงไม่ส่งข่าวมาบ้าง เจ้าหล่อนคงไม่ได้ทุกข์ตรมอยู่กับเรื่องชีวิตน้อยๆ ที่จากไปใช่ไหม เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ความผิดบาปมันคงไม่มีวันจางหายไปจากหัวใจเธอแน่นอนวาโยเดินเข้ามาหาภรรยาเมื่อเห็นว่าเจ้าหล่อนกำลังหลั่งน้ำตาอยู่ข้างเปลบุตรสาว เขาเข้ามานั่งในห้องนานแล้ว แต่หล่อนก็ยังทำเป็นมองไม่เห็น ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนอย่างไรอย่างนั้น แต่เขาไม่ยอมแพ้หรอก เขาจะอดทนและมุ่งมั่นให้มากกว่านี้“ดาว...เป็นอะไร อย่าร้องไห้สิ” วาโยดึงร่างภรรยาให้ออกห่างจากเปล เขานั่งลงแล้วให้หล่อนนั่งบนตัก อารามลืมตัวทำให้ละอองดาวลืมที่จะปฏิเสธการใกล้ชิดกันอย่างนี้“ร้องไห้ทำไมคนดี บอกฉันได้ไหม” ว่าพลางเช็ดน้ำตาให้เมีย“ฉัน...ฉันนึกถึงนิลอร ฉันท
“แล้วมันจะทำไมยะ ก็นี่มันลูกฉันฉันก็ต้องเข้าข้างสิ หล่อนเถอะ จะยอมคืนดีกับผัวหรือเปล่า ถ้าไม่ยอมฉันจะได้ให้ตาโยหาเมียใหม่!”“คุณแม่!” ละอองดาวเรียกแม่สามีเสียงดัง“อะไรยะ!?” คุณนายวิภาขานรับหน้าตาขึงขังจนวาโยเริ่มกุมขมับเพราะรู้สึกว่าบรรยากาศจะคุ้นๆ ชอบกล“ป่วยอยู่ไม่ใช่เหรอคะ ฮ่าๆๆ”ละอองดาวหัวเราะชอบใจที่ได้แกล้งป่วนประสาทแม่สามี ความจริงเธอกับคุณนายวิภาไม่ได้ลับฝีปากกันนานมากแล้ว เกือบจะตั้งแต่ตอนที่เธอเริ่มรู้ตัวว่าตั้งท้องยัยหนูนุตกระมัง“เอ้า! นี่คุณแม่แกล้งเหรอครับ ผมตกใจหมดเลย”วาโยท้วงมารดาจริงจัง ใบหน้าติดรอยยิ้มบางๆ“แกจะบ้ารึตาโย แม่แก่แล้วจะไปโกหกอะไรใครได้ แม่แค่อยากให้แกคืนดีกับเมียไวๆ ยัยหนูนุตจะได้ไม่ขาดความอบอุ่น แต่ถ้าแกจะเชื่อเมียว่าแม่โกหก แม่...แม่ก็ไม่มีอะไรจะพูด ฮึกๆ แค่กๆ โอย...แม่หายใจไม่ออกขอยาดมๆ”วาโยควานหายาดมจ้าละหวั่น ขณะที่สะใภ้ใหญ่ลุกไปยืนส่ายหน้าช้าๆ ที่ข้างเตียง คุณนายวิภาช่างมีความพยายามเป็นเลิศจริงๆเสียงคุณนายวิ
กุมภัณฑ์จับจูงร่างสมันน้อยออกมาจากบาร์เครื่องดื่ม เขาเข้าไปขออนุญาตป้าเจรียงพาหล่อนไปคุยธุระกันในห้องทำงาน สิมันตราอิดออดไม่อยากไป แต่คุณนายวิภากลับเห็นดีเห็นงาม ด้วยว่าเห็นบางอย่างผิดปกติในตัวลูกชายหากนางวิภาเดาไม่ผิด สีลิปสติกที่เปื้อนบางๆ บนริมฝีปากกุมภัณฑ์ มันเป็นสีเดียวกับสีลิปสติกบนริมฝีปากข
“คุณยักษ์ตื่นแล้วเหรอคะ เอากาแฟไหมคะเดี๋ยวป้าไปชงให้”นางเจรียงบอกแล้วตั้งท่าจะลุกจากเก้าอี้ แต่หลานสาวกลับห้ามโดยการยื้อแขนเหี่ยวๆ ไว้ ด้วยไม่ต้องการให้ญาติผู้ใหญ่ของตนต้องลำบาก“เดี๋ยวหนูชงเองค่ะ ป้านั่งเฉยๆ บ้างก็ได้ เดี๋ยวได้กระดูกเคลื่อนพอดีเพราะคอยแต่จะรับใช้เด็กไม่รู้จักโตคนนี้” หญิงสาวแขวะค
“คุณแม่ครับ ผมจะไม่คุยเรื่องนี้กับคุณแม่อีก ถ้ามีคนต้องผิดในเรื่องนี้ก็คงต้องเป็นคุณแม่ เพราะถ้าคุณแม่ไม่บังคับให้ผมแต่งงานกับคนที่ผมไม่ได้รัก ผมคงไม่ดึงละอองดาวมาเกี่ยวด้วยแน่ๆ”“ตาโย!” นางวิภาขานชื่อลูกชายอย่างสุดจะทน กุมภัณฑ์เห็นดังนั้นก็รีบเข้าไกล่เกลี่ยสถานการณ์ ขณะที่นางเจรียงควานหายาดมมาจ่อจ
นางวิภาจีบปากจีบคอว่าให้“คุณแม่? มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ!” คนป่วยถามด้วยความตกใจ รีบลุกนั่ง แต่อาการมึนศีรษะและหน้ามืดทำให้ต้องหลับตาปี๋“ท่าจะอาการหนักแล้วนะ ฉันว่าหล่อนไปโรง’บาลดีไหมแม่ดาว ฉันไม่อยากให้หล่อนตายที่นี่หรอกนะ ฉันกลัวผี!” เสียงเล็กแหลมบ่งบอกว่ากลัวจริงๆละอองดาวอยากขำแต่ขำไม่ออก แม่สาม







