تسجيل الدخولคำพูดของกู้ชิงอวิ๋นทำให้กู้ชิงเหิงยกจอกขึ้นอีกครั้ง
“ข้ากำลังจะไปหาเจ้าอยู่พอดี”
คนทั้งสองชนจอกกันเบา ๆ กู้ชิงเหิงกล่าว
“ชิงอวิ๋น วันนี้เป็นวันมงคลของเจ้า ในฐานะพี่ชาย ข้าขอให้เจ้ากับน้องสะใภ้ครองคู่กันยืนยาว”
กู้ชิงอวิ๋นยิ้ม
“ขอบคุณพี่ใหญ่”
เขาดื่มสุราจนหมดจอก แต่กลับไม่ได้เดินจากไปในทันที
กู้ชิงเหิงจึงถาม
“มีเรื่องอื่นหรือ”
“ไม่มี”
กู้ชิงอวิ๋นตอบอย่างสงบ
“เพียงแต่วันนี้แขกมาก คนในจวนวุ่นวาย ข้าเกรงว่าพี่ใหญ่จะไม่มีผู้ใดอยู่เป็นเพื่อน จึงคิดจะดื่มกับท่านอีกสักสองสามจอก”
คำพูดของกู้ชิงอวิ๋นฟังดูเหมือนมีความหวังดีจากใจ แต่กู้ชิงเหิงกลับเข้าใจความหมายที่ซุกซ่อนอยู่ทันที กู้ชิงอวิ๋นกำลังจับตาดูเขา หรือหากจะกล่าวให้ชัดเจนมากกว่านั้นก็คือกำลังขัดขวางไม่ให้เขาออกจากงานเลี้ยงไปทางเรือนหอ ดวงตาของกู้ชิงเหิงมืดลงเล็กน้อยและกำลังนึกสงสัยอยู่ในใจว่าน้องชายผู้นี้เริ่มสงสัยเขามากเพียงใดแล้ว
“ได้”
เขายิ้มบาง ๆ
“วันนี้ข้าจะดื่มเป็นเพื่อนเจ้าเอง”
คนทั้งสองยืนดื่มสุราท่ามกลางแขกเหรื่อ ภายนอกพวกเขาดูเหมือนพี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียว แต่ภายในกลับต่างฝ่ายต่างระวังกันและกันอย่างไม่กล้าผ่อนคลาย
กู้ชิงเหิงแน่ใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าตนเองกำลังถูกกีดกันออกจากวงของคนตระกูลกู้
ส่วนกู้ชิงอวิ๋นก็ยิ่งมั่นใจว่า พี่ชายกำลังสนใจซ่งอวี้หรูมากเกินไป เขาไม่มีทางปล่อยให้กู้ชิงเหิงเข้าใกล้นางตามลำพัง อย่างน้อยก็จนกว่าจะรู้แน่ชัดว่าเพราะเหตุใดในอนาคตตนเองจึงต้องตายแทนคนผู้นี้และเพราะเหตุใดคนทั้งตระกูลจึงต้องพังพินาศด้วยมือของเขา
ในเวลาเดียวกันนั้น ซ่งอวี้หรูถูกพาไปถึงเรือนหอแล้ว เมื่อประตูปิดลง นางก็นั่งตัวตรงอยู่บนเตียงมงคลตามคำกำชับของสตรีมงคล
เสียงฝีเท้าของคนภายนอกค่อย ๆ ห่างออกไป ภายในห้องเหลือเพียงชิงอวี่กับสาวใช้จากตระกูลกู้อีกสองคน ซ่งอวี้หรูนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา
“ทุกคนออกไปหมดแล้วหรือยัง”
ชิงอวี่มองซ้ายมองขวา ก่อนจะตอบ
“เหลือเพียงบ่าวกับสาวใช้สองคนเจ้าค่ะ”
“บนโต๊ะมีของกินหรือไม่”
ชิงอวี่หลุดหัวเราะออกมา
“มีเจ้าค่ะ คุณชายรองสั่งให้เตรียมขนมและอาหารไว้ให้ท่านแล้ว”
ซ่งอวี้หรูพลันยกมือจะเปิดผ้าคลุมหน้า ชิงอวี่ตกใจจนรีบห้าม
“คุณหนูไม่ได้เจ้าค่ะ! ต้องรอให้เจ้าบ่าวมาเปิดผ้าคลุมหน้าเสียก่อน”
มือของซ่งอวี้หรูหยุดค้างกลางอากาศ
“เช่นนั้นข้าจะกินอย่างไร”
“บ่าวป้อนให้ได้เจ้าค่ะ”
ซ่งอวี้หรูเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาว
‘แต่งงานครั้งเดียว เหตุใดต้องลำบากถึงเพียงนี้ ช่างเถิด ขอเพียงมีของกินก็พอ ส่วนกู้ชิงเหิง...’
นางนึกถึงสายตาเย็นชาของคนผู้นั้นที่สัมผัสได้ในระหว่างพิธีแม้มีผ้าคลุมหน้ากั้น แต่นางยังรู้สึกได้ว่ามีคนจับจ้องอยู่หลายครั้ง
‘กู้ชิงเหิงคงไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ง่าย ๆ แผนการทำลายชื่อเสียงของกู้ชิงอวิ๋นล้มเหลว แม้ว่าข้ากับกู้ชิงอวิ๋นจะแต่งงานกันแล้ว แต่ท่าทีที่เปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันคงจะทำให้เขารู้สึกสงสัย’
‘ด้วยนิสัยเอาแต่ใจตนเองและยึดติดของเจ้าของร่างเดิม ข้าจะต้องโวยวายไม่ยอมแต่งงานกับกู้ชิงอวิ๋น และจะต้องหาวิธีติดต่อเขาเพื่อขอให้เขาช่วยให้ข้าได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันกับเขา แต่ข้ากลับไม่ได้ทำอันใดเลยสักอย่าง แถมวันนี้ข้ายังยอมแต่งงานแต่โดยดีโดยไม่ขัดขืนเสียด้วย...’
‘ข้าทำตัวไม่เหมือนเดิมอย่างนี้เส้นเรื่องจะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงไปไหมนะ จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้หรือไม่... ก็ข้าอยากจะใช้ชีวิตเป็นปลาเค็มนี่นา’
‘อืม หรือว่าข้าคงต้องลองเสี่ยงสร้างเรื่องให้กู้ชิงเหิงดูเลวร้ายในสายตาของคนตระกูลกู้ดู ไม่แน่ว่าชีวิตในวันข้างหน้าของข้าอาจจะได้เป็นปลาเค็มสมใจโดยที่ไม่ต้องรอวันตายอย่างที่คิดเอาไว้ก็ได้...’
ไม่นานนัก ข่าวว่ากู้ชิงเหิงถูกกู้ชิงอวิ๋นรั้งให้อยู่ในงานเลี้ยงตลอดเวลาก็ถูกส่งไปถึงห้องหนังสือของกู้เจิ้งหยวน
ชายชราฟังรายงานแล้วเพียงพยักหน้า
“จับตาดูเขาต่อไป โดยเฉพาะคืนนี้ ห้ามให้เขาเข้าใกล้เรือนหอของคู่บ่าวสาว”
บ่าวรับใช้ประสานมือรับคำ ก่อนจะถอยออกไป กู้เจิ้งหยวนยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองแสงโคมแดงที่ส่องสว่างไปทั่วทั้งจวน งานมงคลยังคงดำเนินต่อไปด้วยเสียงหัวเราะแต่ใต้บรรยากาศชื่นมื่นนั้น ความไว้วางใจที่คนตระกูลกู้เคยมีต่อกู้ชิงเหิงกำลังพังทลายลงทีละน้อย… โดยที่ซ่งอวี้หรูไม่ได้ล่วงรู้เลยและกำลังนั่งคิดหาวิธีทำลายความไว้วางใจที่คนในจวนตระกูลกู้มีต่อกู้ชิงเหิงอยู่ในห้องหอด้วยความกลัดกลุ้มใจ
ภายในห้องหอที่ประดับประดาด้วยผ้าแพรสีแดง ซ่งอวี้หรูยังคงนั่งอยู่บนเตียงมงคลด้วยท่าทางเรียบร้อย
หากไม่สังเกตมือข้างหนึ่งที่กำลังลูบท้องเบา ๆ ก็คงไม่มีผู้ใดรู้ว่าเจ้าสาวผู้สง่างามภายใต้ผ้าคลุมหน้ากำลังหิวจนแทบหมดความอดทนแล้ว
ชิงอวี่หยิบขนมดอกกุ้ยชิ้นเล็กขึ้นมา ก่อนจะค่อย ๆ สอดเข้าไปใต้ชายผ้าคลุมหน้า
“คุณหนู อ้าปากเจ้าค่ะ”
ซ่งอวี้หรูอ้าปากรับอย่างว่าง่าย ขนมชิ้นเล็กเพียงคำเดียวไม่อาจเติมเต็มท้องที่ว่างมาตั้งแต่เช้าได้ แต่มันก็ช่วยให้นางมีแรงนั่งรอเจ้าบ่าวต่ออีกเล็กน้อย
สาวใช้จากจวนตระกูลกู้สองคนที่ยืนอยู่ด้านข้างก้มหน้ากลั้นยิ้ม พวกนางเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับคุณหนูใหญ่ซ่งมามากมาย
บ้างก็ว่านางหยิ่งยโส
บ้างก็ว่านางเอาแต่ใจ
บ้างก็ว่านางชอบลงโทษบ่าวไพร่ด้วยความโหดร้าย
แต่เจ้าสาวที่อยู่ตรงหน้ากลับไม่ได้มีท่าทีดุดันอย่างที่คิด
นอกจากถามหาของกินตั้งแต่เข้าห้องมาแล้ว นางยังนั่งนิ่งอย่างสงบ ไม่ได้ตำหนิหรือสร้างความลำบากให้ผู้ใดเลย
หลังจากกินขนมไปสามชิ้น ซ่งอวี้หรูก็รู้สึกว่าท้องของตนเองไม่ส่งเสียงประท้วงอีกต่อไป นางจึงกลับไปคิดถึงเรื่องกู้ชิงเหิงอีกครั้ง
‘จะสร้างเรื่องให้เขาดูเลวร้ายอย่างไรดี กล่าวหาลอย ๆ ย่อมไม่ได้ คนอย่างกู้ชิงเหิงระมัดระวังตัวมาก ต่อให้ค้นเรือนก็คงไม่พบหลักฐานง่าย ๆ’
‘หากข้าทำตัวผิดปกติมากเกินไป เขาก็จะยิ่งจับตามองข้า ที่สำคัญ คนตระกูลกู้ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร หากข้าพูดใส่ร้ายตรง ๆ ทุกคนอาจคิดว่าข้ายังโกรธแค้นเพราะเขาไม่ยอมแต่งงานด้วยก็ได้ ยุ่งยากจริง ๆ’
ซ่งอวี้หรูถอนหายใจอยู่ภายในใจ
‘รู้เช่นนี้ตอนอ่านนิยาย ข้าน่าจะจดจำรายละเอียดให้มากกว่านี้ อย่างน้อยควรจำว่าสมุดบัญชีลับของเขาซ่อนไว้ที่ใด หรือคนสนิทของเขามีชื่อว่าอะไร’
‘แต่ตอนนั้นข้าเอาแต่อ่านข้ามฉากวางแผน สนใจเพียงว่าพระเอกจะรักนางเอกเมื่อใด ผู้ใดจะคิดว่าวันหนึ่งข้าต้องเข้ามาอยู่ในเรื่องนี้เองเล่า’
นางกำลังกลัดกลุ้ม เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากนอกห้องสาวใช้ทั้งสองรีบยืดตัวตรง
ชิงอวี่วางจานขนมกลับลงบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเศษขนมตรงมุมปากของผู้เป็นนายผ่านใต้ชายผ้าคลุม
“คุณหนู คุณชายรองมาแล้วเจ้าค่ะ”
ซ่งอวี้หรูหยุดนิ่ง
‘มาแล้วหรือ เหตุใดจึงกลับมาเร็วนัก ข้ายังคิดแผนจัดการกู้ชิงเหิงไม่เสร็จเลย’
ประตูห้องถูกเปิดออกกลิ่นสุราอ่อน ๆ ลอยเข้ามาพร้อมกับสายลมยามค่ำคืน
กู้ชิงอวิ๋นก้าวเข้ามาในห้องด้วยชุดเจ้าบ่าวสีแดงชุดเดิม ใบหน้าขาวผ่องมีสีแดงระเรื่อจากฤทธิ์สุราเล็กน้อย แต่ฝีเท้ายังคงมั่นคงไม่ได้มีท่าทางเมามาย
ด้านหลังเขามีแม่สื่อ สตรีมงคล และบ่าวรับใช้อีกหลายคนเดินตามเข้ามาเพื่อทำพิธีเปิดผ้าคลุมหน้าและดื่มสุราร่วมจอก
ทันทีที่เขาเข้ามาใกล้ เสียงความคิดของซ่งอวี้หรูก็ดังขึ้นอย่างชัดเจน
‘กลิ่นสุราแรงถึงเพียงนี้ เขาคงถูกคนในงานเลี้ยงมอมมาไม่น้อย คืนนี้คงไม่เมาจนอาเจียนใส่ข้าหรอกนะ’
กู้ชิงอวิ๋นชะงักฝีเท้าเพียงเล็กน้อย เขาเพิ่งจะดื่มกับกู้ชิงเหิงมา อีกทั้งยังถูกบรรดาญาติและสหายบังคับให้ดื่มไปหลายจอก แต่ก่อนกลับเรือนเขาได้แอบใช้กำลังภายในขับฤทธิ์สุราออกไปบางส่วนแล้ว
คิดไม่ถึงว่าสิ่งแรกที่เจ้าสาวกังวลเมื่อเขาเข้ามาในห้อง กลับเป็นเรื่องที่เขาอาจอาเจียนใส่นาง…
กู้ชิงอวิ๋นเดินไปหยุดตรงหน้าเตียง แม่สื่อยื่นคันชั่งสีทองที่พันด้วยผ้าแดงให้เขา พร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ขอเจ้าบ่าวเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว เพื่อให้ชีวิตคู่สมดุลและสมปรารถนาเจ้าค่ะ”
กู้ชิงอวิ๋นรับคันชั่งมา เขามองร่างที่นั่งอยู่ตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้ปลายคันชั่งค่อย ๆ เกี่ยวชายผ้าคลุมสีแดงขึ้น
แสงเทียนมงคลส่องกระทบใบหน้าของซ่งอวี้หรู ผิวของนางขาวละเอียดราวกับหยกเนื้อดี ริมฝีปากถูกแต้มด้วยชาดสีแดง ดวงตาคู่งามที่เงยขึ้นมองเขามีประกายสดใส แม้จะนั่งรออยู่เป็นเวลานาน แต่กลับไม่เห็นความเหนื่อยล้าบนแววตาเลยสักนิด
หลายสิบปีผ่านไป คนรุ่นเก่าค่อย ๆ วางมือ กู้เจิ้งหยวนกับเผยซูเจินใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ ท่ามกลางลูกหลานเต็มจวนซ่งเหวินหยวนเองก็วางมือจากราชสำนัก ใช้ชีวิตกับเถารั่วหรานและบุตรชายคนเล็กอย่างสุขสบายซ่งอวี้เฉิงเติบโตขึ้นอย่างดี สมกับที่ซ่งอวี้หรูเคยเททรัพย์สินรับขวัญเขาตั้งแต่เกิดทุกครั้งที่พบหน้าพี่สาว เขายังคงเรียกนางด้วยความเคารพ แต่สิ่งแรกที่ทำคือเปิดหีบของขวัญให้ดูว่าเอาอะไรมาให้พี่สาวบ้าง จนซ่งเหวินหยวนเคยบ่น“ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาอย่างดี เหตุใดเมื่อมีของดีๆ เจ้าจึงขนไปให้พี่สาวของเจ้าจนหมด”ซ่งอวี้เฉิงตอบหน้าตาย“พี่หญิงให้ทรัพย์สินลูกตั้งแต่ลูกยังลืมตาไม่ขึ้น ยามนี้ลูกจึงต้องตอบแทนพี่หญิงให้มากหน่อยขอรับ”ซ่งเหวินหยวน “...”สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็ยังเป็นปลาเค็มซ่งอวี้หรูเหมือนเดิม…เมื่อถึงวันที่กู้ชิงอวิ๋นเห็นว่าบุตรชายคนโตมีความสามารถเพียงพอจะรับภาระของตระกูลได้แล้ว เขาก็เรียกบุตรชายคนโตเข้ามาในห้องหนังสือตราแม่ทัพที่อยู่กับเขามานานหลายสิบปีถูกวางลงบนโต๊ะ“รับตราแม่ทัพไปเถิด”บุตรชายคนโตชะงัก“ท่านพ่อ”“ถึงเวลาของเจ้าแล้ว”“แล้วท่านพ่อเล่า ท่านพ่อยังไม่ทันจะแก่ชราเลย
กู้ชิงอวิ๋นจ้องมองใบหน้าของซ่งอวี้หรูแล้วก็ยิ้มออกมาความจริงแล้วมีอีกเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากบุตรชายคนแรกของเขาและนางถือกำเนิดนับตั้งแต่วันนั้น... คนตระกูลกู้ไม่ได้ยินเสียงความคิดของซ่งอวี้หรูอีกเลยตอนแรกทุกคนต่างประหลาดใจเผยซูเจินเคยลองนั่งอยู่ใกล้นางทั้งวัน ฟางฮุ่ยเหมยเคยจงใจพูดเรื่องกู้ชิงเหิงในอดีตเพื่อดูว่านางจะคิดอะไร แม้แต่กู้ชิงอิงยังเคยแกล้งพูดถึงบุรุษรูปงามตรงหน้านางแต่ไม่ว่าอย่างไร... เสียงความคิดในใจที่เคยดังอยู่ในหัวทุกคนกลับหายไปอย่างสมบูรณ์ช่วงแรกคนในจวนรู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง โดยเฉพาะกู้ชิงอวิ๋น เขาเคยชินกับการได้ยินทุกอย่างที่นางไม่ยอมพูดออกมารู้ว่านางอยากกินอะไรรู้ว่านางโกรธผู้ใดรู้ว่านางกังวลเรื่องไหนรู้แม้กระทั่งตอนที่นางแอบชมเขาอยู่ในใจเมื่อเสียงเหล่านั้นหายไป...เขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งขาดหายไปจริง ๆแต่ไม่นานเขาก็พบว่า... มันไม่ได้แย่เลย เพราะซ่งอวี้หรูในวันนี้ไม่ใช่สตรีที่เก็บทุกสิ่งไว้ในใจเหมือนเมื่อก่อนอยากกินอะไร นางก็พูดออกมาไม่พอใจสิ่งใด นางก็บอกเขายามหึงหวง นางก็แสดงออกอย่างเต็มที่ยามคิดถึงเขา นางก็เขียนจดหมายส่งไปถึงค่ายทหาร บางฉ
เวลาผ่านไปเพียงชั่วพริบตา จากหญิงสาวที่เคยนอนเอกเขนกอยู่บนตั่งทั้งวัน ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายราวกับไม่มีเรื่องใดในโลกให้ต้องกังวล ซ่งอวี้หรูกลับต้องมานอนเหงื่อท่วมกายอยู่บนเตียงคลอด มือทั้งสองข้างกำผ้าปูที่นอนแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด“โอ๊ย!”“กู้ชิงอวิ๋น!”เสียงตะโกนดังออกมาจากห้องด้านใน คนที่ยืนรออยู่ด้านนอกถึงกับสะดุ้งพร้อมกันกู้ชิงอวิ๋นยืนตัวแข็งอยู่หน้าประตู มือทั้งสองข้างกำแน่น ใบหน้าที่ปกติสงบนิ่งกลับซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด“คุณชายรอง ท่านอย่าเดินไปเดินมาเลยเจ้าค่ะ”ฟางฮุ่ยเหมยเอ่ยอย่างจนใจ“เจ้าก็ทำให้แม่เวียนหัวไปด้วยแล้ว”กู้ชิงอวิ๋นไม่ได้ตอบ เขายังคงเดินไปมาอยู่หน้าห้อง เสียงร้องของซ่งอวี้หรูดังขึ้นอีกครั้ง“กู้ชิงอวิ๋น! เจ้าคนสารเลว!”“ข้าจะไม่คลอดแล้ว”“ข้าไม่เอาแล้ว”กู้ชิงอวิ๋นเม้มริมฝีปากแน่น หากเป็นเมื่อก่อน เขายังอาจได้ยินเสียงความคิดของนางแทรกอยู่ท่ามกลางคำด่าเหล่านั้นแต่นับตั้งแต่เริ่มเจ็บท้องคลอด... เขากลับไม่ได้ยินอะไรเลยไม่มีเสียงบ่นไม่มีเสียงแอบด่าไม่มีความคิดฟุ้งซ่านมีเพียงเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและเสียงต่อว่าเขาเพื่อระบายความทรมานออกมาเท่านั้นยิ่งไม่ได้ยิน..
หลังจากนั้นหลายวัน ชีวิตของซ่งอวี้หรูก็กลับเข้าสู่ความสงบเช่นเดิมนางยังคงตื่นสายกินเก่งง่วงก็นอนบางครั้งก็เดินไปเยี่ยมฮูหยินผู้เฒ่าบางวันไปนั่งเล่นกับฟางฮุ่ยเหมย หากว่างมากก็ออกจากจวนไปตรวจสอบร้านค้าในมือของตนเองจนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง... ชิงอวี่ยกสำรับอาหารเข้ามา“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ วันนี้ในครัวทำโจ๊กปลา...”ยังพูดไม่ทันจบ ซ่งอวี้หรูก็ยกมือขึ้นปิดจมูก“เอาออกไป”ชิงอวี่ชะงัก“เจ้าคะ”“กลิ่นโจ๊กปลาคาวมากเลย”“แต่ปกติฮูหยินน้อยชอบโจ๊กปลามากนะเจ้าคะ”“วันนี้ไม่อยากกิน”ซ่งอวี้หรูตอบพลางขมวดคิ้ว นางยังไม่ได้คิดอะไร แต่ชิงอวี่กลับมองนางอย่างแปลก ๆ“ฮูหยินน้อย...”“อะไร”“ประจำเดือนของท่านเดือนนี้...”ซ่งอวี้หรูชะงัก ทั้งห้องพลันเงียบ นางเริ่มนับวันอยู่ในใจ จากนั้นสีหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป‘เดี๋ยวนะ... เหมือนจะเลยมาหลายวันแล้วจริง ๆ’ชิงอวี่เบิกตากว้าง“บ่าวจะไปเชิญหมอ!”“เดี๋ยวก่อน”แต่นางยังห้ามไม่ทัน ชิงอวี่ก็วิ่งออกจากห้องไปแล้ว ข่าวแพร่เร็วเสียยิ่งกว่าไฟลามทุ่งไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ฟางฮุ่ยเหมยก็รีบมาถึง ตามมาด้วยเผยซูเจิน แม้แต่หลินจิ้งยังตามเข้ามาด้วย ซ่งอวี้หรูนั่งอยู่บนเตียง มองคนเต็
คำพูดของซ่งอวี้หรงทำให้ซ่งเหวินหยวนลุกขึ้นทันที“อะไรนะ!”ซ่งอวี้หรงหันไปมองบ่าวบนพื้น“เจ้าพกยาพิษเข้ามาในจวนอัครเสนาบดีเพื่ออะไร”“ตั้งใจจะวางยาผู้ใด”บ่าวคนนั้นกัดฟัน“ข้าไม่รู้!”“ไม่รู้หรือ”ซ่งอวี้หรงยิ้มเย็น“เช่นนั้นส่งไปกรมอาญาเถิด ที่นั่นมีวิธีทำให้คนไม่รู้กลายเป็นคนรู้ได้มากมาย”บ่าวชายหน้าซีดทันที“อย่า! ข้าพูดแล้ว”เขาหันไปมองเสิ่นอวี้เหวินด้วยความหวาดกลัว“เป็นคุณชายเสิ่น! เขาเป็นคนสั่งให้ข้าทำ”เสิ่นอวี้เหวินเบิกตากว้าง“เจ้าใส่ร้ายข้า!”บ่าวคนนั้นรีบตะโกน“คุณชายเสิ่นสั่งให้ข้าหาโอกาสวางยาฮูหยินซ่งและคุณชายน้อย เขาบอกว่าหากคุณชายน้อยตาย ท่านอัครเสนาบดีก็จะไม่มีบุตรชายสายตรง”“ส่วนหากฮูหยินซ่งตายไปด้วย... เขาก็จะสามารถกลับมาอยู่ข้างกายนายท่านได้อีกครั้ง”ทั้งห้องเงียบกริบ ซ่งเหวินหยวนตัวสั่น ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว แต่เพราะโกรธจนแทบควบคุมตนเองไม่อยู่ เขาจ้องเสิ่นอวี้เหวินราวกับไม่เคยรู้จักเด็กคนนี้มาก่อน“เจ้า... คิดจะฆ่าฮูหยินของข้า และลูกของข้า”เสิ่นอวี้เหวินรีบส่ายหน้า“ไม่ใช่!”“ท่านพ่อ ท่านอย่าเชื่อเขา”“ข้าไม่ได้...”“หุบปาก!”เสียงตวาดดังสนั่น ทารกในอ้อมแขนแม่นมสะดุ
ข่าวของเซี่ยหว่านชิงถูกส่งกลับมาถึงเมืองหลวงในช่วงต้นฤดูหนาว ตอนแรกซ่งอวี้หรูไม่ได้สนใจนัก นับตั้งแต่ตระกูลเซี่ยถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวง ชีวิตของนางก็กลับเข้าสู่ความสงบอย่างที่ใฝ่ฝันมานานตื่นสาย กินขนม เบื่อก็เดินเล่นในสวน บางวันไม่อยากออกจากเรือนก็เอนตัวนอนบนตั่งทั้งวันกู้ชิงอวิ๋นกลับจากค่ายทหารเมื่อใดก็จะมีของกินหรือของเล่นแปลก ๆ ติดมือกลับมาให้นางเสมอ ซ่งอวี้หรูจึงใช้ชีวิตเป็น “ปลาเค็ม” ได้อย่างเต็มภาคภูมิจนกระทั่งวันหนึ่ง ชิงอวี่นำข่าวจากชายแดนเข้ามารายงาน“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ มีข่าวเรื่องคุณหนูเซี่ยเจ้าค่ะ”ซ่งอวี้หรูซึ่งกำลังนอนกอดหมอนอยู่บนตั่งเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย“เซี่ยหว่านชิงหรือ”“เจ้าค่ะ”“นางเป็นอย่างไรบ้าง”ชิงอวี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ“เสียชีวิตระหว่างทางไปชายแดนแล้วเจ้าค่ะ”มือที่กำลังหยิบขนมของซ่งอวี้หรูหยุดลง“ตายแล้วหรือ”“เจ้าค่ะ”ชิงอวี่ลดเสียงลง“หลังจากถูกเนรเทศ การเดินทางลำบากมาก อาหารที่แจกให้นักโทษก็มีไม่มาก คุณหนูเซี่ยไม่เคยลำบากมาก่อนจึงทนไม่ไหว”“ได้ยินว่า...ช่วงหลังนางพยายามใช้สิ่งที่ตนเองมีแลกเปลี่ยนกับอาหารและความสะดวกจากผู้คุมบางคน”ซ่งอวี้หรูเงี







