๔
พื้นที่เหลือเท่าไรก็ประโคมเข้าไป
เช้าวันต่อมา…
“คุณหนูเจ้าคะ กำไลงดงามนัก เพิ่งได้รับมาใหม่หรือเจ้าคะ บ่าวไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
เสี่ยวเป่าสาวใช้คนสนิทของเกาหนี่ว์เฉินเอ่ยขึ้นในยามที่เห็นกำไลหยกขาวอมชมพูที่วางอยู่บนโต๊ะ ยามนี้นางกำลังช่วยทำผมให้คุณหนูไปร่วมงานเลี้ยงน้ำชาจวนเสนาบดีที่เชิญทั้งเกาหนี่ว์เฉินและเกาหนี่ว์อิงไปด้วย
เพื่อไม่ให้คุณหนูแพ้ นางบรรจงมวยผมนุ่มสลวยเป็นช่อบุปผา ปักด้วยปิ่นหยกแกะสลักเป็นรูปดอกเหมยอีกสามชิ้น ในขณะที่เสี่ยวเป่ากำลังหยิบปิ่นชิ้นที่สี่ขึ้นมาปักมวยผมมือเรียวก็ยกขึ้นห้าม
“พอแล้ว หนักศีรษะนัก ไม่เอาปิ่นแล้ว”
“แต่คุณหนูใหญ่ก็ไปด้วยนะเจ้าคะคุณหนู หากโดนทุกคนในงานเปรียบเทียบขึ้นมาจะทำอย่างไร”
คำพูดนี้ทำให้เกาหนี่ว์เฉินเห็นภาพสตรีในงานชมบุปผาปิดริมฝีปาก ซุบซิบถึงนางกับพี่สาวแล้วหัวเราะ สายตาที่มองมามีแต่ความตลกขบขันนั้นทำให้หญิงสาวตัดสินใจไม่ปักปิ่นเพียงเท่านี้
“คุณหนู เสร็จหรือยังเจ้าคะ”
ยามแม่นมเหยามาดูผลงานของบุตรสาวก็ถึงกับตะลึง ตีแขนเสี่ยวเป่าที่ปักปิ่นให้คุณหนูเยอะเพียงนี้
“เสี่ยวเป่า! เจ้าอยากให้คุณหนูโดนมองเป็นเครื่องประดับเคลื่อนที่หรือ ไยปักปิ่นให้คุณหนูเยอะเพียงนี้”
เสี่ยวเป่าโอดครวญเบา ๆ
“ท่านแม่ ตีข้าแรงเกินแล้วเจ้าค่ะ”
“สมควรโดน ใครใช้ให้เจ้าประโคมปิ่นไว้บนศีรษะคุณหนูเยอะเพียงนี้”
คำว่า ‘ใครใช้ให้’ สะกิดใจเกาหนี่ว์เฉินยิ่งแล้ว เพราะทำให้นางนึกถึงคำพูดของเหรินเฮ่าเทียน
‘ใครใช้ให้เจ้ารับของไปทั่ว!’
“บอกข้าดี ๆ ก็ได้เจ้าค่ะท่านแม่ ไม่ถูกใจตรงไหนข้าจะแก้ให้ ไม่เห็นต้องลงมือหนักเพียงนี้”
แม่นมเหยามองข้ามท่าทางลูบแขนขึ้นลงตรงที่โดนตบเบา ๆ เกาหนี่ว์เฉินมองสถานการณ์ผ่านกระจก ความรู้สึกของสาวใช้คนสนิทนางเข้าใจอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง คนที่ทำอะไรก็ไม่ถูกใจใคร เช่นยามที่นางทำอะไรก็ขัดหูขัดตาเหรินเฮ่าเทียนไปเสียหมด
“ข้าชอบแบบนี้ แม่นมเหยาอย่าตำหนินางเลย”
เกาหนี่ว์เฉินเองก็รู้สึกว่าแบบนี้เยอะไปหน่อย แต่เพื่อให้สาวใช้คนสนิทได้รับคำชมจากมารดาของตัวเองบ้าง นางถึงตอบสิ่งที่ตรงข้ามกับความรู้สึกทั้งยังแสดงออกว่าพอใจเป็นอย่างมาก
“หากคุณหนูมั่นใจและพอใจ นมก็ไม่ขัดเจ้าค่ะ”
แม่นมเหยาตวัดสายตาไปมองหน้าบุตรสาว ถลึงตาใส่นางไปหนึ่งครั้ง
“รอดตัวไป!”
คำนี้ไม่ควรจะเป็นคำชม แต่เสี่ยวเป่ากลับดีใจจนยิ้ม เกาหนี่ว์เฉินเห็นเช่นนั้นดวงตาพลันเป็นประกาย แต่เมื่อแม่นมเหยามองมา นางก็หลุบตาลงแล้วยื่นมือไปหยิบกำไลหยกขาวมาสวมข้อมือเอาไว้
“คุณหนู กำไลนี่…”
แม่นมเหยาตกใจเมื่อเห็นกำไลหยกขาวชมพูอันคุ้นตา หลงคิดไปแล้วว่าเป็นของ…
“ไม่ใช่ของท่านแม่ แค่คล้ายกันเท่านั้น”
เพราะเช่นนี้ไม่ว่าจะอย่างไรนางก็ไม่ยอมคืนกำไลให้กั๋วกงฟู่เหริน ต่อให้นี่จะเป็นของที่คล้ายคลึงกันก็ตาม
“ที่แท้ก็เป็นของคล้ายกัน ว่าแต่คุณหนูเอากำไลมาจากไหนหรือเจ้าคะ”
“กั๋วกงฟู่เหรินให้มาเมื่อวาน”
ร่างบางหยัดกายขึ้นเต็มความสูง หมุนตัวเองอยู่หน้ากระจกครู่หนึ่งก็เดินนำทุกคนออกไปจากห้องนอน
“ไปเถอะ! ใกล้ได้เวลาแล้ว”
เสี่ยวเป่าคนที่จะติดตามคุณหนูไปในวันนี้รับคำ เดินตามเกาหนี่ว์เฉินไปจนกระทั่งมาถึงหน้าจวน นางมองผลงานการจับสีเสื้อผ้าให้คุณหนูที่ด้านในชุดตัวในเป็นสีชมพูเข้ม ตัวนอกเป็นสีชมพูอ่อน ปักลายบุปผาช่อใหญ่ เด่นสะดุดตาทั้งชุดทั้งเครื่องประดับบนศีรษะ
คราวนี้จะบอกว่าไม่เด่นไม่ได้แล้ว
“อะ!”
เสี่ยวเป่าหลุดเสียงร้องเบา ๆ เพราะเกือบเดินชนเกาหนี่ว์เฉินที่อยู่ ๆ ก็หยุดเดิน
เมื่อเสี่ยวเป่ามองไปตามสายตาคุณหนูก็เห็นว่าดวงตาคู่งามกำลังจัับจ้องร่างบางของเกาหนี่ว์อิงที่กำลังก้าวข้ามธรณีประตูใหญ่
ตามธรรมเนียมแล้วภรรยาหลวงและบุตรเท่านั้นถึงจะสามารถเดินเข้าออกประตูใหญ่ได้ คนที่ละเว้นธรรมเนียมนี้ก็คือท่านพ่อผู้แสนดีของนาง เขาอ้างว่าเกาหนี่ว์อิงสูญเสียมารดาตั้งแต่ยังเด็ก ยอมผ่อนปรนให้เกาหนี่ว์อิงทัดเทียมกับบุตรภรรยาเอกทุกอย่าง
เกาหนี่ว์เฉินอดเสียดสีบิดาในใจไม่ได้ว่า คนที่สูญเสียมารดาไปตั้งแต่เล็กไม่ได้มีเพียงเกาหนี่ว์อิงเท่านั้น…
แต่เป็นนางด้วย!
“หนี่ว์เฉินมาแล้วหรือ”
เกาหนี่ว์อิงส่งรอยยิ้มอ่อนหวานให้น้องสาวแต่กลับได้รับใบหน้าเรียบเฉยตอบกลับมาแทน
ไม่พอยามที่เกาหนี่ว์เฉินก้าวเท้าข้ามธรณีประตูออกมา นางยังไม่เหลือบแลพี่สาว ก้าวขึ้นรถม้าก่อนโดยไม่แม้แต่จะทักทาย ทำใบหน้าที่ติดรอยยิ้มเมื่อครู่ค่อย ๆ เลือนหาย
“คุณหนู…”
เสี่ยวหรานสาวใช้คนสนิทของเกาหนี่ว์อิงแสดงท่าทางไม่พอใจแทนเจ้านาย แต่ก็ได้รับการส่ายหน้าเบา ๆ มาจากเกาหนี่ว์อิง
“ไปเถอะ”
เสี่ยวหรานเก็บท่าทางฮึดฮัด เดินไปข้างรถม้า ยื่นมือให้คุณหนูจับตอนที่เหยียบตั่งขึ้นไปนั่งบนรถม้า
เกาหนี่ว์เฉินนั่งกอดอกหลับตา นางเรียนรู้วิธีนี้มาจากเหรินเฮ่าเทียน เมื่อใดที่ต้องโดยสารม้ากับคนที่ทำให้รู้สึกอึดอัดก็หลับตาใส่เสียเลย
รถม้าเริ่มเคลื่อนไปตามทาง…
“หนี่ว์เฉิน วันนี้แต่งกายงดงามนัก ปิ่นประดับศีรษะมีแต่เล่มงาม ๆ หาได้ยากในเมืองหลวง”
ข้าเข้าใจความรู้สึกเฮ่าเทียนเกอแล้ว
เกาหนี่ว์เฉินจำต้องลืมตาขึ้นมาเมื่อพี่สาวอายุห่างกันเพียงเดือนเท่านั้นชวนสนทนา
“ท่านตาส่งมาให้”
เกาหนี่ว์เฉินตอบกระชับ ข้อมูลถูกต้องไม่แต่งเติม ดวงตาคู่เฉี่ยวจับจ้องใบหน้าหวานที่ยังคงหน้าม้าไว้เช่นเดิม
วันนี้เกาหนี่ว์อิงมาในชุดสีเขียวที่ด้านในถัดจากชุดตัวในสีขาวเป็นสีเขียวตั๊กแตน ชุดตัวนอกสุดเป็นสีเขียวอ่อน เนื้อผ้าบางปักลายบุปผาไว้ตรงไหล่และแขนเสื้อ
ยามยกมือขึ้นทีจะเห็นความงามของลายปักประณีตในด้ายสีขาว ใช้สายขาดเอวเป็นสีไข่ โดยรวมแล้วเรียบร้อยอ่อนหวาน ปักเครื่องประดับศีรษะเพียงหวีสับไว้ตรงมวยผมตรงกลาง เก็บผมเรียบร้อยปักป่ินเพิ่มอีกหนึ่งชิ้น
ภาพลักษณ์โดยรวมแล้วดูอ่อนเยาว์กว่าเกาหนี่ว์เฉิน!
อาจเป็นเพราะเกาหนี่ว์เฉินปล่อยผมแล้วรวบไว้ครึ่งหนึ่งทำเป็นช่อบุปผาจึงดูเป็นสาวกว่าเกาหนี่ว์อิงที่มวยคล้ายเด็กสาวตัวน้อย ทั้งที่ผ่านวัยปักปิ่นมาสามปีแล้ว
“ดูงดงามนัก ท่านตาของเจ้าใส่ใจยิ่ง ส่งเครื่องประดับมาให้แต่ละชิ้นมีแต่งดงามควรเมือง”
ท่านตาของเกาหนี่ว์เฉินเป็นพ่อค้าอัญมณีที่เดินทางไปทั่วแผ่นดินใหญ่เพื่อค้าขายอัญมณีโดยพาบุตรสาวไปด้วย
เกาอวี้หมิงพบรักกับมารดาเกาหนี่ว์เฉินก่อนที่เขาจะสอบติดสำนักหมอหลวง เกาอวี้หมิงมีวันนี้ได้ส่วนหนึ่งก็มาจากการสนับสนุนของพ่อตา!
“ข้าให้สักชิ้นดีหรือไม่ โตจนจะออกเรือนได้อยู่แล้วยังทำผมเหมือนเด็กน้อย”
เสี่ยวเป่าส่งสีหน้าเหนือกว่าเสี่ยวหรานทันทีเพราะได้รับคำชมจากคุณหนูไม่พอ คุณหนูของนางยังเสียดสีคนอื่นกลับไปด้วย นางจึงรู้สึกเหนือเสี่ยวหรานอยู่ขั้นหนึ่ง
เสี่ยวหรานเห็นเช่นนั้นก็เม้มปาก ห้ามตัวเองเป็นอย่างยิ่งไม่ให้เผลอหลุดพูดออกไปว่า ‘ใครจะเหมือนคุณหนูของเจ้า เครื่องประดับเคลื่อนที่’
“หนี่ว์เฉินมีใจแล้ว แต่นี่เป็นเครื่องประดับที่ท่านตามอบให้เจ้า ข้าไม่รับจะดีที่สุด”
“ไม่อยากรับหรือไม่ชอบเครื่องทอง ใครจะมองว่าเราแก่ก็อย่าได้ใส่ใจ ดีกว่าไปให้ใครดูถูก เพราะฉะนั้นมีเท่าไรประโคมให้เต็มที่”
เกาหนี่ว์อิงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่จะถามถึงกำไลหยกในข้อมือน้องสาวเพราะไม่เห็นนางใส่เครื่องหยกมานานแล้ว เกาหนี่ว์เฉินมองตามสายตาพี่สาวแล้วบอกที่มา
“กั๋วกงฟู่เหรินมอบให้เมื่อวาน”
เมื่อน้องสาวเล่าเพียงเท่านี้ เกาหนี่ว์อิงก็ไม่ถามซอกแซก รถม้ากลับมาเงียบสงบอีกครั้งจนกระทั่งถึงจวนอัครมหาเสนาบดีที่ตอนนี้มีรถม้าจอดอยู่เต็มพื้นที่บริเวณหน้าจวนแล้ว
เสี่ยวเป่าลงจากรถม้าก่อนตามมาด้วยเกาหนี่ว์เฉินเสี่ยวหรานและเกาหนี่ว์อิง หน้าประตูใหญ่มีการต่อแถวตรวจเทียบเชิญ สองพี่น้องรอให้คนอื่นเข้าไปทั้งหมดก่อนเพราะไม่อยากเบียดเสียดต่อแถว
เมื่อคนน้อยแล้วถึงค่อยก้าวเดินเข้าไปหาบ่าวชาย เสี่ยวเป่ายื่นเทียบเชิญให้เขาตรวจก่อนที่จะได้รับการผายมือเชื้อเชิญเข้าไปด้านใน
“เชิญคุณหนูด้านในขอรับ”