LOGINเสียงดนตรีมงคลดังขึ้น กลีบดอกไม้ถูกโปรยลงมาจากชั้นบนของระเบียงทุกสิ่งดูยิ่งใหญ่และงดงามสมฐานะของสองตระกูล แต่กู้ชิงเหิงกลับไม่มีความรู้สึกยินดีแม้แต่น้อย
เขาเดินตามหลังกลุ่มผู้อาวุโสเข้าไปในห้องโถงด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ทว่าภายในใจกลับเต็มไปด้วยความระแวง ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าคนในจวนเปลี่ยนไป
ท่านปู่เคยไว้ใจเขามากที่สุด ไม่ว่าเกิดเรื่องใด มักมอบหมายให้เขาเป็นผู้จัดการ แต่เมื่อคนรับใช้ถูกเข็มเงินสังหาร ท่านปู่กลับไม่ยอมให้เขาเข้าไปตรวจสอบ กลับมอบหน้าที่ให้นายท่านสามแทน
กองกำลังคุ้มกันบางส่วนที่เคยอยู่ภายใต้การดูแลของเขาถูกเปลี่ยนตัวอย่างกะทันหัน เอกสารเกี่ยวกับค่ายทหารและเสบียงที่เคยส่งผ่านมือเขา กลับถูกส่งตรงไปยังห้องหนังสือของกู้เจิ้งหยวน แม้แต่บ่าวรับใช้ในเรือนก็เริ่มระมัดระวังคำพูดเวลาอยู่ต่อหน้าเขา คนเหล่านั้นยังคงให้ความเคารพ แต่ความสนิทสนมและไว้วางใจที่เคยมี กลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด
เดิมทีกู้ชิงเหิงคิดว่าทุกคนอาจกังวลเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความระแวงในใจกลับยิ่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสายตาที่คนตระกูลกู้มองเขา ทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว บางคนจะหยุดสนทนาในทันที
บางคนมองเขาราวกับกำลังประเมิน บางครั้งเขายังรู้สึกว่าทุกคนกำลังปิดบังบางสิ่งจากเขา สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากซ่งอวี้หรูฟื้นขึ้นมา
สตรีผู้นั้นรู้อะไรหรือไม่หรือในช่วงที่ถูกวางยา นางบังเอิญเห็นบางสิ่งที่ไม่ควรเห็น กู้ชิงเหิงหันไปมองเจ้าสาวที่กำลังเดินอยู่ด้านหน้า
ร่างของนางถูกปกคลุมด้วยชุดสีแดงและผ้าคลุมหน้า จึงไม่อาจมองเห็นสีหน้าได้ แต่จากท่าทางสงบนิ่ง นางกลับดูแตกต่างจากซ่งอวี้หรูที่เขาเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง
เมื่อก่อนแค่เพียงนางเห็นเขา นางก็จะรีบเข้ามาพูดคุย พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขาสนใจ แม้ถูกปฏิเสธกี่ครั้งก็ยังไม่ยอมถอย แต่หลังจากเหตุการณ์วันนั้น นางกลับไม่มองเขาอีกเลย ไม่เพียงยอมแต่งกับกู้ชิงอวิ๋นแต่โดยดี แถมยังแสดงท่าทีราวกับไม่เคยมีใจให้เขามาก่อน คนผู้หนึ่งจะเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้ภายในชั่วข้ามคืนได้จริงหรือ
“พี่ใหญ่”
เสียงของกู้ชิงอวิ๋นดังขึ้น ทำให้กู้ชิงเหิงหลุดออกจากความคิด เขาเงยหน้าขึ้น จึงพบว่าน้องชายกำลังมองมาทางตนเอง
“ท่านยืนขวางทางอยู่”
กู้ชิงเหิงก้มมอง จึงเห็นว่าตนเองหยุดอยู่ตรงทางเข้าสู่ห้องโถงโดยไม่รู้ตัวเขาขยับหลีกออกด้านข้าง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“ข้ากำลังคิดเรื่องบางอย่าง จึงไม่ทันระวัง”
กู้ชิงอวิ๋นพยักหน้า
“วันนี้เป็นวันมงคล พี่ใหญ่ควรดื่มสุราให้น้อยลงสักหน่อย จะได้ไม่เสียกิริยา”
คำพูดฟังดูเป็นมิตรตามปกติ แต่กู้ชิงเหิงกลับรู้สึกได้ถึงความห่างเหินบางอย่าง
เมื่อก่อนกู้ชิงอวิ๋นจะเรียกเขาด้วยความสนิทสนมกว่านี้ ยามนี้แม้คำเรียกยังเหมือนเดิม แต่น้ำเสียงกลับระมัดระวังและเย็นลงเล็กน้อย กู้ชิงเหิงสบตาน้องชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มตอบ
“แน่นอน วันนี้เป็นวันสำคัญของเจ้า ข้าย่อมต้องดื่มแสดงความยินดีแต่แค่เพียงพอดี”
กู้ชิงอวิ๋นไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ เขาเพียงหันกลับไปพาซ่งอวี้หรูเดินเข้าสู่ห้องโถง สายตาของกู้ชิงเหิงจึงเย็นลงในทันที แม้แต่กู้ชิงอวิ๋นก็เริ่มระวังเขาแล้วหรือ ห้องโถงใหญ่ถูกตกแต่งด้วยผ้าแดงและโคมมงคลจนดูสว่างไสว
ป้ายบรรพชนตั้งอยู่ตรงกลาง กู้เจิ้งหยวนกับเผยซูเจินนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน ด้านข้างเป็นผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ของตระกูล เมื่อเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวยืนประจำที่ เสียงของผู้ทำพิธีก็ดังขึ้น
“ถึงฤกษ์มงคล”
เสียงสนทนาของแขกเหรื่อเงียบลงทันที
“หนึ่ง คำนับฟ้าดิน”
กู้ชิงอวิ๋นกับซ่งอวี้หรูหันไปทางประตูใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ คำนับลงพร้อมกัน
ซ่งอวี้หรูพยายามก้มตัวอย่างระมัดระวัง เพราะมงกุฎบนศีรษะหนักเสียจนเกรงว่าจะหล่นลงมา
‘เหตุใดมงกุฎนี้จึงหนักถึงเพียงนี้ หากต้องคำนับอีกหลายรอบ คอของข้าอาจหักก่อนเข้าหอ’
กู้ชิงอวิ๋นซึ่งอยู่ข้างกายชะลอจังหวะลง เพื่อให้นางยืดตัวขึ้นก่อน
“สอง คำนับบิดามารดาและผู้อาวุโส”
คนทั้งสองหันกลับมาทางกู้เจิ้งหยวนกับเผยซูเจิน ก่อนจะคำนับลงอีกครั้งเผยซูเจินมองเจ้าสาวด้วยแววตาอ่อนโยน
แม้นางจะยังไม่รู้ว่าความคิดของซ่งอวี้หรูเป็นความจริงทั้งหมดหรือไม่ แต่เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันก็เพียงพอให้ตระกูลกู้ต้องระวังกู้ชิงเหิงแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น นางรู้สึกว่าสะใภ้คนนี้น่าสนใจไม่น้อย ภายนอกดูเย่อหยิ่งและดุดัน แต่ภายในกลับบ่นเรื่องกิน เรื่องนอน และเกรงว่าจะถูกไฟเผาอยู่ตลอดเวลา ช่างไม่เหมือนสตรีนิสัยใจคอร้ายกาจดังที่ข่าวลือภายนอกกล่าวถึงเลยแม้แต่น้อย
“สาม สามีภรรยาคำนับกัน”
กู้ชิงอวิ๋นกับซ่งอวี้หรูหันหน้าเข้าหากัน แม้มีผ้าคลุมหน้ากั้นอยู่ แต่ซ่งอวี้หรูก็ยังมองเห็นเพียงเงาร่างสีแดงเลือนรางตรงหน้า
นางค่อย ๆ ก้มตัวลง ขณะเดียวกันกู้ชิงอวิ๋นก็คำนับลงเช่นกัน ผ้าแดงที่เชื่อมระหว่างคนทั้งสองตกลงเป็นเส้นโค้งตรงกลาง เสียงแสดงความยินดีดังขึ้นทั่วทั้งห้องโถง
“พิธีเสร็จสิ้น ส่งตัวเจ้าสาวเข้าหอ”
แม่สื่อประกาศเสียงดัง ซ่งอวี้หรูแทบถอนหายใจด้วยความโล่งอกออกมาทันที
‘ในที่สุดก็จบเสียที ต่อไปคงได้นั่งพักแล้วกระมัง ขอแค่เพียงในห้องมีของกิน ข้าก็จะให้อภัยธรรมเนียมยุ่งยากทั้งหมด’
กู้ชิงอวิ๋นได้ยินแล้ว มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนเริ่มพิธี เขาได้สั่งให้สาวใช้เตรียมขนมและอาหารไว้ในห้องหอแล้ว
เดิมทีเพียงเกรงว่านางจะหิว คิดไม่ถึงว่าจะได้ใช้จริง ๆ
สตรีมงคลเข้ามาประคองซ่งอวี้หรูออกจากห้องโถง กู้ชิงอวิ๋นมองตามนางไปจนลับสายตา ก่อนจะถูกญาติและสหายหลายคนเข้ามาล้อมไว้เพื่อเตรียมลากไปดื่มสุรา
“เจ้าบ่าวจะรีบตามเจ้าสาวไปไม่ได้”
“วันนี้ต้องดื่มกับพวกเราก่อน”
“คุณชายรองกู้ วันนี้ห้ามใช้วรยุทธ์หนีพวกข้าอย่างเด็ดขาด”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบตัว กู้ชิงอวิ๋นทำได้เพียงยกมือยอมแพ้
“ได้ วันนี้ข้าจะดื่มกับทุกท่าน”
เมื่อพิธีหลักเสร็จสิ้น งานเลี้ยงจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเต็มที่ สุรามงคลถูกยกออกมาไม่ขาดสาย อาหารชั้นเลิศถูกจัดวางเต็มโต๊ะ แขกเหรื่อต่างเดินเข้าไปแสดงความยินดีกับผู้อาวุโสของตระกูลกู้
กู้เจิ้งหยวนดื่มสุราหลายจอกด้วยใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม เผยซูเจินเองก็รับคำอวยพรอย่างอารมณ์ดี นายท่านรองกับนายท่านสามต่างเดินต้อนรับแขกด้วยท่าทีชื่นมื่น ไม่มีผู้ใดแสดงความไม่พอใจต่อการแต่งงานแม้แต่น้อย
ภาพตรงหน้าทำให้กู้ชิงเหิงรู้สึกเย็นวาบอยู่ภายในใจ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ท่านย่าเคยไม่พอใจซ่งอวี้หรูอย่างมาก ท่านปู่เองก็เคยกล่าวว่าสตรีที่เอาแต่ใจและวิ่งตามบุรุษเช่นนางไม่เหมาะสมจะเป็นสะใภ้ของตระกูลกู้ นายท่านรองกับนายท่านสามยิ่งไม่เคยปิดบังความรังเกียจ
แต่ยามนี้ทุกคนกลับดื่มสุรามงคลด้วยความยินดี ราวกับการรับซ่งอวี้หรูเข้าจวนเป็นเรื่องดีงามที่สุด เหตุใดท่าทีจึงเปลี่ยนไปพร้อมกันทั้งหมด กู้ชิงเหิงยกจอกสุราขึ้นจิบ พลางกวาดตามองคนรอบข้างอย่างเงียบ ๆ
ทันใดนั้นเขาก็พบว่านายท่านสามกำลังมองมาทางเขา เมื่อสายตาของทั้งสองสบกัน กู้จิ่งเซวียนกลับยกจอกสุราขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอย่างเป็นมิตร กู้ชิงเหิงยิ้มตอบ แต่ทันทีที่อีกฝ่ายหันกลับไป แววตาของเขาก็เย็นชาลงสายตานั้นไม่ใช่เพียงการมองหลานชายตามปกติ มันคือสายตาของผู้ที่กำลังระแวง หรือคนตระกูลกู้จะรู้บางอย่างแล้วจริง ๆ แต่รู้ได้อย่างไร แผนการของเขาดำเนินมาอย่างรอบคอบตลอดหลายปี
คนที่รู้ความลับส่วนใหญ่ถูกกำจัดไปแล้ว กองกำลังลับของเขาไม่เคยเปิดเผยต่อผู้ใด แม้แต่ทหารสามหมื่นนายที่อยู่ภายใต้คำสั่งก็ถูกแบ่งแยกเป็นหลายส่วน ไม่มีผู้ใดรู้ภาพรวมทั้งหมด ส่วนเรื่องเข็มเงิน คนที่ลงมือในวันนั้นก็ตายไปแล้ว ไม่มีหลักฐานใดเชื่อมโยงมาถึงเขา เว้นเสียแต่ว่า... กู้ชิงเหิงหันไปมองทางเรือนหอที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน... ซ่งอวี้หรู สตรีผู้นั้นอาจรู้บางสิ่งจริง ๆ และสิ่งที่นางรู้อาจมากกว่าที่เขาคาดคิด
เขาจำสายตาของนางในวันที่เกิดเรื่องได้ ไม่ใช่สายตาของสตรีที่เพิ่งถูกวางยาและตกใจ แต่เป็นสายตาของผู้ที่รู้จักเขาอย่างลึกซึ้ง มีทั้งหวาดกลัว ระมัดระวัง และเกลียดชัง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นนางเคยหลงใหลเขาแทบคลั่ง
กู้ชิงเหิงวางจอกสุราลงช้า ๆ ดูเหมือนเขาจะต้องหาโอกาสพูดคุยกับซ่งอวี้หรูเป็นการส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องถามตรง ๆ เพียงทดสอบไม่กี่ประโยค เขาก็น่าจะมองเห็นพิรุธได้ แต่ทันทีที่ความคิดนี้เกิดขึ้น เสียงของกู้ชิงอวิ๋นก็ดังขึ้นข้างกาย
“พี่ใหญ่”
กู้ชิงเหิงหันไปมอง กู้ชิงอวิ๋นยืนถือจอกสุราอยู่ตรงหน้า ใบหน้ามีรอยยิ้มตามมารยาท
“วันนี้ท่านยังไม่ได้ดื่มแสดงความยินดีกับข้าเลย”
หลายสิบปีผ่านไป คนรุ่นเก่าค่อย ๆ วางมือ กู้เจิ้งหยวนกับเผยซูเจินใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ ท่ามกลางลูกหลานเต็มจวนซ่งเหวินหยวนเองก็วางมือจากราชสำนัก ใช้ชีวิตกับเถารั่วหรานและบุตรชายคนเล็กอย่างสุขสบายซ่งอวี้เฉิงเติบโตขึ้นอย่างดี สมกับที่ซ่งอวี้หรูเคยเททรัพย์สินรับขวัญเขาตั้งแต่เกิดทุกครั้งที่พบหน้าพี่สาว เขายังคงเรียกนางด้วยความเคารพ แต่สิ่งแรกที่ทำคือเปิดหีบของขวัญให้ดูว่าเอาอะไรมาให้พี่สาวบ้าง จนซ่งเหวินหยวนเคยบ่น“ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาอย่างดี เหตุใดเมื่อมีของดีๆ เจ้าจึงขนไปให้พี่สาวของเจ้าจนหมด”ซ่งอวี้เฉิงตอบหน้าตาย“พี่หญิงให้ทรัพย์สินลูกตั้งแต่ลูกยังลืมตาไม่ขึ้น ยามนี้ลูกจึงต้องตอบแทนพี่หญิงให้มากหน่อยขอรับ”ซ่งเหวินหยวน “...”สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็ยังเป็นปลาเค็มซ่งอวี้หรูเหมือนเดิม…เมื่อถึงวันที่กู้ชิงอวิ๋นเห็นว่าบุตรชายคนโตมีความสามารถเพียงพอจะรับภาระของตระกูลได้แล้ว เขาก็เรียกบุตรชายคนโตเข้ามาในห้องหนังสือตราแม่ทัพที่อยู่กับเขามานานหลายสิบปีถูกวางลงบนโต๊ะ“รับตราแม่ทัพไปเถิด”บุตรชายคนโตชะงัก“ท่านพ่อ”“ถึงเวลาของเจ้าแล้ว”“แล้วท่านพ่อเล่า ท่านพ่อยังไม่ทันจะแก่ชราเลย
กู้ชิงอวิ๋นจ้องมองใบหน้าของซ่งอวี้หรูแล้วก็ยิ้มออกมาความจริงแล้วมีอีกเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากบุตรชายคนแรกของเขาและนางถือกำเนิดนับตั้งแต่วันนั้น... คนตระกูลกู้ไม่ได้ยินเสียงความคิดของซ่งอวี้หรูอีกเลยตอนแรกทุกคนต่างประหลาดใจเผยซูเจินเคยลองนั่งอยู่ใกล้นางทั้งวัน ฟางฮุ่ยเหมยเคยจงใจพูดเรื่องกู้ชิงเหิงในอดีตเพื่อดูว่านางจะคิดอะไร แม้แต่กู้ชิงอิงยังเคยแกล้งพูดถึงบุรุษรูปงามตรงหน้านางแต่ไม่ว่าอย่างไร... เสียงความคิดในใจที่เคยดังอยู่ในหัวทุกคนกลับหายไปอย่างสมบูรณ์ช่วงแรกคนในจวนรู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง โดยเฉพาะกู้ชิงอวิ๋น เขาเคยชินกับการได้ยินทุกอย่างที่นางไม่ยอมพูดออกมารู้ว่านางอยากกินอะไรรู้ว่านางโกรธผู้ใดรู้ว่านางกังวลเรื่องไหนรู้แม้กระทั่งตอนที่นางแอบชมเขาอยู่ในใจเมื่อเสียงเหล่านั้นหายไป...เขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งขาดหายไปจริง ๆแต่ไม่นานเขาก็พบว่า... มันไม่ได้แย่เลย เพราะซ่งอวี้หรูในวันนี้ไม่ใช่สตรีที่เก็บทุกสิ่งไว้ในใจเหมือนเมื่อก่อนอยากกินอะไร นางก็พูดออกมาไม่พอใจสิ่งใด นางก็บอกเขายามหึงหวง นางก็แสดงออกอย่างเต็มที่ยามคิดถึงเขา นางก็เขียนจดหมายส่งไปถึงค่ายทหาร บางฉ
เวลาผ่านไปเพียงชั่วพริบตา จากหญิงสาวที่เคยนอนเอกเขนกอยู่บนตั่งทั้งวัน ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายราวกับไม่มีเรื่องใดในโลกให้ต้องกังวล ซ่งอวี้หรูกลับต้องมานอนเหงื่อท่วมกายอยู่บนเตียงคลอด มือทั้งสองข้างกำผ้าปูที่นอนแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด“โอ๊ย!”“กู้ชิงอวิ๋น!”เสียงตะโกนดังออกมาจากห้องด้านใน คนที่ยืนรออยู่ด้านนอกถึงกับสะดุ้งพร้อมกันกู้ชิงอวิ๋นยืนตัวแข็งอยู่หน้าประตู มือทั้งสองข้างกำแน่น ใบหน้าที่ปกติสงบนิ่งกลับซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด“คุณชายรอง ท่านอย่าเดินไปเดินมาเลยเจ้าค่ะ”ฟางฮุ่ยเหมยเอ่ยอย่างจนใจ“เจ้าก็ทำให้แม่เวียนหัวไปด้วยแล้ว”กู้ชิงอวิ๋นไม่ได้ตอบ เขายังคงเดินไปมาอยู่หน้าห้อง เสียงร้องของซ่งอวี้หรูดังขึ้นอีกครั้ง“กู้ชิงอวิ๋น! เจ้าคนสารเลว!”“ข้าจะไม่คลอดแล้ว”“ข้าไม่เอาแล้ว”กู้ชิงอวิ๋นเม้มริมฝีปากแน่น หากเป็นเมื่อก่อน เขายังอาจได้ยินเสียงความคิดของนางแทรกอยู่ท่ามกลางคำด่าเหล่านั้นแต่นับตั้งแต่เริ่มเจ็บท้องคลอด... เขากลับไม่ได้ยินอะไรเลยไม่มีเสียงบ่นไม่มีเสียงแอบด่าไม่มีความคิดฟุ้งซ่านมีเพียงเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและเสียงต่อว่าเขาเพื่อระบายความทรมานออกมาเท่านั้นยิ่งไม่ได้ยิน..
หลังจากนั้นหลายวัน ชีวิตของซ่งอวี้หรูก็กลับเข้าสู่ความสงบเช่นเดิมนางยังคงตื่นสายกินเก่งง่วงก็นอนบางครั้งก็เดินไปเยี่ยมฮูหยินผู้เฒ่าบางวันไปนั่งเล่นกับฟางฮุ่ยเหมย หากว่างมากก็ออกจากจวนไปตรวจสอบร้านค้าในมือของตนเองจนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง... ชิงอวี่ยกสำรับอาหารเข้ามา“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ วันนี้ในครัวทำโจ๊กปลา...”ยังพูดไม่ทันจบ ซ่งอวี้หรูก็ยกมือขึ้นปิดจมูก“เอาออกไป”ชิงอวี่ชะงัก“เจ้าคะ”“กลิ่นโจ๊กปลาคาวมากเลย”“แต่ปกติฮูหยินน้อยชอบโจ๊กปลามากนะเจ้าคะ”“วันนี้ไม่อยากกิน”ซ่งอวี้หรูตอบพลางขมวดคิ้ว นางยังไม่ได้คิดอะไร แต่ชิงอวี่กลับมองนางอย่างแปลก ๆ“ฮูหยินน้อย...”“อะไร”“ประจำเดือนของท่านเดือนนี้...”ซ่งอวี้หรูชะงัก ทั้งห้องพลันเงียบ นางเริ่มนับวันอยู่ในใจ จากนั้นสีหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป‘เดี๋ยวนะ... เหมือนจะเลยมาหลายวันแล้วจริง ๆ’ชิงอวี่เบิกตากว้าง“บ่าวจะไปเชิญหมอ!”“เดี๋ยวก่อน”แต่นางยังห้ามไม่ทัน ชิงอวี่ก็วิ่งออกจากห้องไปแล้ว ข่าวแพร่เร็วเสียยิ่งกว่าไฟลามทุ่งไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ฟางฮุ่ยเหมยก็รีบมาถึง ตามมาด้วยเผยซูเจิน แม้แต่หลินจิ้งยังตามเข้ามาด้วย ซ่งอวี้หรูนั่งอยู่บนเตียง มองคนเต็
คำพูดของซ่งอวี้หรงทำให้ซ่งเหวินหยวนลุกขึ้นทันที“อะไรนะ!”ซ่งอวี้หรงหันไปมองบ่าวบนพื้น“เจ้าพกยาพิษเข้ามาในจวนอัครเสนาบดีเพื่ออะไร”“ตั้งใจจะวางยาผู้ใด”บ่าวคนนั้นกัดฟัน“ข้าไม่รู้!”“ไม่รู้หรือ”ซ่งอวี้หรงยิ้มเย็น“เช่นนั้นส่งไปกรมอาญาเถิด ที่นั่นมีวิธีทำให้คนไม่รู้กลายเป็นคนรู้ได้มากมาย”บ่าวชายหน้าซีดทันที“อย่า! ข้าพูดแล้ว”เขาหันไปมองเสิ่นอวี้เหวินด้วยความหวาดกลัว“เป็นคุณชายเสิ่น! เขาเป็นคนสั่งให้ข้าทำ”เสิ่นอวี้เหวินเบิกตากว้าง“เจ้าใส่ร้ายข้า!”บ่าวคนนั้นรีบตะโกน“คุณชายเสิ่นสั่งให้ข้าหาโอกาสวางยาฮูหยินซ่งและคุณชายน้อย เขาบอกว่าหากคุณชายน้อยตาย ท่านอัครเสนาบดีก็จะไม่มีบุตรชายสายตรง”“ส่วนหากฮูหยินซ่งตายไปด้วย... เขาก็จะสามารถกลับมาอยู่ข้างกายนายท่านได้อีกครั้ง”ทั้งห้องเงียบกริบ ซ่งเหวินหยวนตัวสั่น ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว แต่เพราะโกรธจนแทบควบคุมตนเองไม่อยู่ เขาจ้องเสิ่นอวี้เหวินราวกับไม่เคยรู้จักเด็กคนนี้มาก่อน“เจ้า... คิดจะฆ่าฮูหยินของข้า และลูกของข้า”เสิ่นอวี้เหวินรีบส่ายหน้า“ไม่ใช่!”“ท่านพ่อ ท่านอย่าเชื่อเขา”“ข้าไม่ได้...”“หุบปาก!”เสียงตวาดดังสนั่น ทารกในอ้อมแขนแม่นมสะดุ
ข่าวของเซี่ยหว่านชิงถูกส่งกลับมาถึงเมืองหลวงในช่วงต้นฤดูหนาว ตอนแรกซ่งอวี้หรูไม่ได้สนใจนัก นับตั้งแต่ตระกูลเซี่ยถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวง ชีวิตของนางก็กลับเข้าสู่ความสงบอย่างที่ใฝ่ฝันมานานตื่นสาย กินขนม เบื่อก็เดินเล่นในสวน บางวันไม่อยากออกจากเรือนก็เอนตัวนอนบนตั่งทั้งวันกู้ชิงอวิ๋นกลับจากค่ายทหารเมื่อใดก็จะมีของกินหรือของเล่นแปลก ๆ ติดมือกลับมาให้นางเสมอ ซ่งอวี้หรูจึงใช้ชีวิตเป็น “ปลาเค็ม” ได้อย่างเต็มภาคภูมิจนกระทั่งวันหนึ่ง ชิงอวี่นำข่าวจากชายแดนเข้ามารายงาน“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ มีข่าวเรื่องคุณหนูเซี่ยเจ้าค่ะ”ซ่งอวี้หรูซึ่งกำลังนอนกอดหมอนอยู่บนตั่งเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย“เซี่ยหว่านชิงหรือ”“เจ้าค่ะ”“นางเป็นอย่างไรบ้าง”ชิงอวี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ“เสียชีวิตระหว่างทางไปชายแดนแล้วเจ้าค่ะ”มือที่กำลังหยิบขนมของซ่งอวี้หรูหยุดลง“ตายแล้วหรือ”“เจ้าค่ะ”ชิงอวี่ลดเสียงลง“หลังจากถูกเนรเทศ การเดินทางลำบากมาก อาหารที่แจกให้นักโทษก็มีไม่มาก คุณหนูเซี่ยไม่เคยลำบากมาก่อนจึงทนไม่ไหว”“ได้ยินว่า...ช่วงหลังนางพยายามใช้สิ่งที่ตนเองมีแลกเปลี่ยนกับอาหารและความสะดวกจากผู้คุมบางคน”ซ่งอวี้หรูเงี







