๓
ใครใช้ให้เจ้า….ฮึ่ม!
ทางด้านเหรินเฮ่าเทียนเริ่มการตรวจวัดชีพจรให้กับซื่อจื่อสุ่ยหยางเจียง
ส่วนทางด้านเกาหนี่ว์เฉินนั้นกำลังจิบน้ำชารอคู่หมั้นจนกระเพาะนางเต็มไปด้วยน้ำชาแล้ว
กั๋วกงฟู่เหรินเห็นเช่นนั้นก็พยักหน้าให้สาวใช้ เร็วทันใจ สาวใช้ก็ถือสิ่งที่เตรียมเอาไว้มามอบให้สตรีวัยกลางคน เกาหนี่ว์เฉินดวงตาจับจ้องของในมือกั๋วกงฟู่เหริน คาดเดาความคิดและท่าทางของสตรีวัยกลางคนในใจ
ติดสินบนข้าหรือ
“คุณหนูรองเกา ข้าได้หยกน้ำงามจากทางเหนือมา จะใส่เองก็ดูขัดกับอายุ ครั้นจะมอบให้บุตรหลานบ้านตัวเองก็ไม่มีใครเป็นสตรี ผิวคุณหนูเกาเนียนดั่งหยกขาวเหมือนงาช้าง มอบให้คนที่คู่ควรในใจก็ไม่เสียดายแล้ว”
เกาหนี่ว์เฉินเหลือบตามองกำไลหยก
ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับเมื่อเห็นหยกสีขาวอมชมพู สีที่นางไม่เคยมีในการครอบครองมาก่อน
กั๋วกงฟู่เหรินเห็นเช่นนั้นมุมปากพลันผุดยิ้ม ยื่นกำไลให้เข้าใกล้สาวน้อยมากขึ้น เกาหนี่ว์เฉินรีบยื่นมือไปรับเอาไว้แล้วสวมเลยตรงนี้
เรื่องนี้อยู่เหนือความคาดหมายกั๋วกงฟู่เหรินนิดหน่อย เมื่อหญิงสาวมองมาก็มอบรอยยิ้มกว้างให้
“งามมาก เข้ากับคุณหนูที่สุด”
เกาหนี่ว์เฉินยกแขนขึ้นให้แดดส่อง ยิ่งใส่ยิ่งชอบ ยิ่งดูยิ่งรู้สึกงามตัดกับผิวได้ดี
“เข้ากันจริง ๆ ด้วย”
ร่างเพรียวบางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ย่อกายลงทำความเคารพกั๋วกงฟู่เหริน เอ่ยขอบคุณเสียงอ่อนหวาน
“ขอบคุณฟู่เหริน ข้าจะใช้อย่างดีเลยเจ้าค่ะ”
“คุณหนูนั่ง”
กั๋วกงฟู่เหรินรับคำขอบคุณแล้ว
นางเห็นหญิงสาวกำลังดีใจจึงพูดเรื่องที่เป็นจุดประสงค์หลักของวันนี้
“หากวันหน้าจวนกั๋วกงชวนคุณหนูเกามาจิบชาทาน ขนมที่นี่คงไม่ปฏิเสธคำเชิญใช่หรือไม่”
เกาหนี่ว์เฉินพยักหน้ารับไปส่ง ๆ ตอนนั้นนางยังไม่ได้คิดอันใด กอปรกับมีสาวใช้เดินมาบอกนางว่าเหรินเฮ่าเทียนรออยู่ที่หน้าจวนแล้ว กั๋วกงฟู่เหรินถึงได้ปล่อยนางไป
หน้าจวน…
“กำไลมาจากไหน!”
ประโยคแรกที่เหรินเฮ่าเทียนถามนางก็เป็นการถามกึ่งตวาดแล้ว
“กั๋งกงฟู่เหรินให้เจ้าค่ะ นางยังบอกข้าอีกด้วยว่าหากครั้งต่อไปเชิญมาจิบชาทานขนมที่นี่ หวังว่าข้าจะไม่ปฏิเสธ”
รอยยิ้มงดงามเริ่มอันตรธานเพราะสีหน้าที่กำลังเก็บกดความโกรธของชายหนุ่ม ตอนนี้เองที่นางเริ่มรู้ตัวว่าการรับกำไลและตอบรับคำชวนจากกั๋งกงฟู่เหรินคือสิ่งที่ไม่ควร
เหรินเฮ่าเทียนเก็บอารมณ์ความโกรธเอาไว้ ดึงแขนนางให้ขึ้นไปบนรถม้าก่อนแล้วค่อยขึ้นมาตามหลัง ออกคำสั่งคนบังคับรถม้าเสียงเข้ม
เมื่อรถม้าออกตัวก็ระเบิดใส่นาง…
“ใครใช้ให้เจ้ารับของไปทั่ว!”
เกาหนี่ว์เฉินสะดุ้งเฮือก ไม่ได้ตั้งตัวว่าจะได้รับการตวาดใส่เช่นนี้จากชายหนุ่ม
“ไยต้องตวาดใส่ข้าด้วย”
“เพราะเจ้าไม่รู้เรื่อง ทุกอย่างต้องมีการแลกเปลี่ยน เจ้ารับกำไลนางมาแล้ว คิดหรือยังว่าจะคืนอะไรให้นางไป”
เกาหนี่ว์เฉินจับกำไลไว้แน่น จะให้คืนอันใดก็ได้ แต่นางจะไม่ยอมส่งกำไลข้อมือคืนแน่
ท่าทางเช่นนี้ยิ่งทำให้เหรินเฮ่าเทียนโมโห ยื่นมือไปบีบข้อมือนางข้างที่สวมกำไล
“โอ๊ย~ข้าเจ็บเจ้าค่ะ!”
“เจ็บก็ดีจะได้ไม่ต้องเอาตัวเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้”
“เรื่องอันใดเจ้าคะ ข้ายังไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่างก็โดนท่านโมโหใส่เช่นนี้แล้ว ข้าก็ต้องมีสิทธิ์รู้หรือไม่!”
เหรินเฮ่าเทียนสูดหายใจเข้าลึก สะบัดข้อมือเล็กทิ้งไปแล้วกอดอกหลับตา ข่มกลั้นอารมณ์
“เรื่องนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้”
เอา! แล้วข้าก็โดนอารมณ์เสียใส่ไปทั้งอย่างนี้หรือ
“เพราะไม่รู้อันใดสักอย่างถึงได้รับกำไลมา…ทำไมเจ้าคะ! หรือเป็นกำไลติดสินบน”
เหรินเฮ่าเทียนลืมตา ในตอนนั้นเองที่หญิงสาวได้ข้อสรุป ในหัวใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งแล้วโยนหินถามทาง
“หรือฝู่กั๋งกงรั้งเฮ่าเทียนเกอเอาไว้เพื่อกระทำการบางอย่างเช่น…ตรวจร่างกาย”
ม่านตาชายหนุ่มขยายขึ้น ตอนนี้เองที่เกาหนี่ว์เฉินได้ข้อสรุป ยิ่งเขาไม่ตอบรับหรือปฏิเสธนางยิ่งมั่นใจในคำสันนิษฐานของตัวเอง
“เจ้าไม่ต้องยุ่งเรื่องนี้ เป็นอันว่า…หากกั๋วกงฟู่เหรินมอบอะไรให้ห้ามรับเป็นอันขาด ส่วนกำไลนี่ก็เอาไปคืนเสีย ข้าจะหาอันใหม่ให้”
“ไม่เจ้าค่ะ รับมาแล้ว ส่งคืนไปไม่เสียน้ำใจแย่หรือ อีกอย่างจวนนั้นจะคิดอย่างไรที่ข้าปฏิเสธน้ำใจ นี่ไม่ใช่หมายถึงเฮ่าเทียนเกอก็ปฏิเสธให้การช่วยเหลือด้วยหรือ”
เหรินเฮ่าเทียนนิ่งไปเพราะที่หญิงสาวกล่าวมาก็ไม่ใช่ว่าจะผิดไปเสียทีเดียว
“หึ! เห็นแก่ได้”
แม้จะไม่บังคับนางเอาของไปคืนแล้ว แต่เขาก็ยังปากร้ายใส่นาง หญิงสาวเพิกเฉยในท่าทางของเขา ขอเพียงนางไม่ต้องคืนของ เขาจะทำสิ่งใดต่อนางได้ทั้งนั้น
ภายในรถม้าตกอยู่ในความเงียบเพราะชายหนุ่มหลับตากอดอก ท่าทางที่ทำเป็นประจำเพื่อเลี่ยงการสนทนากับหญิงสาว
หากเป็นก่อนหน้านี้เกาหนี่ว์เฉินย่อมรู้สึกอึดอัดกับท่าทางของเขาอยู่บ้าง แต่วันนี้นางอารมณ์ดีที่ได้รับกำไลข้อมือ ถอดกำไลออกจากข้อมือแล้วขัด ๆ ถู ๆ อยู่เช่นนั้น
เหรินเฮ่าเทียนที่รู้สึกบรรยากาศในรถม้าเงียบไป ไม่เหมือนทุกครั้งที่นั่งรถม้าด้วยกันแล้วนางมักจะชวนสนทนาเขาจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นก็เห็นว่าความสนใจของนางทั้งหมดอยู่ที่กำไลหยกขาวอมชมพูในมือ
ชอบจนยอมสงบปากสงบคำเลยหรือ
“อะแห่ม!”
ชายหนุ่มกระแอมหนึ่งครั้งเรียกความสนใจ เกาหนี่ว์เฉินจึงละความสนใจจากการขัดกำไลชั่วครู่ เหลือบตาขึ้นมองชายหนุ่มด้วยสีหน้าตั้งคำถาม
“ก็แค่กำไลหยกทั่วไป แม้สีจะหายากหน่อย แต่เจ้าต้องหลงใหลเพียงนี้เชียวหรือ”
“ของใหม่ก็ต้องเห่อเป็นธรรมดา”
“อ้อ! หากเก่าแล้วเจ้าก็ไม่สนใจใช่หรือไม่”
เกาหนี่ว์เฉินเอียงคอคิด
“ก็อาจจะสนใจอยู่ แต่สนใจน้อยลง ส่วนกำไลวงนี้ก็คงสนใจไปอีกนานเลยเจ้าค่ะ” ว่าแล้วนางก็เริ่มการขัดกำไลต่อ ไม่พอยังอ้าปากออกแล้วพ่นลมร้อนใส่ให้กำไลพอชื้น เมื่อขัดจะได้เงาขึ้น
เหรินเฮ่าเทียนเห็นเช่นนั้นก็หลุดหัวเราะ เสียงหัวเราะที่ทำให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขา
แล้วรอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาก็หายไป!
“ทำไม”
“เฮ่าเทียนเกอหัวเราะเพราะข้าหรือเจ้าคะ”
คำถามนี้ทำเขาชะงักไป ชายหนุ่มเองก็ไม่เข้าใจในตัวเองเช่นกัน แต่ใจเป็นอย่างไรเขาไม่สนใจเพราะเขาจะไม่ยอมจนมุมเป็นอันขาด
“ใช่ ตลกคนที่เห็นแก่สิ่งของนอกกาย ไม่พอ…ยังมิใช่ของตัวเองอีกด้วย!”
ข้าสดใสของข้าอยู่ดี ๆ เป็นเขามาทำลายความสดใสของข้าอีกจนได้
“พูดกับข้าดี ๆ บ้างมิได้หรือเจ้าคะ”
“...”
“แค่พูดกับข้าดี ๆ สักประโยคมันพูดยากนักหรือ กับคนอื่นเหตุใดถึงมีแต่คำพูดดี ๆ ให้ แต่กับข้า…” เกาหนี่ว์เฉินไม่พูดต่อ เม้มปากแน่นสะกดกลั้นอารมณ์น้อยใจที่ชายหนุ่มเห็นแล้วใจวูบโหวงไปครู่หนึ่ง
“กับเจ้าไม่จำเป็นต้องพูดดี ๆ ด้วย ไม่ต้องมาบีบน้ำตาใส่ข้า สตรีเช่นเจ้าไม่คู่ควรกับน้ำตาที่สุด ข้าไม่หวั่นไหวให้กับน้ำตาของเจ้าแน่”
เกาหนี่ว์เฉินกะพริบตาไล่น้ำตา นั่งเม้มปากหายใจเข้าออกแรงตลอดทั้งทางจนกระทั่งถึงจวนตระกูลเกา
เหรินเฮ่าเทียนเตรียมลงจากรถม้าไปส่งนางเหมือนทุกที ทว่าหญิงสาวกลับชิงเขาลงก่อน จังหวะลุกขึ้นเกือบชนกันจนเขาต้องเป็นฝ่ายนั่งลงที่เดิม
“ไม่ต้องไปส่งเจ้าค่ะ ข้าไม่อยากเห็นหน้าท่านแล้ว”
ประโยคนี้ของนางทำชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง จนกระทั่งตั้งสติได้แล้วเขาก็แค่นยิ้ม
“เหอะ! คิดว่าข้าอยากไปส่งเจ้านักหรือ เป็นแบบนี้ก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องฝืน”
เหรินเฮ่าเทียนออกคำสั่งให้คนบังคับรถม้าออกรถได้
เกาหนี่ว์เฉินที่คาดหวังให้เขาลงจากรถม้ามางอนง้อนางถึงกับหน้าสั่น
“บุรุษบ้า! แกล้งเข้าใจหรือไม่เข้าใจกันแน่ สตรีบอกว่าไม่อยากเห็น เหตุใดยังไม่รีบมาง้อ”
เกาหนี่ว์เฉินกระทืบเท้าเร่า ๆ อยู่หน้าจวน เวรยามที่เฝ้าอยู่หน้าประตูใหญ่ลอบมองหน้ากัน จนกระทั่งคุณหนูของจวนตวัดสายตามามอง พวกเขาถึงได้หลุบตาลงต่ำไม่สบตา ภาวนาให้ตัวเองกลืนไปกับประตูจนคุณหนูรองไม่รับรู้การคงอยู่ เพราะหากคุณหนูเห็นแล้วขัดตา หลับหูหลับตาลงโทษขึ้นมาได้เดือดร้อนกันถ้วนหน้า
“อยากจะกรี๊ดให้เสียงแตก บุรุษอะไรทำให้อารมณ์เสียได้ตลอด แต่งกันไปจะรอดหรือไม่ ข้าไม่เป็นบ้าตายพอดีหรือ อะ…” เกาหนี่ว์เฉินกรี๊ดได้เพลงครึ่งเสียงเท่านั้นก็เงียบไป “ไม่เอา ไม่กรี๊ดแล้ว เหนื่อย เจ็บคอ”
เกาหนี่ว์เฉินลูบคอตัวเองแล้วเดินผ่านประตูที่เวรยามทั้งสองเปิดเอาไว้ให้ ผ่านชายหนุ่มทั้งสองไปโดยที่ไม่ได้ออกคำสั่งใดทั้งสิ้น ดวงตาสองคู่สานสบกันอีกครั้งก่อนที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอก