๕
ในยามคับขันเลือกที่จะช่วยใคร
งานชมบุปผาวันนี้เต็มไปด้วยดอกกุหลาบเฉียงเวยสีชมพูหวานตามชื่อคุณหนูเจียงเฉียงเวย บุตรสาวของอัครมหาเสนาบดีเจียง
“หอมที่ถูกต้อง ตอนตั้งใจดมไม่ได้กลิ่น แต่พอไม่ได้ตั้งใจดมแล้วได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ บ่าวชอบกลิ่นแบบนี้เจ้าค่ะคุณหนู”
“ข้าก็ชอบ”
เกาหนี่ว์เฉินพยักหน้ารับเบา ๆ ขณะเดียวกันดวงตาก็กวาดมองไปโดยรอบชมบรรยากาศของงานและสีหน้าเบิกบานใจของทุกคน
งามชมบุปผาจัดขึ้นบริเวณสระบัว จุดความสนใจของทุกคนในตอนนี้คือกลางสระบัวที่มีศาลาหลังน้อยตั้งเอาไว้ เจียงเฉียงเวยยามนี้กำลังยืนอยู่ท่ามกลางคุณหนูบุตรีขุนนาง สตรีบางคนมาเพื่อชมดอกกุหลาบที่แข่งกันอวดโฉมความงาม แต่คนในศาลานั้นมาเพื่อผูกมิตรกับบุตรสาวอัครมหาเสนาบดี
“หนี่ว์เฉิน เราอยู่บริเวณนี้เถิด ไม่ต้องเข้าไปในศาลานั้นหรอก” เกาหนี่ว์อิงเห็นคุณหนูสูงศักดิ์มากมายแล้วไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้
เกาหนี่ว์เฉินเองก็เห็นด้วยเช่นกันจึงพยักหน้ารับ ทั้งสี่ยืนชมดอกกุหลาบเฉียงเวยอยู่บริเวณนี้ ยังไม่ได้รับความสนใจจากใคร ทั้งยังไม่สนใจที่จะสนทนากับใครด้วย
สองพี่น้องตระกูลเกาเป็นบุตรสาวของหัวหน้าหมอหลวงที่ไม่ได้มีอำนาจในราชสำนักแต่ก็ไม่อาจไม่ผูกมิตรเอาไว้ได้ ดังนั้นจึงต้องส่งเทียบเชิญไปให้ เท่านี้ก็เป็นการให้เกียรติมากแล้ว
เจียงเฉียงเวยแม้จะเห็นสองสาวจากตระกูลเกาเดินเข้ามาในงานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจทั้งยังไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว มองทั้งคู่ผ่าน ๆ จนกระทั่งได้ยินคำพูดนี้
“นั่นตู้เครื่องประดับเคลื่อนที่หรือไม่ เหตุใดประโคมปักปิ่นเต็มศีรษะเช่นนั้น”
“นั่นสิ คงไม่ได้อยากจะแย่งความสนใจกระมัง”
คำพูดซุบซิบนินทาจากสตรีสองคนลอยเข้าหูเจียงเฉียงเวย ในตอนนั้นเองที่ดวงตาคู่งามแต่งแต้มสีชมพูรอบดวงตาตวัดไปมองสตรีที่เป็นหัวข้อการสนทนา
พิศดูนางอย่างละเอียดมากขึ้นก็เห็นด้วยว่าเกาหนี่ว์เฉินในตอนนี้…เหมือนตู้เครื่องประดับเคลื่อนที่!
“ข้าได้ยินว่าท่านตาของเกาหนี่ว์เฉินเป็นพ่อค้าอัญมณีแคว้นต้าจิน ปักปิ่นมาเพื่อแสดงฐานะ คงกลัวใครไม่รู้ว่าตาเป็นคหบดีผู้มั่งคั่งกระมัง”
เกาหนี่ว์เฉินเช่นนั้นหรือ…หึ! แค่ชื่อก็ตั้งเป็นนางเซียนแล้ว ข้าไม่แปลกใจเลยที่เห็นนางประโคมปักปิ่นมาเต็มศีรษะเช่นนี้
“…คุณหนูเจียงดูให้ความสนใจสองคนนั้น”
เจียงเฉียงเวยตวัดสายตามามองคุณหนูบุตรสาวขุนนางที่นางไม่ทราบชื่อ
“ทุกคนดูให้ความสนใจนาง ปิ่นบนศีรษะนางสะดุดตาข้าไม่น้อย”
เมื่อดาวเด่นของงานให้ความสนใจใคร ทุกคนก็ย่อมให้ความสนใจด้วย บางคนที่หวังมาผูกมิตรกับบุตรีขุนนางชั้นผู้ใหญ่แอบอิจฉาสตรีตระกูลเกาที่ดึงดูดความสนใจจากคุณหนูเจียงได้ หนึ่งในนั้นคือพานอันเหว่ย คุณหนูที่มาจากตระกูลหมอหลวงเช่นกัน แต่บิดาของนางเป็นรองเจ้ากรมหมอหลวง
คนที่แอบเป็นคู่แข่งของเกาอวี้หมิงมาตลอด!
“ข้าไปชวนนางมาทางนี้ดีหรือไม่คุณหนูเจียง เราสองคนค่อนข้างสนิทกันเจ้าค่ะ”
“คุณหนูคือ…”
พานอันเหว่ยหน้าเสียเล็กน้อย เพราะสนทนากันมาครู่หนึ่งแล้ว เจียงเฉียงเวยไม่รู้จักนามนางไม่พอ
ยังไม่ถามไถ่อีก!
“ข้าพานอันเหว่ยเจ้าค่ะ”
“อ้อ ที่แท้ก็มาจากตระกูลหมอหลวงเช่นกัน มากันสองคนพี่น้อง ไม่มีใครสนทนาด้วยคงเหงาน่าดู”
พานอันเหว่ยสีหน้าดีขึ้นเพราะอย่างน้อยเจียงเฉียงเวยก็ยังรู้ว่านางมาจากตระกูลหมอหลวง
“เช่นนั้นข้าขอตัวไปชวนนางก่อนเจ้าค่ะ”
พานอันเหว่ยผงกศีรษะให้เจียงเฉียงเวยเล็กน้อย
ในจังหวะที่นางเดินออกจากกลุ่มไปนั้นได้มีเท้าหนึ่งยื่นออกมาขัดขานางเอาไว้
“กรี๊ด!”
ตู้ม~
แล้วนางก็เสียจังหวะตกสระบัวไปทั้งอย่างนั้น!
“ช่วยด้วย…”
พานอันเหว่ยดำผุดดำว่ายอยู่ในสระบัว คุณหนูแต่ละคนเป็นคุณหนูในห้องหอไม่สามารถว่ายน้ำได้ ทำได้เพียงแต่เรียกให้บ่าวช่วยเท่านั้น อีกทั้งต้องไม่ใช่บ่าวชายเพื่อไม่ให้พานอันเหว่ยเสียชื่อเสียง
“…เจ้าจะไปไหนหนี่ว์อิง”
เกาหนี่ว์เฉินรีบรั้งแขนพี่สาวเอาไว้เมื่อเห็นนางพุ่งตัวเข้าไปทางสระบัว
“ช่วยคน ข้าทนมองนางโดยที่ไม่ทำอะไรไม่ได้”
“เจ้าว่ายน้ำไม่เป็น ขอเตือนว่าอย่าทำอะไรโง่ ๆ เช่นการกระโดดลงไปช่วยนาง”
“ข้าไม่ทำแบบนั้นแน่ จะยื่นมือไปช่วยเท่านั้น”
เกาหนี่ว์เฉินกลอกตา ในใจคิด…
ได้โดนดึงตกสระไปด้วยกันพอดี
“เช่นนั้นเจ้ายื่นมือให้นางจับ ข้าจะจับมือเจ้าอีกที”
เกาหนี่ว์อิงไม่มีเวลาคิดแล้ว นางพยักหน้ารับก่อนที่สองพี่น้องจะรีบวิ่งเข้าไปข้างสระบัว
เกาหนี่ว์อิงยื่นมือไปคว้าเสื้อพานอันเหว่ยโดยที่เกาหนี่ว์เฉินจับข้อมือพี่สาวไว้อีกที
ใครจะคิดว่าคนที่ตะเกียกตะกายเพื่อจะเอาชีวิตให้รอดจะแรงเยอะกว่าที่คิด
“ว้าย”
ตู้ม!
สุดท้ายก็ดึงเกาหนี่ว์อิงตกลงไปในสระ เกาหนี่ว์เฉินที่ต้านแรงไม่ไหวก็ตกลงไปในสระด้วยเช่นกัน
“คุณหนู/คุณหนู”
สองสาวใช้เรียกคุณหนูของตัวเองเสียงผสาน ร้องตะโกนขอให้คนช่วยเพราะตนก็ว่ายน้ำไม่เป็นเช่นกัน
“งานชมบุปผาของข้ากลายเป็นอะไรไปแล้ว”
เจียงเฉียงเวยหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ในตอนที่นางกำลังหาทางออกไม่ได้นั้น พี่ชายของนางเจียงหนิงชวีและสหายอีกสองคนก็กระโดดน้ำลงไปช่วยทั้งสาม
ทุกคนเริ่มเบาใจว่าสระบัวตระกูลเจียงวันนี้จะไม่ได้กลืนกินชีวิตใคร จนกระทั่งบุรุษทั้งสามพาสตรีทั้งสามขึ้นมาจากสระบัวได้ คนที่เจียงหนิงชวีช่วยขึ้นมาคือพานอันเหว่ย ซึ่งนี่ไม่ได้ทำให้ผู้คนแปลกใจเท่ากับสองคู่นี้
เกาหนี่ว์เฉินถูกสุ่ยหยินเหอช่วยเอาไว้ แต่คนที่ช่วยเกาหนี่ว์อิงคือเหรินเฮ่าเทียน
“นั่นเหรินไท่ยีคู่หมั้นคุณหนูรองเกามิใช่หรือ เหตุใดเลือกช่วยพี่สาวของคู่หมั้นตัวเองก่อน”
“เจ้าอย่าคิดมาก อาจเป็นเพราะสถานการณ์คับขัน ตอนนั้นช่วยใครได้ก็คงช่วยไปก่อน”
สองเสียงนี้สนทนากันไม่เบานัก ใครที่ยืนอยู่ข้างสระบัวล้วนได้ยินแจ่มชัดเต็มสองหู ไม่เว้นเกาหนี่ว์เฉินที่ตอนนี้กำลังมองคู่หมั้นผ่านน้ำที่เกาะอยู่กับเปลือกตา น้ำที่ทำให้คนไม่รู้ว่าตอนนี้นางกำลังน้ำตาคลออยู่
“เฮ่าเทียนเกอ…”
“อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้ ไปเปลี่ยนชุดก่อน”
คำพูดของหญิงสาวถูกขัดโดยคู่หมั้นหนุ่ม จากที่น้ำตานางเพียงคลอเบ้าเท่านั้น ยามนี้ได้ไหลอาบหน้าแล้ว
เช่นเคยเพราะน้ำที่เปียกใบหน้า ใครจะดูออกว่านางกำลังร้องไห้
“ทุกคนตามข้ามาทางนี้”
เจียงหนิงชวีพาทุกคนไปเปลี่ยนชุดอีกทางหนึ่ง บุรุษทั้งสามส่งมอบคุณหนูทั้งสามให้สามใช้ของพวกนาง
ในตอนนั้นเองเกาหนี่ว์เฉินถึงได้สังเกตว่าคนที่มาช่วยนางเอาไว้เป็นใคร
“ขอบคุณคุณชายรองสุ่ยเจ้าค่ะ”
สุ่ยหยินเหอส่งยิ้มให้หญิงสาวทันทีเพราะไม่คิดว่านางจะจำเขาได้
“คุณหนูรองเกาไม่ต้องเกรงใจ เห็นคนประสบภัยตรงหน้าข้าย่อมช่วยอยู่แล้ว”
คำพูดนี้สะท้อนใจคนฟังยิ่งแล้ว
ขนาดคนนอกยังมีน้ำใจต่อข้าเพียงนี้ แต่คู่หมั้นของข้ากลับเลือกที่จะช่วยคนอื่นที่ไม่ใช่คู่หมั้นของตัวเองก่อน แบบนี้เป็นการวัดจิตใจกันหรือไม่ แท้จริงแล้วข้าในใจเขา มีน้ำหนักน้อยกว่าหนี่ว์อิง
“ขอบคุณอีกครั้งเจ้าค่ะ หากมีโอกาสข้าขอเลี้ยงอาหารท่านที่หอเฟิ่งหวงหนึ่งมื้อใหญ่”
เจียงหนิงชวีเป็นสหายกับสุ่ยหยินเหอมาหลายปี เขาเตรียมคำพูดไว้ปลอบใจเกาหนี่ว์เฉินแล้ว
ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดนี้จากปากสหาย!
“ในเมื่อคุณหนูรองมีน้ำใจ ข้าก็จะรับน้ำใจนี้เอาไว้ ได้วันเมื่อใดเชิญคุณหนูส่งเทียบเชิญมาที่จวนฝู่กั๋วกงได้ ข้าว่างเสมอ”
“เจ้าค่ะ”
เมื่อหญิงสาวตอบรับ นางก็เดินตามสาวใช้ไปอีกทางหนึ่งโดยก่อนไปไม่เหลือบตาไปมองคู่หมั้นแม้แต่น้อย
เหรินเฮ่าเทียนที่เห็นแววตาผิดหวังของหญิงสาวก็ยกมือขึ้นจับหัวใจของตัวเองเอาไว้
ไยข้ารู้สึกเจ็บปวดกับสายตานางเพียงนี้