๙
บิดาที่มีใจเอนเอียง
ณ เรือนเยว่เลี่ยง
ยามนี้เกาหนี่ว์เฉินอารมณ์ดีขึ้นเมื่อให้แม่นมเหยาไปจองห้องพิเศษหอเฟิ่งหวงแล้วได้ห้องเยว่เลี่ยงตามที่ต้องการ
นางยังไม่ได้ให้แม่นมสั่งอาหารไว้เพราะไม่ทราบว่าสุ่ยหยินเหอทานอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง ดังนั้นแค่เตรียมเงินไปให้มากแล้วสั่งหน้างานเอาก็พอ
“คุณหนูเจ้าคะ นายท่านให้มาเชิญไปที่เรือนหานเย่เจ้าค่ะ ด่วนตอนนี้เลย”
เกาหนี่ว์เฉินมุ่นคิ้ว เรือนหานเย่คือเรือนส่วนตัวของเกาหนี่ว์อิง แต่บิดาให้คนมาเชิญนางไปที่นั่น…
“หมายความว่าท่านพ่อไปหานางก่อนแล้วถึงให้คนมาเชิญข้าไปที่นั่นเช่นนั้นหรือ”
เกาหนี่เฉินน้ำตาคลอ เหรินเฮ่าเทียนจะมีจิตใจเอนเอียงไปทางเกาหนี่ว์อิงนางเข้าใจได้ ทว่าแม้แต่บิดาก็ยังมีใจเอนเอียงไปทางพี่สาวของนาง ความน้อยใจตีขึ้นกลางอก จุกแน่นจนเอ่ยออกมาเป็นคำพูดไม่ได้
“คุณหนูอย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ บางทีอาจเป็นเพราะเรือนหานเย่ใกล้กับเรือนนายท่านมากกว่า”
“ถ้ามีใจต่อให้ไกลแค่ไหนก็ใกล้”
ร่างบางผุดลุกขึ้นเต็มความสูง ปาดน้ำตาตรงหางตาแล้วเดินนำแม่นมเหยากับเสี่ยวเป่าออกไปจากเรือนนอนมุ่งสู่เรือนหานเย่
แม่นมเหยาที่เห็นท่าทางเข้มแข็งของคุณหนูแล้วสองความรู้สึก ดีใจที่เด็กสาวที่นางเลี้ยงมากับมือเข้มแข็ง
เสียใจได้ไม่นานก็ลุกขึ้นสู้ใหม่ เช่นตอนนี้ที่เดินนำพวกนางไปโดยไม่หวั่นสิ่งใดทั้งนั้น
จวนตระกูลเกาคือแผ่นฟ้าของพวกนาง แต่คนที่เป็นแสงอาทิตย์คอยอยู่ข้างพวกนางแม่ลูกคือเกาหนี่ว์เฉิน
“ท่านแม่ นายท่านจะหาเรื่องลงโทษคุณหนูหรือไม่เจ้าคะ หากแม่นมคุณหนูใหญ่กับเสี่ยวหรานใส่ร้ายพวกเราจะทำอย่างไรเจ้าคะ”
แม่นมเหยายังไม่ตอบ แต่คนที่ตอบกลับมาเสียงแข็งคือเกาหนี่ว์เฉิน
“ไม่ต้องกลัว คนที่พวกนางต้องกลัวคือข้า”
ณ เรือนหานเย่
เสียงไอแค่ก ๆ คือเสียงแรกที่ต้อนรับการมาเยือนของเกาหนี่ว์เฉิน ตามมาด้วยเสียงคุ้นหูเต็มไปด้วยความอบอุ่นของเกาอวี้หมิง
“ดื่มยานี่เสีย ร่างกายเจ้าไม่แข็งแรงยังตกลงไปในสระอีก ดื่มหม้อนี้ไปพรุ่งนี้ก็หายแล้ว”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ แล้วของหนี่ว์เฉินเล่าเจ้าคะ ท่านพ่อเตรียมให้นางแล้วหรือไม่”
เกาหนี่ว์เฉินชะงักเท้าอยู่เพียงเท่านั้นเพราะจะฟังคำตอบของบิดา เผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
“นางร่างกายแข็งแรงดี ไม่เหมือนเจ้า”
เกาหนี่ว์เฉินแค่นยิ้ม
ข้าคงหวังมากเกินไป
“แข็งแรงก็ใช่ว่าจะไม่ป่วย ให้คนเตรียมเอาไว้ป้องกันเถิดเจ้าค่ะ นางก็ตกลงไปในสระบัวพร้อมข้า ไม่รู้กลืนน้ำไปตั้งเท่าไรต่อเท่าไร”
“เช่นนั้นก็ได้”
ก็ได้เช่นนั้นหรือ หมายความว่าจำยอมมอบให้ข้าเพราะบุตรสาวคนโปรดขอเช่นนั้นหรือ
“แค่ยาถ้วยเดียวเท่านั้น พี่หญิงใหญ่ไม่ต้องเรียกร้องแทนข้าหรอกเจ้าค่ะ”
เกาหนี่ว์เฉินเดินเข้าไปในห้อง สีหน้านอกจากความถือดีแล้วก็ไม่มีความอ่อนแอให้ใครเห็น เกาอวี้หมิงที่เห็นเช่นนั้นจากที่กลัวบุตรสาวน้อยใจเปลี่ยนเป็นทอดถอนใจที่นางเพิ่งผ่านการตกน้ำ เพิ่งผ่านเรื่องเสียขวัญมา…
แต่ก็ยังดูฤทธิ์เยอะ!
“มาก็ดีแล้ว เพิ่งไปก่อวีรกรรมมายังไม่สำนึกอีก”
“วีรกรรมเดิมทีเป็นคำที่ดี แต่พอตามด้วยคำว่าสำนึกก็เปลี่ยนเป็นเรื่องร้ายแล้ว ใครฟ้องท่านพ่อว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ ข้าจะคิดดูอีกทีว่าควรสำนึกหรือไม่”
เกาอวี้หมิงหน้าสั่น ชี้หน้าต่อว่าบุตรสาวโดยไม่สนว่านางจะทำเรื่องทั้งหมดที่พูดมาจริงหรือไม่
เพราะสิ่งที่ทำให้เขาโกรธคือท่าทีถือดีของนาง
“ถือดี! เหตุใดข้าถึงมีบุตรถือดีแบบเจ้า ทำพี่สาวตกน้ำไม่พอยังจะกลับจวนโดยไม่บอกนางอีก จะทำให้คนอื่นเป็นห่วงไปถึงไหน”
ทำพี่สาวตกน้ำเช่นนั้นหรือ
เกาหนี่ว์เฉินตวัดสายตาไปมองเกาหนี่ว์อิงที่ส่ายหน้าไปมาเป็นเชิงปฏิเสธ แต่ไม่ได้กล่าวอธิบายแก่บิดาให้เข้าใจ
เมื่อนางตวัดสายตาไปมองทางสาวใช้เสี่ยวหรานและแม่นมเฝิงก็เห็นสีหน้าแววตาสมใจของพวกนางแม่ลูก รู้ในทันทีว่าใครใส่ไคล้ตน
“ไม่ต้องไปมองพวกนาง สรุปแล้วเจ้าตั้งใจปล่อยมือพี่สาวตกน้ำหรือไม่”
เรื่องตั้งใจปล่อยหรือไม่มีเพียงสองคนเท่านั้นที่รู้แจ้ง ส่วนคนอื่นจะมองว่าเป็นการตั้งใจปล่อยมือหรือไม่
อยู่ที่อคติในใจแล้ว!
“หากท่านพ่อพูดว่าใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่”
“อย่ามาเล่นลิ้น ตอบมาว่าใช่หรือไม่ใช่”
ยิ่งเกาอวี้หมิงขึ้นเสียงใส่บุตรสาวคนรองมากเท่าไร เกาหนี่ว์เฉินดวงตายิ่งแข็งมากขึ้นเท่านั้น ในตอนนั้นเองที่คำพูดหลุดจากปากเกาหนี่ว์อิงได้เสียที
“ท่านพ่อ ข้าบอกแล้วอย่างไรเจ้าคะว่าเป็นเรื่องอุบัติเหตุ พานอันเหว่ยฉุดมือข้าแรง เราสองคนเอาไม่อยู่ก็เลยตกลงไปในน้ำด้วย ข้าเสียอีกที่ต้องขอโทษหนี่ว์เฉิน หากข้าไม่ชวนนางไปช่วยพานอันเหว่ยก็ไม่ต้องมาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้”
สีหน้าที่ฉายความเศร้าซึมของเกาหนี่ว์อิงทำให้อารมณ์รอบกายเกาอวี้หมิงไม่น่าอึดอัดเท่าก่อนหน้านี้ เพียงคำพูดเท่านั้นก็เปลี่ยนอารมณ์แผ่นฟ้าของจวนตระกูลเกาได้
แม่นมเฝิงและเสี่ยวหรานลอบส่งยิ้มให้กัน ยิ่งนายท่านให้ความสำคัญกับคุณหนูของพวกนางมากเท่าไร นางสองแม่ลูกก็มีที่ยืนในจวนมากเท่านั้น
“ดีที่หนี่ว์อิงของพ่อรู้ความ” เอ่ยกับบุตรสาวคนโตเสียงนุ่มก่อนที่จะหันมาเอ่ยเสียงแข็งกับบุตรสาวคนรอง
“เจ้าดูพี่สาวเอาไว้เป็นตัวอย่าง หากเจ้าว่าง่ายพ่อก็ไม่ต้องปากเปียกปากแฉะแบบนี้”
“เช่นนั้นก็สั่งสอนข้าให้พอเลยเจ้าค่ะ เสร็จแล้วก็บอก ข้าจะได้กลับไปนอน”
“นี่เจ้า…ฮึ่ม! ดื้อด้านยิ่งนัก เจ้าเป็นแบบนี้ใครจะเอาเจ้าอยู่ เพราะเช่นนี้เฮ่าเทียนถึงไม่ชอบเจ้า หากเขากับมารดาเจ้าไม่มีสัญญาหมั้นหมายกันมาก่อน เขาก็คงไม่คิดหมั้นหมายกับเจ้า”
…!!!
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบทันทีเมื่อคำพูดที่บาดหัวใจนี้หลุดมาจากปากเกาอวี้หมิง แม้แต่สองแม่ลูกที่อยากให้เกาหนี่ว์เฉินโดนดุมาก ๆ ยังตะลึง
ไม่ได้โดนคำพูดนี้โดยตรงยังเจ็บถึงเพียงนี้ นับประสาอะไรกับคนที่โดนคำพูดเฉือนหัวใจ
ดวงตาคู่เฉี่ยวคลอหน่วยไปด้วยน้ำตาแล้ว!
“เอ่อ คือพ่อ…”
เกาอวี้หมิงเห็นสีหน้าทุกคนก็ทราบว่าตนพูดแรงเกินไป คิดจะขอโทษบุตรสาว แต่คำพูดก็ติดอยู่ที่ปากจนคนที่รอฟังไม่หวังจะได้ยินคำขอโทษจากเขาแล้ว
“เช่นนั้นก็ถอนหมั้นให้ข้าเถิดเจ้าค่ะ หากมันต้องฝืนใจใครนัก ถอนหมั้นเลยก็ได้”
ทุกคนยิ่งตะลึงกันกว่าเดิมเพราะไม่คิดว่าคนที่ดูชื่นชมคู่หมั้นหนุ่มถึงเพียงนั้นกลับเป็นคนเอ่ยเรื่องถอนหมั้นขึ้นมาก่อน
“เจ้าพูดอันใดออกมารู้ตัวหรือไม่”
“อยากให้ข้าพูดอีกรอบหนึ่งหรือเจ้าคะ…ข้า ขอ ถอน หมั้น ทีละคำแบบนี้ชัดเจนหรือไม่”
เกาอวี้หมิงหน้าสั่น เทียบความโกรธที่ผ่านมาแล้ว ครั้งนี้เขาโกรธบุตรสาวที่สุด โกรธจนคิดอยากยื่นมือไปตบหน้านางจนต้องกำมือแน่นเพื่อห้ามตัวเองไว้
“ถอนหมั้นหมายถึงความเสื่อมเสียชื่อเสียง ก่อนจะพูดออกมาได้ไตร่ตรองบ้างหรือไม่”
“ท่านพ่อไม่ได้อยากให้ข้าถอนหมั้นกับเฮ่าเทียนเกอเพื่อให้บุตรสาวคนโปรดหมั้นหรอกหรือเจ้าคะ ข้าเปิดทางให้ถึงเพียงนี้แล้ว ไยไม่รีบคว้าโอกาสนี้เอาไว้”
เพี๊ยะ!
ใบหน้าเรียวหันเพี๊ยะไปตามแรงตบ ทุกคนยกมือขึ้นปิดปากตกใจพอ ๆ กับผู้ที่โดนฝ่ามือหนาประทุษร้าย แม้แต่เกาอวี้หมิงเองก็ยังตะลึงไปเช่นกัน
หัวใจเจ็บแปลบในยามที่ใบหน้าเรียวหันมาแล้วปรากฏเลือดสีแดงที่มุมปาก
ตุบ!
แม่นมเฝิงกับเสี่ยวหรานรีบคุกเข่า ผลัดกันพูดคนละประโยคเพื่อให้เกาอวี้หมิงใจสงบลง
“นายท่าน โปรดละเว้นคุณหนูเจ้าค่ะ”
“นายท่าน บ่าวขอความเมตตาแทนคุณเจ้าค่ะ”
เกาอวี้หมิงไม่ได้ใจอ่อนให้กับคำพูดขอความเมตตานี้
แต่ใจอ่อนเพราะเห็นแววตาสั่นระริกที่อยู่ในดวงตาคู่เฉี่ยวที่ผ่านมาเด็ดเดี่ยวมาตลอด
ตบเมื่อครู่ได้ทำลายความเด็ดเดี่ยวของนางแล้ว!