Mag-log in“ขอรับแม่นาง”
คนขับรถม้าจวนอ๋องถือดีในบารมีของชินอ๋องอยู่แล้ว จึงบังคับสายบังเหียน ควบคุมรถม้าหมายจะผ่านไป แต่เพราะทางเหลือน้อยมาก จึงทำให้รถม้าเฉี่ยวชนรถม้าที่จอดอยู่
“บังอาจ รถม้าไร้ยางอายมาจากที่ใด กล้าดีอย่างไรมาชนรถม้าประทับของไทเฮา”
เสียงองครักษ์ตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว พร้อมกับชักดาบออกจากฝัก เตรียมคุ้มครองความปลอดภัยของไทเฮา
คนขับรถม้าจวนชินอ๋องตกใจจนหน้าซีด “ไทเฮาหรือ”
มู่หว่านอินค่อย ๆ จัดแจงเสื้อผ้าให้ดูยับย่นเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ ก้าวลงจากรถม้าจวนอ๋อง
“หยุดก่อน”
เสียงทรงอำนาจดังขึ้นจากภายในรถม้าหรูหรา ม่านดิ้นทองถูกเปิดออก เผยให้เห็นหญิงชราในชุดผ้าไหมสีเข้ม ฉลองพระองค์แผ่รังสีสูงศักดิ์น่าเกรงขาม
นั่นคือไทเฮาแห่งแคว้นต้าเซี่ย
ไทเฮาทอดพระเนตรมองตราประทับประจำจวนชินอ๋องบนตัวรถม้า ก่อนจะหันมามองสตรีที่ก้าวลงมาจากรถม้าคันนั้น สายพระเนตรอันเฉียบคมพินิจพิจารณา
“สตรีผู้นั้น ก้าวเข้ามาใกล้ ๆ ข้า” ไทเฮาตรัสสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
มู่หว่านอินย่อกายลงอย่างนอบน้อม ก้าวเดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างรถม้าประทับของไทเฮา
“หม่อมฉันมู่หว่านอิน ถวายบังคมไทเฮา อุบัติเหตุที่รถม้าคันนี้ไถลมาชน ต้องขอพระราชทานอภัยโทษจากไทเฮาด้วยเพคะ”
ไทเฮาทรงขมวดพระขนง “เหตุใดเจ้าจึงนั่งรถม้าของจวนชินอ๋อง”
“ทูลไทเฮา ท่านอ๋องส่งรถม้ามารับหม่อมฉันเพคะ”
ไทเฮาทรงพยักพระพักตร์ แววพระเนตรฉายความสนใจ สตรีชาวบ้านธรรมดาเมื่อเจอขบวนไทเฮาย่อมตื่นตระหนก แต่สตรีตรงหน้ากลับกิริยามารยาทเรียบร้อย มีท่าทีสงบนิ่งสุขุม
“จินหยางส่งรถมารับเจ้าหรือ เจ้าจะเดินทางไปที่ใดกัน แล้วเจ้ามีความสัมพันธ์อันใดกับชินอ๋อง” ไทเฮาตรัสถามด้วยความสงสัย
มู่หว่านอินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง หยาดน้ำตากลมเกลี้ยงใสเอ่อคลอ นัยน์ตาคู่สวยฉายแววตัดพ้อ หญิงสาวก้มหน้าลงเล่าความจริงด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ทูลไทเฮา ชินอ๋องส่งรถม้ามารับหม่อมฉันเพื่อเดินทางไปที่จวนชินอ๋องเพคะ”
บทบาทดอกบัวขาว ไฉนนางจะเล่นไม่ได้เล่า ในเมื่อสิ่งที่ทูลไทเฮาคือความจริงทุกประการ
“จวนชินอ๋อง เขาเรียกเจ้าไปทำไม”
“ท่านอ๋องให้คนมารับหม่อมฉันไปเป็นอนุภรรยาเพคะ”
มู่หว่านอินสูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับต้องใช้ความกล้าอย่างมากในการเอ่ยความขมขื่นในใจ
“เมื่อห้าปีก่อน หม่อมฉันได้พบและกราบไหว้ฟ้าดินกับบุรุษผู้หนึ่งนามว่าจินหยาง เขาบอกว่าเป็นเพียงคนธรรมดา ไร้บิดามารดา ไร้ทรัพย์สินเงินทอง เรากินอยู่ร่วมกันจนเขาออกรบ หม่อมฉันเฝ้ารอเขากลับมานานถึงสี่ปีด้วยความซื่อสัตย์”
ไทเฮาทรงฟังด้วยความตั้งใจ ฉู่จินหยางหายไปตั้งแต่เด็ก พอได้โอกาสกลับมาแคว้นต้าเซี่ยตอนเติบโตขึ้นก็ปิดบังตัวตนอยู่นาน
สายพระเนตรเริ่มอ่อนโยนลงยามเห็นหยาดน้ำตาและเรื่องราวอันน่าสงสารของสตรีตรงหน้า
มู่หว่านอินสะอื้น ร่างกายสั่นสะท้าน “ท่านอ๋องให้คนส่งรถม้าคันนี้มารับหม่อมฉันไปที่จวน เพื่อให้หม่อมฉันไปเป็นอนุภรรยา และท่านอ๋องบอกว่าจะแต่งงานกับแม่นางไป๋ลี่เซียน บุตรสาวของอัครเสนาบดีไป๋ ในฐานะพระชายาเอก”
ไทเฮาทรงตบขอบหน้าต่างรถม้าประทับอย่างแรง สายพระเนตรเต็มไปด้วยโทสะ
“สารเลวสิ้นดี”
พระนางทรงเกลียดชังอัครเสนาบดีไป๋ที่คอยรวบอำนาจในราชสำนักและพยายามดึงเหล่าอ๋องไปเป็นพวกพ้องอยู่แล้ว ยิ่งได้มารู้ว่าฉู่จินหยางคิดจะแต่งงานกับลูกสาวอัครเสนาบดีไป๋เพื่อสร้างฐานอำนาจ โดยการทำร้ายจิตใจสตรีซื่อสัตย์ที่ถนอมตนรอเขามาสี่ปี และบังคับให้มู่หว่านอินต้องไปเป็นอนุภรรยาเพื่อรองรับอารมณ์ พระนางยิ่งทรงรับไม่ได้
“มู่หว่านอิน เจ้าไม่ต้องนั่งรถม้าจวนอ๋องคันนี้ไปก้มหัวให้ผู้ใดอีกต่อไป สตรีซื่อสัตย์เช่นเจ้า ข้าจะไม่ยอมให้ฉู่จินหยางและพวกตระกูลไป๋มารังแกได้ตามใจชอบ”
มู่หว่านอินเงยหน้าขึ้นมองไทเฮาด้วยสายตาสับสนและซาบซึ้ง “ไทเฮา ทรงหมายความว่าอย่างไรเพคะ”
“อัครเสนาบดีไป๋อยากส่งลูกเข้าจวนชินอ๋องเพื่อคานอำนาจกับรัชทายาทใช่หรือไม่ ข้าจะเป็นคนพังแผนการของคนเหล่านี้เอง”
ยามเย็น สายลมพัดเอื่อยเฉื่อย ในจวนชินอ๋อง เหล่าบ่าวรับใช้กำลังประดับตกแต่งผ้าสีแดงเพื่อเตรียมงานอภิเษกสมรสระหว่างชินอ๋องและไป๋ลี่เซียน
ฉู่จินหยางยืนมองแผนที่เมืองหลวง ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววพึงพอใจ ยามนี้รถม้าที่เขาส่งไปรับมู่หว่านอินคงกำลังนำตัวนางมาถึงจวนในไม่ช้า
ทันใดนั้นองครักษ์คนสนิทก็วิ่งลนลานเข้ามาด้วยสีหน้าซีดเผือด “ท่านอ๋อง เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ชินอ๋องขมวดคิ้ว “เกิดเรื่องใดขึ้น มู่หว่านอินมาถึงจวนแล้วหรือ”
“แม่นางมู่มิได้มาคนเดียวพ่ะย่ะค่ะ แต่นางมาพร้อมกับขบวนขบวนรถม้าของวังหลวง และยามนี้หัวหน้าขันทีกำลังถือราชโองการสมรสพระราชทานมาถึงหน้าประตูจวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ว่าอย่างไรนะ!” ฉู่จินหยางลุกขึ้นยืนทันที นัยน์ตาคมกริบพลันวูบไหว
คำพูดใจร้ายจากปากบุรุษที่มู่หว่านอินรัก ราวกับค้อนขนาดใหญ่ที่ทุบลงมากลางศีรษะ นางไม่เคยชินหรือทำใจเมินเฉยต่อเรื่องนี้ได้สักครา แม้ภายนอกพยายามแสดงออกอย่างเข้มแข็งก็ตามมู่หว่านอินพยายามรักษาสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด แม้ในอกจะรู้สึกเหมือนถูกใครควักออกมาแล้วบีบจนแตกชายหนุ่มตรงหน้า บุรุษที่นางเคยฝากชีวิตและหัวใจไว้ในบ้านหลังเล็ก บัดนี้กลับยืนโอบเอวสตรีอื่นต่อหน้าข้ารับใช้ทั้งจวน หนำซ้ำยังกล่าวหาว่านางใช้แผนการสกปรกเพื่อแย่งชิงตำแหน่งที่ควรจะเป็นของไป๋ลี่เซียนน่าขันสิ้นดี คนที่หลอกลวงและพังชีวิตนางก่อนก็คือเขามิใช่หรือไป๋ลี่เซียนได้ยินดังนั้นก็ยิ่งแกล้งทำสีหน้าหวาดหวั่น นางรีบคุกเข่าลงบนพื้น หยาดน้ำตาร่วงหล่นไหลอาบแก้ม “ท่านอ๋องอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลยเพคะ เป็นความผิดของลี่เซียนเอง หากลี่เซียนไม่ดึงดันอยากอยู่กับท่านอ๋อง เรื่องก็คงไม่เป็นเช่นนี้ พระชายาโปรดประทานอภัยให้ลี่เซียนเถิด หากการอยู่ของลี่เซียนทำให้พระชายาทรงขัดหูขัดตา ลี่เซียนยินดีกลับไป และจะไม่มาปรากฏตัวให้พระชายาต้องขุ่นเคืองใจอีกแล้วเพคะ”คำพูดถ่อมตนและน่าสงสารของไป๋ลี่เซียน มองปราดเดียวก็รู้ว่าเสแสร้ง ทว่าฉู่จินหยางหูหนวกตา
มู่หว่านอินยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาระยิบระยับท่ามกลางแสงเทียน “กระต่ายเริ่มตื่นตกใจแล้วสินะ พอข้าก้าวเข้ามาในฐานะพระชายาเอก พวกมันก็นั่งไม่ติด”“พระชายาจะให้คนของเราลอบสังหาร หรือจับตัวมาเค้นคอถามเลยหรือไม่เพคะ” ซูเหมยถามด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว“อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป” มู่หว่านอินเอ่ยเสียงเรียบพลางลุกขึ้นช้า ๆ“การแหวกหญ้าให้งูตื่นย่อมไม่อาจลากตัวผู้อยู่เบื้องหลังที่แท้จริงออกมาได้ เราต้องลอบฟังดูว่าพวกมันกำลังวางแผนทำสิ่งใดกับข้า”มู่หว่านอินสั่งการให้ซูเซียงสะกดรอยตามหมอชราไปอย่างเงียบเชียบ ส่วนนางและซูเหมยเลือกที่จะลอบตามหนิงหนิงไปยังด้านหลังจวนอ๋องค่ำคืนนี้พระจันทร์ถูกเมฆบดบังจนมืด บรรยากาศเงียบสงัด หนิงหนิงเดินด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน คอยเหลียวซ้ายแลขวาตลอดเวลา ก่อนจะปลีกตัวไปยังเรือนร้างหลังหนึ่งท้ายจวนอ๋องมู่หว่านอินและซูเหมยซุ่มรออยู่บนหลังคา หญิงสาวเปิดช่องกระเบื้องออก ก่อนจะมองลงไปยังเบื้องล่างภาพที่ปรากฏคือ หนิงหนิงกำลังคุกเข่าต่อหน้าร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่ง ชายผู้นั้นสวมชุดยาวสีดำ และบนใบหน้าสวมหน้ากากสีเงิน ปิดบังโฉมหน้าที่แท้จริง นัยน์ตาใต้หน้ากากทอประกายเหี้ยมเกรียม“เรื่อ
อัครเสนาบดีไป๋ขมวดคิ้ว พิจารณาคำพูดของชินอ๋อง “ไทเฮาทรงเกลียดการที่เหล่าอ๋องขยายอำนาจ ยามที่ทรงได้ยินเรื่องนี้ จึงทรงใช้สตรีผู้นั้นมาเป็นหมากพังแผนการอภิเษกสมรสระหว่างท่านอ๋องกับตระกูลไป๋ใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”ฉู่จินหยางผงกศีรษะ “ใช่ ไทเฮาต้องการพังแผนการของเรา มู่หว่านอินก็เป็นเพียงเหยื่อของไทเฮา นางตามหมากทางการเมืองไม่ทันหรอก”เมื่อได้ฟังความจริง ไป๋ลี่เซียนก็แผดเสียง “สตรีแพศยา นางกล้าดีอย่างไรมาทำลายอนาคตของข้า”ก่อนจะหันไปถามชายคนรัก “แล้วท่านอ๋องจะทำอย่างไรเพคะ ท่านอ๋องจะยอมให้นางนั่งตำแหน่งพระชายาเอกเหนือหม่อมฉันอย่างนั้นหรือ”ฉู่จินหยางเอื้อมมือไปจับไหล่ไป๋ลี่เซียน เอ่ยหนักแน่น “ไม่มีวัน ตำแหน่งพระชายาเอกแห่งจวนชินอ๋อง และตำแหน่งฮองเฮาในอนาคต ย่อมเป็นของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว แต่ราชโองการพระราชทานสมรส ข้ามิอาจขัดขืนได้ในยามนี้เพราะจะทำให้แผนใหญ่เสีย แต่ข้าขอสัญญา ข้าจะแต่งมู่หว่านอินเข้าจวนเพื่อบังหน้าเท่านั้น”อัครเสนาบดีไป๋ลูบเครา “แต่งเพื่อบังหน้าหรือพ่ะย่ะค่ะ แล้วตระกูลไป๋ของกระหม่อมเล่า จะให้ส่งบุตรสาวภรรยาหลวงแต่งเข้าไปเป็นชายารองหรือ เกียรติของตระกูลไป๋จะเอาไปไว้ที่ใด”ฉู่
“เช่นนั้นหม่อมฉันจะนับวันรอเพคะ แต่ระวังว่าแผนการดึงตระกูลไป๋มาเป็นพวกจะพังพินาศเสียก่อน”“เจ้า!” ฉู่จินหยางกัดฟัน“ดึกมากแล้ว ท่านอ๋องเชิญเสด็จกลับห้องเถิดเพคะ หากทรงประทับอยู่ในเรือนพักของหม่อมฉันนานเกินไป เกรงว่าจะมิเหมาะกับกฎระเบียบก่อนวันอภิเษกสมรส ยิ่งยามนี้มีคนของไทเฮาคอยจับตาดูอยู่ หากเรื่องหลุดไปถึงวังหลวงว่าท่านอ๋องข่มขู่องค์หญิงบุญธรรม เกรงว่าตำแหน่งชินอ๋องของท่านอ๋องคงจะยิ่งสั่นคลอน”ฉู่จินหยางชะงัก เขาจ้องมองใบหน้างดงามของนางด้วยสายตาอาฆาตแค้น ลมหายใจชายหนุ่มหอบหนักด้วยโทสะ“ข้าจะรอฟังว่าเจ้าจะยังมีรอยยิ้มเช่นนี้อยู่อีกหรือไม่ ในวันที่ข้าส่งหนังสือหย่าถึงเจ้า”กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อหมุนกายจากไป เสียงประตูเรือนถูกปิดลงอย่างแรงด้วยโทสะของเจ้าของจวน มู่หว่านอินสูดลมหายใจเข้าลึก นางยกมือขึ้นมาจับหัวใจที่กำลังบีบรัด ตนพยายามเข้มแข็ง ต่อกรกับฉู่จินหยางครานี้ใช้แรงไปมากยิ่งนัก อย่างไรก็เป็นบุรุษที่รัก แต่เรื่องนี้มิอาจนึกถึงมันได้อีก เพราะชาตินี้นางกลับมาเพื่อลูกเพียงผู้เดียวหญิงสาวยกมือขึ้นแตะรอยแดงบนคางที่เกิดจากแรงบีบของฉู่จินหยาง ความเจ็บปวดเล็กน้อยนี้มิอาจเทียบกับความเจ็บ
มู่หว่านอินจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาคมกริบที่นางเคยรักนักรักหนา ในอดีตเขาเคยมองกันด้วยความรัก แต่บัดนี้มันกลับเต็มไปด้วยความเกลียดชัง นางหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะใสกระจ่างแต่ทว่าเย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจหญิงสาวเงยหน้าไปมองเขา “หม่อมฉันไม่ได้ต้องการความสุขจากท่านอ๋องอีกต่อไปแล้วเพคะ ตั้งแต่วันที่ท่านอ๋องบอกว่าจะแต่งงานกับสตรีอื่น ความสุขของหม่อมฉันที่มีต่อท่านอ๋องได้ตายจากไปหมดแล้ว”คำพูดจากปากมู่หว่านอินทำให้ดวงตาฉู่จินหยางสั่นระริก ทว่าเพียงครู่เดียวก็เปลี่ยนสายตากลับมาราบเรียบตามเดิม“แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด”“หากบอกตอนนี้ก็ไม่สนุกสิเพคะ” มู่หว่านอินกล่าวยิ้ม ๆ นางยื่นมือเรียวสวยขึ้นแตะแผงอกแกร่งของฉู่จินหยางเบา ๆ ก่อนจะใช้นิ้วดันตัวเขาออกห่าง“หม่อมฉันขอตัวไปตรวจดูเรือนพักก่อนนะเพคะ ยามนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว หากอยู่สนทนากับท่านอ๋องนานเกินไป เกรงว่าบ่าวไพร่จะนำไปลือกันเสีย ๆ หาย ๆ ว่าองค์หญิงบุญธรรมของไทเฮากับชินอ๋องใจร้อนจนมิอาจรอให้ถึงวันอภิเษกสมรส”“มู่หว่านอิน!”มู่หว่านอินเดินนำข้ารับใช้หญิงประจำจวนอ๋องมุ่งตรงไปยังเรือนฟางเซียงสง่างาม ทิ้งให้ฉู่จินหยางยืนมองแผ่นหลังของนา
บริเวณใกล้หน้าประตูใหญ่จวนชินอ๋อง ขันทีผู้เชิญราชโองการชูม้วนผ้าไหมสีทองผืนใหญ่ขึ้นเหนือศีรษะ รัศมีความสูงศักดิ์ซึ่งเป็นตัวแทนของจักรพรรดิแผ่ขยายไปทั่วบริเวณฉู่จินหยางก้าวออกมาอย่างจำใจ เขาย่อกายลงคุกเข่า ชายเสื้อตัวยาวสีเข้มตกลงบนพื้น นัยน์ตาคมกริบจ้องมองม้วนผ้าไหมสีทองในมือขันทีสลับกับร่างของสตรีที่ก้าวลงมาจากรถม้าวังหลวงอย่างเชื่องช้ามู่หว่านอิน...สตรีที่เขาคิดว่าจะนำนางเข้าจวนมาอยู่ในฐานะอนุภรรยา บัดนี้กลับสวมเสื้อผ้าไหมเนื้อดี ผมที่เคยเกล้าอย่างเรียบง่ายถูกประดับด้วยเครื่องประดับสีทอง สะท้อนแสงแดดยามเย็นดวงตาทั้งสองคู่ประสานกัน แววตาฉู่จินหยางเต็มไปด้วยความสับสน ขณะที่สายตาของมู่หว่านอินกลับมองเขาอย่างคนเหนือกว่า“ชินอ๋องรับราชโองการ” ขันทีประกาศเสียงดังฟังชัดขันทีคลายม้วนราชโองการออกช้า ๆ ก่อนจะอ่านข้อความอย่างชัดถ้อยชัดคำ “สตรีนามมู่หว่านอิน เป็นผู้มีความซื่อสัตย์เปี่ยมด้วยคุณธรรม เป็นที่ต้องพระทัยของไทเฮา จึงโปรดรับเป็นองค์หญิงบุญธรรมแห่งไทเฮา มีศักดิ์และสิทธิ์ในราชวงศ์ต้าเซี่ยทุกประการ และขอพระราชทานสมรสให้ชินอ๋อง อภิเษกสมรสกับองค์หญิงบุญธรรม กำหนดวันอภิเษกสมรสในอีกเจ็ดว







