FAZER LOGIN“พี่หมอสิบ” ผู้มาใหม่คือ สิบทิศ เพื่อนในกลุ่มของพริษฐ์และทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลเดียวกัน จนิตาโปรยยิ้มหวานหยดพลางทำเสียงอ้อนทันที
“พาไจ๋เข้างานด้วยได้ไหมคะ ไจ๋โทร.หาคุณพายแล้วไม่รับเลย”
“ได้...สิครับ” สิบทิศยิ้มรับด้วยความลำบากใจเล็กน้อย กระนั้นแล้วเขาก็คงปฏิเสธไม่ได้ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการหักหน้าจนิตาอย่างรุนแรง
จนิตาส่งยิ้มหวานๆ ไปขอบคุณ
“เธอจะเข้าไปกับผมครับ...” สิบทิศหันไปบอกกับคนดูแลงาน แล้วส่งบัตรเชิญไปให้
“เชิญค่ะ”
จนิตาเดินควงแขนสิบทิศเข้าไปด้านใน สายตาคู่สวยรีบกวาดมองหาสามีสุดที่รักอย่างเร็วไว
“มันนั่งอยู่ทางนู้นครับ” สิบทิศพาหญิงสาวเดินตรงไปยังโต๊ะมุมซ้ายด้านใน บรรดาเพื่อนร่วมอาชีพของเขาต่างมาถึงกันครบแล้ว และเมื่อก้าวเข้าไปถึงก็เห็นสายตาของเพื่อนที่กำลังขมวดคิ้วยุ่งเมื่อเห็นว่าตนมากับผู้ใด
“คุณพายขา...” จนิตารีบปรี่เข้าไปหาสามีที่ขยับตัวลุกขึ้นด้วยท่าทีออดอ้อน เพราะมีแววว่าเธอจะถูกดุ
“ผมบอกไปแล้วว่าไม่ให้มา” นายแพทย์หนุ่มกดเสียงต่ำคาดโทษ ใบหน้าเรียบเฉยนั้นดูน่ากลัวจนคนรอบข้างสัมผัสได้
“ก็ไจ๋คิดถึงคุณพายนี่คะ แล้วไจ๋ก็อยากมาเปิดหูเปิดตาด้วย” จนิตาบีบเสียงหวาน ดวงตากลมโตกะพริบปริบๆ อย่างน่าเอ็นดู
พริษฐ์ยังเอาแต่ตีหน้าเข้ม ลมหายใจถูกพ่นออกมาแรงๆ ขณะที่จนิตาแสร้งทำใจดีสู้เสือเอียงหน้าไปซบอกแกร่ง ทว่าบรรยากาศรอบข้างกลับเป็นพิษเสียได้
“ฉันว่ามาแสดงตัวว่าเป็นเมียหมอมากกว่ามั้ง...” เสียงซุบซิบดังมาจากสองสาวที่เดินตามหลังเธอเข้ามา
“จริงแก เหม็นกลิ่นคาวชะมัด” หนึ่งในนั้นแสร้งยกมือขึ้นโบกไล่อากาศคล้ายเจอของแสลง แน่นอนว่าจนิตาย่อมได้ยินและนับหนึ่งถึงสิบในใจแล้ว แต่ไม่ได้ผล จึงผละห่างจากอกอบอุ่นเดินไปหาสาวทั้งสอง
“มีคิวอาร์โค้ดไหมคะ” จนิตาเอ่ยถามเรียบๆ ตาปรายมองยัยช่างเม้าท์ทั้งสองตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยสายตาดูแคลน
“คิวอาร์โค้ดอะไรของเธอกัน” สองสาวทำหน้าไม่เข้าใจ
“คิวอาร์โค้ดธนาคารของคุณน่ะค่ะ ไจ๋จะโอนค่าแปรงกับยาสีฟันไปให้ เห็นบ่นว่าเหม็น ปากเหม็นเชียวค่ะ สงสัยไม่ได้แปรงฟันก่อนออกจากบ้าน” จนิตายกมือขึ้นบีบจมูก ทำท่าคลื่นไส้คล้ายจะอาเจียนออกมา
“เธอ”
สองสาวถึงกับกระทืบเท้าเร่าๆ ที่ถูกตอกหน้าหงาย
จนิตายักไหล่พร้อมกับแค่นยิ้มสะใจ ยามพูดถึงคนอื่นละเก่งนัก พอโดนเข้ากับตัวเองกลับดิ้นเป็นไส้เดือนโดนน้ำร้อนสาด
หญิงสาวทำท่าจะขยับเข้าไปแจกความแสบสันต่อ แต่แขนเรียวกลับถูกมือหนาคว้าไว้แน่น
“ไจ๋...” พริษฐ์คว้าตัวของภรรยาแล้วลากให้เดินห่างออกมา
“ไจ๋ไม่ผิด พวกเธอพูดจาไม่น่ารักก่อน” จนิตาบอกกับพริษฐ์ด้วยเสียงที่อ่อนลงชัดเจน ไม่มีครั้งไหนที่เธอจะพูดจากดตะคอกใส่สามี
“กลับไปครับ” พริษฐ์ออกคำสั่งสั้นๆ นิ้วชี้ไปยังประตูทางออก จนิตาไม่ควรมาที่นี่ เขาห้ามแล้วก็ไม่เคยคิดฟัง
“ไจ๋ไม่กลับ” หญิงสาวส่ายหน้าหวือพลางกอดแขนกำยำไว้แน่น อุตส่าห์แต่งตัวสวยมาขนาดนี้ ไม่ทันจะได้ให้เขาชื่นชมก็มาไล่กันเสียแล้ว “ถ้าจะให้ไจ๋กลับ คุณพายต้องกลับไปกับไจ๋ค่ะ”
“จำคำของผมไม่ได้?” พริษฐ์แกะมือปลาหมึกออกแล้วสบตาเพื่อเค้นถามถึงกฎของเขา
“จำได้ค่ะ ห้ามล้ำเส้น ห้ามทะเลาะกับคนอื่น ไจ๋ท่องได้จนจะนอนละเมอแล้วค่ะ” หญิงสาวประชดกลับด้วยความน้อยใจ ชายหนุ่มไม่เห็นบ้างหรืออย่างไรว่า เธอเปลี่ยนไปเพื่อเขามากแค่ไหน
“จำได้แล้วยังทำ ยังขัดคำสั่งผมอีก”
จนิตากลอกตาไปมา หากไม่ยอมแบกหน้ามางานนี้ ไม่รู้ว่าอีกกี่วันถึงจะได้เห็นหน้าสามีตัวเอง ช่วงหลังมานี้
พริษฐ์กลับบ้านนับครั้งได้ แถมแต่ละครั้งก็อยู่แค่ไม่กี่ชั่วโมงก็หายหน้าไปอีก
“คืนนี้กลับไปนอนที่บ้านนะคะ” หญิงสาวทำเสียงอ้อน
พริษฐ์นิ่งมองหน้าคนที่กล้ามาออดอ้อนกัน ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่มองมา
“เงียบ ไจ๋ถือว่าตกลงแล้วนะคะ” จนิตาชิงมัดมือชก เปลี่ยนจากเกาะแขนมาเป็นกุมมือหนาไว้แน่น พร้อมหันไปส่งยิ้มกว้างให้กลุ่มเพื่อนของสามี ทั้งวาโยและสิบทิศ ขาดแค่ธนกฤตที่เป็นนายตำรวจเท่านั้น ทว่ายังไม่ทันจะได้อ้อนต่อก็มีคนหนึ่งเดินปรี่เข้ามาหาด้วยท่าทางรีบร้อน
“มีอะไรหรือเปล่าวะไอ้ธาม” วาโยร้องถามกับธนกฤตที่เดินตรงเข้ามาหา
“ไอ้พายไปดูคุณฉายหน่อย หน้าเธอซีดๆ เหมือนจะเป็นลม” ธนกฤตบอกพริษฐ์ พลางชี้นิ้วไปทางด้านหลัง
“ผมจะไปดูคุณฉาย” พริษฐ์พยายามบิดข้อมือออกจากการเกาะกุม แต่จนิตายังคงรั้งไว้ไม่ยอมปล่อย จึงต้องเอ่ยบอกเสียงเข้ม “ปล่อยมือผมก่อนคุณไจ๋”
“ไจ๋ปล่อยก็ได้ค่ะ” จนิตาทำหน้าเซ็งที่หวานกับสามีได้ไม่ถึงครึ่งนาที กระนั้นก็ไม่ได้ดึงดันจะยื้อชายหนุ่มไว้ต่อ เพราะรู้ดีว่าสำหรับคนเป็นหมอแล้ว ‘คนป่วย’ ต้องมาก่อนเสมอ ทว่าคิ้วเรียวก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เพราะพักนี้เธอได้ยินชื่อผู้หญิงคนนี้บ่อยเหลือเกิน
‘คุณฉาย’ ลูกสาวของผู้มีพระคุณที่พริษฐ์เคารพรัก ฝ่ายนั้นย้ายจากต่างประเทศกลับมายังเมืองไทยเมื่อราวสองเดือนก่อน
จากนั้นพริษฐ์ก็เดินไวๆ ไปด้านหลังพร้อมกับธนกฤต
จนิตายืนรอไม่นานก็เห็นว่าสามีเดินตรงกลับเข้ามาหาจึงยิ้มหวาน ทว่าถ้อยคำที่สวนกลับมาทำให้ต้องหุบปากฉับ
“คุณกลับไปก่อนเลย” พริษฐ์สบตาเธอด้วยแววตาจริงจัง
“ไจ๋รอกลับพร้อมคุณพายก็ได้ค่ะ” หญิงสาวไม่ได้รีบร้อนอะไร รอกลับพร้อมเขาดีที่สุด
“ผมคงไม่ได้กลับไปแล้ว”
“แต่เมื่อกี้คุณพายรับปากแล้ว” หญิงสาวทำหน้ามุ่ย ฝันหวานพังทลายลงต่อหน้าต่อตา ดวงหน้าเริ่มกระเง้ากระงอดใส่
“ผมต้องพาคุณฉายไปโรงพยาบาล”
“แต่ว่า...ไจ๋ ก็ได้ค่ะ แต่อีกสองวันไจ๋ต้องได้ดินเนอร์กับคุณพาย” จนิตายอมถอยให้ ทว่าก็ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน ไม่เช่นนั้นหัวใจดวงนี้คงเฉาตายแน่ๆ พลันรีบพูดดักคอไว้ “ไจ๋เช็กมาแล้วค่ะว่าคุณพายว่าง”
“ครับ” พริษฐ์ถอนหายใจยาว พลางหันไปมองคนป่วยที่ฝืนมางาน
“เป็นร้าน...ที่คุณพายชอบไปก็ได้ค่ะ” จนิตารีบระบุสถานที่เสร็จสรรพตามแผนที่วางไว้ในหัว
“ครับ” พริษฐ์ละสายตากลับมาตอบรับสั้นๆ และเป็นเชิงไล่ให้เธอกลับไปได้แล้ว
“งั้นไจ๋กลับก่อนก็ได้ค่ะ อีกสองวันเจอกันค่ะคุณสามี” หญิงสาวไม่ลืมที่จะเขย่งเท้าขึ้นไปหอมแก้ม
พริษฐ์เป็นการร่ำลา พร้อมกับหันไปพนมมือไหว้เพื่อนของเขา “ไจ๋ลานะคะ”
คล้อยหลังจนิตา พริษฐ์ก็รีบก้าวไวๆ กลับไปหาตะวันฉาย ช้อนร่างเธอขึ้นมาแนบอกเพื่อพาไปโรงพยาบาลโดยด่วน ท่ามกลางสายตาอึ้งๆ ของเพื่อนในกลุ่ม
“คุณไจ๋เธอไม่รู้เรื่องไอ้พายกับคุณฉายใช่ไหมวะ” วาโยอดจะถามขึ้นไม่ได้ พร้อมกับทำหน้าไม่ถูก
“ถ้ารู้ ฉิบหายแน่” สิบทิศรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะมี ‘ความลับ’ บางอย่างที่จนิตาไม่รู้ และเขาคิดว่าเธอไม่รู้จะดีที่สุด
“แต่ว่าอีกสองวันเป็นวันเกิดคุณฉายไม่ใช่หรือวะ” วาโยเลิกคิ้วขึ้น เขาเองก็ได้คำเชิญให้ไปงานเลี้ยงฉลอง
“เออ”
“แล้ว...มึงว่ามันจะเลือกไปที่ไหน”
หนนี้สิบทิศเงียบไป เพราะนึกกลัวคำตอบขึ้นมา ขณะที่วาโยยิ้มเจื่อนแล้วพึมพำออกมา
“หรือกูต้องถามว่า มันจะเลือกใครมากกว่า”
“ฮะ? อะไรนะ” วาโยเบิกตาโต ทวนประโยคนั้นซ้ำเพื่อให้แน่ใจ มันเมาถึงพูดผิดพูดถูกหรือเปล่า “มึงรักคุณไจ๋?” “ไม่รักแล้วกูจะแต่งงานกับไจ๋ทำไมวะ” พริษฐ์มองหน้าคนถามอะไรแปลกๆ อย่างไม่เข้าใจ ฝ่ายวาโยนิ่งและอึ้งไป สมองเริ่มมีความสับสน ส่วนนายตำรวจหนุ่มได้แต่ยืนเกาศีรษะ เพราะเริ่มตามไม่ทันแล้ว ทางด้านเมธาวินเดินลิ่วๆ ไปยังรถคันหรูที่สตาร์ตเครื่องรออยู่ สองเท้าก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังด้วยท่าทางสบายใจ “วินมาแล้ว...” ทุกสายตาในรถจับจ้องที่เขาเป็นจุดเดียว ศราเผยอปากจะถามแต่เจ้าตัวกลับยกมือห้าม “ขอเวลาห้านาที” เมธาวินก้มหน้าก้มตาจัดการสมาร์ตโฟนสักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจนิตา “ไจ๋ เงินเข้าหรือยัง” “เงินอะไร” หญิงสาวที่นั่งนิ่งมาตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นรถเลิกคิ้วขึ้น สีหน้ามีความตึงเครียดไม่น้อย “ไจ๋ก็ดูสิ” เมธาวินพยักพเยิดหน้าให้จนิตาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเช็ก หญิงสาวทำตาม ไม่นานก็ต้องตาเบิกกว้าง เมื่อได้รับข้อความแจ้งเตือนจากธนาคาร ว่าเมธาวินโอนเงินให้เธอถึงสองแสนบาทแล้วรีบถามไป “แกโอนเงินให้ฉันทำไม...ตั้งสองแสน”
“เฮ้ย นั่นมันจะจูบคุณไจ๋หรือเปล่าวะ” ภาพที่ผู้ชายใบหน้าหล่อเหลากำลังโน้มใบหน้าไปแนบชิดกับดวงหน้าหวานจนปลายจมูกแทบชนกัน สิ้นเสียงของธนกฤต พริษฐ์ก็สะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม สองเท้าพุ่งทะยานไปยังโต๊ะเป้าหมายด้วยความเร็วแสง แล้วกระชากคอเสื้อของไอ้คนหน้าด้านให้ห่างจากภรรยาของเขา “อย่ามายุ่งกับเมียกู” พริษฐ์ประกาศก้อง นัยน์ตาแดงก่ำราวกับมีลูกไฟลุกโชนอยู่ภายใน “ใครเมียมึง” เมธาวินตวัดสายตามองพริษฐ์ตั้งแต่หัวจดเท้า ก่อนจะใช้ลิ้นเลียริมฝีปากแล้วบอกออกไป “ของดีๆ ใครก็อยากเอาปะวะ” “ไอ้เหี้ย” เพียงเท่านั้นสติของพริษฐ์ก็ขาดผึง ปล่อยหมัดซัดใส่ใบหน้าของคนที่มันพูดจาแทะโลมจนิตา หนำซ้ำยังจะกล้ามาจูบปากนุ่มๆ ที่เป็นของเขาอีก “ว้าย” เสียงร้องด้วยความตกใจดังระงม ศราและเกวลินมองภาพตะลุมบอนตรงหน้าด้วยอาการตาค้าง เพื่อนของพริษฐ์รีบปรี่เข้ามาห้ามทัพพัลวัน “ไอ้พายหยุดเถอะ ตั้งสติหน่อย” วาโยพยายามดึงตัวเพื่อนออก แต่กลับถูกพริษฐ์สะบัดจนกระเด็น ธนกฤตพยายามล็อกแขนเอาไว้ แต่วันนี้พริษฐ์กลับมีแรงมหาศาลจนเขาแทบหน้าคะมำ ทว่าจู่ ๆ ทุกอย่างก็หยุดนิ
บทที่ 9 “มันเป็นเหี้ยอะไร” เมื่อนายตำรวจหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะก็เอ่ยถาม สายตาจ้องมองพริษฐ์ที่เอาแต่กระดกน้ำสีอำพันเข้าปากราวกับเป็นน้ำเปล่า และได้ข่าวมาว่าเพื่อนรักดื่มหนักแบบนี้ติดต่อกันมาสามวันแล้ว “ถามมันเองเลย” วาโยมองสภาพของคุณหมอสูติฯ แล้วนึกสมเพช ตั้งแต่ที่ถูกจนิตาแจ้งความก็เอาแต่จมอยู่กับแก้วเหล้า “สรุปมึงเป็นอะไรไอ้พาย” ธนกฤตแย่งแก้วเหล้าออกจากมือพริษฐ์ สภาพเพื่อนตอนนี้ดูเหมือนคนอกหักปางตาย ทั้งที่มีข่าวลือหนาหูว่ามันกำลังจะแต่งงานใหม่ “เอาแก้วกูคืนมาไอ้ธาม” พริษฐ์เอื้อมมือจะคว้าคืน แต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบ “ตอบกูมาก่อน แล้วกูจะคืนให้” พริษฐ์ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม นัยน์ตาแดงก่ำสั่นไหวด้วยความตัดพ้อและเจ็บช้ำ ก่อนแค่นยิ้มสมเพชตัวเอง จนิตาใจร้ายกับตนเหมือนคนเกลียดชังกันมาสิบชาติ “ตอบเร็วสิมึง” ธนกฤตเร่งเร้า “กูเรียกเอาแก้วใหม่ก็ได้” พริษฐ์ตัดบทด้วยความหงุดหงิด มือกวักเรียกบริกรให้นำแก้วใบใหม่มาให้ทันที ธนกฤตมองเพื่อนอย่างใช้ความคิด พริษฐ์เป็นคนพูดน้อยก็จริง แต่ไม่เคย
“เรากลับกันดีกว่าค่ะพี่เก้า ไจ๋เหนื่อยแล้ว” “ได้สิครับ” นพเก้าพยักหน้าตอบตกลง ศีรษะค้อมลงเล็กๆ ให้คนที่จะมารับหน้าที่ลงนรกต่อจากตน แล้วพาจนิตาเดินปลีกตัวออกไปขึ้นรถคันหรูของตัวเอง พริษฐ์ยืนหายใจหอบถี่ด้วยความหงุดหงิด โมโหคนอวดดีอย่างจนิตาที่ไม่ยอมฟังคำเตือนกันเลย แล้วพยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจ ในเมื่อจนิตาอยากรนหาที่นักก็ช่างปะไร อย่างไรเสียตนกับฝ่ายหญิงก็หย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าสุดท้ายกลับสบถออกมาเสียงดัง มือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างแรง “บ้าเอ๊ย” ฝ่ายคนที่นั่งอยู่บนรถคันหรูหันไปมองสารถีหนุ่ม ในสมองมีคำถามผุดขึ้นและเลือกจะถามออกไปตรงๆ “พี่เก้ามาที่โรงแรมนี้ได้ยังไงคะ บังเอิญหรือตั้งใจมา?” จนิตาอยากรู้ว่าทำไมนพเก้าถึงมายังโรงแรมจัดงานแห่งนี้ได้ “เรียกว่าถูกเชิญมาดีกว่าครับ” นพเก้าตอบ เขาคงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนร่อนบัตรเชิญไปให้ถึงหน้าบ้าน คราแรกตนไม่คิดจะมาด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความอยากรู้ว่าตะวันฉายต้องการจะทำอะไร และตอนนี้ก็ได้คำตอบที่แจ่มชัดแล้ว เจ้าหล่อนต้องการประกาศชัยชนะ “เธ
บทที่ 8 “เหอะ” จนิตากดยิ้มลึกและทำเสียงต่ำในลำคอ นึกถึงถ้อยคำที่พริษฐ์บอกไว้ พริษฐ์เชิญเธอมางานจริงๆ ช่างเป็นคนที่รักษาคำพูดเสียจริง ก่อนดึงสายตาไปมองคนบนเวทีที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข ยิ้มให้กับชายที่รักเจ้าหล่อนท่วมหัว จนิตารีบยกมือขึ้นปรบมือเป็นคนแรก เรื่องน่ายินดีแบบนี้ทุกคนก็ต้องช่วยกันอวยพร นั่นทำให้ตะวันฉายเบนสายตาไปมองแล้วยิ้มพึงพอใจ จากนั้นพิธีกรบนเวทีก็รีบทำตามหน้าที่ของตัวเอง “พวกเราขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ” “ค่ะ” ตะวันฉายยิ้มขอบคุณ แล้วหันไปจับมือของบิดาไว้แน่น สายตามองไปรอบๆ ล้วนแต่มีคนร่วมยินดีไปกับเธอ ก่อนจะหันไปมองพิธีกรพร้อมเอ่ยบอก “เพลงต่อไปฉายขอเป็นเพลงรักอวยพรให้พวกเราได้ไหมคะ” “งานนี้คงต้องฝากไว้ที่น้องไจ๋ไจ๋แล้วครับ” พิธีกรผายมือไปยังด้านข้างเวทีอีกด้าน หวังว่านักร้องคนที่สองคงมีลิสต์เพลงรักหวานชื่นอยู่บ้าง “ยินดีค่ะ” จนิตาก้าวเท้าขึ้นไปเผชิญหน้าบนเวทีอย่างไม่หวั่นเกรง และจะไม่พลาดโอกาสทองที่จะมอบคำอวยพรให้ทั้งสอง “งั้น...ไจ๋ขอเป็นคนกล่าวคำอวยพรให้ทั้งคู่นะคะ”
“งานเลี้ยงบริษัทน่ะ” เกวลินเอ่ยบอก ในอดีตเธอเคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เพื่อนรัก และตอนนี้ก็กลับมาช่วยดูแลคิวงานให้ระหว่างที่จนิตากำลังรันวงการอีกครั้ง “เห็นว่าเป็นงานรวมเครือบริษัทใหญ่น่ะ ฉันเพิ่งได้รับการติดต่อมาเมื่อเย็นวาน รายละเอียดคร่าวๆ คือเป็นงานใหญ่พอตัวเลยนะ...แกจะรับไหม” “รับสิ” จนิตาตอบโดยไม่ต้องคิด งานคือเงิน และเงินคืออนาคตที่จะกลายเป็นค่านมผงให้เจ้าตัวเล็กในท้อง “แต่อีกสามวันนะนังไจ๋” เกวลินบอกถึงกำหนดวันที่ค่อนข้างเร่งด่วน “ฮะ?” หญิงสาวตกใจเล็กน้อยเพราะเวลากระชั้นชิดมาก แถมยังร้างสนามมานาน แม้ที่ผ่านมาจะฝึกร้องเพลงที่บ้านอยู่บ่อยๆ แต่การขึ้นเวทีจริงมันต่างกัน “เห็นว่าถูกนักร้องดังเท” เกวลินบอกเหตุผลที่ทางผู้จ้างบอกมา ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล คิวของคนดังมากดังน้อยจึงพลอยแน่นไปหมด “อ้อ...” จนิตาลากเสียงยาว แต่ก็ไม่ได้ทำให้บั่นทอนจิตใจ เพราะทุกโอกาสมีค่าเสมอ “ว่าแต่แกเป็นไงบ้าง” เกวลินถามด้วยความห่วงใย อยากให้เพื่อนย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียมด้วยกันจะได้ช่วยดูแล แต่จนิตาก็ดื้อแพ่งไม่ยอมท่าเดียว “ก็ด







